...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
8 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
เมืองเทวดา ๕



เมืองเทวดา


พอกลับมาถึงโรงพักเข้าห้องทำงาน พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ ได้แต่นั่งถอนใจและนึกในใจ

‘เรื่อง อดีต สวป.วิเวก กับ ๗ บริวารสาวกูจะแก้ปัญหายังไงโว้ย…ขืนเป็น แบบนี้ชาวบ้านชาวช่องในตลาดทิวสนไม่ตายหมดเรอะ… แล้วถ้าขืนปล่อยให้ชาวบ้านตายไปเรื่อยๆ แรก ๆ คืนละเก้าคนสิบคน คืนต่อๆไปอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นคืนละร้อย คืนละพัน… กลายเป็นผีดิบถาวรเต็มบ้านเต็มเมือง…อย่าว่าแต่ใครอื่นที่อยู่ไม่ได้ กูเองก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน…

‘ ส่วนคนที่ยังเหลือ… เฮอะ ๆ เหลือแต่พวกกินมังสวิรัติ… ที่สมาชิกแรมไพร์ทุกระดับขั้น ไม่สามารถจะไปกัดกินได้ (อย่างที่ไอ้หมอปราณพูด) สุดท้ายจะได้เลือดมาจากใคร… แล้วเมื่อพวกโหงพรายหิวโหย ขาดเลือด ก็จะต้องหันมากัดกินพวกเดียวกันเอง…แล้วทีนี้พวกกูจะอยู่ได้อย่างไร?’

พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ หลับตามองเห็นภาพทั้งผีดิบถาวร และสมาชิกที่ยังมีชีวิต ออกไล่ล่าฆ่าพวกเดียวกันเอง เพื่อดื่มเลือดในยามหิวโหย ไม่ใช่เพื่อหาเลือดไปส่งให้สมาคมอย่างเก่า…

‘ดู ๆ สมาคมชีวิตอมตะของกู จะกลายเป็นสมาคมผีดิบชั่วนิรันดร์… ไม่ได้ ๆ เรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ กูไม่ยอมต้องรีบแก้… แต่จะแก้อย่างไร’

และ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ ก็ยังรับรู้จากที่ลูกน้องตำรวจที่มารายงานว่า…

“ท่าน สวป.ครับ สมาชิกที่เคยไปนอนในห้องใต้ดิน ให้สมาคมชีวิตอมตะดูดเลือดทุกๆ ๑๕ วัน… ในที่ทำการห้องใต้ดิน บ้านของ 04 บัดนี้ ต่างเริ่มจะไม่ไปกันแล้วนะครับ เมื่อพวกมันรู้ว่า เอ่อ… ‘แท้จริงความอมตะ คือ การตายแล้วฟื้นขึ้นมา เป็นผีดิบถาวร หรือโหงพรายตลอดกาล!!’ ”
“บ้า ทำไมคิดบ้า ๆ กันแบบนั้นวะ ทำไมปล่อยให้ข่าวเรื่องนี้รู้ไหลไปได้” พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด

เพราะรู้ว่า บรรดาผู้ที่กลายเป็นโหงพราย ทางคณะกรรมการบริหารสมาคมแวมไพร์ กับคณะสงฆ์วัดภูเขาต่างได้ช่วยกัน นำเข้าไปกักขังไว้ภายในถ้ำที่ทำขึ้นแข็งแรงเป็นพิเศษ โดยใช้เหล็กเส้นแต่ละเส้นโตเท่าข้อมือ เป็นลูกกรงปิดปากถ้ำ เพื่ออย่าให้พวกที่เป็นผีดิบถาวร ออกมาไล่จับกินพวกครึ่งคนครึ่งผี พวกเดียวกันเอง ก็ยังมีรายงานเข้ามาว่า

“เมื่อคืนสมาชิกของพวกเราเอง ถูกผีดิบถาวรจับดูดเลือด ถูกฆ่า ถูกฉีกเนื้อ กินตับไตไส้พุง ตายไปอีก ๑๑ คน เราจะแก้ปัญหาอย่างไรดีครับท่าน สวป.” ร.ต.อ.เทียนชัย ฤกษ์ภูตา ถาม

“จะให้ทำยังไง… ก็พวกมันอยากเซ่อเอง เที่ยวกลางคืนไม่ระวัง พวกโหงพรายมันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร แล้วไปถูกฆ่าที่บริเวณไหนล่ะ?” พ.ต.ต.มหิทธิ์ ถาม
“ที่โคนฉำฉาอายุร้อยปี ข้างสถานีรถไฟ”

“งั้นก็ช่วยเตือน ๆ ให้ระวังกันหน่อย… ไม่รู้ทางวัดเขากักขังไว้ยังไง ฉันจะไปถามดู”

ซึ่งก็แค่ตอบไปแบบให้พ้น ๆ ไปทีเท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติเขายังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ครั้นจะไปปรึกษากับปลัดทับ ทิวทอง นายทวีศักดิ์ ธนสาร นายบุญชัย ทวีกิจ กำนันแผน พงศ์ฤทธิ์ นายจำเริญ ถนอมชาติ และนายบุญล้อม มีลาภ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับก่อตั้ง ทุกคนก็บอกปัดไปว่า ต้องให้ 03 หรือ 04 มาแก้ปัญหา แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะติดต่อกับคนทั้ง ๒ ได้ เพราะทั้ง 03 และ 04 ถูกเรียกตัวไปตั้งแต่วันที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม ทั้งในจังหวัดชุมพรและใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ จำนวน ๓๐ กว่าคน ได้รับการเลือกตั้ง ทั้งมีข่าวว่าบางคนอาจจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี
ทั้ง 03 และ 04 จึงถูกเรียกตัวไป เป็นเวลานานเกือบเดือนยังไม่กลับ และทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ในอำเภอทิวสนสุมทับซ้อน สมาชิกระดับบริหารที่เหลือเพียง ๘ คน ไม่สามารถจะแก้ไข หรือตัดสินใจได้ มิหนำซ้ำแต่ละคนยังสับสนและเกี่ยงกันว่า ใครจะฟังคำสั่งของใคร…ระหว่าง พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ สวป.คนใหม่ กับ ปลัดทับ ทิวทอง รักษาการนายอำเภอ…

ขณะที่ พ.ต.ต.มหิทธิ์ มนศักดิ์ กำลังนั่งคิดก็พอดีมีเสียงเคาะประตู ก๊อก ๆ ๆ… และเสียง…

“ขออนุญาตครับ”

“เข้ามาได้” พ.ต.ต.มหิทธิ์ อนุญาต
ร.ต.อ.เทียนชัย ฤกษ์ภูตา จึงเข้ามายืนตะเบ๊ะและรายงานว่า

“มีเรื่องเกิดขึ้นในครอบครัวตำรวจของเราอีกแล้วครับ”

“ว่าไป” พ.ต.ต.มหิทธิ์ พูดกับผู้มารายงานอย่างอดกลั้นความหงุดหงิดไว้ไม่ได้ เพราะเดือนนี้ทั้งเดือนมีแต่รายงาน ๆ รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่มวลสมาชิกสมาคมชีวิตอมตะ

“ที่บ้านจ่าฉ่ำ เมื่อคืนตอนกลางดึก นางแหววเมียจ่าฉ่ำดูดเลือดจ่าฉ่ำเสียเกือบหมดตัว…”

“เอ๊ะ! แต่เมื่อตะกี๊ฉันเห็นจ่าฉ่ำยังดี ๆ อยู่นี่หว่า” พ.ต.ต.มหิทธิ์แย้ง จ้องหน้าผู้มารายงาน

“ก็จ่าฉ่ำไม่ได้เป็นอะไรนี่ครับ”

“อ้าว! แล้วมันยังไงล่ะ?”

“พอจ่าฉ่ำตื่นขึ้นมาเห็นเมียหลับก็เลยดูดเลือดเมียกลับ แต่จ่าฉ่ำดูดเลือดเมียมากไป เมียแกเลยเพิ่งตายเมื่อตะกี๊”

“อ้าว! แล้วศพล่ะ?”

“จ่าฉ่ำนำไปไว้ที่วัดภูเขา และหาที่กักขังไว้ในถ้ำแล้วครับ”
พ.ต.ต.มหิทธิ์ได้แต่ถอนใจส่ายหน้าแล้วก็สั่งกำชับ ร.ต.อ.เทียนชัยไปว่า “ระวังอย่าให้เรื่องนี้รู้ถึงชาวบ้าน ร้านตลาดเชียวนะ”

“ครับ ผมสั่งกำชับตำรวจของเราทุกคนแล้วว่าห้ามพูด” ร.ต.อ.เทียนชัย ฤกษ์ภูตา สวส.รับคำ

“ขอบใจที่มาบอกให้ทราบ… ออกไปได้”
ร.ต.อ.เทียนชัยตะเบ๊ะอีกครั้งแล้วก็เดินออกไป

เวลา ๑๕ นาฬิกา ๓๐ นาที รถกระบะสีเขียว ตอนครึ่งคันหนึ่ง ถูกขับให้คลานช้า ๆ เข้ามาจอดในลานบ้านของอดีตผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรม รถยนต์คันนี้อดีตผู้ใหญ่เพชร เพิ่งซื้อมาใช้หลังจากถูกถอดออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะการไปร่วมมือกับนายอำเภอและสารวัตรใหญ่ ปราบปรามขบวนการผีดิบ

โดยอดีตผู้ใหญ่บ้านได้ตั้งเป้าหมายชีวิต นับตั้งแต่วันถูกให้ออกจากผู้ใหญ่บ้านว่า เมื่องานราชการที่ตนตั้งใจทำมาอย่างสุดชีวิต ด้วยหวังจะสร้างสรรค์สังคมชาติและบ้านเมืองให้ดีที่สุด แต่กลับมาด้วนกุดเสียอย่างที่ได้รับ อดีตผู้ใหญ่บ้านจึงเปลี่ยนเข็มชีวิต หันมาทุ่มเวลา เงินทุน กำลังกายและใจ ทำงานเพื่อสร้างฐานะครอบครัว เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมบริโภคนิยมและสังคมวัตถุนิยม อันเป็นต้นตอแห่งขบวนการผีดิบ…

ทว่าก็ยังตั้งมั่นอยู่ในวิถีแห่งความเป็นพุทธศาสนิกชน คือจะไม่หลงไหลในวัตถุนิยมจนตกจมลงในปลักกระแสสังคมผีดิบ ที่กำลังโหมบุกรุกไล่มาแรงแข่งขันกันทำชั่วในลักษณะที่ว่า -ทำอย่างไรก็ได้ให้ตนร่ำรวยไว้ก่อน คนอื่นๆ จะฉิบหายหรือเดือดร้อนอย่างไร ช่างหัวมัน-

อดีตผู้ใหญ่เพชรบุกทำสวนไร่ เพราะเห็นว่า เป็นอาชีพเดียวที่ไม่มีบาป ไม่ต้องเปื้อนเลือด เปื้อนชีวิตของทั้งสัตว์และมนุษย์ และทำให้ร่างกายแข็งแรงจากการที่ ได้ออกกำลังกายทุก ๆ วัน แกจึงใช้เงินที่สะสมไว้ ไปถอยรถกระบะมาคันหนึ่ง เพื่อใช้งานในสวน ใช้บรรทุกพืชผล พืชไร่ ไร้สารเคมีออกสู่ตลาด…

และในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เขาได้ทุ่มทุนปลูกกล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า มังคุด เงาะ ลองกอง และทุเรียน ควบคู่กับพืชผักสมุนไพรจนเต็มพื้นที่ และเมื่อลูกสองคนยืนยันจะใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรหรือชาวสวนอย่างพ่อ อดีตผู้ใหญ่เพชรจึงไปหาซื้อที่ดินผืนใหม่อีกแห่ง ทำให้ได้ที่แปลงใหม่ เนื้อที่ประมาณ ๑๕๐ ไร่ เป็นสวนเก่าที่ชาวบ้านจากอีสานมาทำไว้ แล้วขายต่อให้แกเพราะทำต่อไปไม่ไหว ด้วยเหตุขาดปัจจัยคือเงินทุนสนับสนุน ที่ดินแปลงนี้อยู่ใกล้ ๆ เนิน ๔๙๑ ในเขตอำเภอท่าแซะ

รถกระบะคันนี้ ปรกติอดีตผู้ใหญ่เพชรขับอยู่คนเดียว เพราะลูกชายหญิงที่เหลืออยู่อีก ๒ คน คือแจ๋วหรือ นางสาววันทนีย์ และจ้อยหรือนายจุลพงศ์ เพราะจิราพัชรแต่งงาน มีครอบครัว กับอดีตปลัดบุญฤทธิ์ไปแล้ว แต่เมื่อใดที่แจ๋วกับจ้อยกลับมาบ้าน ทั้งสองก็จะพากันเอารถไปใช้แทนแก

วันทนีย์ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ ในหลักสูตรปริญญาตรี ส่วนจ้อยเรียน ปวช.เกษตร ปี ๒ อยู่ที่วิทยาลัยเกษตรในจังหวัด ทำให้ทั้งสองไม่ค่อยจะได้กลับมาบ้านบ่อยนัก แต่วันนี้ทั้ง ๓ คนคือนางจันทน์ วันทนีย์ และจุลพงศ์ เพิ่งออกจากบ้านไปอยู่ดูแลสวนที่เนิน ๔๙๑ เมื่อสี่ห้าวันก่อนแล้วเพิ่งกลับมา ขณะที่อดีตผู้ใหญ่เพชรต้องอยู่ดูแลบ้าน

และในการไปดูสวนทุก ๆ ครั้ง ด้วยความเป็นห่วงว่าลูก ๆ ยังอยู่ในวัยรุ่น นางจันทน์จึงต้องติดตามไปค้างที่สวนด้วยเสมอ และถ้าไม่ใช่นางจันทน์ก็จะต้องเป็นอดีตผู้ใหญ่เพชรที่จะต้องไปด้วย แม้ว่าที่สวนของอดีตผู้ใหญ่เพชรจะจ้างคนงานผู้ชาย ซึ่งมีอายุ ๓๐ ถึง ๔๕ปีไว้ ๓ คน เป็นชาวอีสานไว้ทำงานและคอยดูแลสวน แต่ก็ไม่ควรจะวางใจมากเกินไป ดังนั้นไม่เขาก็ภรรยาที่จะต้องไปด้วย ๑ คน
ผู้ที่ขับรถเข้ามาจอด คือจ้อยหรือจุลพงศ์ ผดุงธรรม ซึ่งถือโอกาสมาหัดขับต่อจากวันทนีย์พี่สาว ส่วนนางจันทน์นั่งคู่มาในที่นั่งตอนหน้า วันทนีย์นั่งในแค็บหรือในห้องโดยสารแคบ ๆ หลังคนขับ พอทุกคนลงมาจากรถ แจ๋วหรือวันทนีย์ก็เปิดฉากซักถามพ่อคืออดีตผู้ใหญ่บ้านทันที…

“ได้ข่าวว่าพี่บุญฤทธิ์กับพี่จิมาบ้านหรือพ่อ ทำไมพ่อไม่บอกให้รอฉันกับแม่ก่อน ถ้าจะไปหาอาเกียรติเราจะได้ไปด้วย พวกเราไม่ได้เจออาเกียรติมาห้าปีแล้วนะ”

“อ้าว! แล้วพวกเอ็งรู้ได้ไงวะว่าพี่สาวพี่เขยเอ็งมา ช่างมีหูทิพย์ ตาทิพย์ กันจริง” อดีตผู้ใหญ่เพชรพูด

“มี หูทิพย์ ตาทิพย์ก็ดีซีพ่อ จะได้รู้ว่าคนไหนใครเป็นพวกผีดิบ คนไหนเป็นมนุษย์ จะได้ไม่ต้องระวังตัวกันแจ นี่อะไรได้ ต้องคอยระวังระแวงไปหมด พวกพ่อค้า แม่ค้า ข้าราชการ ชาวบ้าน คนงานในสวน… โอย…แทบจะว่าทั้งเมืองไว้ใจใครไม่ได้เลย เผลอเป็นโดนกัดโดนดูด… อึดอัดใจจะแย่อยู่แล้ว…” วันทนีย์บ่นพึมพำ

“แล้วพวกเอ็งจะไปอึดอัดขัดใจอะไร พวกเอ็งก็ถือศีลและกินมังสวิรัติกันอยู่ไม่ใช่หรือ? หรือว่า เลิกแล้ว…” อดีตผู้ใหญ่เพชรจ้องหน้าลูก ๆ

“เปล่า ๆ พ่อ ยังกินอยู่… แกล้งบ่นแก้เซ็งน่ะ ก็แบบว่า เบื่อกินผัก กินหญ้าเต็มทีแล้ว อยากกินเนื้อ กิน
ปลาบ้าง ที่สวน พวกคนงานจับปลาในคลองได้เป็นเข่ง ๆ ทาเกลือขมิ้น ทั้งปิ้งทั้งทอด กลิ่นหอมตรลบ… ส่วนเราไปนั่งกินน้ำพริกเจกับใบเหลียงต้ม” แจ๋ว วันทนีย์พูด

“งั้น… เอ็งก็ถือศีล แบบชาวบ้าน แบบพระทั่ว ๆ ไปก็ได้นี่… ถือศีลห้าแบบไม่ต้องกินมังสวิรัติ ก็ขนาด
พระที่บอกว่า อาตมาถือศีล ๒๒๗ ท่านก็ยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ แล้วเราเป็นแค่ชาวบ้าน…จะไปเคร่งกว่าพระได้ยังไง” อดีตผู้ใหญ่เพชรแกล้งลองใจลูก ๆ

“แฮ่ ๆ พ่อพูดประชดใช่มั้ยล่า ฮะ ๆ… ศีลข้อ ๒ เราบอก เปล่า ฉันไม่ได้ขโมย แต่คนอื่นขโมยมา ฉันก็รับซื้อ ฉันก็ผิดศีล กฎหมายก็ลงโทษฉันว่ารับของโจร แฮ่ ๆ… ศีลข้อ ๑ ฆ่าสัตว์บอกฉันไม่ฆ่า คนอื่นฆ่าแต่ฉันกิน ฉันก็ต้องผิดศีลเหมือนกัน แฮ่ ๆ” จ้อยทบทวนด้วยเสียงหัวเราะ
อดีตผู้ใหญ่เพชรจึงพูดหัวเราะ ๆ ว่า “นั่นซี ถ้าพวกเอ็งจะถือศีลแบบเอาใจกิเลส หาเรื่องแก้ตัวขอยกเว้นอยู่ข้อหนึ่ง ข้อเดียว ที่ว่าฉันไม่ได้ฆ่า แต่มันตายแล้วฉันกินด้วย… ถ้าไปเจอผีดิบไล่กัดละก็อย่ามาโทษพ่อก็แล้วกัน”

วันทนีย์พูดว่า “แต่หนูอยู่มหาลัย ต้องกินอาหารที่ร้านในมหาลัย แล้วก็อีกเวลาเดินทางไปไหนมาไหน อาหารมังสวิรัติมันมีขายซะที่ไหนละพ่อ?”

“เรื่องแค่นี้ ถ้าเอ็งจะแก้มันแก้ไม่อยากหรอก เว้นแต่เอ็งไม่อยากจะแก้… เออแต่ว่า แล้วใครบอกเอ็งว่าพี่สาวและพี่เขยของเอ็งมา?” อดีตผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนเรื่อง

“ตะกี๊หนูเจอพี่จิตราที่เพิงปากทางเข้าซอยช่องมุด พี่จิตราเอาสละ เอาผัก ไปตั้งขาย เลยหยุดจอดทักทายกันหน่อยหนึ่ง” วันทนีย์หมายถึงจิตรา ลูกสาวอดีตกำนันพร้อม รักไทย สาวรุ่นพี่แก่กว่าเธอสองปี

“ก็พ่อไม่รู้นี่ว่า เอ็งกับแม่เอ็งจะกลับมาบ้านวันนี้” อดีตผู้ใหญ่เพชรพูด

“อะไรกัน พ่อไม่รู้ได้ไง ก็วันจันทร์จ้อยมันต้องกลับไปเรียน” วันทนีย์แย้ง

“อ้าว! ก็ไหนไอ้จ้อยมันว่าวิทยาลัยให้เด็ก ๆ ที่เรียนวิชาพืชสวน ปี ๒ ออกฝึกงานในสวนครึ่งเดือนไม่ใช่เรอะ ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเอ็งจะกลับกันมาวันนี้นะซี” อดีตผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรมเถียง

ส่วนจ้อย ยิ้มและพูดอ้อมแอ้มกับอดีตผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรม ผู้เป็นพ่อว่า

“พอดีผมว่าจะเอาว่านยาสมุนไพร ที่พบในป่าไปให้อาจารย์สมศักดิ์ คือในหมวดงานที่อาจารย์ให้มาค้นหา ท่านให้หาพันธุ์ไม้ที่เป็นพืชสมุนไพรหรือว่านไปฝากท่านด้วย แล้วผมก็ไปได้ว่านยาสมุนไพรมาหลายต้น ก็เลยว่าจะเอาไปส่งอาจารย์สมศักดิ์วันพรุ่งนี้”

“ต้นอะไรบ้างล่ะที่เอ็งได้มา” อดีตผู้ใหญ่เพชรถาม
ซึ่งพอสองพ่อลูกเริ่มคุยกันเรื่องว่านยาสมุนไพร วันทนีย์กับนางจันทน์ ก็พากันขนข้าวของลงจากท้ายรถกระบะ จากนั้นก็เดินหายออกหลังบ้าน เพื่อไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ที่อับชื้นเหงื่อมาทั้งวัน

“พ่ออยากดูเหรอ” จ้อยหรือจุลพงศ์ถาม อดีตผู้ใหญ่เพชรพยักหน้า จ้อยจึงเดินพาพ่อไปดูที่ท้ายรถ ก่อนจะหยิบลงมาวางกับพื้นทีละถุง ที่ใส่มาทั้งดินและต้นไม้ประมาณ ๑๐ ถุง

“นี่เขาเรียก เสน่ห์จันทน์เขียวพ่อ แล้วก็นี่เสน่ห์จันทน์แดง นั่นเสน่ห์จันทน์ขาว นั่นเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์ นี่ว่านแสงอาทิตย์ นี่นางคุ้ม นี่สิงหะโมรา นั่นเขียวหมื่นปี นี่พญาช้างเผือก นั่น…”

“มีไหมที่ป้องกันภูต ผี ปีศาจได้ จะได้ใช้ต่อต้านพวกผีเปรต” อดีตผู้ใหญ่เพชรแกล้งถาม

“มีซีพ่อ… เอาต้นนี้ก่อนก็แล้วกัน ว่านแสงอาทิตย์” จ้อยหรือจุลพงศ์ อธิบายและชี้ไปที่ต้นไม้ตระกูลว่านวงศ์บอน เพราะมีหัวอยู่ในดิน มีก้านและใบคล้าย ๆ บอน พลางบอกว่า

“หัวของมันใช้พกติดตัว สามารถคุ้มครองอันตรายทุก ๆ อย่างได้ กันผีก็คงจะได้ เวลาจะใช้ในตำราท่านว่าให้ชำระกายและใจให้สะอาด คืออาบน้ำ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด ส่วนใจสะอาดคือถือศีลห้าศีลแปด”

“เฮอะ ๆ ถ้าถือศีลห้า ศีลแปด มันก็ป้องกันผีได้อยู่แล้วนี่ งั้นไม่ต้องมีว่านตัวนี้ก็ได้” อดีตผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรม อดขัดคอลูกชายไม่ได้

“พ่อละก็อย่าพึ่งขัดคอซี ก็คนอื่น ๆ เขาถือศีลเคร่งได้ไม่เหมือนพ่อนี่”

“อ๊ะ! นี่หมายความว่าพวกเอ็งไม่ถือศีลกันเลยแล้วละซี” อดีตผู้ใหญ่เพชรถาม เพราะชักจะเป็นห่วง
“ก็ข้อหนึ่งกับข้อ…” จ้อยตอบอาย ๆ ไม่เต็มเสียง

“ข้อไหนอีก?” อดีตผู้ใหญ่เพชรถามทันที

“ผมกินไข่ที่ไร่… นายคำผา นายสง นายตาล… คนอีสานที่พ่อจ้างไว้ให้ดูแลสวน เขาเลี้ยงไก่ไว้เป็นฝูงไม่ต้องให้อาหาร พวกมดแมลงที่นั่นชุม ไข่ไก่ไม่รู้จะเอาไปไหน ก็เลยเอามาทอดให้ฉันกิน…” ลูกชายเล่ายิ้ม ๆ อาย ๆ

“แล้วข้อไหนอีกล่ะ?”

“ข้อสาม”

“เรอะ!” อดีตผู้ใหญ่บ้านตาลุก “นี่เอ็งไปทำผิดกะลูกสาวใครเข้าแล้วเรอะ?”

“เปล่า ๆ พ่อ แต่มีแบบว่า ที่วิทยาลัย ผู้หญิงเขามานอนอยู่ในห้องของผม ไล่ให้ไปก็ไม่ยอมไป”

“อ้าว เฮ้ย! แล้วเอ็งก็…” อดีตผู้ใหญ่บ้านทำท่าตกใจ สีหน้าอาการเหมือนมีก้างติดคอ

“ไม่หรอกพ่อ ผมให้เจ้าของหอมาไล่ เจ้าของหออ้างว่าผู้หญิงมาอยู่ในหอพักผู้ชายไม่ได้ ผิดระเบียบ นั่นแหละเขาจึงยอมไป”

“โล่งอกไปที” ผู้เป็นพ่อถอนใจ สีหน้าดีขึ้น

“แต่ยังมีอีกนิดหน่อยครับพ่อ”

“อะไรอีก?” คราวนี้ผู้เป็นพ่อทำหน้านิ่วขึ้นมาอีก

“คือ ผมเอ่อ…ได้จับต้องลูบคลำ…” ลูกชายสารภาพ

“แต่ไอ้ลูบ ๆ คลำ ๆ นั่นแหละที่เอ็งจะบังคับใจไม่ไหว ในขณะที่ผู้หญิงเองก็บังคับใจตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ที่ผู้หญิงเสียตัวมีท้องกับผู้ชาย ก็เพราะไม่สามารถที่จะต่อต้านแรงราคะ อันเกิดจากการลูบไล้สัมผัสซึ่งเกิดขึ้นตามแรงขับของพลังธรรมชาติ”

“แล้วเราจะป้องกันยังไงละพ่อจึงจะไม่เอ่อ…”

“ป้องกันแบบไหน? ป้องกันไม่ให้เราไปทำ… หรือป้องกันไม่ให้ผู้หญิงที่เราทำแล้วท้อง?” อดีตผู้ใหญ่เพชรไม่เข้าใจคำถามของลูกชาย

“ป้องกันไม่ให้จิตใจหลงเหลิงทำอะไรลงไป?” ลูกชายตอบ

“ข้อนี้ต้องคิดพิจารณา ต้องมีสติกำกับ การที่เราจะได้ผู้หญิงสักคนหนึ่งมาสมสู่ในปัจจุบัน มันไม่ได้ยากเย็นเหมือนสมัยก่อน เพราะผู้หญิงก็รับสื่อประเภทปลุกเร้าอารมณ์ อยู่ตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน การมีอิสระมากขึ้นทำให้ผู้หญิงเสียตัวง่าย เราผู้เป็นผู้ชายจึงต้องคิดให้มากก่อนทำอะไรลงไป อันจะเป็นต้นเหตุให้สายเกินแก้…” อดีตผู้ใหญ่เพชรหยุดคิดก่อนพูดต่อไป

“ผู้หญิงเหมือนไฟ ถ้าเราไม่อยากให้ไฟไหม้ก็อย่าไปจับต้อง ให้ยึดถือคำว่า “ไม่” ลูกเดียว ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไว้พบคนที่ถูกใจแล้วขอแต่งงาน เรื่องของกามารมณ์ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย พระโสดาบันยังมีเมียแต่ต้องมีผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช่มีจนเปรอะไปหมด”

“ครับ ต่อไปผมจะพยายามหลีก เดี๋ยวนี้มีมากครับพ่อ พวกผู้หญิงที่มาจีบผู้ชายแบบว่าผู้ชายไม่ต้องไปไล่จีบผู้หญิงอีกแล้วพ่อ”

“เออ นั่นแหละข้ารู้…โลกทุกวันกำลังหมุนกลับ วัฒนธรรมอันดีงามถูกลบ คนจะมีจิตใจคล้าย ๆ สัตว์มากขึ้น อยากจะสมสู่กันเมื่อไร ที่ไหนก็เอา เอ็งจงระวังอย่าไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เอ็งไม่รักเป็นเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเอ็งจะตกนรกไปตลอดชีวิต…”

“ตกนรกยังไงพ่อ?”

“ได้เมียผิดคิดจนเมียตาย หรือไม่ก็เราเองตาย”

“ทำไมพ่อ ก็ผู้หญิงไม่ใช่หรือที่จะเป็นฝ่ายเสียหาย? ไม่ใช่เรา”

“ลูกของเอ็งควรจะมีแม่ที่ดี ไม่ใช่มีแม่ที่ก้นไว นอนกะใครได้ทุกเมื่อที่ผัวเผลอ เกิดเอ็งมีลูกเป็นผู้หญิง ลูกจะเอาตัวอย่างแม่ เอ็งจะตกนรกทั้งเป็นเมื่อมีโสเภณี ๒ คนอยู่ในบ้าน..”

“โสเภณีสองคนอยู่ในบ้าน?” ลูกชายพึมพำ ไม่เข้าใจคำพ่อ

“ก็…คนหนึ่งเมียเอ็ง อีกคนลูกสาวเอ็ง เอ็งจะทนขี้ปากชาวบ้านได้ยังไง จะเอาหน้าไปฝากธนาคารไหนเขาก็ไม่รับฝาก…” อดีตผู้ใหญ่เพชรมองหน้าลูกชายแล้วพูดต่อไปว่า “แต่ถ้าเอ็งเจอคนที่ถูกใจ เธอเป็นคนดี และเอ็งรักเธอ อยากจะได้เธอมาเป็นภรรยามาบอกข้า ๆ จะไปสู่ขอให้ แต่ทั้งเอ็งและเธอต้องสำเร็จเสร็จสิ้นการเรียนเสียก่อน แล้วก็อย่าเที่ยวแอบไปสมสู่กันตามโรงแรม ตามม่านรูดให้เสียภาพลักษณ์ของสังคมไทย…”

“โอย… ผมเพิ่งมองเห็นภาพที่พ่อพูด ขอบคุณครับพ่อ” จ้อยหรือจุลพงศ์ยกมือไหว้

พอดีกับวันทนีย์ ลูกสาวคนรองของอดีตผู้ใหญ่เพชรและเป็นพี่สาวของจ้อย เดินออกมาจะคุยด้วย ทั้งคู่จึงรีบเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่น

“นี่ต้นสิงหะโมรา…ใช้ป้องกันภูตผี ปิศาจ ผีดิบ ผีสุก ผีตายโหง ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง ผีห่าซาตานทั้งหลายได้หมดเลย” จ้อยพูดและชี้ถุงว่านลำต้นกลมคล้าย ๆ ผักหนาม สูงกว่าศอก ไม่แตกกิ่งก้าน ใบสีเขียวแต่เส้นใบสีแดง ก้านใบมีหนามอ่อน ๆ มีจุดสีแดงเข้มตลอดทั้งก้านใบ

“ต้นนี้ เขียวหมื่นปี เป็นว่านคงกระพันชาตรี นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาว นำไปพอกแผลสดที่ถูกมีดบาด กระเบื้องหรือแก้วบาดเอาผ้าพันไว้ให้แน่น พอหายเจ็บเอาผ้าพันแผลออก รอยแผลก็จะเชื่อมติดกันสนิทเหมือนเดิม เอาไว้ป้องกันผีดิบตอนมันกัด มันจะได้กัดไม่เข้า” จ้อยแกล้งพูดเสียเกินจริง เรื่องกันผี

“นี่พญาช้างเผือก ใช้ใบตำกับเหล้าขาวพอกแผลที่ถูกงูพิษกัด หมาบ้ากัด ปลูกไว้ในบ้านป้องกันภูตผีปิศาจ ภูตผีปีศาจจะไม่กล้าเข้ามาในเขตบ้าน”

“สงสัยต้นพวกนี้ จะมีอยู่ที่หน้าบ้านท่าน อดีต สวญ.พรหมพงศ์ ตอนนี้พอท่านลาออก ท่านขนไปหมดแล้ว” อดีตผู้ใหญ่เพชรพึมพำเหมือนพูดคนเดียว

“ท่าน สวญ.พรหมพงศ์ ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนละพ่อ?” วันทนีย์ถาม

“ท่านลงสมัคร สส. พรรคแนวคิดใหม่ คราวที่แล้วไม่ได้เลยไปเข้าพรรคชื่อ “พรรคพลังบุญ” ตอนนี้ได้ยินว่าไปอยู่กรุงเทพฯ ท่านเตรียมลงเลือกตั้งสมัยหน้า นาน ๆ จะกลับมาบ้านที่หลังสวนสักครั้ง เพราะท่านยังมีสวนผลไม้มังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง ให้คุณคะนึงนิจภรรยาของท่านดูแลอยู่”

“อือม์ ชื่อแปลก พรรคพลังบุญ มันหมายความว่าอะไรหรือคะพ่อ?” วันทนีย์ถามอีก

“คนตั้งพรรคเป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นทหารนอกราชการ ถือศีลกินเจ”

“แล้วนโยบายพรรคละคะพ่อ? เขาว่าอย่างไรบ้าง?” วันทนีย์ยังคงถาม

“เขาว่าไว้เป็นกลอนพ่ออาจจำได้ไม่หมด แต่พอจะจำได้มีคำว่า ‘พลิกฟื้นความเป็นไทย ขจัดภัยยาเสพติด ชุบชีวิตเกษตรกร เลิกบ่อนการพนัน สร้างสรรค์สังคมใหม่…”

“โอ… ฟังแล้วเข้าท่ามากพ่อ ดีทุกข้อเลย โดยเฉพาะข้อชุบชีวิตเกษตรกร” ลูกชายพูด

“ใช่ พ่อก็ชอบข้อนี้ เพราะตอนนี้สองข้างทางไปชุมพร นาร้างหมดแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่ทำนากันแล้ว”

“มันร้างเพราะพวกขบวนการผีดิบมากว้านซื้อไปทำคลับบาร์ ห้องอาหาร บ้านจัดสรรค์ ปั๊มน้ำมัน นากุ้ง…” วันทนีย์เสริม

“พรรคอื่น ๆ พยายามแต่ส่งเสริมให้คนไทยฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่เคยรณรงค์ให้คนประหยัด ไม่ส่งเสริมให้ผลิตเอาแต่ซื้อ ๆ ๆ คนเดี๋ยวนี้แม้แต่ตะไคร้สักกอก็ไม่รู้จักปลูกไว้ข้างบ้าน จะทำกับข้าวทีต้องขี่รถเครื่องออกตลาด” จ้อย จุลพงศ์ ผดุงธรรม พูด

“งั้นที่ หลวงตากฤติยาท่านเคยพูดว่า ให้พ่อและทุก ๆ คนอดทนอีกไม่นานจะมีนักการเมืองรุ่นใหม่ มาปราบขบวนการผีดิบนั่นนะ ตอนนี้มาหรือยัง?” แจ๋ว วันทนีย์ถาม

“อาจจะมาแล้วก็ได้ แต่ยังไม่มีโอกาสลงมาช่วยบ้านเมือง ถ้ามาจริงพ่ออยากจะให้ ท่านพันตำรวจโทพรหมพงศ์ได้เข้าไปร่วมพรรค หลังจากที่ท่านแพ้พรรคผีดิบหลุดลุ่ยในครั้งที่แล้ว”

“แต่เลือกตั้งครั้งที่แล้ว ไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงถึงร้อยเลยนี่พ่อ แล้วจะไปตั้งรัฐบาลได้ไง?” วันทนีย์ถาม

“ก็ผสมหลายพรรคไง ผสมกันจนมั่วไปหมดแล้วไปแย่งกันกิน แย่งกันโกง แย่งชิงกันเป็นใหญ่ เป็นรัฐมนตรี… ไอ้ที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน คอยจ้องตั้งแง่แต่จะทำลายฝ่ายตรงกันข้าม รัฐบาลทำถูกทำผิดไม่รู้ด้วยทั้งสิ้น คิดเพียงแต่ว่าเมื่อพรรคของกูไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคมึงก็อย่าได้ทำงานโดยสะดวก การเมืองไทยเป็นอย่างนี้มาโดยตลอดห้าสิบหกสิบปี ไม่เคยพัฒนา เมืองไทยเลยย่ำอยู่กับที่”

“ข้อนี้จริงที่สุดเลยพ่อ อาจารย์ที่วิทยาลัยยังว่า คนไทยชอบฟังแต่ที่คนอื่นพูด คนอื่นคิด ไม่เป็นตัวของตัวเอง ใครมาบอกมาพูดถ้าฟังแล้วสนุกก็เชื่อหมด บางทีคนอื่นอ่านหนังสือพิมพ์แล้วเอามาเล่า คนฟังนั่งตามร้านน้ำชาก็เชื่อแล้ว บางคนอ่านแต่ไม่เคยวิเคราะห์ข่าว หนังสือพิมพ์เขียนว่าอย่างไรก็เชื่อหมด แล้วไอ้พวกที่ชอบแต่ทำลายมันมีอยู่ทุกสมัย ไม่ว่าใครจะมาเป็นใหญ่ไม่ดีทั้งนั้น มีดีอยู่แต่พวกมันพวกเดียว ถ้าพวกมันได้เป็นใหญ่เมื่อใดแล้วดี” จ้อย จุลพงศ์เสริม

“เอ่อ… แล้วพรรคอะไรละพ่อที่เป็นพรรคผีดิบ ใช่พรรค….บ้านเราหรือเปล่า? หนูกับพี่จิตราเคยถามหลวงตาแต้ม ท่านไม่บอกชื่อสงสัยกลัวผิดศีล” แจ๋ว วันทนีย์ถาม

“หลวงตาแต้มอธิบายให้พ่อฟังเมื่อวันที่พ่อไปหา หลังประกาศผลเลือกตั้งใหม่ ๆ ว่า พวกมันยังไม่กล้าตั้งพรรค แต่ใช้วิธีแทรกซึมอยู่ในพรรคอื่นโดยแทรกซึมอยู่เกือบทุกพรรค คอยก่อกวนให้เกิดความวุ่นวายในพรรค มันรอเวลากลืนพรรคต่าง ๆ ให้ได้ก่อน แล้วถ้ามันรวบรวมเสียงได้มากพอมันก็ตั้งรัฐบาล ดูเผิน ๆ ว่าเป็นการผสมหลายพรรคแต่ความจริงไม่ใช่”

“เอ๊ะพ่อ มีใครไม่รู้ขับรถยนต์โฟร์วีลมาจอดหน้าบ้านเรา” จ้อยพูดเพราะหันไปเห็นรถยนต์คันหนึ่ง กำลังขับเลี้ยวเข้ามาในบริเวณสวน



Create Date : 08 กรกฎาคม 2550
Last Update : 8 กรกฎาคม 2550 15:50:27 น. 7 comments
Counter : 610 Pageviews.

 
ลงให้ ๕ ตอน พอเป็นกับแกล้มก่อนนะครับ ส่วนถ้าจะเสพกันจริง ๆ เรื่องนี้ยาวมาก ตอนนี้กำลังเขียนตอนที่๑๕ ประมาณ ๒๕ หรือ ๓๐ ตอนคาดว่าจะจบ ขอไปร่ายยาวก่อนนะครับ


โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:57:30 น.  

 
ลุงบูลย์คะ....
ขอซัดกะ สวป.วิเวก ทีเดียวจบเล่มเลยได้ไหมเนี่ย...
มันคาใจนะ....ไม่อ่านแล้ว ร่บเขียนรวมเล่มทีเดียวเลยดีกว่านะ
บ้านว่างๆก็ให้คุณธารดาวแบ่งช่วงไปน่ะดีแล้ว...เดี๋ยวเสียสมาธิมาแอบดูบ้านคนอื่นอีก...

อย่าหักโหมนักนะคะ เหนื่อก็พัก...ล้าก็ผ่อน นอนเอาแรง

เดี๋ยวส่งมะเขือเผาไปให้นะ...


โดย: ปลายแปรง วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:48:41 น.  

 
นกเป็นคนสายตาไม่ค่อยจะดีนะคะ อาบูลย์ (ใส่แว่นหนาเตอะเลย) อ่านที่หน้าจอคอมนานๆ พลาดจะเวียนหัว ตอนนี้ใช้วิธีก๊อปงานของอาบูลย์ แล้วพริ้นท์ไปนอนอ่านในขนำ ท้ายสวน สบายกว่ากันเยอะเลยค่ะ แล้วพอรวมเล่ม ค่อยซื้อมาอ่านอีกรอบนะคะ


โดย: หทัยชนก (Nok_Noah ) วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:46:46 น.  

 
กวีคนขยันของฉันนั้นแปลงร่าง
คนอ่านคว้างที่ลับฟันนั้นสูญแล้ว

โฮ...
ขยันเข้าค่ะลุงบูลย์
ในที่สุดเราก็ใช้วิชามารไคว้ารางวัลชิงโชคบ้านพ่อพเยียมาได้ ...โย้


โดย: ปลายแปรง IP: 203.113.17.148 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:6:53:36 น.  

 
ไม่ได้ขยันปั่นขายอะไรหรอก
แต่ขอบอกว่าเขียนไว้แต่ปีมะโว้
เมืองผีดิบออกมาตั้งยังพาโล
สำนักพิมพ์ไม่โทร.ทวงยังดี

เขาไม่โทร.แต่เคยถามความสงสัย
ว่าเทวดาเขียนถึงไหนแล้วคุณพี่
จึงบอกการเมืองไม่นิ่งยิ่งสงกี
ขอดูภาพรัฐบาลที่ถูกโค่นลง...

ตอนนี้ก็ได้ครบจบสงสัย
พอพยากรณ์ได้ดังประสงค์
ประจวบเหมาะเพราะเทวดามาสายตรง
จตุคามรามองค์เทพธานี

เศรษฐกิจพอเพียงเลี่ยงปัญหา
นี่แหละครับเทวดาอีกองค์ที่...
เป็นพระองค์ทรงจักรายิ่งบารมี
แก้ปัญหาประเทศนี้สู่เมืองพระ...

เป็นเมืองพระอริยะกะภาคสาม
พล็อตสวยสดงดงามตามสัจจะ
ค่อยค่อยเขียนเพียรไขในธรรมะ
ตามพละของคนยุคสุขเชยเชย...
(มีคนบอกว่างานของลุงเชย)

แต่ถ้าไม่มีคนอ่านผ่านในเวบ...
จะยกเทพไปรวมเล่มปรีด์เปรมเฉลย
เพราะเชื่อแฟนมีบ้างอย่างที่เคย
ภาคหนึ่งเลยขายได้ใช้เป็นทุน...
(ทุนกำลังใจ)

ตอนไปงานพานแว่นฟ้า"ท่าน"มาถาม
เมืองทวดาว่าความสนับสนุน
"คือ บก.สุชาติ" ปราชญ์นักบุญ
เคยค้ำจุนวิจารณ์ผ่านคอลัมน์...

ตอบท่านว่าเขียนไว้สิบตอนแล้ว
ยิ่งตอนใหม่ใสแจ๋วไม่มีซ้ำ
กลับไปจะเร่งงานการประจำ
นิยายอำชาวบ้านพาลชอบใจ

ไม่หวังให้เป็นวรรณกรรมงามล้ำโลก
เขียนไปตามแรงโบกที่โลกย์ไสว
บวกวันประสบการณ์ที่ผ่านวัย
ขอแค่เพียงขายได้ก็ไชโย...

(ประกาศ หากท่านผู้ใดใฝ่อ่านต่อ โปรดมาแจ้งความจำนงไว้ที่นี่ แล้วตอนต่อไปจะมีมาอีกครับ)




โดย: lungboon IP: 125.27.232.95 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:9:43:17 น.  

 
แวะมาครับ แต่ยังไม่ได้อ่าน หาทางชำระหนี้สิิินที่เริ่มพอกพูนเป็นลำดับก่อน


ไม่มีตังค์จะเช่าบ้านลุงแล้วครับพี่ปลายแปรง แหะๆ ตีสนิทซะ



โดย: ธารดาว IP: 203.146.63.185 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:57:22 น.  

 
ขยันจังนะคะลุง.. พักนี้ขออนุญาตห่างหายหน่อยนะ แต่ไม่ห่างเหิน

ทีนี้ก็ตาแจมเข้ากรุงมั่งล่ะ..มีไรแล้วจะมาบอกข่าวค่ะ

สวัสดีค่ะ


โดย: สีน้ำฟ้า วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:30:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.