Make the day a little better! Make the way a litle better! ดิฉันและเพื่อนๆพี่ๆพยาบาลไทยในอเมริกาทุ่มเทอย่างมากในการลงข้อมูลตรงนี้ ทำด้วยความศรัทธา ขอให้ทุกท่านที่เข้ามานำกลับเอาไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และขอให้ได้เป็นพยาบาลในอเมริกาตามที่ตั้งใจไว้ในเร็ววัน บล็อกนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใดๆทั้งสิ้น ทำขึ้นมาด้วยใจไม่ต้องการสิ่งตอบแทน และไม่ต้องเอาอะไรมาให้ ไม่อยากได้
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2555
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
11 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 

ประสบการณ์สอบIELTSของนิดหน่อย

บทความนี้คัดลอกมาจากกระทู้เดิมที่เคยเขียนไว้ที่เวบชุมชนคนสอบIELTS เมื่อสอบผ่านในปี2549 นิดหน่อยรวบรวมมาใส่ในบล็อก เพื่อความสะดวกสำหรับผู้อ่าน เนื้อหาบางส่วน เช่น รายชื่อหนังสือหรือลิงค์ของเวบที่อ้างอิงไว้อาจไม่อัพเดท แต่ก็หวังว่าคงสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมสอบด้วยตนเองได้พอสมควร

เผยเคล็ด (ไม่) ลับพิชิต IELTS


สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเวบบอร์ด ชุมชนคนสอบ IELTS แห่งนี้ นิดหน่อยเชื่อว่า ทุกคนที่เข้ามาที่นี่มีเป้าหมายเหมือน ๆ กัน คือ ต้องการสอบให้ได้คะแนนดีที่สุด อย่างน้อยก็ต้องไม่ต่ำกว่าที่สถาบันกำหนด นิดหน่อยไม่ใช่ผู้ชำนาญการ IELTS เป็นเพียงคนที่เข้ามาหาข้อมูลการเตรียมสอบที่เวบบอร์ดนี้ จนเวลาผ่านไปวิทยายุทธเริ่มกล้าแข็ง เพราะสั่งสมมาจากการสอบหลายครั้ง (ไม่อยากบอกเลยว่าสอบ 5 ครั้ง...อายจัง) จึงขอเล่าประสบการณ์การเตรียมสอบของตัวเองดูบ้าง รวมทั้ง Scottenglish ที่ได้เรียนมาและขออนุญาตรวมเอาวิธีฝึกของคุณmari ไว้ตรงนี้ด้วยเลยนะคะ ผู้ที่กำลังเตรียมสอบอยู่จะได้ค้นหาข้อมูลได้ง่าย

นิดหน่อยไม่เคยติวที่สถาบันไหน เคยไปสอบวัดระดับไว้ที่สถาบันแห่งหนึ่ง แต่พอเห็นคอร์สต่าง ๆ ที่อาจารย์แนะนำให้เรียนยาวเป็นหางว่าว แถมค่าเรียนก็แพง ถ้าเรียนครบตามที่แนะนำคงต้องหมดตัวเป็นแน่แท้ อยู่ต่างจังหวัดลางานไปเรียนนาน ๆ ก็ไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจที่เตรียมสอบเอง เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้จึงเป็นประสบการณ์การฝึกด้วยตนเอง ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมนะคะ


หนังสือ/แหล่งความรู้

เมื่อตัดสินใจจะฝึกเอง นิดหน่อยก็ไปศูนย์หนังสือจุฬาค่ะ ช้อปหมดไปหลายตังค์ ก็ตอนนั้นยังไม่รู้จักเวบจีน เวบรัสเซียนี่คะ หนังสือที่ใช้มีดังนี้ค่ะ
Focus on Academic Skills for IELTS (Longman)
Insight into IELTS Extra (Cambridge)
IELTS Foundation : Study skills (McMillan)
IELTS 1-4 (Cambridge)
IELTS to Success (Wiley)
404 Essential Tests for IELTS
หนังสือ Speaking จากเมืองจีน : อุตส่าห์ซื้อกะเค้าด้วย แต่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไร อ่านแค่ผ่าน ๆ ไม่ถึงกับจำบทสนทนาไปใช้ตอนสอบได้หรอกค่ะ ที่ได้ใช้จริง ๆ กลับเป็นสคริปต์ที่ทำขึ้นมาเองมากกว่า

Focus on Academic Skills for IELTS (Longman) และ Insight into IELTS Extra (Cambridge) สองเล่มนี้ให้พื้นฐานความรู้ที่ดีสำหรับคนที่ไม่เคยสอบมาก่อน เนื้อหาเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นในการทำคะแนนส่วนต่าง ๆ
ส่วนเล่มอื่น ๆ ก็มีบอกเทคนิคต่าง ๆ ไว้เหมือนกัน แต่นิดหน่อยว่าเหมาะกับการใช้ฝึกทำข้อสอบมากกว่า

เวบไซต์แนะนำ

http://dictionary.cambridge.org/ ดิคชันนารีออนไลน์

http://www.writefix.com/

http://owl.english.purdue.edu/handouts/grammar/index.html ฝึก writing

http://www.aippg.com/ielts/ ชุมชนคนสอบ IELTS ของต่างชาติ

http://www.essaydepot.com/ เก็บเกี่ยวไอเดียไว้เขียน Essay

http://www.scottsenglish.com/ielts/pages/home.asp เวบเรียนIELTSออนไลน์ รวมเทคนิคดี ๆ ไว้เพียบ อาจารย์พูดชัดเจน ฟังง่าย เวบนี้ไม่ฟรี แต่ค่าเรียนก็ไม่แพงนะ แอบผิดหวังนิดนึงตรงที่ Writing ไม่ได้ส่งตรวจกับอาจารย์โดยตรง ได้แค่เปรียบเทียบกับ Sample Essay ส่วน Speaking ก็พูดกับคอม แล้วก็เปรียบเทียบกับ Sample นิดหน่อยลงเรียนไป 3 เดือน คิดว่า ทางเวบจะอัพเดทแบบฝึกหัดให้ใหม่ทุกเดือน แต่ปรากฏว่า ก็ยังเป็นแบบฝึกหัดชุดเดิมที่ทำไปตั้งแต่เดือนแรก รู้งี้ลงเรียนเพื่อไปเก็บเทคนิคแค่เดือนเดียวดีกว่า

อ้อ! ลืมเวบนี้ไปได้ยังไง ก็เวบชุมชนคนสอบIELTSไงล่ะคะ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนหัวอกเดียวกัน ได้เคล็ดลับดี ๆ ก็จากเวบนี้ล่ะค่ะ


วิธีฝึก IELTS

Practice makes perfect ประโยคนี้เป็นจริงเสมอ เราต้องฝึกฝน ถึงจะไปติวก็เถอะ ต้องมาฝึกต่อที่บ้านอยู่ดีนะคะ

ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ตัวเอง

ก่อนฝึกควรทำการประเมินตนเองก่อน โดยเลือกหนังสือที่มีอยู่เล่มไหนก็ได้ค่ะ แล้วจับเวลาให้เหมือนการสอบจริง เสร็จแล้วเปิดดูเฉลย ก็จะรู้ว่าต้องพัฒนาในส่วนไหนบ้าง ถ้าผลออกมา “อ่อนไปซะทุกพาร์ท” เหมือนอย่างนิดหน่อยล่ะก็ไม่ต้องตกใจ Practice makes perfect ท่องเอาไว้นะคะ

สอบครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 ได้ Overall 6 ก็ดีใจ คิดว่าเป้าหมาย Overall 6.5, Speaking 7 คงอยู่ไม่ไกลเกินฝัน แต่แล้ว...ก็ต้องกลับมาทบทวนตัวเอง เพราะว่าการสอบ 3 ครั้งในปี 2548 ไม่เป็นอย่างที่คิด คะแนนออกมา Overall 6, Speaking 6 ทั้งสามครั้ง เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ??
คิดทบทวนอยู่หลายตลบ สาเหตุของความล้มเหลวอยู่ที่ “ตัวเอง” ทั้งนั้น

1. มั่นใจในตัวเองมากเกินไป คิดว่าแค่ 0.5 ทำไมจะทำไม่ได้ พอใกล้ถึงวันสอบได้รู้ตัวว่าอันนี้ก็ยังไม่ได้ทบทวน อันนั้นก็ยังไม่ได้อ่าน หนังสือมีตั้งหลายเล่มแต่ไม่รู้จะอ่านเล่มไหนดี

2. ไม่แบ่งเวลาอ่านหนังสือให้ดี และมักมาเร่งในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ แต่ก็มักให้เหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า ก็เราต้องทำงานประจำนี่นา แค่งานก็เหนื่อยแล้ว บางวันก็ขี้เกียจ หลับไปพร้อมกับหนังสือจนถึงเช้า

3. มัวแต่ไปเน้นพาร์ทที่คะแนนไม่ดี โดยที่ละเลยพาร์ทที่ตัวเองทำได้ดีในการสอบครั้งที่แล้ว ทำให้คะแนนในพาร์ทที่เราใส่ใจเพิ่มสูงขึ้น แต่พาร์ทที่ถูกละเลยก็กลับต่ำลง Overall ก็เลยไม่เพิ่ม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การสอบครั้งที่ 4 เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 เน้นการฝึก Speaking อย่างมาก แต่กลับไม่เน้นการฝึกอีกสามส่วนที่เหลือ เพราะคิดว่า 3 ครั้งที่ผ่านมาทำได้ค่อนข้างดีแล้ว ผลก็คือ Speaking 7 แต่คะแนนพาร์ทอื่น ๆ ต่ำลง ก็เลยได้ Overall 6 เท่าเดิม

ขั้นที่ 2 ฝึกฝน

หลังจากที่วิเคราะห์ตัวเองแล้ว ก็เลยกลับตัวกลับใจฮึดสู้อีกครั้ง...

- วางแผนการอ่านหนังสือใหม่ เลือกเวลาอ่านที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด คือตอนเย็นจนถึงเที่ยงคืน

- ใช้หนังสือเดิมที่มีอยู่ในการฝึก แต่วางแผนการอ่านโดยเลือก Insight into IELTS extra และFocus on Academic Skills เป็นเล่มแรก ๆ เพื่อทบทวนทักษะพื้นฐานทั้งหมด

- เมื่อทบทวนพื้นฐานแล้ว ใช้หนังสือเล่มอื่น ๆ ที่มีอยู่ หัดทำข้อสอบแบบจับเวลา และประเมินผลท้ายเล่ม วิเคราะห์ผลการทำแบบฝึกหัดทุกครั้งที่ทำเสร็จ จะได้รู้จุดที่ตัวเองมักทำผิดบ่อย ๆ


Listening

เทคนิคการฝึก Listening ของคุณmari

โดยส่วนมากมักจะฟังไม่ทันเวลาที่เป็นบทสนทนา เพราะบทสนทนาจะลื่นไหลไปเรื่อย ๆ ทำให้เราจับจุดไม่ทัน ให้ฝึกฟังจากหนัง ปิด sub title ไว้ หรือ รออัดช่วงข่าวทาง 105.5 ( ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ต้นชั่วโมงจะมีข่าวจากของ cnn BBC และ radio Australia ) ทำให้เรามีโอกาสได้ฝึกฟังหลายสำเนียง เพราะเวลาสอบจะมีคนจากหลายสำเนียงมาก ๆ อัดข่าวให้ต่อเนื่องกันไปเลย แล้วรอเปิดฟังทีเดียว ให้ต่อเนื่องกันไป นอกจากนั้น ถ้าที่บ้านมีพวกเทปบทเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ต้องสนใจว่ามันง่ายหรือยากเกินไป ให้เอากลับมาฟัง แล้วลองจดคำที่เราคิดว่าสำคัญในบทสนทนานั้น เป็นการฝึกจับใจความสำคัญได้ดีเลยค่ะ

ปัญหาที่พบบ่อยของการสอบ Listening ก็คือ

1. ‘Get Lost’ เนื่องจากบทสนทนาจะพูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบจำนวนข้อที่กำหนดไว้ หากเราฟังจับใจความไม่ทันก็จะทำให้พลาดเสียคะแนนไป
วิธีแก้ ก็คือ

- ทำสมาธิ เทคนิคการทำสมาธิของคุณmari ได้ผลจริง ๆ ค่ะ เนื่องจาก Listening ส่วนที่ต้องใช้สมาธิในการฟังอย่างมาก แต่กลับเป็นการสอบในช่วงแรกที่เรายังตื่นเต้นอยู่ เพราะเพิ่งจะเข้าไปในห้องสอบใหม่ ๆ (ถึงนิดหน่อยจะสอบมาหลายครั้ง ก็ยังตื่นเต้นเวลาทำ Listening ทุกครั้งนะคะ ขอบอก) พอเราตั้งสมาธิได้ ไม่วอกแวกก็จะทำข้อสอบในส่วนนี้ได้ดีค่ะ

- การอ่านค้นหาคีย์เวิร์ดก่อนหน้าที่บทสนทนาจะเริ่ม อาจารย์ Scott เรียกเทคนิคนี้ว่า Read Ahead โดยกวาดสายตาอ่านโจทย์อย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้ดินสอทำเครื่องหมายคีย์เวิร์ดเอาไว้ ขณะอ่านก็ต้องคาดคะเนไปด้วยว่า บทสนทนาที่จะได้ยินเกี่ยวกับอะไร คีย์เวิร์ดที่ทำเครื่องหมายไว้มีความหมายตรงกับ Synonym คำใดบ้าง นอกจากนี้เรายังสามารถใช้เวลา 30 วินาทีที่ให้ทบทวนคำตอบ ในการอ่านโจทย์ช่วงถัดไปไว้ล่วงหน้า เป็นการเพิ่มเวลาในการค้นหาคีย์เวิร์ด เมื่อฟังบทสนทนาจริงก็จะสามารถ “จับ” ใจความได้แม่นยำขึ้น

- เทคนิคการหาคีย์เวิร์ดนี้ คุณmari บอกว่า ให้ขีดเส้นใต้คำที่เราคิดว่าเป็น Key word สำคัญเอาไว้ จะช่วยได้มาก เพราะทำให้เราจับใจความได้ทันว่า บทสนทนากำลังจะกล่าวถึงข้อมูลที่เราต้องเติมหรือยัง นอกจากนั้น ให้จับคำพูดที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เพราะบางครั้งบทสนทนาจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ เช่น พูดแล้วเปลี่ยนใจ เอาอันนี้ ไม่เอาอันนั้น

2. เขียนคำตอบผิด/สะกดคำผิด ซึ่งทำให้เสียคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย
วิธีแก้ คุณmari สรุปไว้ดังนี้

- จดคำตอบที่คิดว่าจะถูกต้องไว้ทันทีที่ได้ยิน

- หัดจดคำตอบเป็นตัวย่อ เพราะเวลาฟังจริง ๆ จะได้ไม่กระเจิดกระเจิงเพราะมัวแต่คิดเขียนคำตอบเต็มคำ

- เวลาเขียนผิด ให้ขีดฆ่าไปเลย การมานั่งลบทำให้เสียสมาธิในการฟัง มีช่วงให้ transfer คำตอบอยู่แล้ว ถ้าฟังไม่ทันให้ข้ามไปเลย อย่าตื่นเต้น เราต้องยอมเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ค่ะ

- การเติม S

- เติม ED เสียงจะออกเป็น /d/ หรือ /t/

- ชื่อเฉพาะ เช่นชื่อถนน ชื่อคน ให้เขียนนำหน้าด้วยตัวใหญ่เสมอ

- ใส่สัญลักษณ์หน่วยของเงินหน้าจำนวนตัวเลข เช่น $ 25 แต่ถ้าเขียนเป็นตัวหนังสือให้เขียนเป็นตัวหนังสือหมด เช่น twenty five dollars

- ช่วงเวลาให้เขียน เป็น ช่วงเวลา to ช่วงเวลา

- วันนัดหมายให้ใส่ st / nd / rd / th บอกลำดับที่ด้วย

- เติมคำ ดูบริบทว่าต้องเป็นพหูพจน์หรือไม่

- คำที่ควรจำไว้ Chocolates Deadlines Electrics Studies

Reading
ขอรวบรวมเทคนิคจาก Scottenglish และคุณmari ไว้ตรงนี้เลยนะคะ

1. Scottenglish

- ปัญหาของการทำ Reading คือ การบริหารเวลา เนื่องจากโจทย์จะยากขึ้นเรื่อย ๆ อาจารย์ Scott จึงแนะนำให้แบ่งเวลาเป็น 15, 20 และ 25 นาที ตามลำดับ โดยให้เวลามากที่สุดกับPassageสุดท้าย

- เทคนิคการค้นหาคีย์เวิร์ดสำคัญมากค่ะ อ่านโจทย์แล้วใช้ดินสอทำเครื่องหมายคีย์เวิร์ดเอาไว้ จากนั้นกลับมาอ่าน Passage โดยพยายามตั้งใจไม่กวาดสายตาอ่านกลับไปกลับมา เพราะมันทำให้เรางงไม่รู้คำตอบอยู่ตรงไหน แถมเสียเวลาด้วย อาจารย์ Scott เตือนว่า การพยายามอ่านค้นหาคำตอบ โดยที่เรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องค้นหาคืออะไรนั้นเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

2. คุณ mari แนะนำไว้ดังนี้

- หัดอ่านให้เร็วเข้าไว้ จับเวลาทุกครั้งที่หัดทำข้อสอบ

- อ่านรอบแรกให้อ่านเฉพาะประโยคแรก เพื่อจะได้เห็นภาพรวมว่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร หา main idea

- จากนั้นอ่านคำถามก่อนอ่านเรื่องอีกครั้งอย่างละเอียด เพื่อดูว่าคำถามเน้นตรงไหน

- ขีดคำตอบที่พบ ขีดชื่อเฉพาะ ทำให้หาง่าย ประหยัดเวลาได้มาก

- ดูคำถามด้วยว่า ถามเป็น Yes No Not given หรือถาม True False Not given

- ถ้ามีข้อมูลมาให้แต่ผิด ให้ตอบเป็น False เท่านั้น

- ถ้าไม่มีข้อมูลตามคำถามเลย เราไม่ต้องไปสันนิษฐานหาคำตอบจากเนื้อหาที่เขาให้อ่าน ให้จำไว้ว่ามันคือ not given เท่านั้น

- อ่านตัวอย่างให้ดี ตัด paragraph หรือ ตัวเลือกที่เป็นตัวอย่างไปแล้ว ( กรณีที่ห้ามใช้ตัวเลือกซ้ำ )

- คำถามที่ถามเป็นconclusion ให้เลือกข้อที่มีคำจำพวก such as , llikely, may, will often, can, sometimes, often, almost, mostly, usually, generally, rarely

- เลี่ยงคำจำพวก always , exactly เพราะเป็นการสรุปตายตัวเกินไป

- คำถามที่เป็น Opinion มักมีคำว่า thought, believed, understand , wished

- เวลาเขียนตอบ ดูด้วยว่า กำหนดให้เขียนได้ไม่เกินกี่คำ

คำตอบที่ถูก ( จับคู่ หัวข้อกับ paragraph )
มักเป็นคำตอบที่สรุปเนื้อหาจากparagraph โดยรวมมากกว่าที่จะใช้คำเหมือนกับใน paragraph เลย ดังนั้นคำตอบจึงมีสามลักษณะ

1. ใช้คำเดียวกันกับใน paragraph

2.ใช้คำที่คล้ายกัน เช่น taken simultaneously = take at the same time

3. ใช้คำไม่คล้ายกัน แต่มีความหมายเหมือนกัน เช่น damage to the body = harm to bodily organ

- เป็นคำตอบที่ตอบคำถามโดยตรง
- คำตอบสองข้อที่คล้ายกันมาก ๆ อาจผิดได้ทั้งคู่
- คำตอบที่ข้อมูลตรงกันข้าม ข้อหนึ่งมักถูก
- อย่าหลงกับคำตอบที่ถูกต้องจากเรื่องที่อ่าน เพราะมักเป็นคำตอบที่ตอบถึงภาพกว้างโดยรวม ไม่ได้เจาะตอบเป็น paragraph

เติมคำในช่องว่าง
- ถ้าคำแต่ละด้านของช่องว่าง เป็น คำนาม คำตอบจะเป็น adj
- เป็น verb คำตอบเป็น adv
- เป็น adj คำตอบเป็น นาม
- เวลาเติมคำ ต้องปรับ tense และคำให้เป็น noun หรือ adj

3. เทคนิคคุณนิดหน่อย (เรียนรู้จากการสอบหลายครั้ง อิอิ)

การฝึกทำแบบฝึกหัด นิดหน่อยไม่ได้แค่ตรวจคำตอบแล้วนับจำนวนข้อว่าถูกกี่ข้อเท่านั้น แต่ยังคิดต่อไปด้วยว่า ข้อที่ผิดทำไมถึงผิด แล้วคำตอบที่ถูกต้องไปซ่อนอยู่ตรงไหน หลังจากที่ทบทวนแบบนี้หลาย ๆ ครั้ง ก็เลยเจอว่า ตำแหน่งของคำตอบเหล่านั้นถูกเรียงไว้ตามลำดับ เช่น คำถามข้อแรก ๆ มักเจอคำตอบอยู่ช่วงต้นของ Passage คำถามกลุ่มต่อไป ก็มักเจอคำตอบอยู่ใน Paragraph ถัดมา ถ้าเป็นคำถามประเภทหา Headings นิดหน่อยก็จะหาคำตอบทีละ Paragraph แล้วเก็บคำถามประเภท Summary เอาไว้ตอบหลังจากที่อ่านครบทุก Paragraph แล้ว สอบครั้งล่าสุดนี้ ก็เลยโฟกัสอ่านเจาะเฉพาะส่วนที่คาดว่าจะมีคำตอบไปตามลำดับ ไม่อ่านย้อนไปมา ทำให้สอบครั้งนี้มีเวลาเหลือสำหรับทวนคำตอบ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะสอบกี่ครั้งไม่เคยได้ทวนคำตอบเลย ทำเสร็จทัน 5 นาทีสุดท้ายก็บุญแล้ว


Writing

ไม่ใช่ส่วนทำคะแนนของนิดหน่อยค่ะ เป็นส่วนที่อัพคะแนนได้ยากมาก ๆ จากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ ผลสอบคราวนี้หวังพึ่ง Listening กับ Reading ซึ่งผลสอบที่ออกมาก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ
ขออนุญาติเอาคำแนะนำของคุณ mari มาแปะไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกันนะคะ

- task 2 สำคัญกว่า task 1 เวลาสอบให้เลือกทำ task 2 ก่อนค่ะ เพราะตอนทำ ก็เขียน task 1 ได้ไม่ดีนัก แต่คะแนนก็ออกมาเป็นที่พอใจ

- การฝึกเขียน ให้อ่านจากบทความต่าง ๆ จำรูปประโยคไว้ เพื่อใช้ ถ้าคิดว่าอ่านหนังสือ grammar แล้วมึน ให้ลองสังเกตรูปประโยคจากบทความต่าง ๆ เลือกเรื่องที่เราชอบอ่าน จะได้ไม่เบื่อน่ะค่ะ

- หลักการเขียนคือ ต้องถูก grammar ศัพท์ที่ใช้ หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ( รู้จักใช้ หลากคำ )

- ความจริงหัดเขียนได้เอง ไม่ยากนะคะ dictionary เป็นคู่มือที่ดีที่สุด เพราะมีตัวอย่างการใช้คำ และประโยค ที่สำคัญให้หัดดูว่าคำที่เราใช้มี synonym อะไรบ้าง ให้จำไว้ เพื่อเป็นหลากคำ จะทำให้เวลาเขียนลื่นไหลมากขึ้น

- หัดใช้เครื่องหมายต่าง ๆ นอกเหนือจาก semi colon เพราะจะทำให้การเขียนของเราง่ายต่อการอ่าน รวมทั้งการใช้ transitional signal ด้วย แนะนำหนังสือ writng academic english ของ longman เขียนโดย Alice Oshima กับ Ann Hogue ราคาไม่แพงแถมสอนเรื่องการเขียนได้ละเอียดค่ะ มีตัวอย่างด้วย เรื่องการใช้ Transitional signal ก็แบ่งไว้ละเอียด เลือกใช้ได้เลยค่ะ

- ส่วนเวลาเขียน ควรแบ่งส่วนที่จะเขียนให้ดี ดังนี้

คำถามเป็น Argument ให้แสดงความเห็น
มี
1. Introduction
2. body paragraph มี สักสองส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนข้อดี และส่วนที่สองเป็นข้อไม่ดี โดยต้องเขียนเพื่อช่วยเน้นย้ำข้อดีที่เราได้บอกไว้ โดยทั้งสองส่วน แบ่งเป็น Topic sentence กับ supporting sentence สัก 2 –3 ประโยค การที่เราเขียนทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี มีข้อโต้แย้งในตัวเอง ทำให้เราเขียนได้ง่ายขึ้น เพราะบางทีให้คิดแต่ข้อดีหรือข้อเสียด้านเดียว เนื้อหาการเขียนอาจไม่มากพอค่ะ
3. ส่วนสุดท้ายเป็น conclusion สรุปและเน้นย้ำความคิดของเรา อาจะมีการเปิดประเด็นให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ แต่ต้องเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรากล่าวไปแล้ว

คำถามเป็น Problem ( effect / cause ) / solution
มี
1. Introduction
2. body paragraph มี Cause 1 Cause 2 มี effect 1 2 3 หรือ Cause and Effect 1 / Cause and Effect
3. ส่วนสุดท้ายเป็น conclusion สรุปและเน้นย้ำความคิดของเรา อาจะมีการเปิดประเด็นให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ แต่ต้องเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรากล่าวไปแล้ว

คำถามแบบ compare and contrast
1. Introduction
2. body paragraph เป็นการเปรียบเทียบ มี topic sentence และ supporting
3. ส่วนสุดท้ายเป็น conclusion สรุปและเน้นย้ำความคิดของเรา อาจะมีการเปิดประเด็นให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ แต่ต้องเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรากล่าวไปแล้ว

ส่วนคำแนะนำของอาจารย์ Scott คือ ทำความเข้าใจโจทย์ วางแผนการเขียน แล้วก็ลงมือเขียน คำเตือนก็คือ อย่าลงมือเขียนจนกว่าจะวางแผนการเขียนครบทุก Paragraph แล้ว คำแนะนำนี้สำคัญมากนะคะ เพราะหากวางแผนไม่ดี ต้องการแก้ไข ก็จะทำให้เสียเวลาลบ ยิ่งลบมากก็เสียเวลามาก และอย่าลืมเผื่อเวลา 5 นาทีในการตรวจทานด้วย

Speaking

สรุปเทคนิคของคุณmari

- ส่วนมาก เวลาไปสอบมักตื่นเต้นกันทำให้พูดกันได้ไม่ดีนะคะ แต่ให้ทำใจให้สบาย คิดไว้ว่า ไปคุยกับเพื่อน เวลาพูดไม่ต้องคล่องมากน้ำไหลไฟดับขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่พูดได้เรื่อย ๆ เขาถามอะไรเราก็มีคำตอบให้เขาได้

- ไม่ต้องกังวลเรื่อง accent เพราะต่างคนต่างสำเนียงอยู่แล้ว แต่ให้ออกเสียงคำแต่ละคำให้ถูกต้องเป็นสำคัญ

- พูดตามปกติของเรา ถ้าพูดช้าไปเพราะต้องการให้ชัดถ้อยชัดคำ อาจกลายเป็นว่าเราพูดไม่คล่องค่ะ การพูดคล่องคือ พูดได้ต่อเนื่องไม่ติดขัด แต่เราสามารถหยุดคิด หรือมีเอ่อ อืม ได้นะคะ ไม่ผิดกติกา

- ถ้าฟังคำถามไม่ทัน หรือเขาใช้ศัพท์ที่เราไม่คุ้น ถามเขาได้ค่ะ เขายินดีถามเราอีกครั้ง

- ถ้าได้เรื่องที่เราไม่มีประสบการณ์ควรออกปากไว้ก่อนว่า เป็นเรื่องที่ยาก เราไม่มีประสบการณ์มาก่อนนะ

- เวลาพูดพยายามเลือกใช้ศัพท์ให้หลากหลายเข้าไว้ ไม่ต้องหรูหรามาก แต่อย่าใช้คำเดิมซ้ำ ๆ กัน

- พยายามพูดให้ยาว ๆ เข้าไว้ อธิบายอะไรให้มีส่วนขยาย อย่าพูดสั้น ๆ ห้วน ๆ แบบ I like it I enjoy it ควรให้เหตุผลต่าง ๆ เข้าไปด้วย แต่ไม่จำเป็นว่าเราต้องพูดยาว ๆ ตลอดนะคะ เพราะบางช่วงก็เป็นแค่การถามทั่วไป บางช่วง ถึงเป็นการออกความคิดเห็น

- ช่วงที่เป็นคำถามมาให้เวลาเราคิด ถ้าได้เรื่องไม่ถนัดก็นึกเรื่องไปตามใจชอบได้เลยค่ะ ขอให้มีเรื่องพูดเป็นพอ ตอนไปสอบ ได้เรื่องไม่ถนัดเลยค่ะ ได้เรื่องเพื่อนบ้านที่ดี เกิดมายังไม่เคยเจอเพื่อนบ้านดีเลยค่ะ ฮา ฮา ก็พยายามเล่า ๆ ไป ถึงคนที่เราคิดว่าดีที่สุดในละแวกบ้านแล้ว ฮา จากนั้นเขาจะถามคำถามต่อเนื่องจากเรื่องที่เราพูด ตรงช่วงนี้ พยายามออกความคิดเห็นของเรา ไม่มีคำว่าผิดถูก คิดอะไรตอบไปตามใจนึกเลยค่ะ

- ส่วนเวลาฝึก ลองบรรยายสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในใจไว้ นั่งรถผ่านอะไรก็ลองบรรยายในใจไว้ค่ะ ลองนึกถึงช่วงเวลา ประสบการณ์ดี ๆ ของเราไว้ เผื่อได้ใช้ค่ะ นอกจากนั้น เวลาดูหนัง หรือ ดูข่าวภาษาอังกฤษ ช่วงสนทนา News line ช่อง 11 เวลาเขาพูดหัวข้ออะไร ก็ลองเอ่อออห่อหมก ออกความเห็นของเรากับเรื่องนั้น ๆ ไปด้วย อาจเหมือนคนบ้าไปนิด แต่ได้ผลค่ะ ไม่อย่างนั้นเราลองพูดคนเดียว ลองนึกหัวข้อต่าง ๆ แล้วนึกคำตอบไว้ หัดพูดคนเดียวให้คล่องค่ะ

เทคนิคส่วนตัวของนิดหน่อย

- ทำบทพูดแบบส่วนตั๊วส่วนตัวของเรา เกี่ยวกับเรื่องที่คาดว่าจะถูกถามในการสอบส่วนที่ 1 เช่น การแนะนำตัว การเรียน การทำงาน บรรยายลักษณะเมืองที่อยู่ ผู้คน การใช้ชีวิต การเดินทาง ท่องเที่ยว กีฬา งานอดิเรก ฯลฯพิมพ์แยกเป็นหัวข้อเรียงตามลำดับตัวอักษรไว้เลยค่ะ รับรองสคริปต์ส่วนตัวของเรานี้ได้ใช้ประโยชน์แน่ในส่วนของ Introduction พอพูดส่วนแรกได้ดี ก็จะมีกำลังใจค่ะ

- ส่วนที่สอง เป็นการพูดให้ครอบคลุมหัวข้อที่กำหนดให้ โดย examiner จะเป็นผู้เลือกการ์ดคำถาม การพูดส่วนนี้เตี๊ยมล่วงหน้าไม่ได้ก็จริง แต่เราสามารถวางแผนได้โดยใช้เวลา 1 นาทีอย่างมีค่า อ่านโจทย์อย่างเร็ว แล้วเขียนหัวข้อที่ต้องพูดลงในกระดาษโน้ต จากนั้นเขียนเรื่องที่จะพูดลงไปข้าง ๆ หัวข้อเหล่านั้น ให้เขียนแค่คำสั้น ๆ เพื่อใช้เตือนความจำว่าเราจะพูดเรื่องอะไร 1 นาทีไวเหมือนติดปีก ตั้งสติแล้วพูดได้เลยค่ะ นิดหน่อยก็คล้ายคุณmari คือ ไม่ได้มีประสบการณ์ในเรื่องที่ถูกถาม ก็เลยต้องใช้ไหวพริบแต่งเรื่องขึ้นมาสด ๆ ในโจทย์ถามว่า เคยประสบเหตุการณ์ที่เกิดความล่าช้าไหม เหตุการณ์นั้นคืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไร และมีผลกระทบอย่างไร ก็เลยคิดไปถึงเรื่องการจราจรในกรุงเทพ โดยเล่าว่ามาทำธุระเมื่อเดือนที่แล้ว โดยในวันที่กลับนั้นลืมไปว่ามีการเปลี่ยนไปใช้สนามบินแห่งใหม่ที่อยู่ไกลกว่าเดิม แต่ไม่ได้เผื่อเวลาเอาไว้ สุดท้ายก็เลยไปขึ้นเครื่องไม่ทัน และต้องค้างอยู่ในกรุงเทพอีกหนึ่งคืน (เล่าเป็นตุเป็นตะ จริง ๆ แล้วไม่ได้เข้ากรุงเทพช่วงนั้นซะหน่อย อิอิ) อาจารย์เขาประเมินทักษะในการพูดของเราค่ะ ไม่ได้ประเมินเนื้อหาที่เราเล่า เพราะฉะนั้น พูดให้คล่องและถูกต้อง สำคัญกว่าค่ะ

- คำถามช่วงที่สาม จะเกี่ยวเนื่องกับโจทย์ในช่วงที่สองค่ะ ก็เลยโดนถามเรื่องเวลา เท่าที่จำได้ก็คือ เวลามีความสำคัญอย่างไรกับชีวิตคนเมืองและคนในชนบท คนเรามี Time Perception เปลี่ยนไปไหมเมื่อมีอายุมากขึ้น เมื่อไรที่คุณรู้สึกว่าเวลารอบ ๆ ตัวคุณเดินช้า

- เทคนิคที่ถ่วงเวลาเมื่อคิดไม่ออก ไม่ควรเงียบไปนาน แต่อาจพูดว่า Let me think about it…, I’m not so sure about that, One thing that comes to my mind is …..

- อาจารย์ Scott สอนเทคนิคการถ่วงเวลาไว้ 2 แบบค่ะ คือ Advantages/Disadvantages คือให้พูดถึงข้อดีและข้อเสียของประเด็นที่เราจะตอบ แบบที่สองคือ Past/Present/Future คือ พูดอธิบายเหตุการณ์ตามช่วงเวลา ใช้เทคนี้เหล่านี้รับรองพูดได้ครบ 2 นาทีค่ะ

- ไม่ควรตอบแค่ว่า ชอบหรือไม่ชอบ ใช่หรือไม่ใช่ แต่ควรมีเหตุผลประกอบ เช่น
Q: คุณคิดว่ากีฬาชนิดไหนที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย
A: เราตอบว่า คงเป็นการยากที่จะบอกว่าเป็นกีฬาประเภทไหน เท่าที่เห็นคนไทยเล่นกีฬาหลายประเภททั้ง indoor & outdoor แต่ก็คงมีกีฬ่าชนิดหนึ่งซึ่งคนชื่นชอบกันมาก คือ ฟุตบอลเวิร์ลคัพ ซึ่งบางคนถึงกับอดนอนทั้งคืนเพื่อให้ได้ดูเกมส์นี้

Q: คุณชอบกีฬาประเภทไหนมากที่สุด
A: ไม่ชอบกีฬาเลยค่ะ ต้องขอสารภาพว่าตัวเองไม่ใช่ sport person แต่ก็เล่นกีฬ่าบางอย่างที่มีความสำคัญในภาวะฉุกเฉิน ได้แก่ การว่ายน้ำ

- อัดเทปเสียงพูดของตัวเองเอาไว้ และลองฟังทบทวนว่าเรามักพูดผิดตรงไหน การออกเสียงตัว R, L คำที่ต้องเติม S ฯลฯ


นิดหน่อยคิดว่าตัวเองได้เขียนถึงวิธีฝึก IELTS ครบถ้วนแล้ว แต่หากมีข้อบกพร่องประการใด ต้องขออภัยด้วยนะคะ ทั้งหมดที่ได้เขียนไปไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเวบไซต์หรือผู้จำหน่ายหนังสือรายใดทั้งสิ้น เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากเวบบอร์ดแห่งนี้และประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น


สุดท้ายนี้ ยังอยากย้ำประโยคเดิม Practice makes perfect!!
ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ

นิดหน่อย

ปล. ย้อนกลับมาอ่านอีกที ก็เลยรู้ว่ายังไม่ได้บอกเทคนิคสำคัญอีกข้อหนึ่ง
สำคัญมากกกกก แต่หลายคนอาจมองข้ามไป คือ การพักผ่อนให้เต็มที่ในคืนก่อนสอบค่ะ กินอาหารให้พอดี แล้วก็เข้านอนตามเวลาปกติ ควรงดการอ่านหนังสือ IELTS ในคืนนั้น เพราะจะทำให้เครียด หลับตาลงคราวใดก็เห็นแต่โจทย์ Essay ลอยมาตรงหน้า หูก็ได้ยินเสียง Listening แบบนี้ไม่ดีแน่ อุตส่าห์เตรียมตัวอย่างดีมาเป็นเดือน ๆ จะมาตกม้าตายเพราะนอนไม่พอคืนเดียวนี่ ไม่คุ้มนะคะ เชื่อนิดหน่อยเถอะ (เคยเป็นมาแล้ว)




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2555
11 comments
Last Update : 6 สิงหาคม 2557 5:00:17 น.
Counter : 10512 Pageviews.

 

โห พี่จาวิเคราะห์ละเอียดถึ่ถ้วนดีจริง :)
เชื่อมั๊ยตอนสอบเมื่อสิบปีที่แล้ว เก๋แป๊กตรง speaking หล่ะ
ผลออกมา คุณท่านยังต๊กกะใจ บอกเป็นไปได้ไง
เห็นอยู่บ้านพูดไร้สาระเหลือเกิน ไหงสอบดันพูดไม่ออก ฮาๆๆ
เกร็งอ่ะพี่ เข้าใจคำถามแต่โง่ไม่รู้จะหาเหตุอะไรมาตอบเลยเป็นเบื่อไป
มารู้ที่หลังว่าถ้าเราไม่รู้จะพูดอะไร ก็ให้พูดว่าเราไม่รู้จะพูดอะไรดีและเพราะทำไม
ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเค้าเสมอไป เฉไฉได้ ขอให้พูด พูด พูดเหอะ ;)

 

โดย: Winter Cactus 12 ตุลาคม 2555 9:36:12 น.  

 

เก็บตกมาจากตอนสอบครั้งกระโน้นน่ะจ้ะ มันมาจากความรู้สึกอึดอัดที่อัพคะแนนไม่ขึ้นซักที สอบทีไรวน ๆ อยู่เท่าเดิม พอสอบผ่านก็เลยรวบรวมไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง อิอิ แล้วกระทู้เดิมที่โพสต์ไว้ในเวบชุมชนคนสอบIELTSมันหายไปไหนไม่รู้ พี่กลัวมันหายไปถาวร ก็เลยเอาที่เขียนไว้มาแปะใส่บล็อกนี้

 

โดย: นิดหน่อย (macdreamnurse ) 12 ตุลาคม 2555 21:19:21 น.  

 

ขอบคุณครับ อ่านเพลินและมีประโยชน์ ทำให้มีกำลังใจ

 

โดย: Big IP: 165.68.253.3 1 มีนาคม 2556 4:28:39 น.  

 

ด้วยความยินดีค่ะ หากบทความที่เขียนไว้เป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเตรียมสอบ นิดหน่อยก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 

โดย: นิดหน่อย (macdreamnurse ) 1 มีนาคม 2556 17:23:40 น.  

 

กำลังจะเตรียมตัวสอบ ขอบคุณครับ ข้อสอบจริงเหมือนและยากกว่า cambrigde 1-8 เยอะไหมครับ สำหรับส่วนของการฟังและการอ่าน

 

โดย: ทนได้ IP: 171.97.224.123 7 มีนาคม 2556 21:35:45 น.  

 

ส่วนของการฟัง คิดว่าคล้ายกับในหนังสือนะคะ คำถามไม่ได้ยากหรือซับซ้อน แต่ปัญหามักอยู่ตรงที่หาคีย์เวิร์ดสำคัญไม่เจอ ไม่รู้คำตอบอยู่ตรงไหน พอหาไม่เจอก็จะรู้สึกลนและทำให้พลาดการฟังในส่วนถัดไป ปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ ฟังถูก ฟังออก แต่เขียนคำตอบผิด ทำให้เสียคะแนนไปอย่างไม่น่าจะเสีย คุณฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ แล้วจะรู้จุดอ่อนของตัวเอง เมื่อแก้ไขจุดอ่อนเหล่านั้นได้ คะแนนก็จะดีขึ้นค่ะ

ส่วนของการอ่าน คิดว่าอาจจะยากกว่าในหนังสือ ซึ่งก็เป็นปกติของข้อสอบIELTSที่เราจะมีโอกาสเจอกับบทความในสาขาที่ไม่คุ้นเคย หรือศัพท์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ประเด็นนี้ยังไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะถ้าไม่รู้ความหมายคำศัพท์ ก็ยังพอเดาได้จากประโยคข้างเคียง สิ่งสำคัญของการอ่านอยู่ที่การบริหารเวลาค่ะ อย่าใช้เวลากับบทความแรกมากเกินไป พยายามแบ่งเวลาให้ได้ตามที่เขียนแนะนำไว้ เพราะบทความช่วงหลังจะยาวขี้นและยากขึ้นเรื่อย ๆ และที่อยากแนะนำอีกอย่างคือ การตอบNo/NOt given พยายามแยกแยะให้ดี ๆ นะคะ ระวังจะเสียคะแนนในส่วนนี้

 

โดย: นิดหน่อย (macdreamnurse ) 9 มีนาคม 2556 15:45:58 น.  

 

ขอบคุณค่ะ สำหรับเทคนิคต่างๆ ส่วนตัวแล้วเป็นคนโง่ๆมากเกี่ยวกับอังกฤษ มีเวลาเตรียมตัวสามเดือนแต่อ่านเอง ไม่ติวเพราะไม่มีเงินมากพอ เป้าหมายคือ 6.5 ในการสอบครั้งเดียว บอกตรงๆว่าเครียดมาก

 

โดย: แตงโม IP: 124.120.99.204 8 มิถุนายน 2556 1:08:24 น.  

 

ขอบคุณสำหรับบทความที่ให้ข้อคิดดีนะคะ สอบ IELTs มาสองครั้ง ครั้งแรกอ่านเองไปสอบได้overall 6 จากนั้นตัเสินใจไปเรียนภาษาไปสอบครั้งที่สองได้overallเท่าเดิม ขึ้นทึกpartยกเว้นLคะแนนเลยออกมาเท่าเดิม จนทำให้ท้อแท้มากๆว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่มาอ่านที่คุณนิดหน่อยเขียนแล้วเป็นกำลังใจมาก เพราะคุณนิดหน่อยก้อพยายามจนสำเร็จ โมเองก้อคงต้องลองสู้ต่อ อยากขอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ สู้มาหนึ่งปี จะลองดูอีกสักตั้งคะ^^

 

โดย: moksdox6 IP: 124.121.244.136 11 มิถุนายน 2556 0:52:33 น.  

 

คุณแตงโม: อย่าเพิ่งท้อนะคะ ความพยายามเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ฝึกทำแบบฝึกหัดเยอะ ๆ พยายามหาจุดบกพร่องของตัวเองจากการสอบครั้งก่อน ๆ และลงมือแก้ไข ขอให้สอบผ่าน ได้ไปเรียนอย่างที่ตั้งใจนะคะ

 

โดย: นิดหน่อย (macdreamnurse ) 15 มิถุนายน 2556 0:11:33 น.  

 

ผลสอบครั้งแรกออกมาแล้วคะได้แค่ 5.5 เองคะ ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 6.5 คะ ก่อนสอลก็ฝึกทำcambridgeเล่ม 5-9 ไปหมดแล้วคะ จึงรบกวนขอคำแนะนำจากคุณนิดหน่อยว่าควรฝึกจากหนังสือเล่มไหนดีคะนอกจากcambridge ขอบคุณมากคะ

 

โดย: ลิงน้อย IP: 27.55.164.47 29 พฤศจิกายน 2556 19:16:34 น.  

 

ลิงน้อย: นิดหน่อยสอบหลายปีแล้วค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่าตอนนี้มีหนังสืออะไรใหม่ ๆ บ้าง เท่าที่เคยใช้มาก็ชอบของ Cambridge นะคะ

ครั้งแรก ๆ ที่สอบไม่ผ่าน นิดหน่อยก็ซื้อหนังสือเพิ่มเหมือนกันค่ะ ซื้อทุกอย่างที่หาได้ในขณะนั้น แต่หลังจากนั้นก็ยังสอบไม่ผ่าน จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ที่มานั่งทบทวนจุดอ่อน ประเด็นที่ตัวเองทำผิดบ่อย ๆ โดยใช้หนังสือเดิมที่มีอยู่ จึงสอบได้คะแนนตามที่ต้องการค่ะ

 

โดย: นิดหน่อย (macdreamnurse ) 2 ธันวาคม 2556 22:13:47 น.  


macdreamnurse
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 247 คน [?]




บล็อกของเรามีข้อมูลอยู่มาก คลิกเมนูหลักที่ด้านซ้ายมือ จะเห็นเมนูย่อย อยู่ต่อจากส่วนล่างของปฏิทิน ใครโพสต์คำถามไว้ตรงไหน เข้าไปดูคำตอบได้ที่เดิมนะคะ
counter widget
counter widget
New Comments
Friends' blogs
[Add macdreamnurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.