...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
พบเธอที่บ้านถ้ำธง 9



เสียเวลาไปราว ๓๐ นาที ธนาจึงขับรถออกมาจากบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ เลี้ยวขวาอีกทีก็ผ่านหน้าโรงแรมที่เดิม ธนาเห็นเรืองศักดิ์ยืนมองอยู่ที่ชั้นล่างของโรงแรม ธนาขับรถช้าๆ ในย่านซึ่งเป็นตลาดและสองข้างทางเป็นห้องแถว แต่ก็ไม่ประมาทที่จะมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง และยังไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ ให้เห็น

ธนาขับรถมาเรื่อยๆ ด้วยความเร็วต่ำ จนออกมาจากย่านบริเวณชุมชนที่สองข้างทางเป็นป่าละเมาะสลับสวนยางพารา สวนมะพร้าว และสวนเงาะทุเรียนที่เพิ่งปลูกใหม่ ธนาจึงเร่งความเร็วของรถขึ้นเป็น ๖๐ กม.ต่อชั่วโมง และเมื่อรถแล่นห่างจากตลาดมาบอำมฤตออกมาประมาณ ๓ กิโลเมตร ซึ่งป่าและสวนรอบข้างอยู่ในความมืด ส่วนบนถนนแสงไฟรถของธนาพุ่งส่องสว่างไปเป็นลำ ไม่มีแสงไฟจากรถใดๆ สวนมา

แต่มีแสงไฟ 4-5 ดวงปรากฏในกระจกมองหลัง แรกๆ ก็ทิ้งระยะห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร แต่ต่อมาก็ค่อยๆ ย่นระยะใกล้เข้ามาเหลือประมาณ ๕๐ - ๖๐ เมตร แล้วธนาก็สามารถจับได้ว่า แสงไฟจากรถจักรยานยนต์สี่ห้าดวงนั้นได้รักษาระยะห่างไว้คงที่ ไม่ว่าเขาจะขับรถให้เร็วขึ้นหรือช้าลง



ธนาขับรถมาเรื่อยๆ พลางคอยสังเกตหน้าหลังและข้างๆ เพราะเขาอาจจะโดนพวกมันซุ่มยิงได้ตลอดเวลา กระทั่งธนาขับผ่านย่านที่มีบ้านคนและร้านค้าอยู่สองฟาก ฟากละสี่ห้าหลัง มีโรงเรียนและวัดพอเลยจากตรงนั้นสองฟากทางก็ไม่มีบ้านคน จักรยานยนต์ที่วิ่งตามมาจึงเร่งเครื่องเข้ามาจนใกล้ ห่างจากรถเขาประมาณ ๑๐ - ๑๕ เมตร รถจักรยานยนต์ที่ขับตามหลังกันมาแบบเรียงแถวตีคู่ๆ ละ ๓-๔ คัน พลันกระพริบไฟสูงต่ำเป็นสัญญาณเหมือนกับมีการนัดหมายกันไว้


ทันใดนั้นที่ข้างหน้า ธนาก็มองเห็นแสงไฟรถปรากฎขึ้น เป็นสัญญาณสูงต่ำแล้วดับเช่นกัน มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์หลายคันจอดซุ่มอยู่ข้างทาง ในระยะห่างออกไปไม่เกิน ๕๐ เมตร ธนารีบชะลอรถและบอกให้ยานีหมอบลงต่ำ เพราะมั่นใจว่าพวกมันดักเล่นงานเขาให้แล้ว แล้วก็เป็นความจริงเมื่อธนามองเห็นขอนยางพาราขนาดหามสี่ห้าคน สะท้อนแสงไฟเป็นสีขาววางขวางถนนไว้

ธนาดับไฟหน้าเหยียบเบรกทันที พลางบอกให้ยานีเปิดประตูรีบคลานลงไปจากรถ ส่วนเขากระโดดลงมาแล้ววิ่งอ้อมมาจะดึงยานียงจากรถ แต่เธอลงมาเองเสียก่อนแล้ว ก็พอดีกับที่พวกมันเปิดไฟรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดซุ่มอยู่ด้านหน้าเข้าใส่ พร้อมเสียงปืนดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว

ปัง ! ปัง ! ปัง ! โป้ง !โป้ง !โป้ง !
ปัง ! ปัง ! ปัง ! โป้ง !โป้ง !โป้ง !



กระสุนเจาะตัวถังรถและโดนกระจกรถแตกเปรื่องปร่าง


ธนาคว้ามือยานีลากพาลงไปในคูถนน เสียงลูกกระสุนปืนเฉียดศีรษะไปดังหวีดหวิว เป็นจังหวะเดียวกับที่พวกมันซึ่งขับขี่จักรยานยนต์ตามหลังมาเปิดฉากระดมยิงทางด้านหลังอีกด้าน

ปัง ! ปัง ! ปัง ! โป้ง !โป้ง !โป้ง !
ปัง ! ปัง ! ปัง ! โป้ง !โป้ง !โป้ง !

ธนาจูงมือยานีคลานไปซุ่มอยู่ในคูถนนปล่อยให้พวกมันยิงส่งเดช ใส่รถของเขาอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อย ๆ เล็งปืนไปที่แสงไฟของรถจักรยานยนต์
เขาเล็งยิงอย่างช้า ๆ ทีละนัดอย่างใจเย็น

ปัง ! "โอ๊ย!"

มีเสียงร้องลั่นพร้อมกับแสงไฟจากรถคันนั้นดับลงทันที

หลังจากนัดแรกได้ผลธนาเล็งยิงไปที่ดวงไฟ ดวงที่สอง สาม และ สี่...

ปัง! โอ๊ย !

ปัง ! อ๊ากก์ !

ปัง !โอ้ย !



เสียงโอดโอยดังขึ้นทุกครั้งก่อนแสงไฟรถจะดับลงมืดหมดทุกดวง เป็นความโง่ของพวกมันที่เปิดไฟใส่รถเขา เพื่อจะยิงให้ถนัด แล้วกลายเป็นว่าเป็นการชี้เป้าให้ศัตรู ทว่าทันใดนั้นพวกมันก็ต้องหยุดยิง เมื่อมีแสงไฟจากรถยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งวิ่งมาเร็วและเปิดไฟสูง แสงไฟที่สว่างขึ้นฉับพลันทำให้ธนามองเห็นพวกมันเคลื่อนไหวอยู่บนถนน ข้างถนนและใกล้ๆ จักร ยานยนต์จอด รวมทั้งข้างรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ข้างถนนและหันหัวมาทางเขา

ธนาจึงเริ่มเล็งยิงใหม่และบอกให้ยานีช่วยโดยเลือกยิงไปร่างที่มองเห็น




ปัง ! ปัง ! ปัง ! ปัง ! ปัง ! ปัง ! โดนบ้างไม่โดนบ้างเพราะอยู่ในระยะค่อนข้างห่าง แต่ก็ทำให้พวกมัน พากันระส่ำระสายรีบหลบลุกหนีหาที่ซ่อนเป็นพัลวัน

รถยนต์ที่มาใหม่แล่นมาหยุดจอดนิ่งส่องไฟในระยะไม่ห่างนัก จากนั้นก็มีเสียงปืนดังมาทางด้านรถคันที่มาจอด

โป้ง !โป้ง !โป้ง ! สามนัดพร้อมเสียงตะโกน

"หยุด! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ"

พลันที่ได้ยินว่าตำรวจเท่านั้น เสียงปืนจากพวกมันก็เงียบลง และมีเสียงสตาร์ทเครื่องรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ดังขึ้นแทนโดยไม่เปิดไฟ พอเครื่องติดรถจักรยานยนต์และรถกระบะทุกคันก็ขึ้นสู่ถนน เปิดไฟแล้วแล่นลับไปทางบ้านปากคลอง-ทุ่งมหา

หลังจากรถทุกคันของศัตรูไปหมดแล้วเสียงหนึ่งก็ตะโกนขึ้น

"นายธนา! นายยังอยู่หรือเปล่า? ข้าไอ้เรืองเองโว้ย!" เสียงของเรืองศักดิ์ ดังมาจากด้านที่รถคันมาใหม่จอดอยู่

"ข้าอยู่นี่" ธนาตะโกนตอบไปแล้วฉุดมือยานีลุกขึ้นยืน

"นายกับคุณยานีโดนตรงไหนบ้างหรือเปล่า?" เรืองศักดิ์ถามหลังจากเดินมาใกล้

"เราสองคนปลอดภัย ไม่เป็นอะไรเลย"

ธนาเดินจูงมือยานีขึ้นไปบนถนนไปที่รถของเขา เปิดประตูรถหยิบไฟฉายสี่ท่อนที่มีไว้ประจำรถออกมาส่องไปทั่ว ๆ บริเวณ

ทั้งสองช่วยกันสำรวจพื้นที่ มีรถจักรยานยนต์เก่า ๆ ล้มอยู่ข้างหน้ารถเขาสองคัน พร้อมกับมีรอยเลือด ไม่มีใครบาดเจ็บหรือตายอยู่บนถนน มันคงคลานหนีเข้าป่าหรือไม่ก็พยุงลากกันไปตอนที่กำลังชุลมุน

“พวกมันทิ้งหลักฐานไว้แต่รถเครื่อง เรากลับไปแจ้งความที่โรงพักมาบอำมฤตกันเถอะ”

“เอ็งเล่นตะโกนว่าเป็นตำรวจใครมันจะอยู่” ธนาว่าแล้วหัวเราะ

“พวกมันมีกันเป็นสิบเรามีกันแค่สามคน ขืนทำสงครามกับมันเรามีแต่เสียเปรียบ ก็ต้องอาศัยเทคนิกช่วย” เรืองศักดิ์หัวเราะบ้าง “ว่าแต่รถนายเถอะ กระจกก็แตก ตัวถังก็โดนเข้าหลายรู คงต้องซ่อมหลายตังค์”

“รถช่างมันเถอะว่าแต่เรานี่ซี คืนนี้ถ้าโดนยิงก็ตายฟรี เพราะบริษัทประกันจะจ่ายค่าประกันแต่ในกรณีที่เราขับรถไปพลิกคว่ำไปชน ต่อไปนี้เราต้องใช้ปืนประกันภัยให้ตัวเองเสียแล้วละ"


หลังจากรับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีนายร้อยตำรวจตรีหนึ่งนาย จ่าสิบตำรวจหนึ่งนาย กับพลตำรวจอีกสี่นาย จึงเดินทางโดยรถกระบะสีเลือดหมูพาดขาวมาตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพสถานที่ รอยเลือด เก็บปลอกกระสุนปืนซึ่งมีมากกว่ายี่สิบปลอก และนำรถจักรยานยนต์ ๒ คันที่อยู่ในที่เกิดเหตุขึ้นใส่ท้ายรถกระบะไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ

พร้อมกันนั้นก็ขอเชิญยานี ธนา และเรืองศักดิ์มาที่สถานีตำรวจอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มสอบสวนและซักไซ้ไล่เลียงธนา กับเรืองศักดิ์ราวกับว่าธนาและเรืองศักดิ์คือผู้ที่กำลังทำผิดกฎหมายหรือเป็นคนร้ายเสียเอง

"คุณสองคนมาจากไหน? นายร้อยตำรวจตรีหรือร้อยเวรเป็นคนถาม

"ผมมาจากกรุงเทพฯ แต่บ้านผมอยู่จันทบุรี" ธนาตอบความจริง

"จะมาทำอะไรที่นี่?"

"ผมกะจะมาหาซื้อที่ทำสวน"

"ซื้อที่ใคร?" นายตำรวจหนุ่มซัก

ใครก็ได้ ถ้าเขาขายไม่แพงนัก หรือถูกใจก็ซื้อ"

"แล้วตกลงซื้อหรือยัง?"

"ยัง"

"ทำไมมาถึงก็มีศัตรู ผมว่าไม่ใช่การดักปล้น แต่เป็นการดักยิงเพราะขัดผลประโยชน์กัน คุณรู้ใช่ไหมว่าใครเป็นศัตรูของพวกคุณ"

"ผู้หมวดเก่งนี่ ผมเองก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่มีหลักฐาน ผมมาแค่สามสี่วันยังไม่ทันรู้จักใครเป็นใคร?"

"คุณมาพักอยู่กับใคร ที่ไหน"

"บ้านคุณยานีที่ถ้ำธง นี่ไงเจ้าของบ้าน" ธนาผายมือมาทางยานี

นายตำรวจหนุ่ม จ่าสิบตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจบนสถานีตำรวจทุกคน จ้องมองมาที่ยานีเป็นตาเดียว แต่แววตาบอกอาการข่มขู่และปรามอยู่ในที แล้วนายตำรวจหนุ่มก็ถามยานีว่า

"คุณรู้ใช่ไหมว่าพวกไหนที่ลอบยิงพวกคุณ?”



"ดิฉันไม่มีหลักฐานจึงยังไม่ปักใจสงสัยใคร" ยานีตอบด้วยอาการหวาดหวั่น

"เข้าใจตอบ แล้วคุณสองคนนี่เป็นใครกันแน่ รู้จักกับคุณผู้หญิงนี่นานหรือยัง เป็นพวกค้าของเถื่อน ค้าสิ่ง ผิดกฎหมายแล้วมาหักหลังกันเองหรือเปล่า?”

"อ้าว! ถามอย่างนี้มันเข้าข่ายหมิ่นประมาทแถมยังยัดข้อหาเถื่อนๆ ให้พวกเรานะหมวด" ธนาแสดงความไม่พอใจ

"ก็พวกคุณแค่สองคนแต่ยิงคนร้ายบาดเจ็บหนีกระเจิง แสดงว่า พวกคุณไม่ใช่คนธรรมดา พวกคุณเอาปืนมาจากไหน มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนหรือเปล่า?"

“สอบสวนไปคนละประเด็นแล้วนะหมวด ปืนผมมีใบอนุญาต แล้วถ้าจะจับพวกผมข้อหาพกพาอาวุธปืนผมว่า ขอให้หมวดช่วยสืบจับคนร้ายที่ยิงรถผมแล้วยึดอาวุปืนมาให้หมดดีกว่า เพราะปืนของพวกนั้นเป็นอาวุธสงครามและปืนเถื่อนทั้งนั้นเลย และมีมากกว่าที่ผมสองคนมีหลายเท่า"

"คุณรู้ได้อย่างไร? เขาอาจจะใช้ปืนมีใบอนุญาตแบบคุณก็ได้ เรื่องยิงกันที่นี่มีบ่อย ตำรวจไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะไปคอยห้ามมิให้คนยิงกัน ที่พวกคุณไม่เป็นอะไรแสดงว่าพวกคุณรู้ตัวล่วงหน้า ว่าจะโดนดักยิง จึงเตรียมตัวต่อสู้ และยิงคนพวกนั้นจนบาดเจ็บหนีไป แสดงว่าพวกคุณรู้จักพวกมันและรู้ว่าพวกมันเป็นใคร"

"เอ๊ะ! ตกลงนี่หมวดจะเอาอย่างไรกันแน่?" เรืองศักดิ์ กำชัย ชักร้อนขึ้นมา

แต่นายร้อยตำรวจหนุ่มกลับไม่สนใจในทีท่าอาการของเรืองศักดิ์ ตั้งคำถามต่อไป

“สารภาพมาตรงๆ พวกคุณเป็นใคร มาทำอะไรกันที่นี่?”

"ก็ได้...ผมชื่อนายธนา อารีราษฎร์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต เป็นทนายความ ส่วนคนนี้ชื่อนายเรืองศักดิ์ กำชัย เป็นนักเขียนคอลัมนิสต์และนักหนังสือพิมพ์ประชาไทย เดินทางมาหาข่าวเรื่องที่ชาวบ้านถูกผู้มีอิทธิพลรังแก ข่มขู่บังคับให้ขายที่ดิน จนอยู่ไม่เป็นสุขต้องคอยหลบคอยซ่อน บางครั้งต้องหนีไปอยู่ในกรุงเทพ ผมกำลังจะมาช่วยคลี่คลายคดีนี้"


ธนาส่งบัตรประชาชน และบัตรแสดงการประกอบอาชีพทนายความของตน ให้นายร้อยตำรวจตรี เรืองศักดิ์ กำชัย จึงควักบัตรประจำตัวของนักข่าวให้ไปบ้าง นายร้อยตำรวจตรีหน้าอ่อน ตัดผมสั้นเกรียนรับไปดูและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูกันหลายๆ คน

"ผมยังไม่เคยทราบเรื่องแบบนี้เลย ทำไมไม่มีใครมาแจ้งความ" นายร้อยตำรวจตรีเสียงอ่อนลง

และตำรวจทุกคน พลันเปลี่ยนสำเนียงการสอบสวนเสียใหม่ คือค่อยมีลักษณะสมกับความเป็นผู้พิทักษ์ความสงบสุข และความเรียบร้อยของประชาชนขึ้นบ้าง จากที่แรกๆ ไม่มี


"ขอโทษ พวกเราไม่รู้ว่าพวกคุณเป็นใครจึงต้องซักถามมากหน่อย แล้วเราจะพยายามสืบและจับคนร้ายที่ยิงรถคุณมาลงโทษให้ได้"

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้บันทึกเหตุการณ์ไปตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น และบอกว่าวันรุ่งขึ้นจะไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุโดยละเอียดอีกครั้ง และจะสืบหาผู้เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุมาสอบสวน แต่ขอให้ธนากับเรืองศักดิ์ช่วยหาหลักฐานหรือชี้แนะ บุคคลที่น่าสงสัยมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบบ้าง จากนั้นธนาและเรืองศักดิ์ก็กลับมายังบ้านของยานีที่บ้านถ้ำธง


ที่บ้านของเทิน ท่าลาดเช้าวันรุ่งขึ้น... เทินกำลังหน้าดำคร่ำเครียด จากสภาพของลูกน้องแต่ละคนที่พบกับความบอบช้ำและพ่ายแพ้ยับเยินกลับมา ไอ้เวียงคนปากเก่งที่คุยว่าจะเก็บธนาให้ได้ เพราะโกรธแค้นที่ถูกธนายิงเอาไหล่ทรุดตอนฉุดยานีไปที่ภูเขาบ้านบนไร่ เพื่อจะนำตัวมาให้เทินกลับถูกยิงอีกครั้งจนอาการเป็นตายเท่ากัน ไอ้จงโดนกระสุนที่ชายโครงและโคนขา กระสุน ฝังใน ไอ้หวินกระสุนเจาะทะลุท้อง ไอ้แหว่ง ไอ้ปาน และอีกหลายคนต้องตามหมออนามัยมาผ่าตัดด่วน คนบาดเจ็บทุกคนจะไม่มีการนำส่งสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลให้อื้อฉาว


ยังนับว่าเป็นคราวเคราะห์ดีของพวกมันทุกคน ที่ไม่มีใครทิ้งศพไว้ให้เป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ ส่วนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน เป็นรถเถื่อนที่ขโมยมาใช้โดยไม่มีการจดต่อทะเบียน

"กูอยากรู้นัก ไอ้นี่มีของดีอะไร ทำไมพวกมึงถึงทำอะไรมันไม่ได้สักที แล้วนี่ยังเสือกมีเพื่อนของมันโผล่มาช่วยอีกคน พวกมึงมิแย่หนักขึ้นไปอีกหรือ?" เทิน ท่าลาด บ่นออกมาดัง ๆ

"ดวงมันดีน่าพี่เทิน ไม่ใช่ว่ามันมีฝีมือดีเด่อะไรหรอก แต่คนเราก็ใช่ว่าจะดวงดีตลอด คงจะมีสักวันที่มันถึงวันดวงดับเข้าบ้าง" ลูกน้องคนหนึ่งกล่าวแก้ตัว

"แต่เอ็งจะรอให้ดวงมันดับอยู่ไม่ได้ เอ็งจะต้องรีบดับดวงของมัน ก่อนที่นังยานีจะสาวไส้ดับดวงพวกเรา" เทิน ท่าลาด ทำตาขวางเพราะไม่เคยสนใจหรือเชื่อเรื่องดวง

"งั้นผมว่า พวกเราที่เหลือนี่แหละยกขบวนไปถล่มบ้านนังยานีเสียคืนนี้เลย อย่าให้มันทันตั้งตัว"ลูกน้องคนเดิมให้ความเห็น

"อย่าเลย ถ้าจะถล่มเล่นงานมันละก็อย่าไปทำที่บ้านนั้น เพราะที่นั่นเรากำลังติดต่อบอกขาย ถ้ามีการยิงกันบ้านช่องพัง ลูกค้ารายไหนจะกล้ามาซื้อ เราคอยดักเล่นงานมันตอนกลางวันตรงไหนสักแห่งก็ได้ มีที่ที่จะกำจัดมันได้ถมไป หรือเราจะหลอกล่อมันไปทำทีว่าให้ไปดูที่แล้วเก็บมันก็ได้ ตอนกลางวันเห็นหน้าเห็นตากันถนัดดี ดูอย่างเมื่อคืนนี้เราก็เสียเปรียบมันทั้งที่เรามีคนออกเยอะแยะ"

ยอด ดอนไผ่ท้วงติงอย่างกลัวๆ เพราะเคยรู้รสชาติของการบุกบ้านยานียามค่ำคืนมาแล้วว่าผลเป็นอย่างไร หลายคนที่เคยให้ไปทำงานที่บ้านหลังนั้นตอนกลางคืน พากันกลับมาจับไข้หัวโกร๋น รดน้ำมนต์ก็ไม่หาย

"กลัวผีใช่ไหมล่า"

ทัด หนองโสน ลูกน้องของเทิน ท่าลาด คนหนึ่งนึกยิ้มอยู่ในใจเพราะยอด ดอนไผ่ จัดว่าเป็นลูกน้องใกล้ชิดกับเทิน ท่าลาด มากกว่าเขา แต่ทัด หนองโสน ก็อยากจะพิสูจน์ให้เทิน ท่าลาด เห็นว่าตนก็มีฝีมือไม่ต่างจากยอด จึงได้กล่าวในเชิงอาสา แต่เทิน ท่าลาด กลับท้วงว่า

"เฮ่ย จริงอย่างที่ยอดมันว่า พวกเอ็งห้ามไปทำอะไรรุนแรงที่บ้านหลังนั้น เพราะข้ากำลังติดต่อจะขายอยู่ขืนมีเรื่องร้ายๆ ต่อไปใครจะซื้อ"

"งั้นพี่เทินคงจะไม่ว่า ถ้าผมจะใช้วิธีเรียกตัวมันทั้งสองคนออกมาฆ่า ผมรับรองว่าจะไม่ให้มีเรื่องราวกระทบกระเทือนไปถึงบ้านที่จะขาย" นายทัด หนองโสน ยังคงยืนยันและมั่นใจในแผนการของตน

"เอาเลย จัดการได้เลยข้าอนุญาต พวกแกทุกคนนั่นแหละใครก็ตามในที่นี้ ถ้าสามารถจัดการเก็บนายธนา กับเพื่อนของมันได้ โดยไม่เสียหายถึงบ้านหลังนั้นและไม่มีเรื่องราวมาถึงข้าละก็ ข้าจะให้รางวัลหัวละหนึ่งหมื่นบาท คือสำหรับนายธนาหนึ่งหมื่น เพื่อนมันอีกหนึ่งหมื่นรวมเป็นสองหมื่น"


ถ้อยคำอาสาของทัด หนองโสน ยอด ดอนไผ่ ฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นการสร้างกระแสความนิยมให้กับตนเอง แต่คำประกาศของเทิน ท่าลาด ทำเอาสมุนหลายคนจุ๊ปากจิ๊กจั๊ก เรื่องเงินใครบ้างไม่อยากได้ ทุกงานที่ผ่านมาลูกพี่เอาแต่สั่ง อย่างเดียวไม่มีรางวัล มาคราวนี้ถึงกับประกาศให้รางวัลหัวละหมื่น จึงทำให้หลาย ๆ คนที่ไม่เคยรู้รสชาติของบ้านยานีพากันกระปรี้กระเปร่าอยากลองของขึ้นมาทันที

แล้วแผนการต่าง ๆ ก็ถูกวางขึ้นเดี๋ยวนั้นในกลุ่มของทัด หนองโสน โดยทัดเป็นแกนนำ








Create Date : 09 ธันวาคม 2554
Last Update : 9 ธันวาคม 2554 10:37:55 น. 4 comments
Counter : 968 Pageviews.

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

อรุณสวัสดิ์ครับคุณลุง


โดย: panwat วันที่: 10 ธันวาคม 2554 เวลา:6:00:12 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงแวะมาอ่านค่ะ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆนะคะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 13 ธันวาคม 2554 เวลา:21:38:14 น.  

 
สวัสดีครับลุงบูลย์

สบายดีนะครับ ว่างแวะไปกินผัดฟักบ้านผมบ้างน๊า..กับข้าวบ้านๆเนี่ยแหละ อร่อยที่สุดละลุง


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 15 ธันวาคม 2554 เวลา:22:28:27 น.  

 


สวัสดี วันนี้ ท่านที่รัก
ผมหยุดพัก หลายวัน เพราะขวัญหาย
หมดสนุก ทุกข์ใจ ไม่สบาย
ด้วยร่างกาย ใช้การ มานานครัน

อากาศแปล หัวเวียน ลมเปลี่ยนทิศ
จึงเป็นพิษ กัดกร่อน มิผ่อนผัน
กินหยูกยา บรรเทา เบาลงครัน
จึงมาสรรค์ อักษร มาอ้อนความ
…………………………………………………
ไปสัมมนา ที่กรุงเทพฯ 2-3 วัน ไม่ไหว
อากาศแตกต่างมาก เหตุเพราะนอนห้องแอร์
เพื่อนร่วมห้อง ชอบเย็นๆ แต่ผมชอบอุ่นๆ
ตามใจเขา เลยป่วยครับ วันนี้ดีขึ้นหน่อย จึงมาทักทายครับ
สวัสดี มีความสุขมากๆ นะครับลุง


โดย: panwat วันที่: 18 ธันวาคม 2554 เวลา:8:47:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.