...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
3 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
พบเธอที่บ้านถ้ำธง ๗

พบเธอที่บ้านถ้ำธง
..พันธุ์ เมืองชุมพร..
๗.
เช้าวันต่อมา…
เมื่อธนาตื่นขึ้นปรากฏว่าไม่มีสาวเจ้าของบ้านอยู่ในบ้านอีกตามเคย หลังจากประกอบอาหารเช้าแบบง่าย ๆ สำหรับตนเองและกินเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็นั่งคิดวางแผนงานสำหรับวันนั้นว่า จะทำอะไรดี



ความคิดแรกอยากจะไปหาเพื่อนนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสารวัตรใหญ่อยู่ที่ สภ.อ.ปะทิว เจ้าเพื่อนคนนี้ตั้งแต่เรียนจบนิติศาสตร์มาด้วยกัน เกือบสิบปีแล้วไม่ได้พบและไม่ได้ติดต่อกันเลย และรู้เพียงว่าเพื่อนมาเป็นตำรวจใหญ่อยู่ที่อำเภอนี้


แต่แล้วก็เปลี่ยนใจว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะไปหาเพื่อนคนนี้ และเรื่องสำคัญมากที่ต้องรีบทำในตอนนี้คือเรื่องของหญิงสาวเจ้าของบ้าน ที่พาเขาเข้ามาอาศัยในบ้านแล้วกลางวันหายต๋อม เขาอยากรู้ว่าตอนกลางวันเธอหายไปไหนของเธอ บอกว่าให้หยุดหลบซ่อนให้อยู่ต่อสู้แบบคนปกติๆ เธอก็ไม่ยอมเชื่อฟังเขาสักที เขาจะต้องตระเวนค้นหาให้พบว่ากลางวันเธอไปทำอะไรอยู่ที่ไหน จุดแรกที่น่าจะไปด้อมๆ ดู คือที่บ้านบนไร่เพราะพ่อของเธออยู่ที่นั่น


ทว่าพอขับรถออกจากบ้านมาได้สักครู่ ธนาก็นึกขึ้นมาได้ว่าได้นัดกับเรืองศักดิ์ กำชัย เพื่อนนักข่าวหนังสือพิมพ์ไว้ ก่อนจะเดินทางมาเขาโทร.ไปบอกเรืองเรืองศักดิ์ กำชัย ชวนมาดูที่ๆ อำเภอปะทิว ตามที่มีคนติดต่อบอกขาย วันนั้นเรืองเรืองศักดิ์บอกติดธุระสำคัญให้เขามาก่อน เรืองศักดิ์บอกไม่เกินสามวันเขาจะตามมา เพราะเรืองศักดิ์ก็อยากจะมาเที่ยวหาข่าวและหาเรื่องเขียนลงในหนังสือ


วันนี้ครบกำหนด ๓ วันพอดี บางทีเรืองศักดิ์อาจจะมานอนคอยเขาอยู่ที่โรงแรมแล้วก็ได้ ถ้ามาก็ต้องมาถามที่โรงแรมมาบอำมฤต เพราะธนาบอกเรืองศักดิ์ว่าเขาจะมาพักอยู่ที่โรงแรม แม้ว่าเมื่อมาเข้าจริงเขากลับมาพักอยู่ที่บ้านของหญิงสาวผู้ลึกลับ ซึ่งมีผู้คนกลัวเกรงกันทั้งย่าน…


ธนาจึงหันหัวรถไปสู่ตลาดมาบอำมฤต เมื่อจอดรถที่หน้าโรงแรม อาแป๊ะดีใจที่เห็นเขา รีบถามละล่ำละลัก
“เมื่อคืงลื้อนองที่หนาย?”


“บ้านเพื่อน บ้านที่ผมไปพักนอนคืนแรกไง” ธนาตอบแล้วยิ้มกับแก

“ตายห่า ! ลื้อปายพักที่บ้างผีหลุล่ายยางงาย?” อาแป๊ะทำท่าตกใจ

โชคดีที่ในโรงแรมตอนเช้ายังไม่มีใคร นอกจากเด็กหนุ่มพนักงานทำความสะอาดที่เดินลงมาจากชั้นบน แต่ไม่ได้สนใจการคุยของเขากับอาแป๊ะ ไม่เช่นนั้นคงจะมีเรื่องซักถามให้รำคาญอีกหลายเรื่อง

“ใครบอกว่าเป็นบ้านผีดุ นี่อาแป๊ะกำลังกล่าวหาว่าเพื่อนของผมเป็นผียังงั้นเรอะ ผมจะเอาเรื่องข้อหาหมิ่นประมาทนะ” ธนาแกล้งขู่อาแป๊ะและทำท่าขึงขัง

"โอ๊ย! ป่าว ๆ ๆ ขอโทกที อั๊วม่ายล่ายว่าเพื่องของลื้อ แต่อั๊วหมายเถิงบ้านหลางน้าน คายๆ ขาวก็กัวกานท้างน้าน ลื้อเข้าปายพักได้ยางงาย?" อาแป๊ะรีบแก้ตัว โบกไม้โบกมือว่อน

“ก็พักมาแล้วสามคืน ไม่เห็นมีอะไร”

“จินๆ รึ”

“จริง”

“ซาแลงว่าลื้อมีของลี ผีมังเลยกัว...”

"เอาอีกแล้ว ผีอีกแล้ว” ธนาทำปากจิ๊กจั๊กแล้วว่า “เออนี่อาแป๊ะ มีคนจากกรุงเทพมาถามหาผมบ้างหรือเปล่า?” ธนาเปลี่ยนเรื่อง

“ม่ายมี” อาแป๊ะส่ายหน้า “ม่ายเห็งคายมา”

“ถ้างั้น ผมขอเปิดห้องไว้ ๒ ห้องนะ และถ้ามีคนมาจากกรุงเทพ มาถามหาผมละก็ ให้เขารอผมอยู่ที่นี่ไม่ต้องไปตามหาผม แล้วไม่ต้องไปเล่าอะไรให้เขาฟังเลยด้วย ผมจะออกมาดูทุกวันเช้าเย็น"

"คาย คายจามาอีก"

"เพื่อนผมนะซี ห้องยังว่างใช่ไหม?"

"มี เยอะแยะหลายห้อง"

หลังจากสั่งความอาแป๊ะไว้แล้ว ธนา อารีราษฎร์ ก็ขับรถออกจากตลาดมาบอำมฤตมุ่งมาทางบ้านปากคลองหรือทุ่งมหา พอถึงตลาดทุ่งมหาก็เลี้ยวขวามุ่งไปสู่บ้านบนไร่ เพื่อจะไปหานายรอดพ่อของยานีตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ธนาขับรมชมวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ มองเห็นป่าสองฟากทางสดเขียว ต้นไม้บนภูเขาเริ่มงอกรกขึ้นเหมือนเดิม อันผิดกับภาพที่เห็นตอนเขามาครั้งแรก ที่ไม้บนเขาเกือบล้านโล่น พลางนึกชมชาวบ้านย่านนี้ ที่หลังจากเกิดพายุต้นไม้หักโค่นเหี่ยวเฉา แต่ไม่มีใครไปจุดไฟเผาซ้ำหรือใช้
แทรกเตอร์ขึ้นไปไถดันเหมือนบางที่ ที่ชาวบ้านมักฉวยโอกาสเข้าไปทำลายซ้ำ เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับไปทำลายธรรมชาติให้วิกฤตเพิ่มขึ้นอีก


สองข้างทางที่ธนาขับรถไปเป็นป่าละเมาะที่ต้นไม้เพิ่งขึ้น แต่การที่มีป่าละเมาะนี่เองทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งขึ้น คือธนาเห็นรถจักรยานยนต์ ๓ คันจอดอยู่ริมทาง และความที่เขาเป็นคนช่างสังเกต จึงเห็นชายสี่หรือห้าคนกำลังฉุดลากผู้หญิงเข้าไปในป่าละเมาะ เห็นหลังไวๆ



ธนา แอบรถแวนจอดข้างทางดับเครื่องถอดกุญแจ ก็พอดีได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วย ธนากดรีโมทล็อกประตูแล้วรีบวิ่งตามเข้าไปดู ปรกติเขาไม่อยากยุ่งหรือเสือกเรื่องของชาวบ้าน แต่วันนี้เขาจำเป็นต้องยุ่งต้องเสือก เพราะชาวบ้านที่ถูกรังแกเป็นเพศเดียวกับแม่ของเขา ผิดถูกอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง แม้ว่าจะเหมือนการเอาชีวิตเข้าเสี่ยง แต่ถ้าเห็นคนดีเห็นคนชั่วทำร้ายผู้อื่นแล้วไม่ช่วยก็เท่ากับว่า สนับสนุนให้คนชั่วมีอำนาจเหนือคนดี และทำชั่วมากขึ้นนั่นเอง


โคลท์ .45 ออโต ฯ ที่พกติดตัวถูกดึงออกซอกเอวมาไว้ในมือ จากนั้นธนาก็วิ่งตามพวกคนชั่วเข้าป่าไปทันที


เสียงคนดิ้นรนและร้อง “ช่วยด้วย!” ดังขึ้น ป่าพุ่มไม้ตรงหน้าไหว แรกทีเดียวธนายังไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป แต่พอเห็นพุ่มไม้ก็ไหวทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เขาก็รู้ว่าพวกมันแยกกำลังกันจะรุมล้อม ต้อนรับคนเสือกอย่างเขา ธนาเดาว่ามันคงให้พวกมันพวกหนึ่งฉุดลากผู้หญิงไป ส่วนอีก ๒ พวกแยกตัวกันออกดักซุ่มทำร้ายผู้ที่เข้าไปเสือกกับเรื่องของมัน


ธนาเดินย่องตรงไปตามเสียงร้อง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังรอบด้าน ขณะปืนในมือส่ายไปรอบ ๆ


ทางที่ตรงไปข้างหน้าด้านซ้ายเป็นเนินเขาด้านหน้าลาดลึกลงไป ด้านขวามีหินใหญ่สูงท่วมศีรษะ ธนาเดาว่าพวกมันคนใดคนหนึ่งต้องซุ่มรอเล่นงานเขาอยู่แถวนั้นแน่ แล้วก็เป็นความจริง พวกมันคนหนึ่งถือไม้ดุ้นเท่าแขนแอบอยู่หลังก้อนหิน พอเขาโผล่หน้าและส่ายกระบอกปืนออกไป พวกคนร้ายคนหนึ่งก็โผล่มาพลางหวดไม้ท่อนเก็งศีรษะของเขา

ธนากระโดดหลบไม้ในมือของมันจึงพลาด แต่ปืนในมือของธนา ลั่นไปหนึ่งนัดเป็นการยิงขู่ มันคงไม่มีปืนเพราะถ้ามีปืนมันคงยิงเขาแล้ว พอเสียงปืนลั่นมันก็เผยความเป็นนักเลงชั้นสวะออกวิ่ง เสียงมันวิ่งบุกป่าดังแสกสากไปคนละทิศละทาง ธนาจึงมุ่งหน้าต่อไปตามเสียงผู้หญิงร้องที่ดังห่างออกไป ธนาออกจากป่าไต่ลงมาสู่หาดกว้าง ด้านหลังเป็นเนินหินและป่าละเมาะ
เสียงผู้หญิงร้องให้ช่วยเงียบไป

ธนาชักลังเล… ไอ้คนที่เหลืออาจจะมีปืนและรอซุ่มยิงเขาอยู่ เพราะริมหาดด้านซ้ายเป็นผาหิน มีก้อนหินใหญ่น้อยระเกะระกะสูงท่วมหัว ธนาวิ่งแบบซิกแซ็กเข้าหาหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วค่อยๆ แง้มหน้าออกไปดู ไม่มีเสียงใดๆ มันอาจใช้ผ้ามัดหรืออุดปากผู้หญิงไว้ ธนาจึงลองส่งเสียงเรียก


“คุณผู้หญิงครับ ผมตามมาช่วยคุณแล้วได้ยินแล้วส่งเสียงด้วย”
มีเสียงร้องอู้ อี้ อื้อๆ เหมือนเสียงคนถูกมัดปากจริงๆ ดังมาจากหลังหมู่หินสูงต่ำมากมายในที่นั้น ธนาก้มและคลานกำบังตนไปตามก้อนหินใหญ่น้อยทีละก้อน ทันใดนั้นพวกมันคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลังพร้อมด้วยปืนในมือ มันยิงเขาก่อนทันที


ปัง! ปัง! ๒ นัด แต่ไม่ถูกเขา เพราะเขาหมอบลงกำบังก้อนหินเสียทัน และเขาก็ยิงสวนไป ๒ นัด เช่นกัน


ปัง! ปัง! แต่นัดใดนัดหนึ่งที่เขายิงออกไปคงโดนมัน เพราะมันร้อง จ๊าก! คงโดนเข้าตรงที่ใดที่หนึ่งของมัน เลือดสาดทันที


เขายิงขู่ๆ ไปอีก ๒ นัด ปัง! ปัง! ไม่ได้หวังจะฆ่ามัน และร้องว่า
“นี่ตำรวจนะ ขอให้แกยอมมอบตัวซะดีๆ” มันยิงตอบกลับมา


ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อีก ๔ นัด จนหมดแม็กซ์ แล้วคลานหลบเข้าหมู่หิน ธนาเล่นซ่อนหากับมันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ไม่มีเสียงยิงตอบ แสดงว่าการขู่ของเขาที่ว่าเป็นตำรวจทำให้มันหนีไปแล้วและไม่ได้ยินเสียงพวกมันอีกเลย แต่ผู้หญิงที่ถูกพวกมันฉุดลากมาธนาแน่ใจว่า คงจะยังอยู่แถวนั้น


“คุณครับ ! เป็นอะไรไปหรือเปล่า ให้เสียงด้วย ผมมาช่วยแล้ว” ธนาส่งเสียงเรียกไป

เสียงอู้อี้เหมือนคนถูกมัดปากดังขึ้น เสียงดังอยู่หลังก้อนหินใหญ่ใกล้ ๆ เขานั่นเอง ธนาค่อย ๆ คลานแง้มหน้าออกไป


ตรงหน้า... หญิงสาวคนหนึ่งถูกมัดมือไขว้หลังและมัดเท้าด้วยเชือก ส่วนผ้าขาวม้าใช้มัดปากและมัดหน้าตาพันไว้หลายรอบ เธอนั่งคู้ขาหลังพิงก้อนหินหันหน้ามาทางเขา ธนาเห็นเข้าอดหัวเราะไม่ได้


ธนารีบมองไปรอบๆ ให้แน่ใจ ก่อนจะถือปืนไว้ในมือขวา แล้วนั่งลงแก้ผ้าขาวม้าที่มัดปากหญิงสาวด้วยมือซ้าย ต่อมาก็แก้เชือกที่มัดมือและมัดเท้าเธอออก โดยยังไม่ได้พิจารณาดูหน้าตาของเธอ ทว่าพอดูหน้าตาธนาก็ต้องตกตะลึง เพราะ…

"ยานี ! คุณนั่นเอง…”

ใบหน้าและเรือนร่างของเธอที่ธนาเคยเห็น เฉพาะในตอนกลางคืนที่แสงตะเกียงสลัว ไม่เคยได้เห็นชัดเจนในแสงสว่างหรือตอนกลางวัน บัดนี้เมื่อเห็นชัดเธอเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตาและรูปร่างสวยมาก สวยทั้งดวงหน้า ปากแก้ม คิ้วคางและเรือนร่าง ไม่มีที่ติ มิน่า... นายเทินจึงพยายามอย่างมากมายที่จะเอาเธอเป็นภรรยา

“คุณหลบหน้าผม มาอยู่แถวนี้นี่เองผมนึกแล้วไม่ผิด…" ธนาพูด

“เอ้อ………!?” ขณะที่หญิงสาวได้แต่งง อ้าปากค้างและมองหน้าเขา เป็นคำถาม

"ยังไม่ต้องพูดอะไรก็ได้" ธนาหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาและท่าทีอันหวั่นตระหนกของเธอ

"รู้ไหม ผมตั้งใจอย่างยิ่งที่ว่าวันนี้จะพยายามหาคุณให้พบ ทำไมคุณไม่เชื่อผม คุณหลบหน้าผมตอนกลางวันทำไม?" พูดพลางประคองหญิงสาวพาเดินออกมาจากหมู่หิน

"ขอบพระคุณที่ช่วยดิฉันไว้” หญิงสาวพูดได้แค่นั้นและมองเขาอย่างตื่นๆ
"แค่ขอบคุณเท่านั้นหรือ ? แน่ะ... ดูซีคุณทำท่าราวกับว่าไม่เคยรู้จักผมมาก่อนเลยอย่างนั้นแหละ" ธนาหัวเราะ ขณะใช้ผ้าขาวม้าที่พวกมันใช้มัดปากเธอ มาผูกรัดเอวของตนเองไว้พลางพูดตลกๆ ว่า


“โชคดีได้ผ้าขาวม้าใช้ฟรีๆ ๑ ผืน เพราะผมไม่เอาไปคืนให้พวกมันหรอกนะ”
พูดจบจับต้นแขนเธอ ประคองเดินขึ้นเนินบุกป่ากลับไปยังที่ ๆ เขาจอดรถไว้ และพูดว่า


"รถผมจอดทิ้งอยู่ตรงโน้นเราช้าไม่ได้ ประเดี๋ยวมันทำอะไรผมไม่ได้ แล้วย้อนไปเผาหรือระเบิดรถผมเข้า”

หญิงสาวจึงยอมให้เขาประคองมาแต่โดยดี แต่ก็ไม่วายที่จะแสดงความหวั่นระแวงให้เห็น

"ดูหน้าคุณซีดจัง ยังไม่หายตกอกตกใจอีกหรือ? คุณทำท่าราวกับว่าไม่ไว้ใจผม นี่แน่ะ ถ้าผมจะทำอะไรคุณน่ะ ผมทำเสียตั้งแต่ที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสองในบ้านแล้ว ไม่ปล่อยมาจนป่านนี้หรอก” ธนาพูดผสมหัวเราะ เมื่อเห็นอาการของเธอ

“ดิฉันนี่นะหรือ อยู่ในบ้านกับคุณสองต่อสอง?” หญิงสาวถามมองหน้าเขา

“ใช่ อ้าวนี่ทำเป็นจำอะไรไม่ได้แล้วอีกหรือ ทีตอนกลางคืนคุณพูดฉอดๆ ราวกับนักปรัชญา นั่นแน่ ผมรู้แล้ว...” ธนาหยุดพูดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “การที่คุณไม่ยอมให้ผมเห็นหน้าชัดๆ เมื่ออยู่กันในบ้านตามลำพัง คอยหลบหน้าหลบตาอยู่แต่ในมุมมืดๆ อยู่เรื่อยนี่ เป็นเพราะคุณคิดว่าอย่าให้ผมจำหน้าตาคุณได้นี่เอง ช่างฉลาดหลักแหลมไปทุกเรื่องเลยคุณนี่

คงรู้ตัวว่าสวยระดับมิสไทยแลนด์เวิร์ล จึงแกล้งพูดว่าหน้าตาขี้ริ้วบ้าง เห็นหน้ากันชัดๆ แล้วผมอาจจะรังเกียจคุณบ้าง เรื่องหน้าตาไม่สำคัญบ้าง… สารพัดเหตุผลที่จะเอามาอ้าง อย่าให้ผมเห็นหน้าตาคุณ…"

หญิงสาวพิจารณาเขาอยู่ครู่หนึ่ง เขาทั้งหล่อ องอาจ และผึ่งผายสมชายชาตรี ผิวไม่ขาวแต่ไม่คล้ำนัก จัดว่าเป็นคนรูปหล่อคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกวางใจคือคำพูดที่ตลกๆ ของเขา

หลังจากบุกป่าละเมาะมาสักครู่ก็มาถึงถนนดินลูกรัง รถของธนายังจอดอยู่ในสภาพปกติแต่รถจักรยานยนต์ทั้ง ๓ คันของคนร้ายหายไปแล้ว ธนาเปิดประตูรถโยนม้วนผ้าขาวม้าไปไว้ที่เบาะนั่งด้านหลัง แล้วเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายของคนขับ เปิดประตูรถให้หญิงสาวพลางกล่าวเชื้อเชิญ

"เชิญขึ้นรถครับเจ้าหญิงผู้ลึกลับ ต่อไปนี้ข้าพเจ้านายธนา อารีราษฎร์ จะถวายความปลอดภัยขององค์หญิงไว้เท่าชีวิต เชิญประทับบนราชรถพะย่ะค่ะ"

หญิงสาวค้อนให้เขาแล้วยิ้ม ดูเขาอารมณ์ดีเหลือเกิน แม้จะผ่านหน้ามีดหน้าไม้มาหยกๆ เธอจึงไม่รีรอที่จะขึ้นรถไปนั่งด้านข้างคนขับ ธนาปิดประตูรถแล้วเดินกลับมาขึ้นนั่งทำหน้าที่คนขับและติดเครื่อง


"เราจะไปบ้านกันเลยหรือจะไปที่ไหนก่อนกันดี" ธนาถาม
"ดิฉันจะไปหาพ่อ” พูดพลางชี้มือไปข้างหน้า

"งั้นสบาย ผมรู้จักทางดีแล้ว ผมไปพบพ่อคุณตั้งแต่วันที่มาดูที่”

"ดูที่ ! ดูทำไม คุณจะมาซื้อที่ของพ่อหรือคะ?”

"อ้าว! ก็คุณรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ผมนัดหมายกับนายเทิน ท่าลาด ให้มาซื้อที่ และที่ๆ ผมมาดูเป็นเป็นแปลงแรกและแปลงที่สองก็คือที่ของพ่อคุณ และที่บ้านของคุณ เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้วที่บ้านคุณ นี่พอตอนกลางวันคุณจำอะไรไม่ได้เลยทีเดียวหรือ?"

“หญิงสาวไม่ตอบ แต่แอบพยักหน้ากับตนเองและคิดในใจว่า จะต้องเก็บความสงสัยนี้ไว้ก่อน” เพราะอย่างน้อยตอนนี้เขา ชายผู้มาแปลกและแปลกหน้า ก็มาทำให้เธอพ้นภัยจากพวกของนายเทิน ท่าลาด และอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว


ส่วนธนารู้สึกแปลกใจ ยานีวันนี้ดูเหมือนจะจดจำอะไรๆ ที่เคยพูดกันไว้ไม่ได้เลย ท่าทางที่เธอแสดงต่อเขาก็ดูห่างๆ เหินๆ เหมือนคนไม่เคยรู้จัก แต่ช่างเถอะต่อไปนี้เขาก็จะไม่ยอมให้เธอ ทำตัวแบบหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไปแล้ว และเขาจะพยายามอยู่ใกล้เธอให้ตลอดเวลา



ชายชรานั่งอยู่ในเพิงที่เดิมขณะที่ธนาขับรถเข้าไปจอดยังลานที่เคยจอด ธนาเปิดประตูรถด้านคนขับลงมา ในขณะที่หญิงสาวก็เปิดประตูด้านที่เธอนั่งอยู่และก้าวลงไป ลุงรอดพ่อของเธอมองมา แล้วรีบเดินโขยกเขยกออกมารับเมื่อเห็นว่าลูกสาวกำลังวิ่งเข้าไปหา


“พ่อ” หญิงสาวพูดได้คำเดียวแล้วกอดชายชราไว้ ทั้งสองพ่อลูกกอดกันพลางสะอื้นไห้ฮัก ๆ ธนาต้องเสมองไปทางอื่น ก่อนที่น้ำตาของเขาจะไหลออกมาบ้าง


“นังหนู นังหนูของพ่อจริงๆ ด้วย นี่ไปยังไงมายังไง พ่อได้ข่าวว่าเพื่อนของลูก คุณคนนี้เขามาพักอยู่กับลูกที่บ้านถ้ำธงตั้งสองสามคืนแล้ว”


“แต่…” หญิงสาวทำท่าจะพูดความจริงกับพ่อ แต่แล้วก็ขยักไว้พูดเสียใหม่ว่า “ค่ะ ถ้าลูกไม่ได้เขาคนนี้มาช่วยไว้ป่านนี้หนูแย่พวกมันแล้วแน่ๆ”


“เป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของลูก ที่ได้คุณคนนี้มาช่วยไว้ พ่อกับเขาเพิ่งได้คุยกันเมื่อเย็นวานนี่เอง เขารับปากว่าจะมาช่วยเรา ให้พ้นจากอำนาจและอิทธิพลของพวกนายเทิน”

ชายชรายกผ้าขาวม้าขึ้นซับน้ำตาให้ลูกสาว แล้วก็ซับให้ตัวเองก่อนจะหันมาพูดกับธนาว่า

“ลุงขอบใจพ่อหนุ่มอย่างที่สุด ลุงไม่คิดว่าจะได้เจอกับยายหนูอีก เชิญไปนั่งคุยกันก่อนเถอะคุณ” แล้วหันไปพูดกับลูกสาวอีกว่า


“คราวนี้ลูกคงไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้วนะ เพราะเพื่อนของลูกเขามาช่วยปกป้องลูกแล้ว”

“เชิญคุณลุงคุยกับคุณยานีตามลำพังก่อนเถอะครับ ผมจะเดินลงไปเที่ยวที่ริมหาดสักครู่ เมื่อวานที่มายังไม่ได้ดู” ธนาเห็นว่าสองพ่อลูกยังมีเรื่องที่จะพูดคุยกันเป็นส่วนตัว จึงขอตัวเลี่ยงออกไปก่อน

เขาเดินชมบริเวณทั่วๆ อยู่ประมาณเกือบชั่วโมงจึงเดินกลับขึ้นมา
ชายชรารีบเชื้อเชิญเขาเข้าไปนั่งพักในเพิง ส่วนหญิงสาวรีบหาน้ำหาท่ามาต้อนรับเขา

“เป็นบุญของลุงและยายหนู ที่บังเอิญมาเจอคนดีๆ อย่างคุณ ใกล้เที่ยงแล้วเราหาอะไรกินกันเถอะ ยายหนูหุงข้าวสุกแล้วใช่ไหมลูก อาหารกระป๋องที่เขาแจกมาให้ยังมีอีกสองลัง มะนาวล้มๆ ในสวนของเราที่พ่อปลูกก็ยังพอมีให้เก็บ” ชายชราหมายถึงอาหารกระป๋องที่ได้รับการแจกจ่ายมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสายตั้งแต่เกิดพายุ

“งั้นหนูจะยำปลากระป๋อง” หญิงสาวพูดกับพ่อ

“ดีเลยลูก สะระแหน่ ขิงข่า ตะไคร้ ที่พ่อปลูกไว้ข้างเพิงนี่ก็มี เดี๋ยวพ่อจะไปเก็บมาให้” ชายชราพูดด้วยสีหน้าเป็นสุขเป็นครั้งแรก พลางเดินโขยกเขยกไปข้างๆ บ้าน

"อยู่ตรงไหนครับ ผมไปหาให้เอง...” ธนารีบอาสาและเดินตามชายชราไปและพูดต่อว่า “ผมจะช่วยหั่นตะไคร้ ขิง ข่าและเด็ดใบก้านสะระแหน่ให้ งานแบบนี้ผมถนัดครับ ที่ผมมาอาศัยอยู่ในบ้านคุณยานีมาสามสี่วัน เธอไม่เคยอยู่ในบ้านตอนกลางวันเลย แฮะๆ ผมทำอาหารกินเองมาตลอด"

“เหรอ นี่ยายหนูปล่อยให้คุณทำอาหารกินเองหรือนี่!” แล้วชายชราก็พึมพำอยู่คนเดียวในใจว่า

‘เอ๊ะ! มันยังไงกันแน่หว่า? ก็ไหนยายหนูมันเล่าตะกี๊ว่า มันเพิ่งนั่งรถไฟจากกรุงเทพมาเมื่อคืน มันอุตส่าห์ไปลงที่ปะทิว เพื่ออย่าให้พวกนายเทินที่รออยู่ที่สถานีมาบอำมฤตเห็นมัน มันอุตส่าห์จ้างรถเครื่องจากปะทิวมาส่งโดยมาทางวังช้าง ลัดทางในมาออกบนไร่ ไอ้คนขับรถเครื่องก็ดันเป็นคนของนายเทินเสียอีก ส่งสัญญาณให้เพื่อนมันอีกสามคนมาฉุด มันฉุดยายหนูเข้าป่า แต่โชคดีที่คุณคนนี้มาเห็นเหตุการณ์และตามไปช่วยไว้ทัน

ที่สำคัญยายหนูมันเพิ่งมาวันนี้ แต่คุณคนนี้ไปกินอยู่หลับนอนในบ้านยายหนูมาสามคืนแล้ว เฮ้ย! นี่มันอะไรกันแน่วะเฮ้อ - งง’





Create Date : 03 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2554 9:41:21 น. 9 comments
Counter : 1026 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะคุณลุงวันนี้อ่านมันส์เลยค่ะ มีฉากบู๊ยิงปืนกันเฟี๊ยวฟ้าวลุ้นแทบแย่ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันน้าอยากอ่านต่อเร็วๆจังค่ะ คุณลุงสบายดีนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 3 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:52:02 น.  

 
ตอนนี้มีภาพประกอบเรื่องให้อ่านโดยไม่ลายตาเพลินดีค่ะ แหมแต่ภาพคุณธนา โดยเต๋าสมชายเนี่ยเข้ากั๊นเข้ากันนะคะ ภาพถือปืนแล้วพููดว่า “นี่ตำรวจนะ ขอให้แกยอมมอบตัวซะดีๆ” เห็นภาพเลยค่ะ555


โดย: หญิงแก่น วันที่: 3 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:56:32 น.  

 
วันนี้ใข้คอมนของหลานครับ ใข้งานไม่ค่อยคล่องตัว
การถูกน้ำท่วมยังพอมีเวลาเตรียมตัว แต่เอาเข้าจริงก็ฉุกละหุกเหมือนกันครับ
คิดถึงพายุเกย์เมื่อพัดเข้าชุมพรครับ คงไม่มีเวลาเตรียมตัวเลย

หวังว่าคุณลุงบูลย์คงสบายดีนะครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 4 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:42:11 น.  

 
ขอบคุณคุณเล็ก คราวนี้ขอรับรองว่า จะมาลงอีกสัปดาห์ละครั้ง สำหรับตอนหน้าขอเป็นวันที่ ๙ หรือ ๑๐ นะครับ
และขอแนะนำเรื่องใหม่ในนิตยสาร "กฎแห่งกรรม" ของ บริษัทพลังบุญ เรื่อง "พระกินคน" เพิ่งลงตอนใหม่ตอนแรกครับ


โดย: pantamuang วันที่: 4 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:42:37 น.  

 
ไม่ได้ทักทายกันนานเลยนะคะ เจอภัยธรรมชาติ จากน้องน้ำ
ต้องอบพยมาอยู่ที่สระบุรี (ย้ายมาจากบางบัวทอง)
อาจารย์สบายดีนะคะ ทางชุมพรน้ำท่วมกับเขาหรือเปล่า


โดย: seton วันที่: 7 พฤศจิกายน 2554 เวลา:16:28:02 น.  

 
สวัสดีคุณอิม และคุณแอน

น้ำที่ชุมพรยังไม่ท่วมครับ ผมไปถามพระธรรม(ชาติ) ท่านตอบว่า ที่ใดมีการต่อต้านพระธรรม(ชาติ) ท่านก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้คนที่ต่อต้านแถมทำลายท่านได้รู้ว่า ท่านนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน อย่างกรุงเทพฯ นี่แค่เตือนเท่านั้นครับ ยังไม่เอาจริง ถ้าเอาจริงต้องเหลือแต่ยอดตึก

แต่ถ้ายังไม่เชื่อ ยังเหิมเกริมคิดว่าตรูเก่ง ตรูยอด ท่านจะทำแผ่นดินที่มีมนุษย์อยู่นี้ ให้กลับลงไปอยู่ใต้ทะเล แล้วยกเอาแผ่นดินใต้ทะเล ที่ยังมีทรัพยากรอันสมบูรณ์ ขึ้นมาให้มนุษย์รุ่นใหม่ซึ่งอาจต้องวิวัฒนาการ อยู่กันอย่างสงบสุขต่อไปใหม่

ทั้งหมดนี่เป็นพล็อตนิยายเรื่องใหม่ของผมนะครับ แฮ่ ๆ


โดย: pantamuang วันที่: 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา:15:33:52 น.  

 
นิยายเรื่องใหม่ของคุณลุงบูลย์น่าติดตามมากครับ
เมื่อแผ่นดินใต้มหาสมุทรซึ่งกินเนื้อที่ถึง 3 ใน 4 ของโลกสูงขึ้น
กลายเป็นแผ่นดินและเมืองในอนาคต
น่าสนุกครับว่าคนในเผ่าพันธุ์เดินนี่จะเหลืออยู่บ้างหรือไม่
รอติดตามครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา:22:16:57 น.  

 
ขอแก้ "บริษัทพลังบุญ" เป็น "บริษัทฉลองบุญ" ครับ


โดย: pantamuang วันที่: 9 พฤศจิกายน 2554 เวลา:9:46:30 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงตอนใหม่ยังไม่มาอีกเหรอค่ะ ส่วนพล็อตนิยายเรื่องใหม่ของคุณลุงเล็กว่าสนุกดีนะคะ จะติดตามผลงานคุณลุงนะคะ มีอะไรดีดีแวะไปบอกได้เลยค่ะคุณลุง


โดย: หญิงแก่น วันที่: 19 พฤศจิกายน 2554 เวลา:9:16:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.