...เขียน Blog นี้...เพราะ Destiny of LOVE
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2558
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
27 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 

[Fan Fic_Y]Destiny of Love "ลิขิตรักจากฟากฟ้า" EP. 8




อันยองงงงงงงงงมีใครรอเค้าอยู่ไหม...ไม่มี! สมควรอะนะ 5555555


วันนี้ฤกษ์ดีอีกครั้งวันเกิดชายในดวงใจ^^


Happy Birth Day Shin hyesung มีความสุขมาก ๆ นะคะสุขภาพแข็งแรง ตีกอล์ฟและลดกล้ามให้น้อยลงจะดีมาก เค้าชอบขาว ๆ และเพรียวบางเหมือนเดิมมากกว่านะ? นี่อวยพรวันเกิด 5555 ไม่รู้ล่ะ อ้อและอีกอย่างอยู่เป็นโสดคู่กับเพื่อนบ้านไปนาน ๆ ด้วยนะคะปริ่ม^^


สำหรับฟิคคิดว่าคนอ่านคงลืมกันไปหมดแล้ว ถ้ามีเวลาก็ย้อนอ่านของเดิมเอาน๊าาา เห็นฟิค ปาปาฯ เค้าจบไปแล้วตั้งใจอยากแต่งให้จบบ้าง ยังไงก็เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ




EP.8


ใบหน้าหล่อเหลาแต่ติดแววขี้เล่นนิด ๆ เพราะเจ้าตัวเป็นคนที่ยิ้มง่าย หากแต่เมื่อเป็นเวลางานมันกับดูจริงจังจนยากที่ใครจะกล้าเข้าหาหากเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกันจริง ๆ ชอนจียืนมองร่างนั้นจากด้านหลังด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าไปหาและวางกาแฟหอมกรุ่นลงตรงหน้า มินอูละสายตาจากเอกสารในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของถ้วยกาแฟ

รอยยิ้มน่ารักที่ยืนยิ้มรออยู่แล้วของคนตรงหน้า ทำให้เจ้าตัวต้องคลี่ยิ้มตาม

“ไงเรา ว่างรึไงถึงเอากาแฟมาให้พี่ได้” พูดพลางยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่ม รสชาติของน้ำสีน้ำตาลหอมละมุนทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากงานที่ยุ่งเหยิงขึ้นมาได้มากจริง ๆ

“อัดเสียงใกล้เสร็จแล้วครับ เหลือเพลงโปรโมทที่ต้องอัดซ่อมอีกนิดหน่อย” เด็กหนุ่มพูดด้วยแววตาที่รุ่งโรจน์ แน่ล่ะฝึกฝนและอดทนเป็นเด็กฝึกหัดมาตั้งหลายปี ก็เพื่อสิ่งนี้ที่เป็นความฝัน ใครล่ะจะไม่ยินดีและปลาบปลื้ม

“ดีมากรู้ไหมชั้นภูมิใจในตัวนายนะชอนจี” มินอูยิ้มกว้างเป็นกำลังใจให้เด็กหนุ่ม

“ขอบคุณครับ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ผมคงไม่มีวันนี้”

“พูดเป็นเล่นน่า ถึงไม่มีชั้นคนมีความสามารถอย่างนายค่ายอื่นก็เอาไปปั้นอยู่ดี ดีไม่ดีอาจทำให้นายโด่งดังไปนานแล้ว ชั้นต่างหากที่ต้องขอบคุณนายที่เลือกค่ายเล็ก ๆ อย่างเรา” คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของบริษัทพูดยาวเหยียดพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“ไม่หรอกครับ ถ้าไม่ใช่พี่มินอูผมก็ไม่ไปอยู่ดี......” ‘เพราะชอบพี่’ ชอนจีละไว้ทั้งที่ในใจอยากพูดแต่ถึงกระนั้นสายตามันก็ยังบอกความรู้สึกหากอีกฝ่ายจะพยายามเข้าใจมัน

“เด็กโง่” มินอูพูดยิ้ม ๆ ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปขยี้ผมนิ่มตรงหน้าอย่างเอ็นดู และอดไม่ได้ที่เจ้าตัวจะสวมกอดเด็กหนุ่มแทนคำขอบคุณ

“ชั้นหวังว่าชั้นจะไม่ทำให้นายผิดหวังนะชอนจี” เป็นอีกครั้งที่ ซีอีโอหนุ่มต้องสูดลมหายใจเข้าปอดยาวและลึกเพราะรู้ดีว่าทางสายนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่าย ๆ คนที่ผ่านอะไรมาเยอะแล้วอย่างเค้า อย่างเฮซองรู้ดีว่า กว่าจะประสบความสำเร็จ และโด่งดังมันต้องแลกกับอะไรบ้าง

ชอนจียังถือว่าใหม่และเด็กนักในวงการนี้จะอดทนได้มากแค่ไหน นั่นยังไม่สำคัญเท่าเค้าคนที่ผลักดัน จะสามารถปกป้องและทำให้ประสบความสำเร็จได้แค่ไหน นี้สิที่เค้าเฝ้าห่วงและเป็นกังวลมาตลอด กับชีวิตคน ๆ หนึ่งที่ฝากความฝัน และความหวังไว้ที่เค้า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คิดแล้ววงแขนแกร่งก็กอดร่างเล็กในอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เพื่อส่งผ่านความรู้สึกห่วงใย และเป็นห่วง

“ผมรักพี่~” เสียงแผ่วเบาที่เล็ดลอดออกจากปาก ทำให้วงแขนแกร่งค่อย ๆ คลายออก อี มินอู เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

“รู้แล้วน่า” เจ้าตัวพูดเก้อ ๆ พลางยกสองมือที่ไม่ยั้งคิดนั้นขึ้นเกาท้ายทอยเบา ๆ ทำให้มันเป็นเรื่องปกติที่สุด ที่พี่น้องจะบอกรักกัน แม้จะเห็นแววตาของอีกฝ่ายแล้วว่ามันไม่ใช่ความหมายนั้นก็ตามที

“เอาล่ะไปทำงานต่อได้แล้ว อู้นานแล้วเรา” มินอูบอก และชอนจีก็ตอบรับอย่างดีด้วยรอยยิ้มอันสดใส

“ครับพี่”


ลับหลัง ร่างกำยำทิ้งตัวลงเก้าอี้อย่างหนักใจ ถ้าเฮซองอยู่ด้วยเมื่อกี้คงส่งสายตาพิฆาตมาให้แล้ว โทษฐานทำให้เด็กคิด นับวันท่าทีของชอนจีที่มีต่อเค้าดูมันจะชัดเจนมากขึ้นทุกวัน


เฮ้อออออออออออออออ


‘จะทำยังไงดีนะ?’ เจ้าตัวครุ่นคิด ถึงจะไม่ให้อีกฝ่ายคิดเกินเลยกับเค้าไปมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่ารังเกียจหรืออะไรการมีคนรักและคลั่งไคล้ใครบ้างจะไม่ชอบ หากแต่เพราะอีกฝ่ายยังเด็กกว่ามากนัก บางครั้งอาจจะกำลังสับสน และแยกความรู้สึกเหล่านี้ยังไม่ได้ เห็นทีเค้าต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว

คิดไม่นานรอยยิ้มกว้างจนตายิบหยีก็ปรากฏขึ้น ถ้าชินเฮซองอยู่ก็จะรู้อีกนั่นแหละ ว่าตอนนี้เจ้าเพื่อนตัวดีกำลังคิดอะไรได้บางอย่าง……


...........................................


ร่างเต็มความสูงในเสื้อเซิ้ตเรียบง่ายสวมทับด้วยแจ๊คเก็ตสีน้ำตาลเข้มทำให้เจ้าตัวดูทะมัดทะแมงเมื่อมันเข้าชุดกับกางเกงยีนส์สีดำตัวเก่ง ใบหน้าอิ่มขาวหมดจดเนื่องจากการพักฟื้นมาเป็นเวลานานพอสมควรดูกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับแว่นตาสีชาอันใหญ่ ทำให้ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แล้วตอนนี้ดูมีเสน่ห์ขึ้นมาอีกมากโข เอริค มุนในร่างของจอนจิน กำลังหมุนดูตัวเองอยู่หน้ากระจก

‘เป็นหมอนี่ก็ไม่เลวแฮะ’ รอยยิ้มพึงพอใจวาดขึ้นบาง ๆ ก่อนจะหุบลงเมื่อนึกถึงหน้าที่และบทสนทนากับคนที่ได้เชื่อว่าเป็นพี่ชายของตัวเองเมื่อวานนี้

“พรุ่งนี้นายต้องไปรับเฮซองที่คอนโด สิบโมงเพื่อไปลองชุดที่สตูดิโอเข้าใจไหม” คนเป็นพี่พูดด้วยสีหน้าจิงจัง ทันทีที่กลับมาถึงบ้านหลังจากที่ส่งเฮซอง กับดงวานแล้ว

“แต่.....” คนที่กำลังเปิดประตูเพื่อลงจากรถหันมาด้วยความตกใจ แน่สิเค้ายังไม่พร้อมกับอะไรทั้งนั้นถ้ายังอยู่ในร่างนี้

“นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะจอนจินนายเห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่ามันเกิดอะไรขึ้น” แววตาจิงจังเจือด้วยความกังวลเป็นอย่างมากนั้นทำให้ คนที่กำลังจะค้านหัวชนฝาต้องนิ่งฟัง

“พวกมันส่งสัณญาณเตือนมาแล้วต่อไปเราต้องระวังกันให้มาก และชั้นมั่นใจว่านายเป็นคนเดียวที่จะดูแลและปกป้องเฮซองได้ดีกว่าใครเหมือนที่ผ่านมา....จริงไหม” ไม่พูดป่าวแต่ตาตี๋ ๆ นั้นยังส่งความคาดหวังมาเต็มเปี่ยม

‘ม่ายยยยยย!’ ในใจอยากตะโกนเถียงออกมาดัง ๆ แต่ก็คงป่าวประโยชน์ เฮ้อออออหนักใจชิบ!

.
.
.

’เหมือนที่ผ่านมาอย่างงั้นเหรอ’ คิดแล้วก็ได้แต่สถบอยู่ในใจ ‘บ้าไปแล้ว!’ แล้วเค้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าไอ่ที่ผ่านมาเนี่ยหมอนี่มันทำยังไง หรือทำอะไรไปบ้างอย่าว่าแต่เรื่องพวกนั้นเลย เอาเป็นว่าถ้าได้เจอหน้ากันตรง ๆ เค้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทักอีกฝ่ายออกไปยังไง คิดแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุน...และเมื่อมันหลีกเลี่ยงอะไรไม่ได้…เอาเถอะยังไงชั้นก็จะทำให้เต็มความสามรถก็แล้วกัน ตอบแทนที่นายเคยช่วยชั้นเอาไว้ ปาร์ค จอนจิน! คิ้วเข้มข้างหนึ่งตีขึ้นน้อย ๆ เพื่อส่งให้เจ้าของร่างในกระจก พร้อมด้วยรอยยิ้มที่มุมปากอันเป็นสัญลักษณ์ของการท้าทายตัวเอง เมื่อคิดได้อย่างงั้นขายาว ๆ ก็ก้าวออกจากห้องไป

เอริค มุนลงมาทางบันไดวนข้างตัวตึกแทนที่จะใช้ลิฟท์ ขายาว ๆ เลือกลัดเลาะออกมาทางด้านประตูหลังซึ่งผ่านแค่ข้าง ๆ ห้องอัดเพราะจงใจที่จะหลบหลีกการเจอหน้าผู้คนที่ทำงานอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของตึกนี้ให้ได้มากที่สุด แต่แล้วเสียงเพลงในจังหวะเบา ๆ ที่ลอยผ่านมาเข้าหูในขณะที่กำลังจะเดินผ่านเพื่อลงบันไดไปยังอีกชั้นก็ทำให้เจ้าตัวถึงกับต้องก้าวขาให้ช้าลง แล้วก็ค่อย ๆ หยุดฟัง จนสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าเข้าไปดูสักนิด เห็นแล้วรอยยิ้มบาง ๆ ก็เผลอคลี่ออกอย่างไม่รู้ตัว

‘เพลงน่ารักดีแฮะ’ ถึงเค้าจะยังไม่คุ้นกับภาษาบ้านเกิดเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ฟังแล้วเพลงมันดูเข้ากันดีจังกับคนร้องน้ำเสียงนุ่ม ๆ ฟังดูสดใสสมวัย....เด็กคนนั้นหรอกเหรอ....’เพลงของชอนจีสินะ’


..............................


คอนโดหรูหากแต่อยู่นอกตัวเมืองออกมาเนื่องจากเจ้าตัวอยากหลีกหนีจากความแออัด และความวุ่นวายของสังคมในใจกลางเมืองหลวง ตึกสูงลิบลิ่วตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าโชคดีที่เมื่อวานตอนที่มินอูขับรถมาส่งเค้าไม่ได้หลับ เลยพอจะจำทางได้บ้างด้วยสมองอันชาญฉลาด แต่ถึงกระนั้น กว่าบอร์ดี้การ์ดจำเป็นจะมาถึงก็หลงไปหลายแยกเหมือนกัน เอริค มุนในร่างของจอนจินแหงนมองตึกสูงตรงหน้าอยู่หลังพวงมาลัย อดย้อนนึกถึงความหลังไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าจากที่เคยเป็นคนดังมีคนรายล้อมทั้งหน้าและหลังทุกครั้งทุกคราเวลาที่จะเดินทางไปไหน มาวันนี้กับเป็นเค้าเองที่ต้องมาตกกระไดพลอยโจนจนได้รับตำแหน่งและทำหน้าที่นี้แทน โชคชะตาช่างเข้าใจเล่นตลกชะมัด กระตุกยิ้มมุมปากให้กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าก่อนจะดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ร่างสูงพลิกดูเวลาที่ข้อมือ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกเพื่อเป็นพลังที่จะใช้ต่อสู้กับชีวิตที่ฟ้าลิขิตให้มาใหม่นับจากนี้ ขายาว ๆ ก้าวลงจากรถ ก่อนจะเดินมาหยุดตรงประตูเข้าออก มือแกร่งยกขึ้นไปกดรหัสผ่าน ตามที่คนเป็นพี่ได้บอกไว้แล้วเดินเข้าไปกดลิฟต์รอ

‘ชินเฮซองอยู่ชั้นบนสุด’ ฉิวเฉียดเหลือเวลาอีกห้านาทีกว่า ๆ จะสิบโมงเช้า


ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด


เมื่อขึ้นมาถึงรหัสสี่ตัวถูกกดอย่างรีบเร่งเมื่อคิดว่าป่านนี้คุณนักร้องดังคงเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว มือแกร่งผลักบานประตูเข้าไปทันที หากแต่ทุกอย่างกับเงียบสนิท


‘ผิดปกติแฮะ’ คิดในใจแล้วเอริค มุน ก็ก้าวเท้าเข้ามาเรื่อย ๆ ห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวดำยังคงซ่อนตัวอยู่ในความเงียบ แสงแดดยามสายที่ส่องผ่านหน้าต่างและเล็ดรอดผ้าม่านบางเบาเข้ามากระทบเครื่องออกกำลังกายสองสามชิ้นตรงโซนมุมใกล้ระเบียงยังไร้ซึ่งเงาของใคร และไม่ลืมที่คนเข้ามาจะเปรยสายตาเลยไปยังส่วนที่เป็นห้องครัว ผ่านเคาเตอร์บาร์ แต่แล้วทุกที่ก็ไม่มีแม้เงาของคนที่ตนจะต้องมารับ ร่างสูงหันมองบริเวณรอบ ๆ อีกครั้งก่อนที่สายตาคมจะหยุดนิ่งอยู่ที่ห้อง ๆ นึงมือหนายกขึ้นถอดแว่นตาออก...เหตุการณ์แบบนี้มันคุ้นชอบกล


‘....อย่าบอกนะว่ายังไม่ตื่น ชิน เฮซอง.....’



........................


“เออ....ผมว่าพี่เอริคนั่งก่อนดีไหมฮะ” ร่างเล็กในชุดเสื้อเซิ้ตลายทางสีฟ้าอ่อนบอกยิ้ม ๆ ในขณะเดินออกมาจากห้องแล้วเห็นร่างสูงตรงหน้าเอาแต่เดินไปเดินมาไม่หยุด ในมือของอีกคนยังคงถือบทและสคิปส์สำหรับการถ่ายทำเอ็มวีในวันนี้ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นตาแฟชั่นแบบเนิร์ด ๆ นั้นทำให้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการของพระเอกดังดูเป็นเด็กอ่อนวัยยิ่งกว่าเดิม

“เรามีเวลาเหลือพอให้นั่งดื่มกาแฟได้แบบสบาย ๆ ถ้าพี่จะทำทุกอย่างเสร็จเร็วเหมือนวันนี้” คนตัวเล็กพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินเลยไปตรงเคาเตอร์เพื่อชงสิ่งที่ตัวเองพูด และถ้าอยู่ด้วยกันมานานจะรู้ว่านี่เป็นการเหน็บแนมอย่างพวกผู้ดีเชียวล่ะ และแน่นอนว่ามันใช้ไม่ได้กับจอนจินในร่างของเอริค มุน แบบนี้ คนตัวสูงได้แต่หยุดเดินแล้วดึงเก้าอี้ออกนั่งรอ แทนที่จะเป็นเดินไปเขกหัวทุย ๆ นั่นสักทีสองทีโทษฐานแซะเค้าแต่เช้าอย่างที่เจ้าของร่างมักจะทำ ไม่นานกาแฟหอมกรุ่นก็ถูกเสิร์ฟลงตรงหน้า

“ขอบคุณครับ~” ร่างสูงบอกทั้งที่สายตายังไม่ยอมละออกจากกระดาษในมือ แม้จะมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักแต่อีกคนก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณเมื่อมีใครทำอะไรให้แบบนี้ แอนดี้ทำตาปริบ ๆ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม

‘หือออออหูฝาดรึป่าวเนี่ย’ คนตัวเล็กคิดอย่างรู้สึกทึ่ง

‘แล้วนั่นจะจริงจังไปไหนก็แค่ถ่ายทำเอ็มวี’ เพราะไม่เคยเห็นอีกคนจะจริงจังขนาดนี้มาก่อนแอนดี้จึงได้แต่คิดแล้วโคลงหัวไปมาเมื่อเห็นท่าทีของอีกคน ก่อนจะยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบแต่ถึงอย่างนั้นสายตาก็ยังแอบมองคนตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง

ใช่แล้วมันคือความรู้สึกอึ้ง และคาดไม่ถึงไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่ตอนที่เดินออกจากห้องมา แล้วเห็นอีกคนที่อยู่ในชุดเตรียมพร้อมทั้งหน้าตาและเสื้อผ้าแล้วบอกได้คำเดียวว่าแอนดี้อึ้งมาก หากเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางที่เค้าจะได้มานั่งจิบกาแฟรอด้วยอารมณ์ชิล ๆ แบบนี้ยิ่งถ้าเป็นคนตรงหน้านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหนึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาทำงานเกือบจะทุกครั้ง ในเวลาแบบนี้ถ้าไม่กำลังแหกปากปลุก ก็กำลังดึงและลากไอ่คนหน้าหล่อ ๆ ตอนนี้ให้ลุกออกจากที่นอน ดีไม่ดีในบางครั้งและในบางเวลาที่มันวิกฤตเอามาก ๆ เค้ายังต้องช่วยแต่งตัวให้เสียด้วยซ้ำไป

หึ...เอริค มุน พระเอกดังนอกจากหน้าตาที่หล่อเหลาจนหาตัวจับได้ยากใครจะไม่รู้ว่าเจ้าสำราญ และเพย์บอยอยู่ไม่น้อยไม่งั้นคงไม่ได้หนีมาไกลถึงที่นี่ คิดมาถึงตรงนี้อารมณ์ดี ๆ ก็พลันสะดุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นคนตัวเล็กก็ยังสะกดมันเอาไว้ได้ทันและกลบเกลื่อนอารมณ์ที่ว่านั้นให้หายไป

เพราะไม่อย่างงั้น......ความรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกข้างซ้ายตอนนี้......
มันคงไม่หายไปด้วยเช่นเดียวกัน......


“พี่พร้อมรึยัง” จู่ ๆ ร่างเล็กก็เอ่ยถามเสียงเรียบหลังจากจัดการกับความรู้สึกของตัวเองแล้ว

“คือชั้น.....” จอนจินเงยหน้าขึ้นมองจะบอกได้ยังไงว่ามันไม่มีอะไรให้เค้าพร้อมสักอย่างเดียว แต่เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของอีกคนเค้าจึงเลือกที่จะทิ้งความกังวลของตนไว้

“เป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่....”

“ถ้าเสร็จแล้วเราก็ไปกันเถอะป่านนี้ทีมงานเค้าคงพร้อมแล้ว” พูดเสร็จร่างเล็กก็เดินหนีหายเข้าไปเอาของในห้องนอน ทิ้งให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ

“เวววว....ไหนนายว่าเรายังมีเวลาเหลืออยู่ไง” จอนจินในร่างของ เอริค มุนอยากดิ้น! ให้ตายเถอะ! เฮ้ออออ...ไม่อยากจะคิดเลยว่าชีวิตของเค้าในวันนี้จะได้เจอกับอะไรบ้างแต่เมื่อคิดถึงโอกาสและสิ่งสำคัญที่ตัวเองตั้งใจว่าต้องทำแล้วร่างสูงก็ได้แต่ทำใจ ร่างสูงก้มลงแล้วยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มจนหมด รีบลุกขึ้นแต่เมื่อเท้าจะก้าวเดินตามคนที่เพิ่งเดินออกจากห้องมา แววตาวูบไหวในดวงตาเรียวนั่นมันทำให้เค้าอดสงสัยไม่ได้

‘เป็นอะไรของเค้านะ’ ได้แต่คิดแล้วก็รีบเร่งเดินตามคนที่เดินผ่านหน้าไป


................................


เอริค มุนในร่างของบอร์ดี้จำเป็นมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย เพราะก้อนอะไรกลม ๆ ที่ม้วนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงขนาดคิงไซส์อีกทีนั่น สภาพตอนนี้ใครจะเชื่อว่านี่มันคือนักร้องดังระดับประเทศของเกาหลีใต้ คนที่คนอย่างเค้าต้องมาทำหน้าที่คอยดูแลและปกป้อง ร่างเพรียวบางในชุดนอนแบบสบาย ๆ เสื้อยืดถึงคอจะเริ่มย้วยแต่ก็ยังดูขาวสะอาดตากับกางเกงวอร์มสีเข้าชุดกันมันก็ดูดีอยู่ไม่น้อยกับผิวขาวเนียนและใบหน้าเรียวสวยของผู้เป็นเจ้าของ....ถ้ามันไม่นับรวม เอ่อ...เค้าจะว่ายังไงดีนะ ยืนมองอยู่นานจนเจ้าตัวต้องกลั้นยิ้มจนเกือบจะเป็นขำพรืดดดดออกมา...เมื่อผมสีน้ำตาลอ่อนมันดูยุ่งเหยิงเอามาก ๆ ทั้งยังตกลงมาปรกรกดวงหน้าเพราะเจ้าตัวเอาหัวมุดอยู่ใต้ผ้าห่ม หนำซ้ำจมูกรั้นและใบหน้าที่พ้นขอบชายผ้าห่มหนาออกมานั้นตอนนี้ปากบาง ๆ กำลังเอ้าหวอและดูเหมือนจะส่งเสียงกรนออกมาได้ดังอย่างคาดไม่ถึงอีกต่างหาก


นี่มันชีวิตเบื้องหลังคนดังชัด ๆ จะมีก็ไม่กี่คนหรอกนะที่จะได้เห็นอะไรที่เป็นส่วนตัวแบบนี้ถือว่าเป็นโชคดีของเค้าแล้วกันกับการรับตำแหน่งใหม่ เห็นแล้วก็อยากหัวเราะออกมาดัง ๆ แต่ที่คนขี้เล่นอย่างเอริค มุนทำกับเป็นยกมือข้างนึงขึ้นมาปิดปากเพราะกลัวเสียงหัวเราะจะดังเกินไป ส่วนมืออีกข้างนั้นล้วงลงไปในประเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้งานขึ้นมาอัดทั้งภาพและเสียงไว้


ร่างใต้ผ้าห่มเริ่มขยับตัวหยุกหยิกเสียงครางอือในลำคอทำให้คนที่แอบถ่ายคลิปอยู่เก็บมือถือแทบไม่ทัน ตาเรียวเหมือนจะกระพริบถี่ ๆ จนคนที่ยืนอยู่ชิดขอบเตียงเพื่อซูมภาพให้ชัดต้องถอยหลังกรูเพราะคิดว่าอีกไม่นานคนที่นอนอยู่นั้นคงจะได้เวลาตื่น...หากแต่เค้ากับประเมินสถานการณ์ได้ผิดถนัด เมื่อชิน เฮซอง เพียงแค่ขยับกายและพลิกตัวหนีไปอีกทางพร้อมกับส่งเสียงงึมงำเบา ๆ

‘ขี้เซาใช่เล่น’ ร่างสูงคิดยิ้ม ๆ ในใจ เห็นอะไรแบบนี้มันทำให้ความเครียดเริ่มหายไป และนอกจากนั้นมันยังทำให้เอริค มุน อดนึกถึงตัวเองและคนข้างกายไม่ได้ เพราะตัวเค้าเองก็คงไม่ต่างกัน คำ คำนี้ ‘ขี้เซา’แอนดี้มักต้องใช้กับเค้าอยู่บ่อยไป

จู่ ๆ ภาพใบหน้างอง้ำของคนที่กำลังคิดถึงก็ผุดขึ้นมา แอนดี้ ลี คนที่ใคร ๆ เห็นก็ต่างออกปากชมว่าเป็นคนน่ารักใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าใคร ๆ หรือแม้กระทั่งเค้า จะมีอยู่ก็แค่เวลาเดียวที่แอนดี้ มักจะมีใบหน้างอง้ำก็ยามที่ต้องปลุกหรือลากให้เค้าลุกจากที่นอนก็เท่านั้น

‘ลำบากนายจริง ๆ มาถึงตอนนี้นายคงไม่ต้องทำมันแล้วสินะ’ ร่างสูงพึมพำในใจ เรื่องราวมากมายเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในหัวอีกครั้งจนกระทั่งหยุดลงที่ตอนนี้...ที่เค้าสลับร่างกัน ในใจรู้สึกวูบไหวเมื่อคิดถึงคนที่เคยอยู่เคียงข้างกันตลอดมา แต่คงไม่มีประโยชน์ที่จะเพ้อฝันถึงเรื่องราวที่ผ่านและสิ่งที่อยากกลับไปแก้ไขตราบใดที่เค้ายังคงอยู่ในร่างของคนอื่นแบบนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือใช้ชีวิตในร่างของหมอนี่เป็น ปาร์ค จอนจินให้ดีที่สุด …สะบัดหัวไล่ความคิดทั้งหมดออกไปไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน

เอริคดูเวลาที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้ง 10.30 น. ชิบหายล่ะ! เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลานัด แล้วเค้าจะทำยังไงกับคนตรงหน้าดีถ้าเป็นแอนดี้คงไม่ต้องถามเพราะปากอิ่ม ๆ นั่นจะตะโกนใส่หูเค้าทุกครั้งแล้วตามด้วยแรงที่พยายามจะลากเค้าลงจากเตียงถ้าขืนยังขี้เซาอยู่แบบนี้และนั่นมันเพราะเค้าสองคนสนิทกันมากพอ...แต่นี่...

‘เค้าสองคนจะสนิทกันแค่ไหน…’

แล้วภาพที่จำได้และเรื่องราวคร่าว ๆ ที่เค้าพอจะนึกออกเมื่อครั้งลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลคราวนั้นมันทำให้ เอริค มุน นึกอยากจะพิสูทธิ์อะไรบางอย่าง...คิดแล้วเจ้าตัวก็เดินอ้อมไปอีกทาง

คนร่างสูงยืนอยู่ชิดขอบเตียงอีกครั้ง และเพราะมันเป็นขนาดคิงส์ไซซ์เลยทำให้ไม่ถนัดที่จะทำอย่างที่คิดได้ เอริคในร่างของจอนจินทิ้งเข่าข้างนึงลงบนเตียง วางสองมือยันไว้บนที่นอนเพื่อพยุงลำตัวไว้ก่อนจะโน้มตัวลงไปหาคนที่ยังปิดตาหลับสนิท มือแกร่งค่อย ๆ ดึงผ้าห่มออกอย่างเบามือจากใบหน้าของอีกฝ่ายใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผมที่ค่อนข้างยาวนั้นออกจากดวงหน้าและใบหูเล็กอย่างระมัดระวัง และนั่นมันเผยให้เห็นซีกหน้าของอีกคนได้ชัดเจน ถึงจะเป็นเพียงแค่ข้างเดียวแต่แพขนตายาวและผิวแก้มเนียนใสเมื่อรับกับสันจมูกโด่งและริมฝีปากบาง ๆ ที่ตอนนี้เผยอขึ้นเพียงนิด มันทำให้คนมองรู้ว่า ชิน เฮซองนับเป็นคนที่ดูดีคนนึง ซึ่งติดจะออกไปทางสวยเสียด้วยซ้ำทั้งที่เป็นผู้ชายแท้ ๆ จากที่เคยเห็นเพียงผ่าน ๆ ตอนที่สติยังดึงมารวมกันได้ไม่ดีเท่าไหร่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ครั้งยังสะดุดตา มาตอนนี้ได้จ้องเสียนาน ยอมรับเลยว่าใบหน้าเรียวสวยนี้ดูจะมีเสน่ห์และแรงดึงดูดได้อย่างประหลาด เสียงลมหายใจอ่อน ๆ ที่รินรดอยู่ตรงหน้าเล่นเอาพระเอกหนุ่มที่ใคร ๆ ต่างก็ว่ามีเสน่ห์อย่างเหลือร้ายยังต้องหายใจเข้าออกได้อย่างยากลำบาก แต่ด้วยนิสัยที่ติดจะเพลย์บอยอยู่แล้วของเจ้าตัวแค่นี้มันจึงดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย


จู่ ๆ ความคิดที่ว่า....ระหว่างเรามันคือความสัมพันธ์แบบไหนยิ่งกระตุ้นให้ใจอยากค้นหา ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปใกล้แล้วแกล้งเป่าลมร้อน ๆ ไปในรูหูเพื่อหวังปลุกอีกคนให้ตื่นนอน


“อืออออ” เสียงครางอย่างขัดใจ ก่อนที่มือนุ่มจะยกขึ้นมาลูบตรงที่โดนอะไรบางอย่างรบกวน คนทำกลั้นขำก่อนจะเป่าลมร้อน ๆ นั่นลงไปอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งไปอีก


“อื้ออออ...” คราวนี้คนหลับชักเริ่มรำคาญจนต้องพลิกหนี เอริค มุนไม่รู้เลยว่ามือที่ตัวเองเท้าลงไปอีกข้างนั้นมันเป็นผืนผ้าที่อีกคนห่มอยู่ไม่ใช่พื้นของที่นอน จังหวะที่อีกคนพลิกมานอนหงายจึงทำให้ผ้าดึงรั้งแขนที่เท้าอยู่ให้ลื่นตามกันไป



โอ๊ะ?



พรึ่บ!!




“อ๊ะ?../อ๊ะ!”ตาเรียวเบิกโพลงเมื่อรับรู้ถึงน้ำหนักที่กดทับลงมา อะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้มากจนมองไม่ชัด แต่ความร้อนและนุ่มหยุ่นที่สัมผัสได้ตรงริมฝีปากมันทำให้ ชิน เฮซองต้องป้องกันตัวแม้จะยังไม่ตื่นเต็มตาก็ตามที


ผลั่ก?

ตุ๊บ!

อ๊ากกกกกกก

ผลของเทควันโด้สายดำที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กทำเอาร่างสูง ๆของเอริค มุนในร่างของจอนจินอีกทีลอยหวือข้ามตัว ม้วนหน้าลงที่นอนเสียหนึ่งจังหวะ ก่อนจะกลิ้งหล่นตุ๊บลงข้างเตียงยังอีกฝั่ง เสียงร้องโอดครวญคุ้นหูทำให้คนร่างบางต้องรีบเด้งตัวขึ้นแล้วคลานไปชะโงกมอง


“ปาร์ค จอนจิน!?” ตาเรียวกระพริบถี่ ๆ เพื่อปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น


“เล่นบ้าอะไรของนายห๊า” ตามด้วยถามน้ำเสียงเหวี่ยงเล็กน้อยที่ถูกรบกวนเวลานอน


“นี่คุณ! แค่นี้จะฆ่ากันเลยหรือไงนะ” ร่างบนพื้นพยายามจะตะเกียดตะกายลุกขึ้น แต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าลงไปนอนอีกครั้งเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นคอลงไปยันแผ่นหลัง


“เหหหหห?” สรรพนามที่ไม่คุ้นเคยทำให้เฮซองต้องขมวดคิ้ว แต่แล้วน้ำเสียงอ้อน ๆ ก็ดึงความสนใจไป


“ช่วยดึงขึ้นหน่อยสิ โอ้ย ๆ หลังหักหรือป่าวเนี่ย” มือใหญ่นวดเฟ้นบนหลังคอ อีกข้างประคับประคองตรงช่วงหลัง


“เป็นอะไรมากหรือป่าว” ถามอย่างร้อนรนเมื่อเฮซองเพิ่งคิดได้ว่าอีกคนเพิ่งผ่านอะไรมา แขนเรียวยื่นมือลงไปให้อีกคนจับหวังจะช่วยดึง


“ดีนะที่ยังไม่ตายอีกรอบ”คนเจ็บมองค้อน ก่อนผละมือข้างที่จับหลังมากระชับมือบางไว้


“ทีหลังก็อย่าเล่นอะไรพิเรน ๆ แบบนี้สิ”


“อะไรของคุณล่ะที่ว่ามันพิเรน”


“...ก็ เอ่อ...เมื่อกี้... ปะ..ปากนาย” แม้จะไม่ได้รู้สึกอะไรแต่คนที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าหวงเนื้อหวงตัวอย่างชิน เฮซอง ก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอายอยู่ดี หน้าเรียว ๆ จึงขึ้นสีได้อย่างไม่ยากเมื่อต้องพูดถึงมัน


“ก็แค่ปากชนกัน...ผมไม่ได้ตั้งใจสักหน่อยนั้นมันเป็นอุบัติเหตุหรอก” เอริคมองค้อนอีกครั้ง รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรแต่ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ และเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย


“แล้วทำไมต้องหน้าแดงขนาดนั้น...” ร่างสูงเอียงคอถาม


“เราไม่เคยทำอย่างงี้ด้วยกันเหรอ” ตาเรียวเบิกโตกับคำถาม...เห็นหน้าสวย ๆ นั้นแดงรื่อก็หลุดยิ้มแบบร้าย ๆ ออกมาได้ ทั้งที่มืออีกข้างยังไม่ละออกจากความเจ็บปวดที่หลังคอ


ชั่วขณะที่เฮซองมองรอยยิ้มบาดลึกนั้นด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ในความรู้สึกสัมผัสได้ว่ามันคือความรู้สึกแปลก แปลกที่ไม่เคยเห็นมันมาก่อนตลอดระยะเวลาที่รู้จักกับอีกคนมา


.....และที่แปลกยิ่งกว่า


....คือแค่มอง....ใบหน้าเค้าก็ร้อนผ่าวได้อย่างน่ากลัว


“อ...ไอ่บ้า!”


‘ให้ตาย ปาร์ค จอนจิน นี่นายไปหัดมีรอยยิ้มแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่’


ตุ๊บ?!!!


“อ๊ากกกกกกก” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เอริค มุน ต้องร้องเสียงหลงเมื่อคนที่ส่งมือให้จับในทีแรกสะบัดออกอย่างไม่ใยดี หนำซ้ำยังส่งแรงผลักลงมาด้วย หลังจากนั้นคุณนักร้องดังก็ผลุนผลันลุกออกจากเตียงแล้วเดินปึงปังเข้าห้องน้ำไป


“อะไรอ่ะ? ผมก็แค่ถามไม่เคยทำก็แล้วไปสิ” ร่างสูงตะโกนไล่หลัง


“นี่! จะไม่ช่วยกันจริง ๆ เหรอใจร้ายไปแล้วนะโอ้ย ๆๆ ได้หลังหักจิง ๆ ก็คราวนี้” ปากโอดครวญแต่ในใจกับยิ้มร่า อย่างน้อยพรหมลิขิตเส้นทางใหม่ก็ดูจะไม่น่าเบื่อจนเกินไป....


เวลาผ่านไปหลายนาทียังไม่มีวี่แววว่าคนในห้องน้ำจะออกมา เจ้าของร่างสูงย้ายตัวเองออกจากห้องนอนของเฮซอง ออกมานั่งรออยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก สายตาคมก้ม ๆ เงย ๆ ระหว่างนิตยสารแฟชั่นที่หยิบขึ้นมาเปิดดูผ่าน ๆ เพื่อฆ่าเวลาสลับกับการยกนาฬิกาบนข้อมือแกร่งขึ้นมาดู แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า


‘จะสำอางค์ไปไหนนี่มันจะเลยเวลานัดเต็มที’ เอริค มุนได้แต่แอบพึมพำอยู่ในใจ เพราะรู้ว่าการเป็นคนดังการรักษาเวลาถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ถึงจะร้อนใจไปก็คงแค่นั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองคงจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ตาคู่คมเลยก้มลงดูหนังสือตรงหน้าอีกครั้ง ภาพเหล่านางแบบมากหน้าหลายตาในชุดเสื้อผ้าที่ทันสมัยและอยู่ในอริยาบทที่แตกต่าง จู่ ๆ ก็เลือนหายไปจากสายตาเมื่อคนในห้องเดินเข้ามาหาและหยุดยืนอยู่ตรงหน้า



“ชั้นเสร็จแล้วรีบไปกันเถอะ”




To be con…….




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2558
3 comments
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2558 20:37:03 น.
Counter : 796 Pageviews.

 

ตอนที่ึ 7...อัพเมื่อมีนา 57

ตอนที่ 8...อัพเมื่อพฤศจิกา 58...เบาๆ เองเนอะ...ตกลงมันเป็นฟิครายปี...ใช่ป่าวจินนี่ อิอิ


จิกกัดคนเขียนแล้ว...พูดถึงฟิคกันนิสส


พี่เอ็มขรา...เด็กมาอ่อยขนาดนี้ ไม่วอกแวกจริงหราาา ใจแข็งเข้าไว้นะคะพี่..ตอนต่อๆไปพี่อาจจะมีซัมวันรออยู่ก็ได้นะ


คุณ ผจก.กับคุณบอดี้การ์ดในร่างดาราสุดฮอต เริ่มเห็นความผิดปกติแล้วสินะ...จะจับผิดได้วันไหนน้อ รอลุ้น


ส่วนคุณนักร้องกะคุณดาราในร่างบอดี้การ์ด จะลักหลับคุณนักร้องเรยเหรอค๊าาาา ไม่ธรรมดานะเนี่ย



รอตอนหน้า...วันเกิดป๋า ก.พ.59 อิอิอิอิ


Thanx. ที่กลับมาปัดฝุ่นฟิคเดิมนะจ๊ะ

 

โดย: แม่ยกชินฮวา 27 พฤศจิกายน 2558 20:46:27 น.  

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรีดร้องดังให้ก้องโลก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันนี้ วันที่จินนี่กู้ซากเครื่องบินขึ้นมา

ปลิ่มปลื้มดีใจจริงๆ จนต้องรีบเม้นท์ (เกี่ยว??)

พี่เอ็มคะ ที่พี่ทำนี่ก็ออกแนวๆ ให้ท่าเด็กนะคะ ทำแบบนี้จะไม่เด็กหลงได้ไงคะ? คนไม่รับผิดชอบ (ไม่มีอคติส่วนตัวเลยนะ จริ๊งงงงงงงงง)

คู่ต่อมาบอดี้การ์ดในร่างดารากับคุณ ผจก. แหม่ ผจก ถึงกับชะงักได้ยินคำขอบคุณ นี่ทำให้รู้เลยนะว่าตัวจริงเค้านิสัยเป็นไง 5555 ว่าแต่จะได้รอดมั้ยนั่น จำบทได้มั้ยนั่น ลุ้นแทนจริงๆ

และ...คุณนักร้องกับคุณดาราในร่างบอดี้การ์ด คล้ายๆ เจ้าหญิงนิทราเลยอะ จุ๊บแล้วตื่น 55555 มุ้งมิ้งเล็กๆ ให้แม่ยกอ่านไปยิ้มไป
ว่าแต่คุณนักร้องถึงกับไปไม่เป็นเลยเหรอ เจอยิ้มร้ายๆ เข้าเนี่ย ชอบละซี๊ อิอิ

ลุ้นๆ ว่าจะเป็นไงต่อไป

ปล. 1 ปูเสื่อรอตอนต่อไปจ้า
ปล. 2 BG น่าร้ากกกกกกก

 

โดย: Nantta IP: 114.109.174.161 27 พฤศจิกายน 2558 21:25:54 น.  

 

อยากจะร้องตะโกนดังๆๆๆๆๆๆ มาต่ออีกเลยน้าาาาา รอกันเป็นปีเลยทีเดียวเชียว เอริคค่ะ หน้าที่ใหม่เนี้ยะ บอดี้การ์ดค่ะไม่ใช่......
และแอนดี้ค่ะ อย่าห่วงไปเลยปลิดภัยแน่อยู่กับคนๆนี้แต่ว่า งานจะร่มไหมอีกเรื่อง 55555555
จะรออ่านอย่างใจจดใจจ่อต่อไปค่ะ

 

โดย: imloserimwinner (สมาชิกหมายเลข 2803259 ) 6 ธันวาคม 2558 14:46:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
แม่ยกชินฮวา
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ยกชินฮวา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.