...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
16 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
ปกเมืองผีดิบ




Create Date : 16 มิถุนายน 2550
Last Update : 8 กรกฎาคม 2550 12:57:43 น. 4 comments
Counter : 422 Pageviews.

 
เมืองผีดิบ

ไพบูลย์ พันธ์เมือง
๑.
ฝนตกมาตั้งแต่เช้า จนเวลา ๒ ทุ่มแล้วก็ยังตกพรำๆ ไม่หยุด
บนถนนราดยางอันทอดยาวไปสู่ตัวอำเภอทิวสน ซึ่งสองฟากถนนเป็นสวนผลไม้เงาะ มังคุด ทุเรียนและยางพารา ชายวัยประมาณ ๕๐ กำลังเดินมาอย่างเร่งรีบ
ปรกติทุกๆ คืน บ้านเรือนที่อยู่สองฟากถนนจะมีแสงไฟ แต่คืนนี้บ้านทุกหลังมืดและเงียบ แกไม่ได้เตรียมไฟฉายติดตัวมา แต่บรรยากาศยังพอที่จะมองเห็นพุ่มไม้ใบหญ้าเพราะเป็นคืนข้างขึ้น ๑๐ ค่ำ และหากไม่มีเมฆฝนบดบัง ก็คงจะเห็นเดือนครึ่งดวงลอยอยู่
ห่างจากจุดที่แกกำลังเดินออกไปราว ๑๐๐ เมตร ถนนตัดขึ้นเขาเรียก “เขาช่องกรวด” เป็นทางคดโค้งขึ้นไปบนภูเขา ไม่มีบ้านคน มีหุบเหว มีต้นไม้รกทึบปกคลุมสองฟากเนิน
เมื่อหลายปีก่อน ตรงนั้นมีการฆ่ากันตายอยู่บ่อยๆ ฆ่าแล้วก็โยนศพลงเหว หรือฆ่ากันที่อื่นแล้วเอาศพมาทิ้งเหวที่นี่ ทำให้ลือกันว่าตรงนั้นมี ‘ผีแรง’ มีคนเคยถูกผีหลอกจนจับไข้หัวโกร๋น บางคนถึงกับป่วยและล้มตาย ไม่จำเป็นไม่มีใครกล้าผ่านคนเดียว ทว่าสำหรับแก แกไม่เคยเห็นผีมาปรากฏ แต่ตอนนี้หลายคนพากันกลัวข่าวลือ…
ข่าวลือที่ว่า จะมีผีดิบสองตัว ตัวผู้เกิดที่นครศรีธรรมราช ตัวเมียเกิดที่ประจวบคีรีขันธ์ นัดมาพบกันเพื่อสมจรและแพร่พันธุ์ผีดิบที่ชุมพร ใครไม่อยากให้ผีดิบเข้าบ้าน จะต้องปลูกพืชผักสมุนไพรไว้ในบ้านทุกบ้าน
แกไม่เชื่อเรื่องข่าวลือ แต่คืนนี้พอต้องมาเดินอยู่บนถนนในที่เปลี่ยวคนเดียว แกอดที่จะเหลียวหน้าเหลียวหลัง มองซ้ายมองขวาไม่ได้
อีกประมาณ ๒๐๐ เมตรจะถึงบ้าน พลันมีกลิ่นสาบสางโชยมา และท่ามกลางความสลัวมัวแกเห็นใครคนหนึ่ง กำลังเดินมุ่งหน้ามาทางแก แกรีบหลบเข้าหาพุ่มไม้ข้างทาง
กลิ่นเหม็นหืนโชยมาเข้าจมูก เมื่อร่างนั้นจุดที่แกซ่อนตัวอยู่ จนแม้เอามืออุดจมูกไว้ก็ยังได้กลิ่น แกเห็นมันไม่ถนัด เห็นแต่เสื้อผ้าที่มันนุ่งห่มสีทึมๆ และเดินตัวแข็งทื่อดุจหุ่นยนต์
พอมันเลยไป แกออกจากหลังพุ่มไม้ แล้วอดใจไม่ได้ที่จะตามมันไป แต่ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งเหม็นจนแทบจะทนไม่ไหว และดูมันจะไม่สนใจว่าใครกำลังเดินตามหลัง แกจึงลองเรียกให้มันหยุด
“หยุดคุยกันหน่อยซีคุณ จะรีบไปไหนค่ำๆ มืดๆ”
ร่างนั้นหยุดแล้วค่อยๆ หันมา…
แต่มันไม่พูดอะไร นอกจากเดินเข้าหาแก และยกสองมือยื่นมาตรงหน้า


ในบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีใต้ถุน ปลูกอยู่บนเนินเตี้ยด้านซ้ายของถนน ที่ทอดยาวไปสู่ตัวอำเภอทิวสน มีแสงตะเกียงและเสียงพูดแบบเสียงบ่นดังออกมา
“ปิดประตูใส่กลอนให้ดีนะแจ๋ว ไม่ต้องเปิดไว้รอพ่อหรอก เดี๋ยวพ่อมาเรียกแล้วค่อยเปิด” เป็นเสียงของหญิงวัยกลางคน
“หนูปิดลงกลอนตั้งนานแล้วล่ะแม่ มัวๆ ฝนอย่างนี้ใครจะกล้าเปิด เดี๋ยวก็...” เสียงเด็กสาวรุ่นพูดแล้วขยักไว้ไม่พูดต่อ
“ไฟฟ้าบ้านเรานี่แย่ที่สุด พอฝนตกหน่อยละก็ต้องดับทุกที บางคนว่าไฟฟ้าทิวสนอย่าได้เห็นฝน แค่ฝนมืดมัวมาไม่ทันตกยังชิงดับก่อนเลย” เสียงเด็กชายพูด
“ที่ไฟฟ้าดับเพราะพวกสวนต่างๆ ที่ปากทางท่าแซะ ไม่ยอมให้ตัดต้นไม้ที่อยู่ในแนวสายไฟ พอลมพัดมากิ่งยาง กิ่งเงาะ ทางมะพร้าวก็ไประสายไฟ ทำให้ไฟมันช็อร์ต ฟิวส์อัตโนมัตมันก็ตัด ทำให้ไฟดับ” เสียงเด็กสาวรุ่นพูด
“พวกเจ้าของสวนเห็นแก่ตัว เขามาสร้างสวนไว้แต่ตัวเขาไปทำมาค้าขายอยู่ในตลาดชุมพร ไฟฟ้าที่นี่ดับแต่ในเมืองไม่ดับเขาก็ไม่เดือดร้อน” เสียงเด็กชายพูด
“พ่อมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ค่ำมืดป่านนี้แล้วยังไม่มา” เสียงหญิงวัยกลางคนบ่นอีก
“นั่นซี พ่อออกไปตั้งแต่ก่อนหกโมง น่าจะกลับมาตั้งนานแล้ว ยิ่งตอนนี้มีข่าวไม่ดี เดี๋ยวไปเจอพวกนั้นเข้าหรอก…” เป็นเสียงของเด็กชาย
“แกหมายถึงเรื่องที่เขากำลังลือกันนั่นใช่ไหม?” เสียงเด็กสาวรุ่นถาม
“ก็จะมีเรื่องไหนอีกล่ะ ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดกันแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว ทุกบ้านเลยปิดประตูกันแต่หัวค่ำ ตอนนี้มันถึงบ้านเราหรือยังก็ไม่รู้ เขาว่ามันชอบออกเดินเวลาฝนตกหนัก อากาศมืดๆ มัว ๆ หรือไม่ก็กลางคืน กลางวันมันกลัวแดด” เสียงเด็กชายพูดแบบกลัวๆ
“ลูกพูดเรื่องอะไร” เสียงหญิงวัยกลางคนถาม
“ก็เรื่องนั้นแหละแม่ เรื่องที่เขาลือกัน ที่โรงเรียนครูยังเอามาเล่าให้เด็กๆ ฟัง ครูบอกว่าอย่าออกจากบ้านเวลากลางค่ำกลางคืน ถ้าจำเป็นให้ไปกับผู้ใหญ่”
“มันเดินบนถนนหรือเปล่า ทำไมคนขับสิบล้อไม่เอารถชนมันให้ตาย จะได้ไม่มาถึงบ้านเรา” เสียงเด็กชายพูด
“เคยมีคนขับรถชนมันแต่พอเขารถขับเลยไป... มันก็ประกอบกันเข้าเป็นร่างใหม่เหมือนเดิม มีคนยกพวกไปรุมตีจนกระดูกของมันหักเป็นท่อนๆ พอผู้คนพากันผละไปมันก็เหมือนเดิมอีก เขาว่าใครทำยังไงมันก็ไม่ตาย” เป็นเสียงของเด็กสาวรุ่น
“แต่บางคนพูดว่าหลวงแกล้งสร้างข่าวลือ เพื่อให้คนกลัวแล้วจะได้อยู่กับบ้าน ไม่ออกไปเที่ยวกลางคืนจะได้ขยันทำการงาน เพราะคนปัจจุบันไม่ค่อยทำอะไร จะกินอะไรมีแต่ซื้อๆๆ ฝากปากท้องไว้กับตลาด ไม่เคยคิดปลูกเอง ใครปลูกพืชผักสวนครัวจะช่วยเรื่องเศรษฐกิจ และความยากจนในครอบครัวได้มาก ...”
“ที่บ้านตาชุ่มขี้เกียจกันทั้งบ้าน” เด็กชายขัดก่อนหญิงกลางคนจะพูดจบ “ตาชุ่ม ลูกชาย ลูกสาว ลูกเขย ลูกสะใภ้ไม่เคยปลูกอะไรเลยสักต้น”
“ลูกอย่าไปว่าเขา เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าเอาไปบอกบ้านเราจะเดือดร้อน” เสียงหญิงวัยกลางคนปราม
“ถ้าข่าวนั่นเป็นจริง บ้านเราก็ปลอดภัยแล้ว เพราะเราปลูกพืชสมุนไพรและผักสวนครัว ไว้ครบทุกอย่าง” เสียงเด็กชายพูดอีก
“แต่... ถ้ามันเจอพ่อเข้าระหว่างทางล่ะ พ่อจะสู้มันได้หรือ?” เป็นเสียงของเด็กหญิงสาวรุ่น

เบื้องนอกบนถนนขณะนั้น!!
ชายวัยกลางคนเห็นท่าไม่ดี แกก้าวถอยหลังพร้อมยกมีดพร้าขึ้นกวัดแกว่งและตวาด
“แกเป็นใคร!… หยุดอยู่แค่นั้นนะ อย่าเข้ามา?”
มันไม่พูดและไม่สนใจมีดพร้าในมือแก มันยื่นสองมือมาข้างหน้าทำท่าราวจะตะปบคอแก ชายวัยห้าสิบไม่อาจจะเห็นใบหน้าของมัน เพราะความมืดมัวฝน
มันใช้สองมือจะรวบคอแก แต่แกฉากหลบแล้วฟันสวนออกไป
พ่อด ! พ่อด !
เสียงเหมือนฟันถุงผ้า ร่างมันหยุ่นๆ และมีดกระเด้งกลับ มีดพร้าที่ลับไว้คมกริบไม่อาจทำอะไรมันได้ มันยังคงเดินทื่อเข้าหา แกฟันไปอีกหลายที ก่อนตัดสินใจออกวิ่ง
ป๊อก! ป๊อก! ป๊อก!
“แจ๋ว จ้อย เปิดประตูรับพ่อด้วย !”
เมื่อประตูบ้านเปิด ผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรม รีบก้าวเข้าไปในบ้าน และรีบปิดประตูใส่กลอนบนล่างแล้วหันไปสำรวจกลอนหน้าต่างทุกช่อง กลอนตัวใดลงไม่สนิทแกลงใหม่ มีบางช่องที่ไม่ค่อยแข็งแรงแกหาลวดมาผูก
“พ่อทำราวว่ากับหนีใครมา” ลูกสาวถามในขณะที่นางจันทนา ผู้เป็นภรรยาถือตะเกียงมายืนส่องมองหน้าสามี
“เปล่า พ่อไม่ได้หนีใคร…” ผู้ใหญ่เพชรหลบสายตาทุกคู่ที่จ้องมา
“แล้วทำไมพ่อหอบ” เด็กชายจ้อยลูกชายพูด
“อ๋อ… เมื่อตะกี๊พ่อไล่มูสัง”
มูสังคืออีเห็น หรือ ชะมด ที่ชอบมาจับไก่ในคอกกินตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะทำรังนอนอยู่บนเซิงเถาไม้ที่รกทึบ
“พี่กินข้าวมาหรือยัง” นางจันทนาภรรยาแกถามอีก
“กินที่บ้านพี่พร้อมแล้ว ที่มามืดก็เพราะพี่พร้อมแกชวนกินข้าวนี่แหละ จะปฏิเสธก็เกรงใจ” พูดจบหันมากล่าวกับลูกๆ ทั้งสองคน
“คืนนี้ใครปวดฉี่ปวดอึ ถ่ายใส่กระโถนอย่าออกไปนอกบ้าน”
พูดแล้วผู้ใหญ่เพชรนึกตำหนิตัวเองที่หัวโบราณ ไปทำส้วมไว้นอกบ้าน ไม่เอาอย่างคนสมัยใหม่ที่ทำส้วมไว้ในบ้าน
“พ่อเจอมันแล้วหรือ?” ลูกชายถามแต่ไม่กล้าออกชื่อ ภรรยา ลูกสาว และลูกชาย ต่างสงสัยในอากัปกิริยาของแกพากันจ้องหน้า
“เปล่า! แต่ฝนตกๆ อย่างนี้พวกขโมยมักชอบฉวยโอกาส พ่อเลยป้องกันไว้ก่อน ลูกไปนอนเถอะ”
เป็นที่รู้ ๆ กันในระหว่างลูกๆ และภรรยาว่า ถ้าผู้ใหญ่เพชร บอก ‘ไม่’ ละก็ ใครอย่าได้ไปเซ้าซี้ซักถาม แต่จะบอกเองเมื่อถึงเวลา ทุกคนจึงไม่กล้าซักอีก

เช้าวันรุ่งขึ้น...
ฝนหายตั้งแต่กลางดึกแต่ฟ้ายังมัวๆ อยู่ ผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรม ตื่นตั้งแต่ฟ้าพอสาง ๆ หลังจากล้างหน้าแปรงฟันและอาบน้ำเสร็จ จึงสวมเสื้อผ้าชุดที่พร้อมจะออกจากบ้าน ขณะที่ยืนหวีผมอยู่หน้ากระจก ภรรยาแกยกข้าวต้มไปวางให้บนโต๊ะมุมห้องโถง ที่ปรกติใช้เป็นที่รับแขกแล้วเดินเข้ามาบอกว่า
“พี่กินข้าวต้มเสียก่อนเถอะ จะรีบออกไปดูร่องรอยเมื่อคืนใช่ไหมล่ะ?” นางจันทนาพูดดักคอยิ้มๆ
“เด็กๆ ยังไม่ตื่นหรือ?” ผู้ใหญ่เพชรพูดไม่ตรงคำถาม
“วันนี้วันเสาร์ ปล่อยมันสักวันเถอะ เมื่อคืนมันคงกลัวกันจนนอนไม่หลับ”
“พวกลูกๆ รู้หรือว่าพี่ไปเจออะไร?”
“ก็เดาเอา ตอนหัวค่ำที่พี่ออกไปมันก็พูดกัน ตกลงว่าพี่เจอมันแล้วใช่ไหม?”
“ใช่ พี่ฟันมันหลายทีแต่ไม่เข้าจึงต้องวิ่งหนี ดีที่มันไม่ตามมาถึงบ้านไม่งั้นยุ่ง”
ผู้ใหญ่เพชรหวีผมเสร็จ เดินไปนั่งลงจัดกับข้าวต้ม นางจันทนาเดินตามมานั่งตรงใกล้ๆ ผู้ใหญ่เพชรจึงเล่าด้วยเสียงเบาๆ ไม่อยากให้ลูกๆ มาได้ยิน


บ้านนายชุ่มเงียบเหมือนยังไม่มีใครตื่น ผู้ใหญ่เพชรเดินสำรวจรอบๆ บ้านแล้วเรียกแต่ไม่มีใครขาน เรียกอยู่ ๔-๕ ครั้งจึงผลักประตูเข้าไปแล้วแกก็ผงะกับภาพที่เห็น
“เฮ้ย! อะไรกัน เป็นไปได้หรือนี่!”

๒ ชั่วโมงต่อมา...
ผู้ใหญ่เพชร ผดุงธรรม กำนันพร้อม รักไทย พ.ต.ท.พรหมพงศ์ อิทธิเดช สารวัตรใหญ่ สภ.อ. ทิวสน หมอจำนงนายแพทย์สาธารณสุข ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสี่ห้านาย พากันมาที่บ้านนายชุ่ม
ไทยมุงจากบ้านใกล้เคียง พวกขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและคนในตลาด พอรู้ข่าวก็พากันขับรถจักรยานยนต์และรถกระบะแห่กันมาดูนับร้อยคน
ในกระท่อมของนายชุ่มมีผู้ตายทั้งหมด ๘ ศพ เป็นศพผู้ชาย ๓ ผู้หญิง ๕ แต่ไม่มีศพเด็ก หมอจำนง สาธารณสุขอำเภอลงความเห็นว่า ตายมาประมาณ ๘-๙ ชั่วโมง ทุกศพเหมือนนอนหลับตายเพราะไม่มีแผลตามเนื้อตัว มีแต่จุดแดงๆ ๒ จุดที่เส้นเลือดใหญ่ข้างลำคอ ทุกศพเหลืองซีดเหมือนไม่มีเลือด
เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำหน้าที่ชันสูตรและพลิกศพ ต่างพากันมึนงงกับเหตุการณ์ เพราะในชั่วอายุของแต่ละคนไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้
“รอยแผลคล้ายถูกกัดด้วยเขี้ยวตรงเส้นโลหิตใหญ่ แล้วดูดเลือดไป หมอจำนง สาธารณสุขอำเภอกล่าวกับ สารวัตรใหญ่
“คิดว่าเป็นคนหรือสัตว์ ที่ดูดเลือดคนในลักษณะนี้?”
“เขี้ยวของคนไม่แหลมขนาดนี้”
“ตอนที่พี่ผู้ใหญ่พบไอ้ตัวประหลาดนั่นเป็นเวลาสักเท่าไหร่?” สารวัตรใหญ่ถามผู้ใหญ่เพชร อย่างคนชอบพอนับถือกัน
“สักสองทุ่มเห็นจะได้ครับ ผมมาจากบ้านพี่กำนันพร้อมจะกลับไปบ้าน”
พ.ต.ท.พรหมพงศ์ พยักหน้าเพราะเหตุการณ์ตอนกลางคืน ผู้ใหญ่เพชรได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดแล้วตอนไปแจ้งความ
“มันจะเป็นไปตามข่าวที่ลือๆ กันหรือเปล่าครับ” กำนันพร้อมกล่าวกับสารวัตรใหญ่
“อย่าให้ผมตอบในตอนนี้เลย ขอให้มีเวลารวบรวมหลักฐานให้มากกว่านี้อีกหน่อย ผมยังไม่อยากสรุปหรือเชื่ออะไรง่ายๆ” พ.ต.ท.พรหมพงศ์ สารวัตรใหญ่ตอบอย่างตรึกตรอง
“คนที่อาศัยอยู่ในบ้านนี้มีใครเหลือรอดอยู่บ้าง” สารวัตรใหญ่ถามกำนันพร้อมและผู้ใหญ่เพชร
“มีเจ้าแดงลูกชายนายหยองกับนางโสภี อายุสองขวบเหลืออยู่คนเดียวครับ” ผู้ใหญ่เพชรตอบ
“หมอตรวจดูร่างกายเด็กหรือยัง มีแผลอะไรตรงไหนบ้างหรือเปล่า?” สารวัตรใหญ่ถามหมอจำนง
“ไม่มีแผลหรือรอยอะไรเลยครับ เด็กสบายดีแต่เราไม่อยากให้แกเห็นภาพที่สะเทือนใจ พี่กำนันเลยให้นางเยื้อนพาตัวไปแล้ว” หมอจำนงตอบ
“แล้วเจ้าหนูนั่นจะอยู่ยังไงต่อไปในเมื่อคนในบ้านตายหมด” สารวัตรใหญ่ถาม
“นางเยื้อน อยู่หนองเงินขอรับไปเลี้ยงดูครับ ปรกติเจ้าแดงก็ไปเล่นอยู่ที่บ้านของนางเยื้อนเป็นประจำ นางเยื้อนรักเจ้าแดงเพราะเธอไม่มีลูก เธอยินดีจะอุปการะเจ้าแดงครับ” กำนันพร้อมตอบ
“พี่กำนันต้องให้นางเยื้อนไปทำหลักฐาน ที่ฝ่ายประชาสงเคราะห์ขอรับอุปการะและเลี้ยงดูเด็กเป็นบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ จะได้ไม่มีปัญหาทิ้งขว้างเด็กขึ้นมาในภายหลัง” พ.ต.ท.พรหมพงศ์ อิทธิเดช สารวัตรใหญ่แนะนำ
“ทำไมเจ้าแดงจึงรอดมาได้วะ เห็นว่ามันนอนอยู่กับศพโดยไม่รู้ว่าใครเป็นใครตาย เพิ่งมาร้องและตกใจเอาตอนเห็นคนมากันมากๆ นี่เอง หรือว่าเลือดเด็กมันไม่อร่อย”
ผู้คนที่มามุงดูต่างวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทันใดนั้นพลตำรวจนายหนึ่งก็เข้ามายืนชิดเท้าทำความเคารพสารวัตรใหญ่ แล้วรายงานว่า
“สายตรวจวิทยุเข้ามาว่า พบคนตายแบบนี้อีก ๔ ศพที่บ้านบางเสียบครับ”
บ้านบางเสียบ อยู่ในเขตตำบลทิวสน ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปประมาณ ๕ กิโลเมตร
“ดูท่าว่าเรื่องมันจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว” พ.ต.ท.พรหมพงศ์สารวัตรใหญ่ พูดกับ ร.ต.อ.เกรียงไกร สารวัตรสืบและสอบสวน


ศพทั้ง ๑๒ ศพถูกนำมาบำเพ็ญกุศลรวมกันที่วัดเนินเขา ใกล้ที่ว่าการอำเภอ เพราะทั้ง ๒ ครอบครัวตายยกบ้านกลายเป็นศพไม่มีญาติ นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านท้องที่ ต้องเข้าจัดการเป็นเจ้าภาพตั้งศพสวดให้ในที่เดียวกัน
ผู้คนต่างโจษขานและเริ่มเชื่อกันว่า ผู้ตายทั้งสองครอบครัวเป็นฝีมือของ “ผีดิบ” ที่ออกมาอาละวาดตามข่าวลือ เพราะที่บ้านบางเสียบเด็กอายุ ๒ และ ๓ ขวบ ๔ คนอยู่ในบ้านไม่เป็นอะไรขณะที่พวกผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายหมด
ชาวบ้านที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งที่บ้านนายชุ่มและบ้านนายเฉย ต่างยกเอาคำเล่าลือที่ว่า
มีผีดิบสองตัว ตัวผู้เกิดที่นครศรีธรรมราช ตัวเมียเกิดที่ประจวบคีรีขันธ์ นัดมาพบกันเพื่อสมจรและแพร่พันธุ์ผีดิบที่ชุมพร ใครไม่อยากให้ผีดิบเข้าบ้าน จะต้องปลูกพืชผักสมุนไพรไว้ในบ้านทุกบ้าน
“ทำไมผีดิบไม่เข้าบ้านผู้ใหญ่เพชร ขนาดว่ามันไล่ตามแกไปแล้ว” คนหนึ่งพูด
“นั่นซี ทำไมมันไม่ตามเข้าไป ทั้งๆ ที่แกฟันมันตั้งหลายที มันน่าจะโกรธและไล่ตามแกไป” อีกคนสงสัย
“บ้านผู้ใหญ่เพชร ปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรไว้รอบบ้านเต็มไปหมด ตั้งแต่ก่อนจะมีข่าวลือ ผีดิบมันเลยไม่กล้าเข้าไป แต่บ้านตาชุ่มอย่าว่าแต่จะปลูกพืชผัก ขยะข้างบ้านแกยังไม่เคยกวาด ตัวแก ลูกหลานแกขี้เกียจตัวเป็นขน” ชายคนหนึ่งว่า
“งั้นบ้านตาเฉยก็แย่สุดๆ พอกัน พวกถุงพลาสติกใช้แล้วโยนทิ้งไว้รอบบ้าน ลูกหลานแกแต่ละคนไม่เคยทำการทำงานอะไร เช้าเข้าบ่อน บ่ายแทงหวย เย็นเข้าร้านเหล้าค่ำๆ เที่ยวลักของ ๆ ชาวบ้าน ทุกๆบ้านในบางเสียบอย่าได้เผลอ”


พิธีสวดศพหมู่เพิ่งจะเริ่มขึ้นเป็นคืนแรก
ตอนหัวค่ำนายอำเภอ สารวัตรใหญ่ ข้าราชการระดับหัวหน้าหน่วยงานในอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านผู้มีใจบุญ ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานบำเพ็ญกุศลศพทั้ง ๑๒ ศพ มีผู้มาร่วมในพิธีนับร้อยคน
ส่วนหนึ่ง มาเพราะอยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแน่ พอได้ความรู้แล้วจึงต่างพากันกลับ และกลับไปลั่นดานปิดประตูอย่างแข็งแรง เพราะกลัวว่าจะถูกผีดิบบุกเข้าไป อย่าง ๒ ครอบครัวตัวอย่าง...
และการป้องกันที่ว่าให้ปลูกพืชผักสมุนไพร หรือปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครเชื่อและให้ความสนใจ มาตอนนี้ทุกๆ คนต่างยินดีปฏิบัติ เพราะปรกติเรื่องข่าวลือเหลวไหล ผู้คนมักเชื่อถืออยู่แล้วโดยเฉพาะคนในชนบท ดังจะเห็นได้จากที่มีข่าวลือมากมายในแต่ละปี
ลือกันว่า ผีแม่หม้ายจะมาเอาตัวชายหนุ่ม ทำให้เกิดอาการนอนหลับแล้วไม่ตื่นที่เรียกว่า ไหลตาย หนุ่มคนใดไม่อยากให้ผีแม่หม้ายมาเอาตัว ให้ทำหุ่นคนแก่ไว้หน้าบ้าน จึงมีการทำหุ่นกันทั่วไปหมด…
ลือกันว่า ยมบาลจะมาเอาคนเกิดปีมะ ใครไม่อยากให้ยมบาลเอาตัวไป ให้เขียนป้ายไว้หน้าบ้าน ว่าบ้านนี้ไม่มีคนเกิดปีมะ…
ไม่ว่าจะลือกันแบบไหนผู้คนก็จะทำตามทั้งสิ้น


ด้วยเหตุที่ทั้ง ๑๒ ศพเป็นศพไม่มีญาติ พอพระสวดเสร็จผู้คนที่มาฟังสวดจึงกลับไปหมด ไม่เหมือนศพอื่นๆ ที่มีคนสี่สิบห้าสิบคน เล่นไพ่เล่นการพนัน อยู่กันจนสว่างแจ้งทุกคืน ประกอบกับการตายแบบนี้ผู้คนและขาพนันพากันกลัว ภาระการดูแลศพจึงเป็นหน้าที่ของนายเรือง สับปะเหร่อ…
ปรกตินายเรืองไม่ใช่คนกลัวผี เพราะถ้ากลัวคงไม่มาเป็นสับปะเหร่อ แต่รายนี้นายเรืองรู้ว่าไม่ได้ตายแบบธรรมดา แต่ตายเพราะโดนผีดิบดูดเลือด นายเรืองจึงไปขอให้เพื่อนอีก ๔ คนช่วยมาอยู่เฝ้าศพเป็นเพื่อนตน และนายเรืองตอบแทนโดยการซื้อเหล้าขาว ๒ ขวดมาเลี้ยงเพื่อน
เวลาประมาณตี ๒ ขณะที่นายเรืองกับเพื่อนขี้เมา กำลังนั่งดื่มเหล้าขาวสลับกับการโขกหมากรุก เสียงดังโป๊กเป๊ก อยู่บนยกพื้นสำหรับพระนั่งตอนสวดศพ ซึ่งเปิดไฟฟ้าขนาด ๔๐ วัตต์ไว้ ๑ หลอด แต่ด้านขวาของศาลาที่มีโลงศพวางเรียง ๑๒ ใบ ดับไฟเพื่อประหยัดค่ากระแสไฟฟ้า ตามคำสั่งของท่านพระครูสมภารวัดเนินเขา ด้านนั้นมีเสียงดัง - - -
ก๊อกๆ ! แก๊กๆ ! ก๊อกๆ ! เอี๊ยด ! อ๊าด ! แอ้ดด ด ด ด!
แล้วฝาโลงทั้ง ๑๒ ใบ ที่ตอกตะปูตรึงไว้แน่นพลันเผยอขึ้นช้าๆ !!



นี่เป็นเพียงตัวอย่างครับ ของจริงหาซื้อได้ตามปกที่ซีเอ็ด ต่างจังหวัดลองถามร้านหนังสือใหญ่ ๆ ดูครับ


โดย: lungboon (pantamuang ) วันที่: 16 มิถุนายน 2550 เวลา:0:52:08 น.  

 


อ่านคอมเมนท์ของ คุณชนิด ภู่กาญจน์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา ที่http://www.naewna.com/news.asp?ID=29400


โดย: lungboon IP: 125.27.234.191 วันที่: 16 มิถุนายน 2550 เวลา:10:42:27 น.  

 
หนูชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะชอบๆค่ะ


โดย: ชมพู IP: 124.157.144.7 วันที่: 24 มิถุนายน 2550 เวลา:16:52:07 น.  

 
ขอบคุณคุณชมพูครับ คอยอ่าน "เมืองเทวดา" อีกนะครับ



โดย: lungboon (pantamuang ) วันที่: 24 มิถุนายน 2550 เวลา:19:51:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.