Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 
ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แอปเปิล


สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง แอปเปิล เปิดตัวคอมพิวเตอร์แลปท็อป "แมคบุ๊ค แอร์" เมื่อปี 2008



ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ รวมถึง บิล เกตส์, มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก และบุคคลสำคัญจากทั่วโลก ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แอปเปิล เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554

โอบามา ยกย่อง จ็อบส์ เป็น “นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด” ของอเมริกา และระบุด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ควรทราบข่าวการจากไปของเขา และเรียนรู้ว่าชายผู้นี้ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมให้แก่โลกนี้มากมายเพียงใด

“เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา และให้คำนิยามใหม่แก่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งหมด นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จที่น้อยคนนักจะทำได้ นั่นก็คือ ทำให้มุมมองของเราต่อโลกนี้เปลี่ยนไป” แถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรจาก โอบามา ระบุ

“สตีฟเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา เขากล้าพอที่จะคิดต่าง กล้าพอที่จะเชื่อว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงโลกได้ และมีพรสวรรค์พอที่จะทำได้ด้วย” โอบามา กล่าว

“จากการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซึ่งทำให้โลกอินเทอร์เน็ตมาบรรจุอยู่ในกระเป๋าของเรา เขาไม่เพียงทำให้การปฏิวัติข้อมูลเป็นไปได้ แต่ยังช่วยให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ และน่าสนุกสนานด้วย”

ด้านนายกรัฐมนตรี จูเลีย กิลลาร์ด แห่งออสเตรเลีย กล่าวว่า จ็อบส์ เป็น “อัจฉริยะ” และนักประดิษฐ์คนสำคัญที่เปลี่ยนแปลงโลก

“เราคงได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ จ็อบส์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังอยู่ทุกวัน นี่จึงเป็นข่าวอันเศร้าสลดยิ่งและดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวและมิตรสหายของ จ็อบส์ ทุกคน” กิลลาร์ด แถลงต่อสื่อมวลชนที่กรุงแคนเบอร์รา

สตีฟ จ็อบส์ ยังเป็นนักบุกเบิกที่ส่งอิทธิพลไปถึงผู้นำเทคโนโลยีรายใหญ่ๆของโลกอีกมากมาย

“ผมกับสตีฟเจอกันครั้งแรกเมื่อ 30 ปีก่อน เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน, คู่แข่ง และมิตรสหายมานานเกือบครึ่งชีวิต” บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ ระบุในถ้อยแถลง





จ็อบส์ ในงานเปิดตัว ไอแพด รุ่นใหม่ เมื่อปี 2010 (แฟ้มภาพ)



“ไม่บ่อยนักที่โลกของเราจะมีผู้ทรงอิทธิพลเช่น สตีฟ จ็อบส์ ผลงานของเขาจะยังประโยชน์ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราในอนาคต และสำหรับพวกเราบางคนที่โชคดีได้มีโอกาสร่วมงานกับเขา นั่นถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุด ผมคงจะคิดถึง สตีฟ มาก” เกตส์ กล่าว

มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์ “เฟซบุ๊ก” ก็เขียนคำอาลัยไว้บนเพจของเขาว่า “สตีฟ, ขอบคุณที่เป็นกุนซือและเพื่อนที่ดีสำหรับผม ขอบคุณที่ทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่คุณสร้างขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ผมจะคิดถึงคุณเสมอ”

ไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐีพันล้านที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี กล่าวว่า จ็อบส์เป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกนี้ โดยทำให้ประชานับล้านๆ คนได้รับพลังและโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล

“ค่ำคืนนี้อเมริกาได้สูญเสียอัจฉริยะไปอีกคนหนึ่ง เขาจะได้รับการจดจำเฉกเช่น เอดิสัน และ ไอน์สไตน์ ผู้ซึ่งแนวคิดจะยังมีอิทธิพลต่อโลกนี้ไปอีกหลายยุคหลายสมัยข้างหน้า”

สตีฟ วอสนิแอก ผู้ร่วมก่อตั้ง แอปเปิล ก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ตนถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของ จ็อบส์ เมื่อวันพุธ (5) ทั้งยังเปรียบเทียบการจากไปของเขากับ จอห์น เลนนอน ศิลปินชื่อก้องจากวง เดอะ บีเทิลส์

“มันเหมือนได้ยินข่าวการตายของ จอห์น เลนนอน หรือ จอห์นเอฟ เคนเนดี... หรือไม่ก็ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง” วอสนิแอก กล่าว

ด้าน “กูเกิล” ก็ร่วมแสดงความอาลัยโดยเพิ่มลิงก์ “สตีฟ จ็อบส์, 1955-2011” ไว้ใต้หน้าต่างเซิร์ชเอ็นจิน รวมถึงใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของ แอปเปิล ด้วย





ข้อความไว้อาลัยจำนวนหนึ่งที่ถูกแปะไว้บนกระจกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แอปเปิล ในรัฐแคลิฟอร์เนีย







เครดิต
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000127267
และ http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000127116



Create Date : 06 ตุลาคม 2554
Last Update : 6 ตุลาคม 2554 14:46:23 น. 3 comments
Counter : 370 Pageviews.

 
หน้าเว็บไซต์แอปเปิลขึ้นหน้าจอไว้อาลัยและยืนยันถึงการจากไปของสตีฟ จ็อบส์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกในปัจจุบัน


เอเอฟพี – แอปเปิลประกาศ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเสียชีวิตแล้วจากโรคมะเร็งตับอ่อน ด้วยวัย 56 ปี ด้านครอบครัวเผยเขาจากไปอย่างสงบ พร้อมกับขอบคุณผู้ที่ให้กำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา




“พวกเรารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า สตีฟ จ็อบส์ เสียชีวิตแล้วในวันนี้” คณะกรรมการบริหารของแอปเปิลระบุในแถลงการณ์

“ความหลักแหลม กระตือรือร้น และพลังงานของสตีฟ เป็นที่มาของนวัตกรรมนับไม่ถ้วน ซึ่งเพิ่มคุณค่า และพัฒนาชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้น โลกดีขึ้นอย่างสุดประมาณเพราะสตีฟ” แอปเปิลเสริม

ด้านญาติสนิทของเขาเผยว่า “สตีฟเสียชีวิตอย่างสงบในวันนี้ เคียงข้างครอบครัวของเขา” และว่า “ในชีวิตสาธารณะของเขา สตีฟเป็นที่รู้จักในความช่างคิด แต่ในชีวิตส่วนตัวของเขา เขารักและใส่ใจครอบครัว”

“พวกเรารู้สึกขอบคุณหลายๆ คนที่ร่วมแบ่งปันพรของพวกเขา และผู้สวดมนต์อ้อนวอนให้ในช่วงที่สตีฟล้มป่วยในปีที่แล้ว” ครอบครัวจ็อบส์ระบุ โดยว่าผู้ที่ต้องการแสดงความรำลึกถึงสตีฟ จ็อบส์ สามารถส่งอีเมลไปได้ที่ rememberingsteve@apple.com

การเสียชีวิตของจ็อบส์นั้นเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากแอปเปิลเผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ไอโฟน 4s ที่สำนักงานใหญ่ในคูเปอร์ติโน แคลิฟอร์เนีย

ขณะที่หน้าเว็บไซต์แอปเปิลได้ขึ้นภาพขาวดำของจ็อบพร้อมกับข้อความว่า “สตีฟ จ็อบส์ 1955-2011” โดยมีรายงานด้วยว่า ทิม คุก ซีอีโอคนใหม่ของแอปเปิลที่เพิ่งทำการเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ไอโฟน 4s ไปเมื่อวานนี้ได้เขียนจดหมายถึงพนักงานโดยืนยันว่าจะมีการไว้อาลัยเป็นการภายในจากการจากไปของจ็อบส์

“ผมมีข่าวน่าโศกเศร้าอย่างยิ่งที่จะบอกกับพวกคุณ สตีฟได้จากไปในวันนี้ แอปเปิลได้สูญเสียผู้ที่มีวิสัยทัศน์ และอัจฉริยะผู้สร้างสรรค์ ส่วนโลกก็ได้สูญเสียมนุษย์ผู้น่าทึ่ง ผู้ที่โชคดีมีโอกาสได้รู้จักและได้ทำงานกับสตีฟได้สูญเสียเพื่อนรักและที่ปรึกษาผู้สร้างแรงบันดาลใจ สิ่งที่สตีฟได้ทิ้งไว้ก็คือบริษัทที่มีเพียงเขาเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ แต่วิญญาณของเขาจะเป็นนิรันดร์ในฐานะผู้ก่อตั้งแอปเปิล” ทิม คุกระบุในจดหมายถึงพนักงาน


โดย: I love Thailand วันที่: 6 ตุลาคม 2554 เวลา:14:32:45 น.  

 
บทสรุปการบรรยายของ สตีฟ จ๊อบส์ ในพิธีรับปริญญาที่มหาวิทยาลัย Standford

---------------------------------------------

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญมากล่าวบรรยายใน พิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยที่ถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งที่ความเป็นจริงผมนั้นไม่เคยได้รับปริญญาเลย และวันนี้ถือว่าเป็นวันที่ผมเข้าใกล้พิธีรับปริญญามากที่สุดในชีวิต

ในวันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องราวในชีวิตของผมเพียงแค่ 3 เรื่องครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก มันก็แค่เรื่อง 3 เรื่องเท่านั้นเอง

เรื่องแรกเกี่ยวกับ การเชื่อมต่อของจุด

ผมดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัยรีด (Reed College) 6 เดือนแล้วกลับไปเรียนต่ออีก 18 เดือนก่อนที่ผมจะลาออกอย่างจริงจัง ทำไมผมต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากว่าผมไปเข้ามหาวิทยาลัยที่มีค่าใช้จ่ายแพงมากๆ เงินเก็บทั้งหมดของพ่อแม่ผมต้องหมดไปกับค่าเรียนพิเศษของผม และผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากจะทำอะไรต่อไปกับชีวิต การเรียนมหาวิทยาลัยมันจะทำให้ผมค้นพบได้อย่างไรว่าผมต้องการอะไร ดังนั้นผมจึงตัดสินใจลาออก นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวเลยทีเดียวที่ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ผมคิดว่า นั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว จากการที่ผมลาออกนี้ จึงทำให้ผมสามารถไปเรียนในสิ่งที่ผมอยากเรียนได้ แต่ก็ใช่ว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะผมไม่มีที่พัก ผมต้องไปขอนอนพื้นห้องของเพื่อนๆ เก็บกระป๋องไปขายเพื่อหาเงิน และทุกๆคืนวันอาทิตย์ผมต้องเดินทาง 7 ไมล์ไปยังโบสถ์เพื่อให้ได้กินอาหารดีๆสักมื้อ แต่ประสบการณ์เหล่านี้กับให้ผมได้อะไรมากมายอย่างหาที่เปรียบมิได้ และผมได้ไปลงเรียนวิชา ประดิษฐ์ตัวอักษร กับมหาวิทยาลัยรีด (Reed College) ถือว่าที่นี่สอนวิชานี้ดีที่สุดในประเทศเลยก็ว่าได้ ผมเรียนรู้การออกแบบตัวอักษร การเว้นระยะห่าง รวมถึงศิลปะในการประดิษฐ์ตัวอักษรหลายๆอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมีเสน่ห์เย้ายวนชวนให้ผมหลงใหลเป็นอย่างมาก ทั้งหมดที่ผมทำไปนั้นไม่เคยหวังที่จะนำมาใช้ประโยชน์ใดๆกับชีวิตของผมเลย แต่หลังจากนั้นอีก 10 ปี ผมได้ออกแบบ คอมพิวเตอร์แมคอินทอชเครื่องแรก (Macintosh) ทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้มา มันกลับเข้ามารวมกันในหัวผมอีกครั้ง และผมก็ได้ออกแบบให้มันอยู่ในเครื่อง MAC อีกด้วย มันเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีอักษรสวยๆให้ใช้ ถ้าผมไม่ลงเรียนวิชาประดิษฐ์ตัวอักษร ทุกคนก็คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆมาใช้กันเหมือนในทุกวันนี้ ถ้าผมไม่ดรอปเรียน ผมก็คงไม่ได้ไปลงเรียนประดิษฐ์ตัวอักษร และเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะไม่มีอักษรสวยๆให้ใช้กันแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะสามารถเชื่อมต่อจุดต่างๆโดยมองไปข้างหน้า (หมายถึง อนาคต) แต่คุณสามารถเชื่อมต่อจุดเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำและชัดเจน หากคุณได้มองย้อนกลับไปข้างหลัง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร คุณจะต้องมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่า จุดในปัจจุบันนี้ของคุณมันจะต้องไปเชื่อมต่อกับจุดในอนาคตของคุณอย่างแน่นอน สติปัญญา, โชคชะตา, ชีวิต , กรรม หรือจะอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยทำให้ผมต้องสิ้นหวัง และมันทำให้ชีวิตของผมนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่สองของผม เกี่ยวกับ ความรักและการสูญเสีย

ผมถือว่าโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักในช่วงต้นชีวิต โดยผมกับเพื่อนชื่อ วอซ (Woz) ได้ตั้งบริษัท แอปเปิ้ล (Apple) ในโรงรถของบ้านผม ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นอีก 10 ปีบริษัทของผมมีพนักงานมากกว่า 4,000 คน และเป็นบริษัทพันล้าน ตอนที่ผมอายุ 30 ปี เราได้ประดิษฐ์ผลงานที่ดีที่สุดของเราคือ คอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Macintosh) และช่วงนั้นผมก็ถูกไล่ออก บางคนสงสัยว่าบริษัทของผมเอง ทำไมผมถึงต้องออก เนื่องจากเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้นผมก็ต้องจ้างผู้คนมาช่วยผมบริหารงานมากขึ้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องแตกแยกกัน โดยที่คณะกรรมการเห็นไปทางเดียวกัน ดังนั้นผมก็จึงต้องออก หลังจากผมออกแล้ว ผมก็ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรต่อ ผมทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง ผมต้องไปขอโทษทุกๆคนที่ทำให้เรื่องราวมันจบลงไม่ค่อยสวย ผมถึงกับคิดจะหันหลังให้กับธุรกิจประเภทนี้ไปเลย แล้วผมก็รู้สึกได้ว่า ผมยังรักงานในบริษัท Apple อยู่ ถึงผมจะโดนปฏิเสธแต่ผมก็รักมัน ผมจึงตัดสินใจว่าผมจะเริ่มกับมันใหม่อีกครั้ง และแล้วอีก 5 ปีหลังจากนั้น ผมได้ตั้งบริษัท NeXT และบริษัท Pixar ขึ้นมา และช่วงนั้นผมก็ได้พบกับภรรยาที่แสนสวยของผม สำหรับบริษัท Pixar นี้ได้สร้างผลงานภาพยนตร์ Animation เรื่องแรกของโลก นั่นคือ Toy Story และปัจจุบัน Pixar กลายเป็น Studio เกี่ยวกับ Animation ที่ประสบความสำเร็จที่สุดอีกแห่งของโลก หลังจากนั้น Apple ก็มาซื้อ NeXT แล้วผมก็ได้กลับเข้าสู่ Apple อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผมไม่โดนไล่ออกจาก Apple มันเปรียบเสมือน ยาที่มีรสขม ถึงแม้รสชาติมันจะขมมากเพียงใด แต่คนไข้ก็ยังต้องการมัน ผมรู้แค่ว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตผมยังเดินหน้าต่อไปได้ คือการทำในสิ่งที่ผมรัก งานเป็นสิ่งที่ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในชีวิตคุณ ดังนั้นวิธีที่จะทำให้คุณพอใจได้อย่างแท้จริงคือ จะต้องเชื่อว่างานที่คุณทำนั้นวิเศษ และการที่จะได้ทำงานที่วิเศษนั้น คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ หากคุณยังหาสิ่งที่คุณรักไปพบ จงหาต่อไปอย่าท้อถอย แล้วคุณจะรู้เองเมื่อคุณได้พบมัน แล้วจะเกิดความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม มันจะยิ่งทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจงตามหามันต่อไป อย่าได้ท้อถอย

เรื่องที่สาม เกี่ยวกับ ความตาย

เมื่อผมอายุ 17 ปีผมได้อ่านประโยคที่ว่า “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต แล้วจงมั่นใจได้เลยว่า สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นจริงอย่างที่คุณคิด” ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 33 ปี ผมก็จะถามตัวเองที่หน้ากระจกทุกเช้าว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ผมต้องการจะทำในสิ่งที่จะไปทำวันนี้หรือเปล่า” หากผมตอบว่า “ไม่” ผมก็รู้ได้เลยว่า คงต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างซะแล้ว การที่คิดว่า “ไม่ว่าจะยังไง คุณต้องตาย” เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก เพื่อใช้หลีกเลี่ยงการติดกับความคิดบางอย่าง คุณเกิดมาตัวเปล่า ไม่มีเหตุผลใดเลยที่คุณจะไม่ทำตามหัวใจของตัวเอง
เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้วผมเพิ่งพบว่าผมเป็นมะเร็งหมอบอกว่าไม่มีทางรักษาได้ นั่นคือให้คุณทำใจรับความตายได้เลย และไปสั่งเสียกับครอบครัวได้แล้ว ช่วงนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมเข้าไปใกล้ชิดกับความตายมากที่สุด แต่ว่า ไม่มีใครที่ไม่ต้องตาย ทุกคนจะต้องตาย ขอโทษที่เล่าเหมือนเป็นละคร แต่นี่มันคือเรื่องจริงที่ต้องรับให้ได้ ดังนั้นช่วงชีวิตที่คุณมีอยู่ ไม่ควรไปเสียเวลาเติมเต็มให้กับผู้อื่นมากนัก อย่าไปติดกับกฎเกณฑ์ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ อย่าไปขึ้นกับผลความคิดของผู้อื่น อย่าให้ความคิดเหล่านั้นมากลบเสียงของคุณเอง ที่สำคัญที่สุด จงกล้าที่จะทำตามหัวใจและสัญชาติญาณของคุณ ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม เพราะมันรู้ถึงสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง เรื่องอื่นๆถือว่าเป็นเหตุผลที่รองลงมา ตอนเด็กผมชอบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Whole Earth Catalog ในนั้นมีประโยคหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า “Stay Hungry, Stay Foolish” (ถ้าให้แปลตรงๆก็ อยู่อย่างหิวกระหาย อยู่อย่างโง่เขลา แต่ความหมายที่แท้จริงคือ ให้เรามีความฝันและมีจินตนาการ) ดังนั้นวันนี้ที่พวกคุณเพิ่งจบการศึกษาแล้วจะต้องออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมจะภาวนาสิ่งนี้ให้คุณ

“Stay Hungry, Stay Foolish”

จากความคิดเห็นที่ 200 http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000127116 ขออนุญาตรวบรวมเป็นการไว้อาลัยครับ


โดย: I love Thailand วันที่: 6 ตุลาคม 2554 เวลา:14:34:29 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ
ที่แวะไปเยี่ยมเยียน
อ่านนิยายที่บ้านวีเป็นประจำ


โดย: โสดในซอย วันที่: 7 ตุลาคม 2554 เวลา:17:17:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

I love Thailand
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add I love Thailand's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.