...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
 
มีนาคม 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
5 มีนาคม 2557
 
All Blogs
 
ฉันมีเธอนั้นอีันเป็นดวงใจ2


เศรษฐีเมืองตะกั่วป่า
อำเภอตะกั่วป่า ปี พ.ศ.๒๕๐๖ เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา รถกระบะสีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่ แล่นออกจากตลาดตะกั่วป่าไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ หรือถนนสายตะกั่วป่า – ปะกง แต่พอห่างจากตลาดตะกั่วป่าไปราว ๒ กิโลเมตร รถกระบะก็เลี้ยวขวา ไปทางทิศใต้ตามถนนโรยหินกรวดและทรายสีขาว สองข้างทางผ่านป่าละเมาะ พื้นดินเป็นหินกรวดปนทรายไม่มีบ้านคน และบางช่วงสองฟากถนนกลายเป็นทุ่งนาร้าง และไกลออกไปมอง เห็นทิวเขาเขียวคราม เป็นเนินลดหลั่นสลับซับซ้อน


ตลอดเส้นทางที่ผ่านทุ่งนาร้าง ชายหนุ่มมองเห็นแต่ลานทราย สลับกับกองหินสีขาว ดุจภูเขาย่อมๆ สลับกับแอ่งน้ำใหญ่กว้างสีครามอยู่ทั่วไป มีคนเคยเล่าว่า ขุมสระเหมืองแร่เก่าแต่ละขุม ถ้าให้ช้างลงไปยืนเหยียบหลังต่อ ๆ กันขึ้นมา ๕-๖ เชือก หลังช้างตัวบนก็ไม่โผล่พ้นน้ำ 

ถนนช่วงต่อมาตัดขึ้นเนินเขาสูง สลับกับตัดลงไปในหุบลึก มีร่องน้ำ หรือ ลำธาร มีสะพานที่ใช้ ท่อนซุงขนาดใหญ่กว่าคนโอบ มาพาดขวางไว้ ๓ หรือ ๔ ท่อน แล้วใช้ไม้กลม ๆ ขนาดเท่าขาและแขนพาดขวางบนท่อนซุงทำเป็นพื้นของสะพาน แล้วใช้แผ่นกระดานหนาวางทับเป็นทางคู่ขนาน รองรับล้อรถที่แล่นผ่าน 

พอพ้นจากสะพาน รถก็แล่นขึ้นเนิน ลอดซุ้มไม้ไผ่และป่าไม้เบญจพรรณ ที่ยังเป็นป่าดิบชื้น รกเรื้อด้วยหวาย กอไผ่ กอเตยและกล้วยเถื่อนหรือกล้วยป่า บางที่ ๆ รถกำลังแล่นผ่าน มีป่าถูกถางไว้แล้วปล่อยให้กลายเป็นดงหญ้าคา 

บางที่มองเห็นต้นยางพาราต้นขนาดเท่าข้อมือและเท่าแขน ขึ้นแซมอยู่ในดงหญ้า บางที่ต้นยางพาราขึ้นปนอยู่กับไม้ป่า เขารู้ว่า นั่นคือสวนของชาวบ้าน ชาวบ้านมีกำลังแค่โค่นถางและจุดไฟเผา เปลี่ยนต้นไม้ให้กลายเป็นตอดำ ๆ แล้วปลูกพืชไร่ พอปลูกลงไปสักปีหรือสองปี ดินจืดก็ปล่อยให้หญ้าคาขึ้น ขณะเดียวกันก็เห็นสวนยางหลายสวน ที่มีต้นยางอันร่มครึ้ม ใบยางมีสีเขียวเข้มเกือบดำ ใต้โคนยางเตียนโล่งแทบไม่มีหญ้า ต้นยางแต่ละต้นถูกจัดวางเรียงเป็นแถวแนว และมีบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาล เขารู้ว่านี่คือสวนยางของนายทุน

นายทุนไม่ต้องใช้แรงจากพละกำลังของตน ใช้แต่เงินและเครื่องทุ่นแรงเข้าไปพลิกป่า และสามารถเปลี่ยนป่าให้กลายเป็นสวนยาง ภายในเวลาที่ไม่นาน นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมเจ้าของสวนยางแทบทุกสวน จึงมักมีแต่คนเชื้อจีนที่ชาวบ้านเรียกว่า “เถ้าแก่” ส่วนชาวบ้านมักมีสิทธิ์เป็นได้แค่ "คนงานกรีดยาง" เช่นเขาที่กำลังนั่งอยู่บนท้ายรถกระบะคันนี้

รถกระบะหักหัวเลี้ยวซ้ายลงจากถนน ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกับเหมืองแร่ ลงไปตามร่องของรอยล้อรถที่ย่ำเข้าออกไว้เป็นทาง พอลึกเลยจากถนนเข้าไปประมาณ ๓๐๐ เมตร ก็มองเห็นกงสีหรือเรือนแถวพื้นปูน ปลูกด้วยไม้ ทาสีน้ำตาลแดง เป็นสีที่ว่ากันว่าช่วยรักษาเนื้อไม้ให้อยู่ทนนาน หลังคามุงสังกะสีลูกฟูก ปลูกติดกันประมาณ ๑๐ ห้อง
รถจอดหน้าเรือนแถวแล้วดับเครื่อง กลิ่นเหม็นเน่าของน้ำส้มฆ่ายางโชยมาทักทาย ก่อนที่ชายวัย ๕๐ ปี ใบหน้าเป็นรอยสิวขรุขระ หน้าผากแคบแต่คางใหญ่ผิวคล้ำ บนหลังไหล่และหน้าอก มองเห็นเกลื้อนเป็นดวงๆ นุ่งกางเกงขาสั้นสีเขียวขี้ม้า คาดเอวด้วยผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนไม่เคยพบหวี เดินออกมาจากห้องในกงสีด้านซ้ายสุด 

ชายขับรถกระบะร่างอ้วนผิวขาว ใบหน้าอูมอิ่ม นุ่งกางเกงจีนสีดำ สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว สวมรองเท้าทำด้วยยางรถยนต์ ก้าวลงจากรถ ส่วนในกระบะหลังรถ ชายหนุ่มหล่อผิวขาว อายุราว ๒๕ ปี จมูกโด่ง นัยน์ตาเจ้าชู้ ร่างสูงโปร่งเหมือนพระเอกลิเก แต่งชุดยีนส์ค่อนข้างจะมอมแมม สวมหมวกผ้าแบบจ๊อกกี้ กระโดดลงมาจากท้ายรถกระบะ ถอดหมวกออกมาปัดฝุ่น แล้วพับใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง

ชายไม่สวมเสื้อที่ยืนอยู่หน้ากงสียกมือไหว้นายหัว เถ้าแก่เจ้าของสวนยางด้วยท่าทางอันนอบน้อม และมองมาที่หนุ่มหน้าอ่อนหุ่นพระเอกลิเกแทนคำถาม
“แกจะได้ลูกน้องใหม่อีกคนนะเริญ ถ้าเขาผ่านการทดสอบ”

เถ้าแก่หรือชายผิวขาว พูดกับชายนุ่งกางเกงขาสั้นไม่สวมเสื้อ ก่อนจะหันมาถามชายหนุ่มที่มาด้วยอีกครั้งว่า “ตะกี๊บอกว่า ชื่ออะไรนะ นายน่ะ?”

“ผมชื่อขวัญเมือง นามสกุล มาลากาญจน์ ครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงดังฟังชัด ท่าทางทะเล้น ๆ และดูจะเป็นคนอารมณ์ดีอยู่ตลอด
“เริญ ช่วยพานายขวัญเมืองไปทดสอบฝีมือให้หน่อย ถ้าใช้ได้ก็รับไว้ ถ้าใช้ไม่ได้จะได้พากลับออกไป” เถ้าแก่หรือนายหัวเจ้าของสวนยางสั่งนายจำเริญ ซึ่งถูกมอบหมายให้เป็นคนเฝ้าสวน และเป็นหัวหน้าคนกรีดยางนอกเหนือจากการ เป็นคนงานกรีดยางตามปรกติ
“ครับ” นายจำเริญรับคำ แล้วหันมาทางหนุ่มขวัญเมือง
ขวัญเมืองหันรีหันขวาง ทำท่าจะหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าลงจากท้ายรถ แต่นายหัวพูดว่า
“กระเป๋าเอาไว้บนรถก่อนก็ได้ เผื่อนายสอบไม่ผ่านจะได้กลับออกไปพร้อม ๆ กัน”
“ว่าแต่นายเอามีดกรีดยางมาด้วยหรือเปล่า?” นายหัวหรือเถ้าแก่ถาม
“ไม่ได้เอามาครับ" ขวัญเมืองตอบ
"ไม่เอามา" เถ้าแก่ทวนคำจ้องหน้าขวัญเมืองพร้อมพูด "อะไรกันบอกมาหางานกรีดยาง แต่เครื่องมือไม่เอามา ถามจริง ๆ กรีดยางเป็นหรือเปล่า"
"เป็นครับ" ขวัญเมืองยังคงยืนยัน
"แล้วทำไม่มีเครื่องมือติดตัวมา" 

"เอ่อ…ผมลืมไว้บ้านที่นคร มานึกได้ตอนอยู่ในรถ ผมกะว่าถ้านายหัวรับให้เป็นคนงาน จึงค่อยออกไปซื้อ” ขวัญเมืองตอบ

“เริญ เอามีดของแกให้นายขวัญเมือง แล้วพาไปทดสอบ” นายหัวหรือเถ้าแก่ตัดบท
นายจำเริญก้มศีรษะรับ “ครับ” ก่อนเดินเข้าไปในห้องกงสีที่ตนพัก แล้วออกมาพร้อมกับมีดกรีดยางเล่มหนึ่งส่งให้ขวัญเมืองแล้วพูด

“ตามฉันมา”

ขวัญเมืองเดินตามนายจำเริญเข้าไปที่หลังกงสี ไปยังต้นยางพารา ๔-๕ ต้นซึ่งมีไว้สำหรับทดสอบฝีมือ ผู้ที่มาสมัครเป็นคนงานกรีดยางโดยเฉพาะ โดยนายหัวเดินตามมาดูด้วย ขวัญเมืองใจเต้นเพราะคำตอบที่ว่าเขาจะมีที่หลับที่นอน มีข้าวสารอาหารกินหรือไม่ ในเวลาต่อจากนี้ อยู่ที่การทดสอบ หากการทดสอบผ่านเขาก็จะได้งาน ได้ที่กินและได้ที่นอน แต่หากไม่ผ่านเขาก็จะต้องไปหางานใหม่ และงานที่เขาพอจะทำได้ในเมืองนี้ นอกจากกรีดยางก็ไม่รู้ว่าจะหางานอะไรอีก เพราะถ้าจะให้ไปสมัครเป็นกรรมกรเหมืองแร่ ขนหินแบกแร่ ค่าแรงวันละ ๒๐ บาท เขารู้ดีว่ารูปร่างอย่างเขารับไม่ไหว ดังนั้นวันนี้ถ้าเขาทดสอบกรีดยางไม่ผ่าน เขาจะไปอยู่ไปกินไปนอนที่ไหน ในเมื่อเงินมีเหลือติดกระเป๋าอยู่ไม่ถึง ๒๐ บาท และเขามองไม่เห็นคำตอบ…

เจ้าของสวนยางทุกสวน มีวิธีทดสอบฝีมือผู้มาสมัครเป็นคนงานกรีดยาง คือจะต้องให้กรีดยางให้ดูว่าฝีมืออยู่ในระดับใด ใช้ได้หรือไม่ได้ เพราะการกรีดยางไม่ใช่แค่จับมีด จรดคมมีดลงบนผิวเปลือกต้นยาง ลากใบมีดให้ตัดเปลือกผิวต้นยางขาดออกเป็นทาง แล้วมีน้ำยางไหลออกมาแค่นั้น แต่จะต้องกรีดให้คมมีดกินเนื้อไม้ของต้นยางให้พอดี ๆ

เพราะถ้ากรีดลึกจนคมมีดกินเนื้อไม้ ผิวเปลือกยางที่งอกใหม่จะกลายเป็นปุ่มปม ทำให้หน้ายางต้นนั้นเสียกรีดต่อไปไม่ได้ นอกนั้นถ้ากรีดโดนเนื้อไม้ของต้นยางมาก จะมีน้ำใส ๆ จากในต้นยางออกมา ผสมทำให้น้ำยางเหลว แต่ถ้ากรีดตื้นเกินไปน้ำยางไหลออกมาน้อย น้ำยางก็จะออกมาได้ไม่คุ้ม เจ้าของสวนจึงต้องคุมเข้มและคอยไปเดินตรวจดูต้นยาง ถ้าพบว่าคนงานคนใดกรีดยาง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จะต้องให้ออกไปจากสวนยางทันที

ขวัญเมืองใช้สองมือจับด้ามมีดกรีดยาง กดทับลงไปบนรอยเก่าที่มีการกรีดไว้ก่อนแล้วพลางลากเข้าหาตัวเป็นจังหวะสั้น ๆ เปลือกยางใหม่สีแดงล่อนหลุดออกมาเป็นเส้น พร้อมกับน้ำยางสีขาวขุ่นข้นที่ ค่อย ๆ ซึมไหลออกมา

นายหัวและนายจำเริญหัวหน้าคนงานกรีดยางมองหน้ากัน นายจำเริญพูดว่า “ลองเปิดหน้าใหม่ด้านนี้ให้ดูอีกทีซิ” ขวัญเมืองจึงย้ายไปกรีดอีกด้าน

“ผมว่าใช้ได้นะครับนายหัว” นายจำเริญสบตาขวัญเมืองก่อนกล่าวกับนายหัว
ขวัญเมืองแอบถอนใจอย่างโล่งอก ที่นายจำเริญให้เขาสอบผ่าน
“เดี๋ยวบ่าย ๆ นายขวัญเมืองเข้าไปที่ตลาด ไปที่สำนักงานของฉัน ฉันจะให้เบิกอุปกรณ์กรีดยางกับของที่นายขวัญเมืองต้องการ แต่นายขวัญเมืองต้องยอมให้ฉันหักเงินค่าของ จากส่วนแบ่งที่ขายยางงวดแรกนะ”
“ครับ แค่นี้ก็เป็นพระคุณแก่ผมอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้วครับ ผมขอบพระคุณที่นายหัวกรุณารับผมไว้ให้มีงานทำ” ขวัญเมืองพูดแล้วยกมือไหว้

“นายขวัญเมืองต้องขอบคุณคุณเริญ ที่ให้นายผ่านการทดสอบ อ้อ แล้วมีอีกอย่าง” นายหัวกล่าวกับขวัญเมือง “เดือนนี้นายขวัญเมืองต้องกินอยู่กับเริญไปก่อน ยังไม่ต้องไปซื้อหม้อ กะทะ มาหุงหาเอง แล้วก็อย่าลืมช่วยหารค่ากับข้าว ค่าข้าวสาร น้ำมันพืช กะปิ น้ำปลา…ให้เริญด้วย ไม่ทราบว่าเริญพอจะรับได้ไหม?”

เพราะหากนายหัวให้ขวัญเมืองเบิกเงินล่วงหน้าหลายๆ ร้อยบาทเพื่อมาซื้อเครื่องครัว นายหัวก็กลัวว่าขวัญเมืองจะทำงานสองสามวันแล้วหนีหาย เพราะตามสวนยางทุกสวน เคยประสบกับคนมาสมัครงานแล้วขอเบิกค่าอุปกรณ์ แต่พอได้สิ่งของที่ต้องการก็เอาสิ่งของไปขายแล้วเชิดหนี ทำให้นายหัวไม่รู้จะไปเอาเงินคืนจากใคร

“ได้ครับนายหัว” นายจำเริญตอบ

ระหว่างที่นั่งกินข้าวมื้อเที่ยงด้วยกัน นายจำเริญถามขวัญเมืองขึ้นว่า “นายขวัญเมืองเป็นคนจังหวัดไหน”
“นครศรีธรรมราช ตำบลปากพูน อำเภอเมือง" ขวัญเมืองบอกละเอียดและว่า "ผมเกิดและโตที่นั่น พ่อแม่ผมก็เป็นคนที่นั่น”

“เคยมาตะกั่วป่าก่อนหน้านี้บ้างไหม”
“ไม่เคยมาเลยครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก”
“แล้วใครพานายขวัญเมือง ไปสมัครเป็นคนงานกรีดยางกับนายหัว”
“เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งครับ เขามาเป็นช่างตัดผมอยู่ร้านโกฮกในตลาดตะกั่วป่า”

นายจำเริญพยักหน้าน้อย ๆ พลางคิดหาคำถาม ที่จะล้วงเอาความจริงจากขวัญเมืองให้ได้มากที่สุด ในฐานะหัวหน้าคนงานคอยดูแลสวนและเป็นหูเป็นตาแทนนายหัว เพราะนายหัวอยู่ในตลาด ไม่อาจจะได้มาสัมผัสคลุกคลีกับคนกรีดยาง
“รู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า”

“เปล่าครับ ผมเพิ่งจะมารู้จักแกที่นี่ แกตัดผมอยู่ที่ร้านไทยเกศา ขวัญเมืองหยุดพูดเพื่อเคี้ยวข้าวในปาก กลืนลงคอแล้วพูดต่อ "เมื่อคืนก่อนผมนอนที่โรงแรมกินข้าวเสร็จไม่รู้จะไปไหน ก็เลยเดินเข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ในร้านตัดผม พอดีแกพูดสำเนียงพัทลุงส่วนผมพูดสำเนียงนคร มันคล้าย ๆ กัน แกเลยถามผมว่ามาจากไหน มาทำอะไร ผมเลยเล่าให้แกฟังว่ามาหางานทำ แกถามว่าผมอยากทำงานอะไร ผมบอกอยากมากรีดยาง จากนั้นเราก็คุยถูกคอกัน แกตัดผมให้ลูกค้าเสร็จชวนผมไปนั่งกินกาแฟแล้วแกก็ว่า ที่นี่แกพอจะรู้จักคนเพราะมาอยู่หลายปี แกบอกว่าที่นี่ถ้าไม่มีคนรู้จักไปฝากหรือรับรองความประพฤติ เขาจะไม่ค่อยกล้ารับเพราะเขากลัวเป็นคนร้าย"

“ช่างตัดผมที่ฝากนายขวัญเมืองให้ทำงานชื่ออะไร” นายจำเริญซักถามต่อ
“แกชื่อพี่ฤกษ์ชัย ชูสิทธิ์”

“ถามจริง ๆ นายขวัญเมืองไม่เคยกรีดยางมาก่อนใช่ไหม?”

นายจำเริญถามประโยคสำคัญ ซึ่งเป็นคำถามที่ทำให้ขวัญเมือง สะดุ้งและตกใจแทบสำลักข้าว และขณะที่ขวัญเมืองยังนิ่งอึ้งไตร่ตรองว่าจะตอบอย่างไรดี นายจำเริญก็พูดขึ้นอีก “นายขวัญเมืองกรีดยาง ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ทำให้ฉันรู้ว่านายขวัญเมืองไม่เคยกรีดยาง”

“อ้าว! แล้วพี่เริญให้รับผมไว้ทำไม?” ขวัญเมืองถาม

“ฉันยอมให้ผ่าน เพราะคิดว่านายขวัญเมือง อาจจะกำลังเดือดร้อนต้องการมาหาที่พักพิง ฉันเห็นใจคนที่พลัดบ้านพลัดเมืองมา ฉันเองก็ไม่ใช่คนดั้งเดิมที่นี่ ฉันมาจากสุราษฎร์ บุคลิกลักษณะหน้าตาของนายขวัญเมืองก็ไม่ใช่โจร”

“ใช่ครับ เอ่อ…แล้วตกลง ผมจะได้กรีดยางไหมนี่?”
“ได้ แต่ฉันจะสอนวิธีกรีดยางให้นายใหม่ไม่ยากหรอก ตอนที่นายกรีดทดสอบที่จริงก็ผ่านเพียงแต่ว่ามันยังช้าและทุลักทุเล พอดีฉันรู้สึกถูกชะตากับนายขวัญเมืองอย่างไรบอกไม่ถูก” นายจำเริญยิ้มและจ้องหน้า

ขวัญเมืองก่อนพูดต่อไปว่า “ฉันอยากจะถามอะไรนายขวัญเมืองอีกสักหน่อย?”
“ถามมาเลยครับ”

“นายขวัญเมืองมาทำไมที่นี่”
หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ขวัญเมือง สบตานายจำเริญแล้วตอบว่า
“ผมมาตามหาพี่ชาย ซึ่งหายไปสี่ห้าปีแล้ว”
“พี่ชายนายขวัญเมือง ชื่ออะไร?”

“ทัศน์ เทิดพงศ์”

“นามสกุลไม่เห็นเหมือนกัน?”

แกเป็นลูกของป้าและลุง ลุงเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของแม่ผม”

“อ้อ” นายจำเริญพยักหน้า “แล้วคิดว่าเขาจะมาตะกั่วป่าทำไม”

“แกเป็นช่างวาดรูป ผมเลยเดาว่า แกน่าจะมาสมัครทำงานเป็นช่างเขียนโปสเตอร์หน้าโรงหนังหรือไม่ก็มาตั้งร้านรับเขียนป้ายเขียนรูป แต่ในโรงหนังสองโรงที่นี่ผมไปดูมาแล้วไม่มี”

“เขามายังไง แล้วทำไมไม่บอกไม่แจ้งไปให้ทางบ้านทราบ ว่ามาทำอะไรอยู่ที่ไหน?”
“พี่ทัศน์แกเสียใจและน้อยใจป้า ที่ป้าบอกว่าไม่มีเงินส่งให้เรียนเพาะช่าง ทั้ง ๆ ที่ถ้าป้าจะส่งก็พอจะส่งได้ทำให้แกต้องดิ้นรนหาความรู้เอาเอง จนแกสอบได้วาดเขียนโท”
ขวัญเมืองหยุดเล่าเพราะคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเล่าอีก แต่นายจำเริญยังสนใจจึงถามต่อ
“แล้วยังไงอีก?”

“ป้าเป็นคนหัวโบราณ ขี้เหนียว ไม่อยากเสียเงินมาก ๆ ที่สำคัญป้ามองว่าอาชีพวาดรูปเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง เลี้ยงตัวเองไม่ได้”

“ทำไมจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เห็นพวกช่างวาดที่มาวาดรูปที่นี่ วาดรูป ๆ เดียวใช้เวลาวันสองวันได้เงินมากกว่าเรากรีดยางเป็นเดือนๆ” นายจำเริญแย้ง

ขวัญเมืองหยุดดื่มน้ำก่อนจะเล่าต่อ “ป้าแกพูดตามที่เห็นในแถบเมืองนครบ้านผม ป้าแกอยากจะให้พี่ทัศน์เป็นครู แต่ป้าก็ไม่ส่งให้ลูกๆ คนไหนเรียนครู พอพี่ทัศน์กับพี่ทศเรียนจบมอหก ป้าแกให้ไปสมัครเป็นครูช่วยสอนตามโรงเรียน สอนฟรีไม่มีเงินเดือน แล้วค่อยไปสอบชุดวิชาครูเอาทีหลัง พอสอบได้แล้วจึงจะมีเงินเดือน”

“แล้วไง?” นายจำเริญยังสนใจอยากฟังต่อ

“พี่ทศยอมไปสมัครเป็นครูช่วยสอนแต่พี่ทัศน์ไม่ พี่ทัศน์จึงออกจากบ้าน แล้วไม่ยอมกลับเข้าบ้านมาห้าปีกว่าแล้ว มีคนเคยไปพูดว่าแกมาทำมาหากินอยู่ที่นี่”

“ห้าปีเชียวหรือ งั้นแกอาจจะ…” นายจำเริญเกือบจะพูดว่า‘ตายไปแล้วก็ได้’เพราะคนต่างถิ่นที่มาสูญหายและตายไปในเมืองตะกั่วป่า พังงา และภูเก็ตมีมากมาย เป็นการฆ่าแล้วเผาหรือฝังเลย ยิ่งถ้าเป็นคนร้าย ๆแต่พูดอย่างนั้นไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนไปว่า “ไปมีลูกมีเมียอยู่ที่ไหนแล้วก็ได้”
“คงจะยังไม่หรอกครับ เพราะเมื่อปีที่แล้วแกไปหาผมที่วัดชะเมา ตอนนั้นผมยังบวชอยู่ ผมเองก็ลำบากเพราะพ่อแม่ของผมตายหมด พอจบปอสี่ผมจึงเข้าบวชเป็นสามเณร"

“พ่อแม่ของนายขวัญเมืองเป็นอะไรตาย?” นายจำเริญถามด้วยความรู้สึกเห็นใจ

“ผู้ใหญ่เขาพูดกันว่า สาเหตุมาจากเป็นโรค.... ชาวบ้านแถวบ้านผมเป็นแล้วตายกันมาก เมื่อก่อนการแพทย์ไม่เจริญ ลุงธรรมพี่ชายของพ่อผมแล้วก็ลุงธรพ่อพี่ทัศน์ ทยอยตายทีละคน ๆ ผมอยู่กับพี่สาวและน้องสามคนต้องช่วยกันทำงาน พี่และน้องของผมทุกคนต้องไขว่คว้าหาเรียนกันเอาเอง พี่สาวคนโตได้เรียนแค่ป. ๔ น้องชายถัดจากผมไปเรียนกวดวิชาแล้วสอบเทียบ ม.๖ น้องอีกสองคนได้เรียนแค่ ป.๗ ผมโชคดีหน่อยบวชแล้วไปอยู่กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอกแล้วสอบเทียบชั้น ม.๖ พอจบ ม.๖ ผมกลับมาบ้านเพื่อจะสึกก็พอดีเจอพี่ทัศน์”

ขวัญเมืองหยุดเล่า เพราะเห็นว่า ไม่ควรจะเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของตนให้คนอื่นรู้มากเกินไป และทำท่าจะขนถ้วยชามไปล้างที่หลังห้อง แต่นายจำเริญพูดว่า “เล่าต่อเรื่องพี่ชายของนายเถอะ เดี๋ยวฉันพาไปล้างเอง” ขวัญเมืองจึงเล่าอีกว่า

“ตอนที่พบผมพี่ทัศน์แกเล่าว่า แกมาทำมาหากินอยู่แถวตะกั่วป่าและภูเก็ต เป็นจิตรกรเร่ไป ๆ มาๆ อยู่ไม่เป็นที่ แกว่างานวาดรูปที่นี่ หาเงินได้ง่ายกว่าที่นครมาก”
“ไม่ได้เรียนเพาะช่าง แล้ววาดรูปเป็นได้ยังไง?” นายจำเริญถาม

“พี่ทัศน์ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เป็นเด็กวัด เรียนชั้นประถมจนมาเรียนชั้นมัธยม หลวงพี่รูปหนึ่งในวัดวาดรูปเก่งสอนวาดรูปให้แก”

“ฉันเคยเห็นช่างวาดรูปในตลาดตะกั่วป่า มันมารถเก๋ง มากันคราวละสามสี่คน เอากล้องมาเที่ยวถ่ายแล้วเอารูปไปวาด พอมันหายไปสักเดือนสองเดือนก็เอารูปมาส่ง ใส่กรอบมาเรียบร้อย ค่าวาดรูปละสี่ห้าร้อย บ้านนายหัวหยุมวาดไว้หลายรูป ลองถามดูซีพอแกมา” นายจำเริญหมายถึงเถ้าแก่สวนยาง
“แบบนั้นไม่ใช่พี่ทัศน์ของผมแน่ งานของพี่ทัศน์ที่ผมเห็น พอแกจะวาดใครแกจะให้คน ๆ นั้นนั่งเป็นแบบให้แกสเกตซ์ภาพ หรือไม่ก็จะมีคนนำภาพถ่ายมาให้แกวาด แกจะวาดตรงนั้นเสร็จเดี๋ยวนั้น แกวาดได้เหมือนและละเอียดมาก”

“เอ ช่างแบบนี้ดูเหมือนฉันจะเคยเห็นครั้งหนึ่ง ประมาณปีหนึ่งแล้ว มานั่งวาดรูปอยู่ที่ร้านตัดผมไอ้หลอง ถนนกลั่นแก้ว แต่วันหลัง ๆ ฉันไม่ได้ออกไปตลาดอีก เพราะฉันไม่ค่อยชอบออกตลาด ถ้าอยากรู้ต้องถามพวกไอ้เส็ง ไอ้ไหว ไอ้กอบ พวกนี้มันออกเที่ยวตลาดแทบทุกวัน”

“ถ้าแบบนี้ค่อยใกล้เคียงกับพี่ทัศน์ของผมหน่อย หน้าตาเขาเป็นยังไง พี่เริญพอจะจำได้ไหม?”
“ร่างเล็ก ๆ ผิวคล้ำ ๆ ผมหยักศก แต่ฉันไม่ทันสังเกตเขามาก ตอนที่ฉันเดินเข้าไปชะเง้อดูมีคนมุงอยู่เยอะ อีกอย่างฉันไม่เคยสนใจอยากจ้างให้ใครวาดรูป ก็เลยมองผ่าน ๆ”

“ร่างเล็กๆ ผิวคล้ำๆ ผมหยักศกนี่ใช่เขาเลยพี่ แต่ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่าง ถ้าพี่ยืนยันได้ละก็ใช่พี่ทัศน์พี่ชายผมแน่ๆ” ขวัญเมืองกล่าวขึ้นอย่างดีใจ

“ลักษณะที่ว่านั่นอะไรล่ะ” นายจำเริญถามและพลอยตื่นเต้นขึ้นมาเหมือนกัน

“แกเดินกะเผลก แกป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกตอนอายุสิบสอง แต่ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็น
“ฉันไม่รู้ว่าเขาเดินกะเผลกหรือเปล่า เพราะเห็นแต่ตอนที่เขานั่งวาดรูปอยู่ เดี๋ยวถ้าอยากรู้ฉันจะเรียกนายเส็งให้มาพบกับนาย มันอยู่กันห้องถัดไปนี่เอง…”





Create Date : 05 มีนาคม 2557
Last Update : 5 มีนาคม 2557 11:44:25 น. 1 comments
Counter : 277 Pageviews.

 
http://mebmarket.com/index.php?action=NewEntry


โดย: ลุงบูลย์ IP: 192.99.14.36 วันที่: 7 มีนาคม 2557 เวลา:19:02:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.