...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
8 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
เมืองเทวดา ๓



เมืองเทวดา
๓.


เช้าวันต่อมา เมื่อ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ เดินขึ้นมาทำงานบนโรงพัก พอหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องส่วนตัวได้ไม่นาน สิบเวรก็เข้ามายืนชิดเท้าตะเบ๊ะและรายงานว่า

“ท่าน สวป.ครับ ชาวบ้านมาแจ้งว่าพบศพ ๑๐ ศพ ตายอยู่ในป่าสวนยางข้างวัดภูเขาครับ”

ทำให้ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ พลันรู้สึกมีอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทันที และโดยไม่ซักถามอะไรให้มากความ เขาสั่งตำรวจลูกน้องไปว่า

“ไปบอก สวส.เทียนชัย ให้มาหาผมด่วน”

“ครับ” สิบเวรตะเบ๊ะแล้วเดินออกไป อีกครู่ต่อมา ร.ต.อ.เทียนชัย ฤกษ์ภูตา สวส. ก็มายืนตะเบ๊ะรอรับคำสั่งอยู่ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ จึงสั่งว่า

“คุณนำกำลังตำรวจไปสักห้านายไปตรวจสภาพศพ แต่ห้ามพูดว่าโดนสัตว์หรือคนดูดเลือด อะไรในทำนองนี้เป็นเด็ดขาด ให้พยายามหาสาเหตุมาชี้ให้ประชาชนเห็นว่า คนตาย ๆ เพราะถูกบีบคอ ถูกรัดคอ ตายเพราะขาดอากาศหายใจ เป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ อะไรพวกนี้…”

พูดพร้อมกับมองหน้าตำรวจลูกน้องทุกคน “เราต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ของอำเภอ ให้ทุก ๆ คนเห็นว่าไม่มีผีดิบในอำเภอเราตามที่เป็นข่าวลือ อ้อ- แล้วอย่าลืมพาหมอโท้ยไปด้วย ให้หมอโท้ยนั่นแหละชันสูตรพลิกศพจะได้เป็นหลักฐาน เรื่องนี้หมอโท้ยรู้หน้าที่ดีอยู่แล้ว ว่าจะพูดหรือสรุปว่าอย่างไร”

“ครับผม” ร.ต.อ.เทียนชัย ฤกษ์ภูตา ที่ถูกทางตำรวจภูธรจังหวัดเพิ่งย้ายมาใหม่ ให้มานั่งตำแหน่ง สวส. ตะเบ๊ะอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องไป

หมอโท้ยที่ พ.ต.ต.มหิทธิ์พูดถึง เป็นลูกทุ่งชาวตำบลทิวสน มีชื่อจริงว่า อนุศักดิ์ รักบันเทิง ชื่อเล่นว่า โท้ย และอาชีพหลักคือพนักงานสาธารณสุข หรือ “หมออนามัย” ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หมอโท้ย” และหมอโท้ยเลือกไปตั้งร้านอาหาร แทนที่จะไปตั้งคลินิกแข่งกับหมอ(ตัวจริงในโรงพยาบาล อย่างที่เพื่อน ๆ ของเขาหรือพยาบาลบางคนทำ ร้านอาหารของหมอโท้ยจึงเป็นเหมือนที่สังสรรค์ของเหล่าสมาชิกสมาคมชีวิตอมตะ

พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ จึงนั่งครุ่นคิดว่าจะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อีกอย่างไรดี เพราะเขาเดาได้ทะลุปรุโปร่งว่า ศพชาวบ้านที่ตายเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้ทำให้เกิด และถ้าไม่ให้เกิดเขาจะทำวิธีใด หลังจากนั่งคิดคนเดียวอยู่สักครู่ ก็คิดได้จึงกดกริ่งในห้องแต่เสียงไปดังอยู่ข้างนอก และแค่ไม่ถึงอึดใจพลตำรวจคนหนึ่งก็เดินเข้ามายืนตะเบ๊ะพรึบและพูด

“ผม พลธาตรี สีโศก พร้อมรับคำสั่งครับ”

“ธาตรี โทร.ไปที่โรงพยาบาลทิวสน ขอสายหมอปราณ กาฬปักษ์ ถ้าติดต่อได้แล้วบอกหมอปราณว่าฉันจะพูดด้วย และช่วยโอนสายเข้ามาให้ฉัน”

“ครับผม” พลธาตรี สีโศก ตะเบ๊ะอีกพรึบแล้วเดินออกไป ส่วนเขานั่งรอ….

ปีนี้อำเภอทิวสนดีกว่าเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ตรงที่องค์การโทรศัพท์เพิ่งเข้ามาติดตั้งและให้บริการโทรศัพท์บ้านแก่หน่วยราชการและบ้านที่อยู่ในเขตสุขาภิบาล การใช้วิทยุมือถือจึงยังใช้อยู่เฉพาะตำรวจติดต่อกับตำรวจนอกพื้นที่ที่โทรศัพท์ไปไม่ถึงเท่านั้น ขณะที่ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ นั่งคิดอยู่ชั่วอึดใจเสียงโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้นบนโต๊ะ เมื่อยกหูเสียงตำรวจที่ทำหน้าที่โอเปอเรเตอร์ก็พูดเข้ามาว่า

“ติดต่อกับหมอปราณได้แล้วครับ เชิญท่าน สวป.พูดสายได้เลยครับ”

“ฮัลโหล สวัสดีหมอปราณ นี่ผมเอง พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ พูด”

“ท่าน สวป.มีอะไรจะให้ผมรับใช้หรือครับ” เสียงหมอผู้อำนวยการโรงพยาบาลทิวสน ถามมาในสาย พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์จึงพูดไปว่า

“มี สำคัญมาก ผมอยากปรึกษากับหมอเดี๋ยวนี้ แต่ไม่อยากพูดทางสาย หมอมาพบผมหน่อยได้ไหม?”

“ได้ครับ ว่าแต่จะให้ผมไปพบบนห้องของท่านที่โรงพัก หรือที่ไหนดีครับ?”

“ที่อื่นคงไม่สะดวก หมอมาที่ห้องผมเดี๋ยวนี้ก็แล้วกัน”
การพูดจากันระหว่างหมอผู้อำนวยการโรงพยาบาลทิวสนกับ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ สวป.สภ.อ.ทิวสน แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ สวป. อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า โดยเฉพาะในเครือข่ายของสมาคมชีวิตอมตะ เพราะแทนที่ผู้ที่ต้องการพบจะไปหาผู้ที่ตนต้องการพบ กลายเป็นว่าผู้ที่ถูกติดต่อขอพบต้องมาหาผู้ที่อยากพบ
จึงอีกราว ๑๕ นาทีต่อมาก็มีเสียงรถยนต์จอดที่หน้าโรงพัก เสียงปิดประตูรถดังครึม และเสียงคนเดินย่ำขึ้นบันไดไม้ เสียงผู้ชายทักทายกับตำรวจที่อยู่หน้าห้อง ก่อนจะมีเสียงเดินผ่านหน้าห้องมาที่ห้องทำงานของเขา เสียงเคาะประตูห้อง และเขาร้องบอกอนุญาตไปว่า

“เชิญเข้ามาได้เลยครับ”

“สวัสดีครับท่าน สวป.” หมอปราณ กาฬปักษ์ ยกมือไหว้และยังยืนอยู่

“เชิญนั่ง ๆ เลยครับหมอ ความจริงผมอยากเป็นฝ่ายไปพบหมอ แต่ที่นั่นมีผู้คนพลุกพล่าน ผมจึงเปลี่ยนเป็นเชิญหมอมาที่นี่ หมอคงไม่ว่านะครับ” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์พูดตามมารยาท มากกว่าที่จะหมายความตามที่พูด

“ครับ ๆ ท่านทำถูกต้องแล้วครับ เพราะถ้าจะคุยเรื่องสำคัญ ๆ กันละก็ ที่ห้องของผมในโรงพยาบาลไม่เหมาะแน่ เพราะคนไข้ ทั้งพยาบาล ทั้งเจ้าหน้าที่… การที่ท่านให้ผมมาที่นี่จึงนับว่าดีที่สุด” หมอปราณใช้หลักการมารยาทที่ดี บวกจิตวิทยาตอบกลับมาเช่นกัน

“เอาละเพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมขอเริ่มเรื่องที่เชิญหมอมาพบ… ที่ผมเชิญคุณหมอมาพบ คือผมอยากปรึกษาว่าทำอย่างไร จึงจะไม่ให้ท่านศูนย์สองกับบริวารเจ็ดสาวของท่าน เที่ยวลุกขึ้นมากัดคอดูดเลือดคน… หมอมีวิธีรักษาหรือป้องกันอะไรบ้างไหม?”

หมอปราณ กาฬปักษ์ ตอบคำถามของ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ แบบไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลาว่า

“เรื่องนี้ผมแก้ไขอะไรไม่ได้หรอกครับ”

“หมายความว่า…” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ พูดได้แค่นั้นแล้วไม่พูดต่อแต่มองหน้าคู่สนทนาเฉยอยู่

“ครับ ท่าน สวป.วิเวก กลายเป็นโหงพรายแบบผีดิบถาวรไปแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะช่วยให้ท่าน กลับคืนสภาพมาเป็นคนปรกติได้อีก นอกจาก…”

“นอกจาก นอกจากอะไร?”

“ก็ทำเหมือนที่พระสงฆ์คณะของหลวงพ่อกฤติยาทำหรือสวดที่วัดภูเขา”

“งั้น หมอก็เชื่อว่า ท่าน สวป.วิเวกไม่ใช่…?” พ.ต.ต.มหิทธิ์ ถามและจ้องหน้าหมอปราณอย่างไม่พอใจ

“ครับ ผมเชื่อว่าท่านไม่ใช่ เอ่อ… จากที่ผมพยายามตรวจร่างกายของท่าน ในตอนที่ท่านนอนหลับในถ้ำตอนกลางวัน ผมว่าท่านไม่ใช่คน”

“งั้นท่านเป็นอะไร?” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ พูดเกือบเป็นตวาดใส่หมอหนุ่ม

“ผีดิบถาวร มอนสเตอร์ แวมไพร์ ค้างคาวผี ซอมบี้ แดรกคูล่า แฟรงค์เกนสไตน์… แล้วแต่จะเรียก…”

“โอ… นี่คุณหมอเล่นขนานนามจ้าวนายของผม แบบเหมารวมเป็นชุดเลยหรือครับนี่” พ.ต.ต.มหิทธิ์ หัวเราะเสียงต่ำลึก เหี้ยมแต่ใจเย็น

“ท่านเป็นปรากฏการณ์ชนิดใหม่เหนือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ท่านไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตแต่ผมก็หาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมท่านจึงเคลื่อนไหวได้ มีเรี่ยวแรง มีพละกำลังมหาศาล ไม่มีใครสามารถที่จะต้านพละกำลังของท่านได้” หมอปราณ กาฬปักษ์ เน้นคำประโยคหลัง

“ไม่มีใครต้านพลังของท่านได้” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ ทวนคำนึกยิ้มอยู่ในใจและถามว่า “แล้วยังไงอีก หมอลองว่าไปให้หมด”

“เว้นแต่พวกพระ เอ่อ…” หมอปราณ กาฬปักษ์ พูดแล้วมองหน้าผู้มีอำนาจเหนือตนอย่างชั่งใจ เพราะรู้สึกผิดแปลกและลังเลก่อนจะพูด แต่แล้วก็พูดว่า “มีแต่พระที่เคยปลดปล่อยวิญญาณโหงพรายของเรา ในคืนที่เผาศพเถนจันดาเท่านั้น ที่จะแก้ได้คือช่วยให้วิญญาณของท่านได้ไปสู่ภพภูมิใหม่”

“โอ… มีแต่พระ พระที่มาปลดปล่อยวิญญาณโหงพรายของเราไปในคืนนั้น เฮอะ ๆ ๆ” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ หัวเราะเสียงแปร่งจ้องหน้าหมอปราณ พยักหน้าช้า ๆ พลางครุ่นคิดอยู่ภายใน ที่คู่สนทนาอ่านไม่ออกว่าจะรู้สึกดีหรือร้าย และหมอปราณ กาฬปักษ์ พูดต่อว่า

“ผมว่าเราไม่น่าที่จะปล่อยไว้ให้ท่านเป็นอยู่อย่างนี้ เพราะมันเป็นอันตรายต่อพวกเราทุก ๆ คนด้วย” หมอหนุ่มพูดอย่างเกรงใจ

พ.ต.ต.มหิทธิ์ ต้องออกคำสั่งต่อไปว่า “พูดต่อไปหมอ พูดมาให้หมดเลยไม่ต้องเกรงใจ”

“จริงหรือครับ?” หมอหนุ่มจ้องหน้าผู้มีอำนาจเป็นอันดับ ๑ ของสมาคมชีวิตอมตะหรือสมาคมผีดิบ

“จริงซี ผมกำลังอยากได้ข้อคิดเห็นของสมาชิกทุก ๆ คน”
หมอหนุ่มจึงพูดให้ความเห็นต่อไป “สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ ท่านต้องดื่มเลือดคนวันละหนึ่งปี๊บ หน้าตา ผิวพรรณของท่านจึงจะเป็นปรกติ แต่ถ้าวันใดขาดเลือดท่านจะมีสีเขียวเหมือนซากศพ มีกลิ่นเหม็นสาบสางรุนแรง ดุร้าย และไม่มีอาวุธชนิดใดหรือใครจะมาทำลายท่านได้ ผมจึงกังวลว่าพวกเราจะอยู่กันยังไง ถ้าต่อไปคนจะตายกันหมดทั้งอำเภอ จังหวัดและภาค…”

หมอปราณ กาฬปักษ์ หยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อไป “นี่เฉพาะท่านคนเดียวยังไม่นับบริวารสาวของท่านอีก ๗ คน ที่จะต้องฆ่าคนรวมกันอย่างน้อยวันละเก้าถึงสิบคน เดือนหนึ่งคนจะตายสองร้อยถึงสามร้อยคน แล้วคนที่ถูกฆ่าก็กลายเป็นผีดิบลุกขึ้นมาฆ่าคนอื่นอีกต่อๆ ผมว่าภายในเดือนเดียวคนทั้งอำเภอจะกลายเป็นผีดิบถาวรหมดสิ้น อำเภอทิวสนหรือทั้งจังหวัดชุมพรจะกลายเป็น “เมืองผีดิบ” ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ครึ่งคนครึ่งผี เอ่อ…หรืออมตะไม่ตายอะไรทั้งสิ้น แต่จะเป็นผีดิบถาวรกันหมด แบบนี้ท่านเอาหรือ?” หมอปราณโยนคำถามมาให้ พ.ต.ต.มหิทธิ์ คิด

“แล้วจะให้ทำยังไง?”

“ก็- ไปนิมนต์พระที่มาสวดคืนนั้น มาปลดปล่อยวิญญาณพร้อมกับบริวารของท่านทั้งเจ็ด ตอนนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีท่าน เพราะมีท่านท่านก็ช่วยอะไรพวกเราไม่ได้ มีแต่ท่านจะทำร้ายและกัดกินพวกเรา จนพวกเราพากันเป็นเหมือนท่านไปจนหมดสิ้น ทิวสนและชุมพรทั้งเมืองจะกลายเป็นเมืองผีดิบ” หมอหนุ่มพูดย้ำอีกอย่างไม่เกรงใจ

“หมอพูดได้น่าฟังและมีเหตุผล” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ แสร้งกล่าวชมและถามต่อไป “แล้วทำไมต้องให้พระพวกนั้นมาปลดปล่อย พระของเราใช้ไม่ได้หรือ?”

“พระของเรา ไม่มีวิชชาจรณะสัมปัณโณ พระของเราไม่ใช่สุปฏิปัณโณ ภควโต สาวกสังโฆ…ไม่ใช่พระสาวกที่ปฏิบัติถูกตรงตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ จึงไม่สามารถที่จะมาปลดปล่อยวิญญาณของอมนุษย์ ผีเปรต และอสุรกาย…”

“หมอพูดภาษาพระคล่อง…เคยบวชมาเหรอ?” เสียงถามห้าวและต่ำลึก

“ผมโตมาจากวัด ลุงของผมเป็นพระมหาเปรียญธรรม ๙ ประโยค”

“มิน่า เออ แล้วทำไมตอนปลุกจึงปลุกขึ้นมาได้?”

“การปลุกง่ายกว่าการปล่อย และถ้าจะให้ผมอธิบาย ผมว่าท่าน สวป.วิเวกแม้ใครไม่ปลุก ก็สามารถเป็นขึ้นมาเองเหมือนกับที่เถนจันดาเป็น เถนจันดาไม่มีใครไปปลุกก็เป็นขึ้นมาเอง ท่านเป็นเพราะท่านสั่งสมอำนาจชั่วร้ายไว้มากตอนที่ยังไม่ตาย พอตายจิตวิญญาณเสพติดความอร่อยของกิเลส จึงไม่อยากตาย พยายามดื้อรั้นอยากอยู่ต่อ พวกเราบางคนต่อไปตอนตายก็จะเป็นอย่างนั้น”

“เพราะอะไร” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ ถามเสียงต่ำลึก และดวงตาของ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ ในขณะ
นั้นเริ่มแดงก่ำและลุกโพลง แต่หมอปราณ กาฬปักษ์ กลับไม่ได้สังเกต เพราะขณะพูดเขาหลบสายตาลงต่ำ

“เพราะเชื้อวีพี ๑ ที่ถูกฉีดเข้าเส้นเลือดให้กับสมาชิก ในวันที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคม และเชื้อวีพี ๒ ถูกฉีดให้หลังจากสมาชิกไปนอนให้สมาคมดูดเลือดทุก ๆ สิบห้าวัน ใครมีเชื้อแบบนี้ไม่ต้องปลุก เมื่อใดที่สิ้นชีวิตก็จะเป็นผีดิบถาวรแบบ สวป.วิเวกทุกคน เว้นแต่ไปหาพระที่ฉันมังสวิรัติให้ท่านสวดถอนพิษหรือทำลายเชื้อให้ก่อนตาย”

หมอปราณ กาฬปักษ์ พูดด้วยรู้สภาพความเป็นไปในหมู่มวลสมาชิกของสมาคมแวมไพร์ หรือสมาคมชีวิตอมตะ ที่ชาวบ้านเรียกสมาคมผีดิบ สมาชิกทุกคนล้วนอยู่ในสภาพ “ครึ่งคนครึ่งผี” จากสารเสพติดที่สมาคมฉีดให้ เป็นสารเสพติดที่ทำให้สมาชิกทุกคนมีใจฮึกเหิม ไม่กลัวตาย เมื่อถูกทำร้ายก็จะไม่มีอาการเจ็บปวด สามารถต่อสู้จนชนะศัตรู

หลายครั้งที่สมาชิกสมาคมแวมไพร์ไปทำร้ายคนอื่นแล้วถูกทำร้ายตอบ หากไม่หนักหนาจนหัวใจแหลกสลาย อวัยวะภายในถูกทำลายยับเยิน สมาชิกแค่มานอนให้หมอปราณรักษาให้หายจากบาดแผล ไม่นานก็จะกลับไปเป็นเหมือนคนปรกติ ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้กับฝ่ายศัตรูขบวนการผีดิบจึงไม่เคยทิ้งศพไว้เลย นั่นคือสิ่งที่ชี้ให้เห็นความเป็นอมตะ ที่สมาชิกทุกคนเกิดความศรัทธา มาสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมผีดิบ แวมไพร์คลับ หรือสมาคมชีวิตอมตะ

โดยอาชีพ หมอปราณ กาฬปักษ์ เคยใช้สารแก้ปวดฉีดเข้าเส้นเลือดให้คนไข้ ในเวลาที่ต้องผ่าตัดให้คนไข้ แต่สารเคมีหรือยาแก้ปวดที่โรงพยาบาลใช้ฉีดให้คนไข้ ไม่เป็นอันตรายหรือมีฤทธิ์ร้ายแรงอย่างที่สมาคมแวมไพร์ หรือสมาคมชีวิตอมตะใช้กับคนทั่วไป พร้อมกันนั้นในสมาคมแวมไพร์คลับ สิ่งที่ผู้เป็นสมาชิกจะได้รับอันจะเกิดขึ้นภายหลังความตายได้ถูกปิดบัง มีแต่การโฆษณาชวนเชื่อว่า

“มาสมัครเป็นสมาชิกสมาคมชีวิตอมตะ แล้วทุกคนก็จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างยั่งยืนนาน ไม่เฒ่า ไม่แก่ ไม่เจ็บและไม่ป่วย”

ซึ่งในส่วนที่ว่าไม่เจ็บเมื่อถูกทำร้ายนั้นเป็นความจริง เพราะฤทธิ์อำนาจของสารเสพติดบังคับไว้ ส่วนความอมตะคือการเป็นผีดิบตลอดกาล ไม่มีใครบอก ไม่มีใครพูดขยายความให้เข้าใจ…

ระหว่างฟังคำอธิบายของหมอปราณ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ จึงยิ้มเหี้ยมเกรียมและค่อย ๆ ลุกยืนขึ้นช้าๆ พร้อมกับชักปืนพกขนาด ๑๑ มม. ออกมาจากซอง เล็งไปที่หมอปราณ กาฬปักษ์ หมอปราณตกใจรีบลุกจากเก้าอี้ ผงะถอยหลังไป ๓ ก้าว อุทานออกมาว่า

“เอ๊ะ! อะไรกัน ท่านจะยิงผมงั้นเหรอ?” และทำท่าจะวิ่งออกนอกประตู

ทว่า… เสียงปืนดังขึ้นเสียก่อน

ปัง! ปัง!

๒ นัดแรกหมอปราณ กาฬปักษ์ ยังพยายามควบคุมสติ หันมาถามและมองหน้า สวป. มหิทธิ์ มนศักดิ์ อย่างไม่เข้าใจ

“ท่าน สวป. ยิงผมทำไม? ผมทำผิดอะไร?”

“เปล่า หมอไม่ได้ทำผิด แค่ผมจะลองดูว่าหมอเป็นอมตะ ไม่ตายจริงหรือไม่ ขอโทษนะผมต้องการพิสูจน์เท่านั้น”

ปัง! ปัง!

อีก ๒ นัด ซึ่งหมอปราณ กาฬปักษ์ ยังยืนเฉยทำให้ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ รู้ว่าสมาชิกขบวนการผีดิบทุกคนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้าย จึงเน้นยิงไปที่จุด ๆ เดียว คือ ตรงหัวใจ

ปัง! ปัง! และ
ปัง!

หมอปราณ กาฬปักษ์ จึงล้มลงนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่กับพื้น บริเวณหน้าอกแดงฉานไปด้วยเลือด ส่วน พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ พูดว่า

“แกนับถือพระพวกมังสวิรัติ แกคนเดียวที่ไม่เคยไปร่วมงานสังสรรค์กับเรา แกเสนอแนะให้ฉันไปเอาพระสงฆ์พวกมังสวิรัติมาปลดปล่อยพวกเรา แสดงว่าแกไม่ใช่พวกเรา แกดูถูกฉันมากเกินไป เอาซีวะมันจะเป็นผีดิบกันทั้งเมืองก็ให้มันเป็น ฮะ ฮะ ฮะ…”

พ.ต.ต.มหิทธิ์(อำมหิต)ยืนหัวเราะก้องห้อง และเมื่อสิ้นเสียงปืนได้ประมาณครึ่งอึดใจ ตำรวจยศต่าง ๆ พากันกรูเข้ามาดูจ้าวนายของตน เพราะคิดว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับจ้าวนาย แต่ต่างต้องตะลึงยืนอ้าปากค้างกันไปตาม ๆ กัน เมื่อเห็นเจ้านายยืนถือปืนพกประจำตัว เบื้องหน้าที่พื้นนายแพทย์ปราณ กาฬปักษ์ นอนจมกองเลือด

“พวกนายช่วยกันดูซิ มันตายหรือเปล่า?”

ตำรวจ ๓ นายจึงช่วยกันดู ช่วยกันฟังระบบการเต้นของหัวใจ บางคนจับชีพจร บางคนเอามือรอที่จมูก ก่อนจะรายงานว่า

“เขาตายแล้วครับไม่มีลมหายใจ และหัวใจก็หยุดเต้น”

“นั่นไง แสดงว่ามันไม่ใช่พวกเรามันจึงตาย ฉันเคยสงสัยมานานว่าไอ้หมอปราณนี่น่าจะไม่ใช่พวกเรา แต่มันทำทีว่าเป็นพวกเรา”

“แล้วถ้าหลังตายเขาเกิดฟื้นลุกขึ้นมาเป็นแบบ…เอ่อ เป็นแบบท่านอดีต สวป.วิเวกละครับ พวกเราจะยิ่งยุ่งกันขึ้นอีกนะครับ” ร.ต.อ.เทียนชัย ฤกษ์ภูตา พูด ส่วนคณะตำรวจบนโรงพักยังสงสัยและไม่วางใจ

พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ ยัดปืนพกขนาด ๙ มม.กลับลงซองหนังข้างเอว และออกคำสั่ง

“รีบเอามันยัดลงกระสอบขึ้นรถพาไปให้ศูนย์หนึ่ง… ตอนนี้ศูนย์หนึ่งกำลังจับพวกโหงพรายที่เกิดใหม่ทั้งหมด ไปขังไว้ในห้องลูกกรงในถ้ำ ถ้าไอ้หมอเป็นพวกเรา มันจะยังไม่ลุกขึ้นจนกว่าจะถึงสองทุ่มคืนนี้”

เหล่าตำรวจจึงรีบกุลีกุจอหามร่างของนายแพทย์ปราณ กาฬปักษ์ ออกไปจากห้องของ สวป.

ลับร่างของพวกตำรวจลูกน้องไปแล้ว สวป.มหิทธิ์ มนศักดิ์ เฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงคำของหมอปราณ กาฬปักษ์ ที่พูดมีใจความว่า

‘อย่างพวกเรา ไม่ต้องปลุก เมื่อใดที่สิ้นชีวิตลงก็จะเป็นแบบ สวป.วิเวก ทุกคน เพราะมีเชื้อ วีพี.๑ วีพี.๒ อยู่ในเม็ดเลือดซึ่งได้รับการฉีดให้ ตอนสมัครเข้าเป็นสมาชิกแวมไพร์คลับ หรือสมาคมชีวิตอมตะ… ทางเดียวที่จะไม่ให้เป็นคือไปหาพระมังสวิรัติมาสวดปลดปล่อย วิญญาณชั่วร้ายออกไปเสีย’




Create Date : 08 กรกฎาคม 2550
Last Update : 8 กรกฎาคม 2550 14:38:56 น. 0 comments
Counter : 336 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.