...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
13 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
เธอมาเพื่อช่วยพ่อ ๔





“พ่อจะตียายเยาว์ไม่ได้ ยายเยาว์ไม่ผิด” ประทีปลูกชายคนโตของนายเทียบกล่าวขึ้น ขณะเดินขึ้นมาบนเรือน เข้าไปยืนกึ่งกลางระหว่างนายเทียบกับนงเยาว์

“ แก…แกรู้ได้ยังไงที่ว่านงเยาว์มันไม่ผิด ” มยุรีหันขวับมาทางพี่ชายอายุห่างกันไม่ถึง 2 ปี


“ แกไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยแกอย่ามา…ดีกว่า ” มยุรีว่าพี่ชายอย่างไม่เกรงใจ เพราะถือว่าอยู่ต่อหน้าพ่อ

“ ฉันได้ยินเรื่องราวของแกกับยายเยาว์ตลอด เพียงแต่ฉันขี้เกียจโผล่เข้ามาขัดจังหวะ ยายเยาว์มันพูดของมันถูกทุกอย่าง แต่แกพยายามที่จะหาเรื่องมัน หาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาด่าว่ามัน กะอีแค่นงเยาว์มันซื้อไข่ไก่มาทอดกิน ก็หาว่ามันดัดจริต แกบังคับให้มันกินแต่น้ำพริก แกงเลียง แกงไตปลา ใครมันจะกินเข้าไปได้ทุกมื้อ ” ประทีปเถียงเข้าข้างน้องสาว



“ ชะ...ชะ...นี่แกก็คงจะเห็นดีเห็นงามไปกับการดัดจริตของนังเยาว์ด้วยนะซี แหม...จะเป็นผู้ดีกันทั้งคู่ อยากเป็นผู้ดีต้องไปเป็นที่อื่น ไม่ใช่ในบ้านนี้ บ้านนี้เป็นบ้านชาวไร่ชาวนา ไม่ใช่บ้านพักข้าราชการ บ้านนายอำเภอ บ้านผู้ว่า ” มยุรีได้โอกาสเล่นงานพี่ชายอีกต่อ เพราะคิดว่าพ่อจะต้องเข้าข้างตน

“ เห็นไหม แกพาลดะไปหมดแม้แต่ฉัน นิสัยอยากเอาชนะของแกนี่แก้ไม่หายเลยนะมยุรี แค่คนเราจะกินไข่ กินเนื้อ กินอาหารที่มันมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย ให้ร่างกายมันแข็งแรง มีสุขภาพอนามัยดี เรียนหนังสือมันสมองจะได้ฉลาดทันคน มันต้องสิ้นเปลืองมากนักหรือ

"เรื่องแค่กินไข่ฟองเดียว ทำไมจะต้องเป็นพวกข้าราชการ เป็นลูกหลานผู้ว่า ฉันเองคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับนงเยาว์ อยากจะเปลี่ยนระบบในบ้านของเราเสียที ฉันทำงานหนัก ฉันป่วยปีนมะพร้าวขึ้นไปปาดตาล กินอาหารเลว ๆ ถ้าร่างกายขี้โรคอ่อนแอตกลงมาตายใครจะรับผิดชอบ... ”

เด็กหนุ่มหาโอกาสมานานที่จะพูดคำนี้ มองหน้าหลาย ๆ คน ทั้งพ่อและแม่ เมื่อไม่มีใครเถียง จึงสาธยายต่อ

“ คนบ้านเราหลายคนยอมทนกินอยู่อด ๆ อยาก ๆ จะเก็บแต่เงินจะได้เอาตัวเลขในธนาคารไปอวดไปข่มกัน แต่พอเจ็บป่วยเป็นโรคขาดอาหารต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องเสียเวลา เสียค่าหยูกยา ค่าหมอรักษาไปเท่าไหร่ ใครเคยคิดบ้าง

แล้วที่นงเยาว์มันเป็นมาลาเรียขึ้นสมองจนเกือบตายคราวนี้ ก็ไม่เพราะในบ้านมัวแต่กลัวจะเสียเงิน มีไข้มาก็ให้กินแต่ยาแก้ปวดแก้ไข้ ไม่ยอมพาไปหาหมอแต่เนิ่น ๆ ใช่ไหม ดีที่เยาว์มันรอดมาได้เป็นปกติ คนเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง มีใครที่ไหนรอดบ้าง ”

ปกติประทีปเป็นคนไม่ค่อยพูด เขามีแต่ความขมขื่นใจในพ่อและแม่อยู่หลายอย่าง เมื่อมีโอกาสจะระบายจึงตั้งใจว่าเป็นอย่างไรเป็นกัน

“ ความจริงผมอยากเรียนให้จบ ป.6 แล้วไปต่อชั้นมัธยม อยากเรียนต่อไปให้สูง ๆ แต่ผมกลับได้เรียนหนังสือแบบกะพล่องกะแพล่ง ใครล่ะที่ทำให้ฉันได้เรียนน้อย ใครล่ะที่ให้ฉันออกจากโรงเรียน

"ตอนเรียนยังไม่จบ ป.5 ให้ออกมาปาดตาลหาเงินเลี้ยงน้อง ๆ ถึงฉันจะได้เรียนหนังสือน้อย แต่ฉันก็ไม่ถึงกับโง่ ฉันพอจะรู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร ฉันไม่อยากหยุดชีวิตอยู่แค่การเป็นชาวบ้านเต็มขั้น ที่ชาชินอยู่กับระบบความคิดเก่า ๆ เรียนน้อย ๆ ทุ่มแรงงานเข้าแลกอย่างวัวอย่างควาย เราเป็นคนเราต้องมีหัวคิดบ้าง ไม่ใช่ใช้แต่แรงงาน

"ฉันต้องการยกระดับของฉันเหมือนกัน ถ้าฉันมีโอกาส การไม่พัฒนา ไม่พยายามยกระดับชีวิตของตน เราจึงต้องกลายเป็นกรรมกร เป็นผู้ใช้แรงงาน เป็นเบี้ยล่างของสังคม แล้วใครล่ะที่ทำให้เป็น

"การไม่ยอมสนใจรับการศึกษาใช่ไหม เสร็จแล้วเราก็ไปโทษสังคมชั้นเหนือกว่า ว่าเขาหยามเหยียดกดขี่ ก็เรามันไม่ยอมพัฒนา ไม่ยอมยกระดับตัวเองต่างหากเล่า... ”

ประทีปมองหน้ามยุรี ที่นั่งทำตาขึงเหมือนไม่ยอมรับ

“ เชอะ ! จบมัธยม จบปริญญา เรียนมหาลัย...เดี๋ยวนี้เห็นออกมาไถนา ออกมาเป็นเด็กท้ายรถมีถมไป อย่าใฝ่สูงให้มันเกินศักดิ์เลยว้า ” มยุรีขัดขึ้น

“ ถ้าแกมีการศึกษา จบชั้นมัธยม หรือจบปริญญา แกจะไม่พูดอย่างนี้ แต่มันน่าอายตรงที่แกไม่จบอะไรสักอย่างแล้วมาพูด ” ประทีปย้อนให้

“ แล้วพี่จบปริญญากับเขาหรือ ? ” มยุรีทำเสียงและใบหน้าเยาะหยัน

“ ฉันจะเรียนอีกเมื่อมีโอกาส แกคอยดู ตอนนี้ใคร ๆ เขาไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ที่โรงเรียนกวดวิชาวันจันทร์กันเยอะ แกไม่เห็นหรือเด็กท้ายรถสองแถวก็ยังไปเรียนกวดวิชา ”

ประทีป โต้ตอบด้วยกิริยาอาการสงบ มิได้มีโกรธตอบ ครั้นเห็นมยุรีเงียบก็ว่าต่อไป

“ การเรียนจบปริญญา เรียนจบมหาวิทยาลัย ไม่จำเป็นจะต้องมารับราชการเป็นเจ้าเป็นนายคน เพราะเดี๋ยวนี้มันหมดยุคสมัยเจ้านายไปนานแล้ว ทุกคนมีความสามารถ มีความคิด เราวัดค่าของคนกันที่ความรู้ความสามารถ

"คนจบปริญญาจะทำงานอะไรก็ได้ แม้แต่กุลีแบกของ แต่การศึกษามันจะทำให้คนองอาจ ไม่ใช่มัวย่อท้อต่ออุปสรรค เราสามารถเลือกวิถีชีวิต เลือกงานของเราได้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยบงการ

"ตรงกันข้ามกับคนที่จบปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ไม่มีความคิด คอยแต่จะเข้าไปเป็นขุนพลอยพยัก รับใช้คนชั่วคนคดโกง ต้องตกอยู่ในระบบที่กดขี่ลงมาเป็นชั้น ๆ คิดอะไรเองจะตัดสินใจทำอะไรเองก็ไม่ได้ ต้องคอยทำตามเจ้านายเงิน กลายเป็นทาสรับใช้นายเงิน นั่นต่างหากที่น่าเสียดายศักดิ์ศรี...

“ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มัวแต่คิดว่า การปลูกบ้านราคาแพง ๆ การมีเงินทองเก็บมาก ๆ คือคุณค่าของคน แต่บางคนก็ไม่ยอมพัฒนาตนเอง มีชีวิต มีลมหายใจไปวัน ๆ

"บางคนไม่สามารถจะบรรลุจุดหมายแห่งชีวิตได้ จึงหันไปหาความสุข หลอกตัวเองโดยการผูกพันกับอบายมุข กินเหล้าเมายา ทำตัวสกปรก อยู่บ้านช่องสกปรก ไม่ยอมเปิดหูเปิดตา ไม่ศึกษาหาความรู้ ไม่อ่านหนังสือ

"อาหารดี ๆ มีประโยชน์ไม่กิน ไปกินแต่อาหารขยะ สุดท้ายร่างกายก็เจ็บป่วยทรุดโทรม ต้องเสียค่าหยูกยารักษาไปมากมาย เงินทองที่เก็บไว้ สุดท้ายก็ต้องนำออกมาจับจ่ายรักษาตัว ทั้ง ๆ ที่ถ้าเขารู้จักจัดระบบความเป็นอยู่ตนเองสักหน่อย เขาก็จะไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องเสียเงิน สุขภาพอนามัยก็จะดี สติปัญญาหรือสมองก็จะดีตาม ”

“ แกนี่เองที่คอยหนุนให้นังเยาว์มันเสียคน ” มยุรีว่า ส่วนนายเทียบนิ่งเงียบเหมือนได้ข้อคิดจากลูกชาย

“ ใครกันแน่ที่เสียคน แก ฉัน นังยุภา และไอ้ทัดอีกคนต่างหากที่กำลังจะเสียคน เสียคนเพราะความโง่งมและดักดาน ขาดการศึกษาการพัฒนา ไม่ใช่นงเยาว์ ” ประทีปว่าขึ้นอย่างไม่เกรงใจใครอีกต่อไป

“ เสียคนเพราะอะไรแกรู้ไหม เสียคนเพราะเรียน ป.5 ป.6 ก็ไม่จบ นอกจากเรียนไม่จบแล้ว แกเคยอ่านหนังสือจบสักเล่มหนึ่งไหม... ” ประทีปชี้หน้ามยุรีที่นั่งเอามือกุมหน้าผาก

“ เรื่องอะไรฉันจะต้องอ่านหนังสือ อ่านแล้วมีประโยชน์อะไร ฉันเห็นหนังสือที่แกยืมมาอ่านมีแต่นวนิยายอ่านเล่น ” มยุรีทำเสียงเยาะ

“ เรื่องอ่านเล่นก็มีประโยชน์ ถ้ารู้จักอ่าน ฉันอ่านหนังสือคล่องก็เพราะอ่านหนังสืออ่านเล่น ถ้าแกอ่านหนังสืออ่านเล่นไม่ออก แกก็อ่านหนังสือตำรับตำราไม่ออกเหมือนกัน

"ที่แกนั่งฟังนิยายวิทยุติดตามทุกตอน จนไม่ต้องทำอะไรกันในแต่ละวันนั่นก็มีอยู่ในหนังสือ ถ้าแกอ่านหนังสือออก นิยายที่แกคอยติดตามนั่นจะสนุกกว่าที่ฟังหลายเท่า ซ้ำแกยังสามารถที่จะเลือกอ่านเวลาที่ว่าง หรือต้องการพักผ่อนได้ด้วย

"ฉันซื้อพวกนิตยสารมาอ่าน จึงทำให้รู้ข่าวสาร ความก้าวหน้าของบ้านเมือง ฉันจึงไม่โง่งมโข่งอย่างแก ”

“ ข่าวสารบ้านเมือง ฉันฟังจากวิทยุก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องอ่าน ” มยุรีพยายามหาข้อโต้แย้ง

“ ฉันไม่ปฏิเสธว่าในวิทยุก็มีข่าว แต่ฉันอยากจะถามว่า ระหว่างข่าวในวิทยุกับข่าวในหนังสือ อย่างไหนเราจะได้รายละเอียดมากกว่ากัน อ่านข่าวในหนังสือ เราจะจด คัดลอก หรือทบทวนกี่ครั้งก็ได้ แต่ข่าวในวิทยุแกทำได้ไหม ? ”

มยุรีเงียบไป คล้ายยอมรับว่าหมดข้อโต้แย้ง ประทีปจึงกล่าวต่อไป



(ภาพประกอบโดยคุณภาณุมาศ ศรีหะรัญ บ้านปลายฟ้า พังงา)


“ ที่พวกเราต้องยากจน ถูกพวกพ่อค้าเอารัดเอาเปรียบอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่ก็มาจากการที่เราไม่พัฒนาตนเอง ไม่ศึกษาหาความรู้ ไม่อ่านหนังสือ

"เวลาเขาประชุมกัน เรื่องบางเรื่องเราได้แต่ฟัง ไม่กล้าโต้เถียง ไม่กล้าโต้แย้ง ไปติดต่อกับข้าราชการก็พูดไม่ถูก ทำเงอะ ๆ งะ ๆ ให้เขาดูถูกดูหมิ่นเรา

"ถ้าเรามีความรู้ สิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกระเบียบ เราสามารถโต้แย้งกับเขาได้ บางคนขึ้นไปบนที่ว่าการอำเภอเขาให้เขียนคำร้อง เขาให้กรอกแบบฟอร์ม ก็กรอกไม่ถูก เรามัวเป็นกันอย่างนี้ทั้งบ้านเมือง เขาจึงดูถูก ”

ถ้อยคำของลูกชายคนหัวปี ทำให้นายเทียบได้คิดใคร่ครวญ ยกเลิกลงโทษนงเยาว์ และบอกให้เลิกแล้วต่อกันนับแต่บัดนั้น

นายเทียบหันกลับมานั่งทบทวนชีวิตครอบครัว ครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่หลายวัน วันหนึ่ง ขณะที่นายเทียบช่วยลูกชาย ลวกกระบอกรองน้ำตาลสดกันบูดอยู่ในโรงเตา นายเทียบก็ถามลูกชายขึ้นว่า

“ แกเอาข้อคิดที่พูดเมื่อวันที่ทะเลาะกับมยุรีมาจากใคร? ”

“ นงเยาว์ยืมหนังสือมาจากห้องสมุดมาให้ผมอ่าน พ่อถามทำไม? ”

“ นงเยาว์น้องของแกเป็นใครก็ไม่รู้ มันไม่ใช่นงเยาว์คนเก่าที่เป็นลูกฉัน ” นายเทียบกล่าวกับลูกชาย

“พ่อหมายความว่าอย่างไร ผมไม่เข้าใจ ”

“นงเยาว์มันไม่เคยมีนิสัยอย่างนี้ มันเรียนหนังสือไม่เก่ง ตอนนี้ครูที่โรงเรียนเขาบอกว่ามันเรียนเก่งกว่าใคร ๆ ทุกคน มันสอบประจำภาคได้ที่หนึ่ง เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ การพูดจาก็เห็นไหม มันใช้ภาษากลาง มันพูดอย่างเราไม่ได้ ”

“ แล้วนงเยาว์คนเก่ามันไปไหน ? ” ประทีปถามอย่างงง ๆ
“ ตอนอยู่โรงพยาบาล นงเยาว์มันตายไปแล้ว แต่แล้วก็ฟื้นขึ้นมา พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่เหมือนเดิม ”

นายเทียบตัดสินใจเล่าความที่ยังไม่เคยเล่าให้ลูก ๆ หรือใครฟังนอกจากครูที่โรงเรียน

“ พ่อหมายความว่านงเยาว์ที่แท้จริงมันตายไปแล้ว ที่ฟื้นขึ้นมาใหม่เป็นวิญญาณดวงอื่น ”

“ พ่อแค่สันนิษฐาน เพราะนงเยาว์คนนี้มันเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ความเป็นผู้ดีของมัน ทำให้พ่อคิดว่ามันอยู่กับเราไม่ได้ ”

“ ทำไม่จึงอยู่ไม่ได้ ? ”

“ เรามันคนจนนะธีป แกจะคอยให้ท้ายมันไม่ได้ เห็น
ไหม...ตอนนี้มันกินข้าวปลา อาหารพื้น ๆ อย่างเราไม่ได้ เราจะหาเงินที่ไหนมาซื้ออาหารดี ๆ ให้มันกินได้ทุกมื้อ รายได้ของเราแต่ละวันก็แทบไม่มี อาทิตย์หนึ่งขายน้ำตาล 2 ปิ๊บ ได้ 100 บาท ซื้อข้าวสารได้ 2 ถัง ก็หมดแล้ว ไหนยังจะต้องขยักไว้เป็นค่ากับข้าว และให้มันกับน้องไว้ไปกินขนมที่โรงเรียนอีก ” นายเทียบปรารภ

“ แล้วพ่อถึงกับคิดว่านงเยาว์ไม่ใช่ลูกพ่อเชียวหรือ ในเมื่อก็เห็น ๆ อยู่ว่ารูปร่างมันก็นงเยาว์ที่เป็นลูกสาวของพ่อ น้องสาวของผม แม้ว่าหน้าตาของมันจะดูสดใสสวยขึ้น และแม้ทุกอย่าง เช่นนิสัยใจคอจะเปลี่ยนไป

"แต่มันก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี สะอาดสะอ้าน พูดจาฉลาด เรียนหนังสือก็เก่ง ผมได้ฉลาดขึ้นก็เพราะมัน นี่มันยังแนะนำให้ผมหาโอกาสไปเรียนใหม่ในโรงเรียนกวดวิชา มันว่าอย่างน้อย ๆ คนเราควรจะจบปริญญา คนในสังคมยุคใหม่จะถูกสังคมกดขี่และดูหมิ่น ถ้าไม่มีความรู้ ”

“ นี่ถึงขนาดจะให้แกไปเข้าโรงเรียนเป็นนักเรียนอีกเชียวหรือ แล้วใครจะเป็นคนปาดตาล จะเอาเงินจากไหนไปเรียน แกถูกมันล้างสมองไปถึงขนาดนี้แล้วหรือ ” นายเทียบยังไม่ค่อยเห็นด้วย

“ หมายถึงถ้ามีโอกาสนะพ่อ โรงเรียนที่ว่านี่เขาสอนกันเฉพาะตอนค่ำ ๆ กับวันเสาร์ วันอาทิตย์ เป็นโรงเรียนกวดวิชา สอนให้ไปสอบเทียบความรู้ ไม่ได้ไปเรียนทุกวันอย่างนักเรียน ” ประทีปชี้แจง

00000

“ ทำไมมันถึงเก่งเกินคนขนาดนี้ ก่อนนี้มันขี้เกียจยังกะอะไรดี หนังสือสักตัวก็อ่านไม่ออก มันเป็นไข้มาลาเรีย สมองน่าจะถูกทำลาย แต่ทำไมกลับฉลาด พ่อเห็นวัน ๆ มันหมกมุ่นอยู่แต่กับหนังสือมันขนหนังสือต่าง ๆ มาจากไหนมากมาย ”

“ มันยืมจากห้องสมุดที่โรงเรียนมาพ่อ เห็นว่าครูที่โรงเรียนตอนนี้ทุกคนชอบมัน มันเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวในชั้น ที่ครูสอนอธิบายอะไรครั้งเดียวก็รู้และเข้าใจได้หมด

"แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่งพ่อ...เยาว์มันว่าบางครั้งพอมันนั่งนิ่ง ๆ ทำตัวแข็ง ๆ อ้อ ! มันเรียกว่านั่งสมาธิ มันกลับเห็นอะไรแปลก ๆ มันเห็นตัวมันเองด้วย มันว่าชาติหนึ่งมันเคย มันเคยเป็น...เป็นเอ้อ
ประทีปหยุดไตร่ตรองว่าจะเล่าดีหรือไม่ดี

“ มันเคยเป็นอะไร ? ” นายเทียบซักทันที

“ มันเล่าว่ามันมองเห็นอดีตของมัน มันเคยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ มีสนามหญ้ากว้างขวาง มีไม้ดอกไม้ประดับ มีรถยนต์นั่ง มีคนรับใช้แต่มันก็บอกไม่ได้ว่าเคยอยู่ที่ไหน ตำบลหนแห่งอะไร มันว่ามันเบลอ ๆ ”

“ บ้านกว้างใหญ่ มีคนรับใช้ มีสนามหญ้า มีไม้ดอกไม้ประดับมิน่า...มันจึงคิดจะให้พ่อหาหญ้ามาปลูก หาไม้ดอกไม้ประดับมาปลูกให้จัดบ้านใหม่ มันบอกไหมว่าพ่อแม่เดิมของมันเป็นใคร ทำอะไร ? ” นายเทียบถาม

“ ถามแล้ว มันว่ายังเบลอ ๆ มองไม่เห็น มันเห็นเป็นบางครั้ง แต่มันเล่าตอนหนึ่งว่า มันเคยเรียนถึงชั้น ม.5 หรือ ม.6 มันไปล่องแพกับเพื่อน ๆ แล้วเกิดอุบัติเหตุแพชนหิน มันตกน้ำ หลังจากนั้น มันก็จำอะไรไม่ได้

"แต่บางครั้งอีกเหมือนกัน มันว่ามันเห็นตัวมันเป็นนางกำนัลของเทพธิดาองค์หนึ่งบนสวรรค์ มีปราสาทสวยงาม มีสนามหญ้ากว้างใหญ่ มีดอกไม้ มีน้ำตก มีผลไม้รสอร่อยที่กินแล้วอิ่มไปหลายวัน…

“เทพธิดาส่งให้มันลงมาช่วยผู้ชายคนหนึ่ง พอหมดภาระหน้าที่มันก็จะกลับขึ้นไปอยู่บนสวรรค์กับนางฟ้าและเทพธิดาองค์นั้นต่อไป มันว่ามันเห็นภาพต่าง ๆ เป็นคราว ๆ เป็นภาพไม่ปะติดปะต่อกัน มันไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ถ้าไม่ใช่ผม

"แต่จะอย่างไรผมว่ารูปร่างของมันก็ยังเป็นลูกสาวของพ่อ เป็นน้องสาวของผม พ่ออย่าไปขัดความต้องการของมันเลย ถ้ามันคิดจะทำในสิ่งที่ดี ๆ ที่ไม่หนักหนาเกินไป ผมว่าถ้าเราสามารถส่งให้มันเล่าเรียนชั้นสูง ๆ ได้ มันจะช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเราขึ้นมา ไม่ให้ใครมาดูหมิ่นได้ ”

“ เราจะเอาเงินเอาทองที่ไหนมาส่งเสียมัน รายได้เราเดือนหนึ่งขายน้ำตาลพร้าวได้เพียง 3-4 ปีบ เสียค่าเทอม เทอมเดียวก็แทบไม่พอแล้ว ” นายเทียบพูดไปตามเหตุผลที่เป็นจริง



ตลอดย่านบ้านศาลาบางปู (ตำบลปากพูน อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช) ผู้คนมีอาชีพหลักคือทำน้ำตาลมะพร้าวขายเป็นปี๊บ ๆ มีพ่อค้ามารับซื้อทุกนัดวันอาทิตย์ ที่ตลาดท่าแพ รองลงมาคือทำนาบ้างเล็กน้อย บ้านของนายเทียบจึงทำทั้งน้ำตาลมะพร้าวและทำนา โดยนายประทีปกับนายเทียบเป็นคนขึ้นปาดตาล แล้วลูก ๆ ที่พอใช้งานได้ช่วยกันเคี่ยวน้ำตาลสดให้เป็นน้ำตาลแข็ง ๆ ส่วนนางลำยองกับมยุรีช่วยกันทำนา


“มันบอกผมว่ามันจะหารายได้ด้วยตัวเอง โดยให้ผมช่วยบ้าง มันให้ผมหาลูกไก่มาเลี้ยงไว้กินไข่ ถ้ามีมากเกินกินก็ขาย มันจะปลูกผัก ปลูกถั่ว ปลูกพืชสวนครัวทุกชนิดที่ขายได้ ”



“ มันจะได้มาเดือนละสักกี่ตังค์ คนบ้านเราก็ปลูกผักกินกันอยู่ทุกบ้าน ไก่ถ้าเลี้ยงมาก ก็ต้องหาอาหารมาให้มันกิน เลี้ยงแบบปล่อยก็ไม่ได้ มันไปรบกวนชาวบ้านอื่นเขา” นายเทียบให้ความเห็น



(ภาพประกอบโดยคุณภาณุมาศ ศรีหะรัญ บ้านปลายฟ้า พังงา)


“ มันว่ามันจะพยายามปลูกพืชที่ไม่มีใครปลูก หรือปลูกพืชที่คนปลูกน้อย แต่ตลาดต้องการมาก เห็นว่าวันอาทิตย์นี้มันจะขอไปตลาดท่าแพกับผมด้วย มันจะไปดูตลาด ”

“ งั้นพ่อมอบหน้าที่ดูแลช่วยเหลือมันให้แกก็แล้วกัน สำหรับมยุรีกับแม่มันนั่น เห็นทีจะไปกันไม่ได้ เขาหาว่ามันบ้าวิกลจริต สติฟั่นเฟือน บางทีก็หาว่ามันถูกผีเข้า จะไปหาหมอมาไล่ผีอะไรมิอะไรไปโน่น ”

นายเทียบลวกกระบอกน้ำตาลเสร็จ แล้วก็มอบภาระการเคี่ยวน้ำตาลในกระทะให้ลูกชายดูแลต่อ ส่วนตนเองแยกไปทำอย่างอื่น

000000

“ สุคนธ์ เธอดูนังดัดจริตเป็นผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินนั่นซี น่าตบชะมัดเลย เดี๋ยวนี้มันถือว่ามันเก่ง สอบได้ที่ 1 ทุกวิชา มันไม่สนใจทักทายพวกเราเลย มันทำราวกับในโรงเรียนนี้มีแต่พวกมัน 3-4 คน ไม่มีเราอย่างนั้นแหละ ” กานดาเอ่ยขึ้น

“ ไหนเขาว่ามันถูกผีเข้า ทำไมนังป้อม นังแหวว นังเอียด จึงยังไปเป็นพวกเดินตามหลังมันได้ คอยดูเถอะ เผลอ ๆ นังเยาว์ฉีกอกกินตับ ไต ไส้ พุง หมดหรอก ” มะลิวัลย์เสริมขึ้นมาอีกคน

“ เห็นเขาพูดกันว่า นังนงเยาว์นี่นะ ความจริงมันไม่ใช่นังนงเยาว์หรอก นังนงเยาว์มันตายไปแล้ว แต่มีคนอื่นมาเข้าร่าง มันถึงได้พูดแต่ภาษากลาง ไม่พูดภาษาใต้ ” รสสุคนธ์กล่าวขึ้นบ้าง

“ งั้นตอนนี้มันก็เป็นผีนะซี ทำไมไม่มีใครหาหมอผีมาไล่ไป เราเรียนหนังสือร่วมกับผี ฟังดูแล้วน่ากลัวพิลึก ฉันว่ามันคงอาศัยร่างนังนงเยาว์เพื่อกัดกินไส้พุงมากกว่า พอกินหมดมันก็ไป ” กานดาว่า

“ เคยมีนะดา ฉันเคยอ่านพบในหนังสือ มีอยู่เรื่องหนึ่งเขาเขียนว่า หญิงสาวคนหนึ่งอยู่กับยายในกรุงเทพฯ ยายแก่มากแล้ว อยู่ ๆ มายายก็เกิดป่วยนอนซม หลานที่เป็นหญิงสาวก็คอยพยาบาลดูแลแต่หลานต้องออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน ก่อนไปหลานก็นำข้าว น้ำและยามาวางให้ยาย เย็นกลับมาก็มาถามอาการยายทุกวัน

“แรก ๆ ยายก็กินข้าว กินน้ำ กินยาที่วางไว้ให้ แต่ต่อมาข้าวก็ไม่กิน น้ำก็ไม่กิน กินแต่พวกปลา พวกเนื้อ หมู ไก่สด ๆ ที่แช่ตู้เย็นไว้ขโมยกินหมด หลานสงสัยว่าใครขโมย วันหนึ่งจึงทำทีเป็นออกจากบ้าน แล้วกลับมาแอบดูทางฝาแตก ก็เห็นยายลุกขึ้นเดินได้อย่างกระปรี้กระเปร่า

“ยายเดินไปเปิดตู้เย็นคว้าไก่ดิบ ๆ ทั้งตัว หมูดิบ ๆ ทั้งชิ้น ปลาสดเป็นตัว ๆ กินจนเกลี้ยงตู้ หลานสาวจึงสงสัยว่ายายไม่ใช่คนตามปกติ... ” มะลิวัลย์หยุดเล่า

“ แล้วไง ?... ” ทั้งกานดา รสสุคนธ์ และนงลักษณ์ถามขึ้นพร้อมกัน

“ หญิงสาวดัดนิสัยยาย ด้วยการไม่ซื้ออาหารสดมาแช่ตู้เย็นไว้อีก แต่ไปซื้ออาหารที่เขาทำเสร็จแล้วมาวางไว้ข้างที่นอนให้ยายกิน ปรากฏว่ายายไม่แตะต้องอาหารที่ซื้อมา แต่พอตกค่ำยายก็มีกิริยาอาการลุกลี้ลุกลน ลุกขึ้นเดินไปเดินมาจนเรือนไหว ”

“ เล่าต่อเร็ว ๆ ซี ขยักไว้ทำไม ” กานดาเร่ง

“ คืนนั้นหญิงสาวปิดประตูห้องนอน แล้วลงกลอนแน่นหนา ขณะกำลังจะหลับ ก็มีคนมาผลักประตู แต่ประตูแข็งแรงมาก ไม่ยอมพังง่าย ๆ คนที่ผลักจึงย้ายที่ไปฉีกฝาห้องแทน ”

“ ใคร ? ยายนั่นใช่ไหมที่มาผลัก ” รสสุคนธ์

“ ใช่ ! พอฝาขาดออกเป็นช่อง หญิงสาวเปิดไฟในห้อง จึงเห็นหน้ายายโผล่หน้าเข้ามาทางฝาแตก เขาว่าเป็นเรื่องจริงด้วยนะเธอ นี่ขนาดฉันเล่ายังขนลุก ”

“ แล้วไง ?” ทั้งสามเสียงถามพร้อมกัน

“ ศีรษะยายติดอยู่ในช่องฝาแตก หญิงสาวจึงรีบเผ่นออกทางประตู กระโดดลงจากบ้านไปขออาศัยบ้านคนข้างบ้าน ต้องจัดเวรยามเฝ้ากันตลอดคืน เพราะกลัวยายผีดิบจะบุกเข้ามาตามหลาน ”

“ แล้วยายตามมาไหม ? ” รสสุคนธ์ถาม

“ ไม่ตาม คงกลัวคนเหมือนกัน ถ้าอยู่กันมาก ๆ รุ่งเช้าหญิงสาวจึงชวนชาวบ้าน 40-50 คน ไปดูยาย ปรากฏว่ายายนอนเหมือนคนนอนหลับ ”

“ แล้วเขาไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้นหรือ ? ” กานดาถาม

“ ทำซี ชาวบ้านคนหนึ่งไปหาหมอผีมาทำพิธีไล่ผีให้ ปรากฏว่ามีวิญญาณร้ายมาสิงร่างของยาย เพื่อกินของสดของคาว พอหมอผีทำพิธีไล่วิญญาณออก ศพของยายก็เน่าเหม็นหึ่งทันที ต้องไปจ้างสัปเหร่อมาเอาไปเผา ”

“ แหม...น่ากลัวจังนะเธอ งั้นนังเยาว์นี่ก็คงเหมือนยายแก่คนนั้นแน่ เราต้องไปบอกผู้ใหญ่หรือกำนันให้รู้ ให้หาหมอผีมาไล่ผีออกจากร่างกายของนังนงเยาว์ ก่อนที่มันจะเที่ยวแอบกินใครต่อใคร ไม่แน่เผลอ ๆ มันเกลียดเราที่ว่ามัน มันอาจจะกินเราเข้าสักวันก็ได้ ”

กานดาสรุปเรื่อง เพื่อนทั้งสามคนก็เห็นด้วย

(โปรดอ่านต่ออีก ๔ วันข้างหน้า)



Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2554 9:35:22 น. 15 comments
Counter : 5003 Pageviews.

 
สนุกมากๆเลยค่ะคุณลุงวันนี้อ่านแบบจุใจมาก เดิมตอนแรกเล็กก็ว่าทำไมประทีบจึงแสดงความคิดเห็นได้ดีขนาดนี้ถ้าไม่เฉลยว่า“ แกเอาข้อคิดที่พูดเมื่อวันที่ทะเลาะกับมยุรีมาจากใคร? ”

“ นงเยาว์ยืมหนังสือมาจากห้องสมุดมาให้ผมอ่าน พ่อถามทำไม? ”
คำพูดที่ประทีปพูดเป็นเรื่องจริงที่ถูกต้องที่สุดและเห็นด้วยที่สุดเลยค่ะถ้าปชช.ในประเทศมีความคิดแบบประทีปป่านนี้ประเทศไทยคงมีบุคคลากรที่มีคุณภาพมากกว่านี้ ต้องรออีก 4 วัน แน่ะ คุณลุง


โดย: หญิงแก่น วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:11:26:15 น.  

 
มาดึกหน่อยนะคะ
สำหรับตอนนี้ยาวเลยค่ะ ประทีปกับนงเยาว์รู้สึกว่าจะเข้ากันได้ดีนะคะ
ทั้งที่เริ่มสงสัยว่าว่านงเยาว์จะใช่น้องของตัวเองหรือเปล่า
ผิดกับมยุรีที่คอยจองจะทะเลาะกันตลอด

รออ่านตอน หมอผีมาไล่ผีออกจากร่างกายของนงเยาว์คะ
อาจารย์สบายดีนะค่ะ


โดย: คุณแอน (seton ) วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:17:55 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

คุณลุงค่ะมาส่งความรักมอบให้ในวันวาเลนไทน์ค่ะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:10:20:16 น.  

 

สวัสดีวันแห่งความรักของคนทั้งโลกค่ะ
+=====================+





โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:10:21:54 น.  

 
สุขสันต์ในวันแห่งรักครับลุงบูลย์

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

รักกันดีกว่า รักกันทุกๆวัน อย่าทะเลาะกันเลย ยิ่งทะเลาะกัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมัน ยิ่งแพงนะ 555


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:11:55:13 น.  

 


สุขสันต์วันแห่งความรักคะลุง

เดี๋ยวมาอ่านนะคะ อย่าเพิ่งหนีไปไหนน้า


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:51:06 น.  

 

Wishing you hearts,


flowers and happiness today


and always


Happy Valentine's Day!



(คุณลุง....ช่วงนี้ต้าติดภารกิจเฝ้าหลานเกเรค่ะ....ไม่ส่งงานครู(ต้องช่วยทำ) โดดเรียน โดนเรียนพิเศษ.....ติดเพื่อนค่ะ )


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:16:22:29 น.  

 
มาอ่านแล้วค่ะ

ประทีปดูจะเป็นคนรอบคอบรู้คิดดีนะคะ

พระเอ๊ก พระเอก...แอบสงสัยว่า ต่อไปสาวในร่างของนงเยาว์จะปิ๊งเข้าหรือเปล่า

โอ...นักล่าคิดไปไกลพู้น น่าหวาดเสียวเนอะ

สนุกดีค่ะลุง ไดอะล็อก ยาวไปนิด แต่ก็อ่านเพลินๆ ไม่เบื่ออะไร


นักล่าฯอัพบล้อกแล้วนะคะ

ขอเชิญลุงเช่นเคยค่า


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:17:29:50 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

จะเอ๋ ทักทายตอนดึกคะ


โดย: แอน (seton ) วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:24:46 น.  

 


สวัสดีคร้า..ครู ต้าตั้งใจอ่านอย่างละเอียดเลยคร้า...แหมพี่น้องเค้าเถึยงกันมันหยดจริงๆ...
ต้าอ่านความคิดครูประทีปแล้วพอจะเทียบเคียงกับคุณเณรในหนังสือ
ครูไพบูลย์ฯ(เล่มล่าสุด)...ได้หรือเปล่าค่ะ...รู้สึกจะความคิดแบบมุมานะจะร่ำเรียนต่อให้ได้แม้อุปสรรคมากเพียงไหนก็ตาม....
(แฮะ แฮะ....ตอนนั้นคุณเณรอุตส่าห์แอบชำเลืองดู(อิ อิ ) ทำไมมยุรีดูดุ จังเลย...จากเม้นท์น่ะคร้า)
รอตอนต่อไป.....คร้า


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:16:15:53 น.  

 
ขอแก้ ครูประทีบ เป็น ประทีป คร้า...พิมพ์ผิด


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:16:17:09 น.  

 
มาติดตามต่อครับคุุณลุงบูลย์

อ่านแล้ว นอกจากได้รับรู้ในความเป็นชนบทที่แท้ แล้วยังได้ข้อคิดที่มี

ประโยชน์กับสำหรับผู้คนทุกผู้ทุกวัยครับ



โดย: Insignia_Museum วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:39:42 น.  

 
มาทักทายยามบ่ายแก่ๆค่า

ของลุงตอนใหม่ยังไม่มา แต่ของนักล่าฯมาแว้ว

หมู่นี้อัพถี่...อย่างว่าค่ะ ขยันเป็นช่วงๆ


โดย: นักล่าน้ำตก IP: 110.168.198.29 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:33:28 น.  

 


สวัสดีคร้าครู....ต้า ไม่เคยเห็นผีเล๊ย...แต่เรื่องเล่าที่มะลิวัลย์เล่า..
ทำไมเคยได้ยินบ่อยๆตอนอยู่ตจว.ค่ะ....
ก็เลยไม่รู้ว่าผีมีจริงหรือเปล่า....
แต่ถ้ามีจริง ยังไงก็ไม่อยากสนิทด้วย เอาเป็นว่าไม่ถูกกันไปเลยจะดีกว่า... (แต่ทำไมผีมีทุกประเทศเลยน่ะค่ะครู...)


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:12:02 น.  

 
คุณลุงคะคืนนี้นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะคะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:46:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.