...เขียน Blog นี้...เพราะ Destiny of LOVE
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
14 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 

[Short Fan Fic]My Buddy 5






My Buddy 5



ผมกลับมาถึงห้องของเราสองคน ปิดห้องขังตัวเองอยู่ในห้องนอน อยากบอกว่าผมเหงาจนทรมาน เจ็บแทบหายใจไม่ออก บริเวณหน้าอกเหมือนกับหัวใจถูกบีบคั้น แล้วน้ำใส ๆ ก็ไหลออกมาจากขอบตาทั้งสองข้าง


จากนาที กลายเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงก็กลายเป็นชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่ผมรู้สึกราวกับว่าเวลานั้นมันช่างยาวนานนานเหลือเกิน...............


จนกระทั่งหูได้ยินเสียงประตูห้องด้านหน้าถูกเปิดออก และเสียงคนขยับเท้าก้าวเดินใกล้เข้ามา


ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นอุดปากของตัวเองเอาไว้ เพื่อสกัดกั้นเสียงสะอื้นไห้เพียงเพราะกลัวว่าคนภายนอกอาจจะได้ยินมันเข้า


“แอนดี้.............”

คนที่อยู่ข้างนอกร้องเรียกชื่อผม


“ แอนดี้........”

เสียงเรียกพร้อมกับเสียงเคาะประตูห้องนอน 2-3 ครั้งติด ๆ กัน



อึดใจต่อมาผมรีบสะบัดผ้าห่มขึ้นคลุมโปง เมื่อได้ยินเสียงลูกบิดประตู


รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ทำให้เตียงนอนยุบลง ก่อนที่มืออุ่น ๆ ของคน ๆ นั้นจะแตะลงมาตรงไหล่เบา ๆ


“ แอนดี้ หลับหรอ”


ไม่ทันสิ้นเสียงผ้าห่มที่คลุมใบหน้าและศีรษะอยู่ก็ถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว มือเล็กยกขึ้นปิดใบหน้าตัวเองแทบไม่ทัน

จินนี่มองร่างเล็กด้วยความงุนงง


“ไม่สบายหรอ”

คำถามอ่อนโยนดังขึ้นพร้อมกับใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปที่ท่อนแขนคนตัวเล็กเบาๆ


แต่ไม่มีสัญญานตอบรับใด ๆ จากคนที่นอนเอามือปิดหน้าตัวเองอยู่

“เปิดหน้าออกมาคุยกันหน่อยดิ”


ใบหน้าของคนที่นอนอยู่ส่ายไปมาบนหมอน


“อ้าว......อะไรวะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเอาแต่ปิดหน้าปิดตาไม่ยอมพูดยอมจา ทำตัวไม่ถูกนะโว้ย”

ไอ่สูงเริ่มหงุดหงิด


หง่ะ......ไอ่บ้านี่ คนยิ่งกำลังเสียใจอยู่ด้วย ยังจะมาขึ้นเสียงใส่อีก แล้วไอ่เจ้าน้ำตาที่มันแห้งไปเมื่อสักครู่ก็ดันไหลออกมาอีกจนได้


แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าร่างของตัวเองนั้นตกอยู่ภายใต้ท่อนแขนแข็งแรงสองข้างของไอ่สูงที่เท้าคร่อมกับที่นอนเอาไว้ลักษณะนี้มันก็เหมือนกับกำลังถูกไอ่สูงกอด........



“เฮ้อ............”

เสียงมันถอนหายใจหนัก ๆ จนลมหายใจอุ่น ๆ มาปะทะกับท่อนแขนที่ยังไม่ยอมลดลงจากใบหน้าของผม


“ร้องไห้ทำไม ไม่สบายหรือป่าว”

น้ำเสียงที่ถามติดจะหงุดหงิด


“เดี๋ยวชั้นออกไปทำอะไรให้กิน กินเสร็จจะได้กินยาแล้วก็พักผ่อนให้มาก ๆ ”


เสียงมันเดินออกไปจากห้องแล้วผมก็เอามือออกจากหน้า ตอนนี้หยุดร้องไห้แล้ว แต่ว่า.....มันรู้ว่าผมร้องไห้ แค่ไม่สบายคงไม่ถึงกับต้องร้องไห้ เดี๋ยวคงต้องโดนมันซักอีกแหง๋ม ๆ แล้วจะตอบคำถามมันได้ยังงัย ว่าทำไมผมถึงร้องไห้


ผมลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา ส่องกระจกดูหน้าตัวเองตาบวมเลย ทั้งบวมทั้งแดง สงสารตัวเองชะมัดทำไมถึงจิตตกได้ขนาดนี้นะเรา


พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ และทำใจอยู่สักพักก่อนจะเดินออกไปหามันที่กำลังยืนทำอาหารง่วนอยู่ในครัว ผมนั่งลงบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ มันคงรู้เลยหันมายิ้มให้นิดนึง


“อีกแป๊บเดียว ใกล้เสร็จแล้วรอให้ซุปเดือดก็กินข้าวได้”

มันบอกก่อนจะหมุนตัวกลับไปสนใจกับหม้อซุปบนเตาเช่นเดิม


ผมมองดูแผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคยมานานด้วยความเพลิดเพลิน หลายครั้งที่ผมอยากจะเดินเข้าไปโอบกอดมันจากทางด้านหลัง เอาหน้าแนบลงบนบ่ามันบอกขอบคุณมันที่เป็นห่วงเป็นใยผมมากขนาดนี้ หึ..........ถ้าทำแบบนั้น มันจะตกใจและคิดว่าผมไม่สบายเป็นอะไรมากรึป่าวนะ


เพราะฉะนั้นผมก็คงทำได้แค่เพียงลวนลามมันในความคิดใช่มั้ย ส่วนในความเป็นจริงผมกับมันคงมีแค่คำว่ามิตรภาพและความเป็นเพื่อน แต่ไอ่เพื่อนครับ.....กรูรักเมิงว่ะ


แล้วความคิดของผมก็ต้องสะดุดหยุดลงอยู่ตรงนั้น พร้อมกับร่างสูงที่ส่งเสียงดัง


“อ๊า....เสร็จเรียบร้อย ไปนั่งรอที่โต๊ะ เดี๋ยวผมบริการเสริฟอาหารมื้อนี้ให้เองครับ”

มันหันมาบอกด้วยรอยยิ้ม


เราสองคนนั่งกินข้าวด้วยกัน คุยกันไปหัวเราะกันไปจนกระทั่งอิ่มหนำด้วยกันทั้งคู่


ตอนนี้เราสองคนมานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ผมเอน ๆ ตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างสบายอยู่บนโซฟาส่วนสายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวีส่วนไอ่สูงมันนั่งอยู่บนเบาะรองนั่งบนพื้นห้อง กำลังตั้งอกตั้งใจปอกผลไม้ ปอกใส่จานมั่งปอกเข้าปากตัวเองมั่งแต่บางทีมันก็มีน้ำใจเอามาส่งให้ถึงปากผม


“กินผลไม้เสร็จแล้ว เดี๋ยวไปเอายามาให้”

มันทำท่าจะลุกขึ้นไป ผมรีบกดไหล่มันไว้

“ไม่ต้องกินยา ไม่ได้เป็นอะไร”

มันอ้าปากทำท่าจะประท้วง ผมจึงรีบพูดแซงขึ้นซะก่อน

“มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ”

“เรื่องอะไร มันเครียดถึงกับทำให้ร้องไห้เลยเชียวหรอ ไหนบอกมาสิเผื่อชั้นจะช่วยอะไรได้บ้าง”

มันทำหน้าซีเรียส เอ่อ......แต่ผมก็เครียดไม่แพ้มันเพราะตอนนี้ยังคิดไม่ออก ไม่รู้จะตอบคำถามของมันว่ายังงัยดี



“ช่างมันเหอะ ไม่มีอะไรมากหรอกเดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

เมื่อหาคำตอบให้มันไม่ได้ก็บอกปัด ๆ มันซะเลย


“พูดมาเร็ว ๆ คนกำลังตั้งใจฟัง”

มันดันทำเสียงเข้มหน้าเครียดไม่ยอมปล่อยผ่านซะงั้นอ่ะ


“เอ่อ.....คือว่า ”

คือว่าอะไรดีวะตรู


“ไม่ต้องอึกอัก มีอะไรเล่ามาให้หมด “

มันยังคาดคั้นไม่ยอมหยุด สงสัยงานนี้คงต้อง............ต้องปั้นน้ำเป็นตัวซะแล้วมั้ง


แต่แล้วความคิดบางอย่างก็แล่นปราดเข้ามาในหัวสมองน้อยๆ ของผม เอาล่ะ เป็นงัยเป็นกันอยากรู้มากนักใช่มั้ย

“จินนี่ นายเคยเจอพี่เอริคที่เป็น senior co-pilot แล้วใช่ป่ะ”

“อืม.....เคยเจอ ก็คืนวันนั้นก่อนที่จะไปบิน ชั้นไปรับนายที่ผับเค้าก็อยู่ที่นั่นด้วยใช่มั้ย”

ความจำดีมากครับไอ่เพื่อนรัก

“นายว่าเค้าเป็นยังงัยมั่ง”

“หล่อ เท่ห์ ได้ยินคนเค้าพูดถึงคน ๆ นี้มาบ่อย ๆ ว่าเก่งแล้วก็ฉลาดมากด้วย ถามทำไม”

“เที่ยวที่แล้วชั้นได้บินกับพี่เค้าตอนขาไปด้วยล่ะ”

“แล้วงัย.......”

แล้วงัยหรอ เออ........เดี๋ยวเถอะเมิง

“ก็ไม่แล้วงัยร๊อก มันก็แค่พี่เค้ามาขอคบชั้นก็แค่นั้นเอง”

พูดจบก็ลุ้นว่ามันจะทำยังงัย แต่ไม่มีปฏิกิริยาหรืออาการใด ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มของไอ่สูง



ผิดคาด........ไม่คิดว่ามันจะเฉยได้ขนาดนี้

ผิดหวัง.......ไม่ซิมันมากยิ่งกว่านั้นอีก

หมดแล้ว.......ทุกอย่างมันจบลงแล้ว ผมไม่เหลือความหวังอะไรอีกต่อไป



“ทำไมไม่บอกเค้าไปล่ะว่ามีแฟนแล้ว อย่ามาจีบให้เสียเวลา แฟนขี้หึงด้วย”

จู่ ๆ มันก็พูดเหมือนขึ้นมา แต่เหมือนกับเป็นคำแนะนำซะมากกว่า

“ก็แล้วมันมีซะที่ไหนล่ะ”

ผมตวัดเสียงเหวี่ยง ๆ ใส่มัน

“บอกว่ามีก้อมีสิวะ”

“ไม่มีโว้ย......”

ไอ่นี่..........จะให้โมโหซ้ำซากไปถึงไหนวะ

“แฟนนั่งหัวโด่อยู่นี่ทั้งคนยังจะบอกว่าไม่มีอีก”

มันตอบกลับเรียบ ๆ

“อ่ะ.........” ไอ่บ้ามันพูดอะไรออกมาน่ะ

“ชั้นเป็นแฟนนายมาตั้งนานแล้วยังไม่รู้ตัวอีกหรอวะ”

แล้วเมิงมาเป็นแฟนกะกรุตอนไหนล่ะ ไม่เห็นเมิงเคยบอกกรุเลยสักครั้ง

“ยางงงง......ยังจะทำหน้างงอีกแน่ะ”

อ้าวก็งงจริง ๆ นี่หว่า

“ไอ่บื้อเอ๊ย.........ใคร ๆ เค้าก็รู้กันทั้งนั้นแหล่ะว่าเราเป็นแฟนกัน”

“แล้วทำไมชั้นไม่รู้ตัวเลยอ่ะ”

ผมถามมันซื่อ ๆ

“โง่งัย”

เต็มหน้าเลยวุ้ย แล้วคนที่เป็นแฟนกันเค้าพูดกันแบบนี้หรอวะ

“จิน........บอกหน่อยดิ ว่าเราเป็นแฟนกันได้งัยวะ”

“ชั้นชอบนายงัย แล้วก็รู้ด้วยว่านายก็ชอบชั้นเหมือนกัน เพราะงี้งัยเราถึงได้เป็นแฟนกัน”

ไปไม่เป็นเลยวุ้ย มันทั้งสับสนเพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกและแน่นอนว่าเขินกับคำพูดตรง ๆ ของมันด้วย


“เป็นแฟนกันมันง่ายขนาดนั้นเลยหรอวะ”

“เออสิ.......จะต้องทำให้มันยุ่งยากไปเพื่อ”

“ก็แบบ....ไม่คิดว่าเราควรมานั่งคุยกันก่อน หรือว่ามาขอคบกันให้มันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนคู่อื่น ๆ เค้าบ้างหรอ”

“ยุ่งยาก เสียเวลา”

เอ๊า......คนเค้าโรแมนติกกัน ไปว่าเค้าซะเสียเลยนะเมิงนะ

“เอ่อ.........มีอีกเรื่องนึง ไม่รู้ว่าถามนายได้รึป่าว”


ผมยังกล้า ๆ กัว ไม่ค่อยมั่นใจว่าที่พูดมาทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริง ถ้ามันเฉลยตอนสุดท้ายว่าทั้งหมดที่พูดมาเป็นเพียงการล้อเล่นผมจะทำยังงัย

“อยากรู้เรื่องอะไร ถ้าตอบได้ชั้นตอบให้หมดน่ะแหล่ะ”

เพราะทีท่าของมันทำให้ผมเกิดความฮึดขึ้นมา เอาวะเป็นงัยเป็นกัน
เคลียร์ ๆ กันไปสิ่งที่ค้างคาใจจะได้จบ ๆ

“นายคิดยังงัยกับคุณชิน ชั้นได้ข่าวมาว่าเที่ยวที่แล้วพวกนายบินด้วยกัน”
ผมลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ดูก่อน

“ชั้นกับพี่เฮซองเป็นแค่เพื่อนกัน แล้วก็ใช่ที่พวกเราบินด้วยกัน ไม่เห็นจะมีอะไรให้นายต้องสงสัยระหว่างเรา”

“ทำไมจะไม่มี พวกนายนอนด้วยกันหรือไม่ใช่เหรอ อย่าโกหกซะให้ยากชั้นขอบอกว่าชั้นมีพยานรู้เห็น”

ผมทำตัวเหมือนตำรวจกำลังสอบสวนผู้ต้องสงสัย

“หึงหรอ”

มันหัวเราะเอิ้กอ้ากเหมือนถูกใจกับอะไรบางอย่าง มือข้างหนึ่งลูบไล้ต้นแขนผมไปมา

“ไอ่บ้านี่......หัวเราะทำไมวะ ไม่ได้หึงด้วยก็แค่อยากรู้ว่าคืนนั้นพวกนายนอนด้วยกันเฉย ๆ หรือว่านอนเอ่อ.......นอนเล่นกัน”

ผมนึกคำพูดไม่ออก ยอมรับว่าไม่กล้าถามคำถามตรง ๆ กับมัน

ไอ่สูงหยุดหัวเราะเท่านั้นไม่พอมันยังทำหน้าบึ้งใส่ผมอีกด้วย


“คืนนั้นทั้งพี่เฮซองและชั้นต่างคนต่างก็เมาเละทั้งคู่ รับรองว่าถึงจะอยากก็ไม่มีปัญญาจะทำอะไรอย่างที่นายสงสัย รวมถึงคนที่คาบข่าวมาบอกนายด้วย ไม่เข้าใจจริง ๆ ทำไมพี่มินอูถึงคิดว่าชั้นจะทำอย่างนั้นกับพี่เฮซอง”
อ้าว......มันรู้ได้ยังงัยว่าพี่มินอูเป็นคนเล่าเรื่องให้ผมฟัง (ก็คนที่อยู่ในเหตุการณ์มีแค่คนสามคน มันเดายากตรงไหนหรอ)

“ก็เพราะนายทำให้คนอื่นเค้าคิดน่ะสิ”

“ทำอะไร ชั้นทำอะไรให้ชวนคิดกันไปได้งั้นหรอ”

หนอย........ยังมีหน้ามาถามอีก

“เออสิ”

“ไหนบอกมาสิว่าขั้นไปทำอะไรให้นายคิดมากขนาดนั้น”

มันยังไม่ยอมรับ

“คืนนั้นที่ผับตอนที่พี่มินอูไม่อยู่ที่โต๊ะพวกนายทำอะไรกันบ้างจำได้มั้ย ถ้าบอกว่าจำไม่ได้งั้นชั้นจะเตือนความจำให้ก็ละกัน”


ผมพูดเหมือนกับเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แต่ผู้ร้ายปากแข็งก็ต้องเจอแบบนี้แหล่ะไม่อย่างนั้นมันคงไม่ยอมรับ ผมกลืนน้ำลายเอื้อกลงคอ ก่อนจะเอ่ยคำพูดแสลงใจออกไปอย่างยากลำบาก

“นะ นาย.......นายจูบพี่เฮซองด้วยไม่ใช่รึงัย”

แล้วมันก็หลุดออกไปจนได้สินะ คราวนี้ก็ได้แต่รอให้จำเลยทำการแก้ต่างให้กับตัวเอง

“สงสัยชั้นคงต้องแวะไปเยี่ยมพี่มินอูเร็ว ๆ นี้ซะแล้ว”

แม้ว่าคำพูดของมันจะฟังนิ่ง ๆ ไม่มีอะไรแต่ลูกกะตามันกลับเอาเรื่อง

“จะไปหาพี่มินอูทำไม พี่เค้าแค่หวังดีกับชั้นนายอย่ามาทำตัวเป็นคนพาลไม่เข้าท่า”

ผมรีบปกป้องพี่มินอูฝ่ายการข่าวของผมทันที

“ก็แค่จะไปชี้แจงให้เข้าใจงัย ว่าคืนนั้นไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น แล้วชั้นกับพี่เฮซองมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยเพราะว่าพี่เค้าน่ะมีแฟนแล้ว แฟนเค้ากับชั้นก็รู้จักกันด้วย ไม่รู้ว่าเรื่องนี้นายเคยได้ยินหรือป่าวแต่ถ้าเคยได้ยินมาคงไม่เข้าใจอะไรเละเทอะแบบนี้หรอก”

มันว่าใส่หน้าผม

“นายเคยเจอพี่ดงวานแล้วใช่มั้ย ถึงจะไม่สนิทกันแต่ก็คงเคยเจอมาบ้าง และถ้ายังไม่รู้ก็ขอบอกให้รู้ไว้ว่าพี่เฮซองกะพี่ดงวานน่ะเค้าเป็นแฟนกัน และชั้นกับพวกเค้าทั้งคู่ก็สนิทกันด้วย”

ไอ่สูงพูดจบก็ส่งค้อนวงใหญ่มาให้ผมทันที

“แล้วทำไมต้องไปจูบพี่เฮซองด้วยล่ะ” ผมถามอ่อย ๆ

“เล่นกัน.... แกล้งกันเล่นเฉย ๆ ทั้งชั้นและพี่เฮซองไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งกันเลยสาบานได้”

ดวงตาของมันแน่วนิ่งจนทำให้ผมต้องหลบสายตาคมคู่นั้น

“ไอ่บื้อ.....อย่าบอกนะว่าที่ร้องไห้เมื่อเย็นนี้น่ะเป็นเพราะเรื่องนี้”

ฉลาดจริงวุ้ยไอ่นี่ เล่นถามจี้ใจดำกันซะขนาดนี้ผมจะทำยังงัยได้นอกจากพยักหน้ายอมรับกับมัน


ไอ่สูงเลื่อนขึ้นมานั่งบนโซฟา และจับมือทั้งสองข้างของผมไปกุมไว้แน่น

“คราวหลังถ้ามีอะไร ให้มาถามกันก่อนอย่าคิดเองเออเองแบบนี้รู้มั้ย”
แม้คำสั่งจะเข้มงวดแต่เสียงที่เปล่งออกมากลับนุ่มนวลน่าฟัง

“จูบกับคนอื่นมันก็เป็นแค่การหยอกล้อ นอนกับคนอื่นก็แค่การหลับพักผ่อนบนเตียงเดียวกัน ไม่เหมือนเวลาที่นอนกับนายที่ชั้นทั้งก่ายทั้งกอด เวลาที่นายหลับแล้วเผลอเข้ามาซุกในอกมันทำให้ชั้นอบอุ่นและมีความสุขมากจนอยากนอนกอดนายไว้แบบนั้นทุกคืนเลยรู้มั้ย”

มาหวานอะไรตอนนี้เล่าไอ่บ้านี่ ผมเขินจนต้องซุกหน้าร้อน ๆ ไว้กับอกอบอุ่นของมัน

“เออ...ว่าแล้วก็เข้านอนกันดีกว่า”

มันทำหน้าตายชวนเข้าห้อง ใคร้ๆๆๆๆๆๆ จะไปกล้าตกปากรับคำกับมัน

“ยังหัวค่ำอยู่เลย”

ดันอกมันออกนิดหน่อย เล่นตัวแต่พองามครับ

“ยังไม่ต้องนอนหลับก็ได้ ตอนนี้ไปนอนเล่นกันก่อน”


ไม่รอฟังคำตอบ ร่างสูงจัดการอุ้มคนตัวเล็กหายเข้าไปในห้องนอนที่มีเพียงแสงสลัว ๆ จากไฟในห้องนั่งเล่นด้านนอกที่สาดส่องเข้าไปและคนทั้งคู่เองก็ไม่ได้ปรารถนาแสงสว่างใด ๆ อีก


นอกจากแสงระยับจากดวงตาสองคู่ที่ทอดสบกันเป็นระยะ ถึงตอนนั้นจนกระทั่งดึกดื่นเสียงพูดคุยที่ได้ยินกลับกลายเป็นเสียงกระซิบพึมพำสลับกับเสียงร้องระงมที่หาความหมายไม่ได้



The End




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2557
4 comments
Last Update : 14 มิถุนายน 2557 20:16:02 น.
Counter : 1280 Pageviews.

 

อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย


ในที่สุดก็ Happy Ending (ลุกขึ้นยืนปรบมือรัวๆ น้ำตารินปลื้มปริ่มที่สรวดดดด)

ให้ลุ้นกันจนนาทีสุดท้ายเลยนะคะเจ๊เซี่ยง

ขำก๊ากตอนเค้าบอกรัก...นี่รักกันมากชิมิ บอกเสดหลอกด่าเค้าว่าโง่อีกเนี่ย สุดยอดดดด

ก้มกราบแทบอกเจ๊งามๆ ขอบคุณมากมายสำหรับฟิคฮ่ะ ^^

 

โดย: แม่ยกชูงแจ 14 มิถุนายน 2557 20:20:37 น.  

 

กรี๊ดดดดดดดดดด
จุดพลุฉลองงงงงงงง

ลุ้นซะเหนื่อยยังกะบอลโลก (??) เลยนะคะเจ๊เซี่ยง

น่ารักเกิ๊น
แต่ตอนบอกรักกันนี่.... ตรงมากนะคะ "โง่งัย" ฮาหงายเงิบกันเลยค่ะจุดนี้ ประทับใจฝุดๆ 5555555

ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ
ชอบๆ เอาอีกๆ แต่งมาอีกนะค้า

 

โดย: Nantta IP: 171.98.73.125 16 มิถุนายน 2557 18:20:06 น.  

 

เขินนนนนนน

 

โดย: beer IP: 49.230.71.57 24 มิถุนายน 2557 1:42:36 น.  

 

กรี๊ดดดดดดด อ้ายยยยยย เซอร์ไพร์ตรงเฮซองดงวานเป็นแฟนกัน นั่นเค้าบอกรักกันหรอ ตลกดี้ที่ไม่รู้ตัวเลยอ่ะ 5555

 

โดย: ฮานะฮานะ IP: 182.52.172.190 3 กรกฎาคม 2557 1:07:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่ยกชินฮวา
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ยกชินฮวา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.