ความวิปโยคสุดพรรณนาและความยิ่งใหญ่คือชาตากรรมแห่งความรักของฉันที่มีต่อเธอ Unsagbares Leid und Größe ist das Schicksal meiner Liebe für dich. Untoldly sorrowful and great is the destiny of my love for you.
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
22 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
ซิมโฟนีหมายเลขเก้า "ขับร้องประสานเสียง"

ซิมโฟนีหมายเลขเก้า ดี-ไมเนอร์ โอพุซ ๑๒๕

ลายมือของเบโธเฟน คำแปลคือ: ซิมโฟนีที่มีการร้องประสานเสียงในท่อนสุดท้าย ด้วยกลอนเปล่า “แด่ความปีติรื่นรมย์” (an die Freude) สำหรับวงดุริยางค์ขนาดใหญ่ นักร้องนำสี่แนวและกลุ่มนักร้องเสียงประสานสี่แนว อุทิศแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ฟรีดริช วิลเฮล์ม ที่สาม ประพันธ์โดย ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน หมายเลขโอพุซ 125
นักดนตรีจำนวนน้อย วินิจฉัยยืนยันว่าหมายเลขเก้าเป็นซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมวลหมู่ซิมโฟนีทั้งมวล เพราะว่าเป็นสุดยอดแห่งความสำเร็จของเบโธเฟน บางทีมันอาจจักไม่ใช่ซิมโฟนนี้ที่ไพเราะที่สุดของเบโธเฟนหรือตามความนิยมส่วนตัวของนักดนตรีเหล่านั้น กระนั้นก็ตามพวกเราก็ปฏิบัติต่อซิมโฟนีบทนี้ ในความเป็นจริง ราวกับว่าเราเชื่อทุกอย่างทั้งหมด ซิมโฟนีบทนี้ มีสถานภาพพิเศษ ไม่เพียงแต่ในประวัติศาสตร์ของดนตรีและความเจริญงอกงามของเบโธเฟนในฐานะศิลปิน นั่นคือความเป็นมนุษย์และแบบแผนของสาธารณชนด้วย หากทั้งยังเป็นสถานภาพพิเศษในหัวใจและสมองของเราเองอีกด้วย ในสิ่งที่เราจดจำและสิ่งที่เรามองไปเบื้องหน้า การแสดงซิมโฟนีบทนี้ไม่เคยเป็นเหตุการณ์ธรรมดา เหมือนคอนเสิร์ตอื่นๆ และแม้กระทั่งการบันทึกเสียง ก็ยังไม่สามารถลบล้างสถานภาพพิเศษเหนือธรรมดาของซิมโฟนีบทนี้ลงได้ ยืนยันได้เลยว่า เงาทะมึนของซิมโฟนีบทนี้ยืนตระง่านครอบคลุมไปทั่ววงการดนตรีคริสตศตวรรษที่สิบเก้า และช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ยี่สิบด้วย หูของเราแว่วเสียงการเปิดวงอันลึกลับ ความประหลาด การขับร้องที่คล้ายกับการพูดและลำนำบทสวด (recitatives and hymns) การต่อสู้ดิ้นรนอันเป็นหนี้ผูกพันอยู่กับสาธารณชน สำหรับความผูกพันและการแก้ปัญหา ของซิมโฟนีบทนี้อยู่ทุกหนทุกแห่ง ยิ่งกว่านี้ โดยการนำเจตคติของซิมโฟนีแห่งชัยชำนะ ไปสู่ความสูงส่งที่น่าสับสนแบบใหม่ ดังที่ปรากฏมาแล้วก่อนหน้านั้นในซิมโฟนีหมายเลขสาม “วีรบุรุษ” และหมายเลขห้า จึงเป็นการย้ำความชัดเจนถึงธรรมชาติแห่งความทะเยอยานในซิมโฟนี แน่นอนเลยว่าซิมโฟนีบทนี้จักแสวงหาทางสร้างถ้อยแถลงทางจริยธรรมมากเท่ากันกับถ้อยแถลงทางดนตรี มันจักยืนตระหง่านเป็นอนุสาวรีย์ข้างทางชั่วนิรันดร์ เป็นแบบฉบับ –มักเป็นแบบฉบับที่อันตราย—และแรงบันดาลใจ มีความคิดเห็นจากหลายท่านเกี่ยวกับซิมโฟนีหมายเลขเก้านี้ เช่นในเรื่อง อันดริอัน เลวาร์คืห์น (Adrian Leverkühn) ของโธมาส มันน์ (Thomas Mann 1875-1955 นักแต่งนวนิยายรางวัลโนเบลนามอุโฆษชาวเยอรมัน ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ งานของเขาได้รับการแปลสู่ภาษาต่างๆหลายภาษา และหนังสือหลายเล่มได้รับความนิยมเป็นพิเศษในสหรัฐอเมริกา) ยังต้อง“ถอนกลับคืน” และไมเคิล ทิพเพทท์ ก็ยังเริ่มซิมโฟนีหมายเลขสาม จากความจำเป็นต้องสนองตอบต่อการยืนยันของตัวซิมโฟนีเองด้วยคำถามของเขาเอง ถือได้ว่าเป็นรายงานที่มีนัยสำคัญมากที่สุดที่เกี่ยวกับดนตรีที่ว่าด้วยสภาพเงื่อนไขของมนุษย์ ไม่ยากเลย มันคือ “ซิมโฟนีหมายเลขเก้า” หรือเรียกได้แม้กระทั่งว่า “หมายเลขเก้า” และเมื่อ เลวาร์คืห์น ร้องขอต่อความจำเป็นของตัวเอง “เรียกร้องให้ถอนซิมโฟนีหมายเลขเก้ากลับคืน” เราจักไม่ชงักด้วยความประหลาดใจเลยว่าเขาหมายถึงซิมโฟนีของไฮย์ดึน ของดโวชาค หรือของ มาห์ลาร์ หรือไม่
หมายเลขเก้ามีอิทธิพลหลายกระแส และมีพลังอำนาจในชีวิตของเบโธเฟน –รวมทั้ง เป็นไปได้ว่าตั้งแต่วัยเยาว์เป็นต้นมา ด้วยงานของ ฟรีดริช ฟอน ชิลลาร์ (Friedrich von Schiller) และแผนการณ์ที่เบโธเฟนทำนุถนอมไว้ดั่งดวงใจมากว่าสามสิบปีเพื่อใส่ดนตรีเข้ากับบทกลอนเปล่า “An die Freude” ปรากฏชัดเจนในหนังสือร่างงานที่เบโธเฟนจดบันทึกไว้เคร่าๆ เป็นเนื้อหาสาระดนตรีแบบฟิวจ์ (fugue) ประมาณปี ค.ศ. 1815 และอีกครั้งหนึ่ง เป็นการจดบันทึกในดนตรีรูปแบบอื่นที่แตกต่างออกไปสองหรือสามปีถัดมา (ซึ่งเป็นธีมหลักของแชร์ทโส-ท่อนที่สอง) ทั้งการเชื้อเชิญให้ไปเยือนกรุงลอนดอนจากสมาคมฟิลฮาร์โมนิค ระหว่างฤดูหนาวของปี ค.ศ. ๑๗๑๗-๑๘ และให้นำซิมโฟนีใหม่สองบทไปด้วย ทั้งจากแผนการณ์ที่เตรียมไว้แล้วชัดเจนประมาณปี ค.ศ. ๑๘๑๘ สำหรับซิมโฟนีสองบท บทหนึ่งใน ดี-ไมเนอร์ และอีกบทหนึ่งรวม “Adagio Cantique ในโหมดโบราณ” ซึ่งเป็นการขับร้องประสานเสียงเอาไว้ด้วย ทั้งจากการยอมรับของเบโธเฟนเองในเดือนธันวาคม ๑๘๒๒ เป็นค่ามอบหมายให้ประพันธ์ซิมโฟนีสักบทหนึ่ง จากสมาคมฟิลฮาร์โมนิคลอนดอน ล้วนแต่เป็นผลออกมาในที่สุดของการเจรจาในปี ค.ศ. ๑๘๑๗
ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๑๒ เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปีแห่งกิเลสตัณหาอันใหญ่หลวงระหว่างเบโธเฟนและอันโทนี เบรนทาโน (Antonie Brentano) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ยอดรักอมตะ” ของเบโธเฟน ชีวิตของเบโธเฟนตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างต่อเนื่อง ประพันธ์งานออกมาน้อยมาก อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับมาตรฐานแห่งแรงบันดาลใจและอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่ประมาณปี ค.ศ. ๑๘๒๐ อ้างตามไมย์นาร์ด โซโลโมน (Maynard Solomon) เบโธเฟนก็เริ่ม “จัดการรื้อฟื้นชีวิตตัวเองเสียใหม่ และทำงานที่ทุ่มเททั้งชีวิตของตัวเองให้สำเร็จสมบูรณ์” ใหม่ๆกระบวนการต่างๆดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่ประมาณปี ค.ศ. ๑๘๑๒ เบโธเฟนก็กลับมามีแรงขับในการทำงานอย่างทรงพลังอีกครั้งหนึ่ง
ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใหม่นี้ โครงการและแนวความคิดต่างๆที่ผูกพันอยู่กับซิมโฟนีหมายเลขเก้าก็เริ่มไหลหลั่งพรั่งพรูออกมา(เอง) ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. ๑๘๒๒ เบโธเฟนยังใคร่ครวญอยู่เกี่ยวกับซิมโฟนีคู่หนึ่ง อุปมาดั่งหมายเลขห้าคู่กับพาสโตราล และหมายเลขเจ็ดคู่กับหมายเลขแปด เมื่อช่วงปี ค.ศ. ๑๘๐๘ และ ๑๘๑๒ แต่ประมาณปี ค.ศ. ๑๘๒๓ เบโธเฟน กลับขมักเขม้นมุอยู่กับงานชิ้นเดียวโดดๆ ถึงแม้ว่าจักยังไม่ตกลงปลงใจอย่างใดอย่างหนึ่งกับท่อนสุดท้ายว่า จักเป็นการขับร้องประสานเสียงหรือดนตรีบรรเลงล้วนๆก็ตาม (เนื้อหาสาระดนตรีที่เบโธเฟนร่างไว้สำหรับดนตรีบรรเลงในท่อนสุดท้าย พัฒนาต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๒๕ ไปเป็นท่อนสุดท้ายของควาร์เทตเครื่องสาย เอ-ไมเนอร์ โอพุซ 132) ดนตรีท่อนแรกสำเร็จเรียบร้อยดีในปี ค.ศ. ๑๘๒๓ สำหรับส่วนใหญ่ที่เหลือนั้นก็สำเร็จสมบูรณ์ อย่างน้อยก็เป็นต้นร่างหรือเค้าโครงอยู่ในหัวของเบโธเฟนแล้วเรียบร้อย เมื่อประมาณปลายปีเดียวกันนั้น
ในทันทีที่สกอร์สำเร็จเรียบร้อย ก็ต้องจัดให้มีการบรรเลง เบโธเฟน ซึ่งมีอารมณ์ฉุนเฉียวกับชาวเวียนนาและกระแสคลั่งไคล้ โรซซินิ (Antonio Gioacchino Rossini: นักแต่งอุปรากรชาวอิตาเลียน) หมดอาลัยตายอยากอยู่ที่เบอร์ลิน และมีเพียงการแทรกแซงประจบประแจงและแรงกระตุ้นของเพื่อนเท่านั้นที่ช่วยกู้สถาณการณ์ ให้กรุงเวียนนา ซึ่งเป็นบ้านของเบโธเฟนมาแล้วถึงสามสิบเอ็ดปี ได้เป็นสถานที่สำหรับการแสดงรอบปฐมฤกษ์ มีความยุ่งยากตามมาไม่มีที่สิ้นสุดในการเลือก โรงมหรสพ นายวาทยากร นักร้องนำ ยังไม่กล่าวถึงปัญหางบประมาณจัดการแสดงและราคาค่าตั๋วเข้าชม เบโธเฟนชื่นชมยินดีเป็นพิเศษกับนักร้องนำหญิงรุ่นเยาว์เสียงมหัศจรรย์ทั้งคู่ เฮนรีทเทอะ ซอนทาก ซึ่งสร้างบทบาทชื่อเสียงมาแล้วในอุปรากรเรื่อง ออยรืออันเธอะ (Euryanthe: 1823) ของ เวบาร์ (Weber) และมีเกียรติยศชื่อเสียงในวิชาชีพอนาคตไกล ขณะนั้นอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น ขณะเดียวกัน คาโรลีเนอะ อุนการ์ ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับนับถืออย่างมากจาก โดนิเสททิ (Gaetano Donizetti 1797-1848: นักแต่งอุปรากรอิตาเลียน) และ เบลลินิ (Vincenzo Bellini 1801-1835: นักแต่งอุปรากรอิตาเลียน) ก็มีอายุได้เพียงยี่สิบปี ส่วน ฮายท์สิงงาร์ นักร้องเทเนอร์ นั้นอายุยี่สิบแปดปี และมีการงานอาชีพที่น่าประทับใจรออยู่ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับ ซายเพลท์ นักร้องเบสส์ เท่าที่ทราบมานั้นเป็นตัวเลือกคนที่สามที่ตกลงรอมชอมเลือกกันมา และในระหว่างการแสดง เสียง ฟา สูง ของนักร้องคนนี้หลุดไปเสีย ที่ไม่ใช่ปัญหาน้อยที่สุดซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงในรอบปฐมฤกษ์นี้ คือ การเข้าร่วมในการแสดงคอนเสิร์ตของเบโธเฟนเอง หูหนวกสนิท แต่กระนั้นก็ตาม เบโธเฟนยังพยายามเป็นนายวาทยากรกำกับวงดุริยางค์ในการซ้อมใหญ่อุปรากรเรื่องฟิเดลิโอฉบับปรับปรุงใหม่ในปี ค.ศ. ๑๘๒๒ เสียเอง และขมขื่นร้าวรานมาแล้วกับความวิบัติที่ขายหน้าและความล่มจมของดนตรีอย่างน่ากลัว ท้ายที่สุด เบโธเฟนก็ได้ยืนบนเวทีต่อหน้าวงดุริยางค์และกลุ่มนักร้องประสานเสียง ที่กำกับโดยนายวาทยากร“ตัวจริง” มิชาเอล อุมเลาฟ์ (Michael Umlauf) โดยไม่สนใจท่าทางสัญญาณของเบโธเฟนเลย การแสดงก่อให้เกิดความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า ท่อนแชร์ทโส(ท่อนที่สอง) ที่จริงแล้ว มีการปรบมือขัดจังหวะเกิดขึ้น –น่าจักเป็นไปได้ว่า เกิดจากความประหลาดใจต่อเสียงกลองทิมปะนี ที่เข้ามาในดนตรีส่วนที่สอง (section)—และมีการขอร้องอังกอร์ (encore) ในตอนท้าย เบโธเฟนยังคงโก่งตัวดูสกอร์ดนตรีอยู่ และ นางสาวคาโรลีเนอะ อุนการ์ หมุนศีรษะของเบโธเฟนด้วยอาการสุภาพ ให้หันไปดูการปรบมือที่เบโธเฟนไม่ได้ยิน
ชอทท์ (Schott) ตีพิมพ์ซิมโฟนีบทนี้ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1826 เบโธเฟนดิ้นรนทนทุกข์อย่างสุดขีดเป็นเวลานานว่าจักอุทิศผลงานชิ้นนี้ให้ใคร เบโธเฟนปฏิเสธทั้งสิ้น ไม่ว่าจักเป็นลูกศิษย์ แฟร์ดินันท์ รีซ จักรพรรดิ์ฟรันท์ส์ โยเซฟ ที่หนึ่ง แห่งออสเตรีย ซาร์ อเลกซานเดอร์ ที่หนึ่งแห่งรุซเซีย สมาคมฟิลฮาร์โมนิคแห่งลอนดอน และพระเจ้าลุยส์ ที่สิบแปด แห่งฝรั่งเศส (Ferdinand Ries, Emperor Franz I of Austria, Tsar Alexander I of Russia, the London Philharmonic Society, and Louis XVIII of France) ในที่สุดผู้ที่ได้รับการอุทิศผลงานชิ้นนี้คือพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ฟรีดริช วิลเฮลม์ ที่สาม โอรสในกษัตริย์นักเชลโล พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮลม์ ที่สอง องค์ที่โมสาร์ทประพันธ์ควาร์ทเทตเครื่องสายสามบทสุดท้ายทูนเกล้าฯถวายนั่นเอง การเลือกองค์อุทิศ ของเบโธเฟนเป็นกษัตริย์ที่ต้องรอบคอบแต่ไม่ชัดเจนครั้งนี้ หรือที่จริงอุทิศให้กษัตริย์องค์ใดก็ตาม ดูเหมือนจักเป็นเรื่องชอบกลอยู่ แต่ ไมย์นาร์ด โซโลโมน อธิบายว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1810 เป็นต้นมา ปรากฏข่าวลือในวงการพิมพ์ว่า เบโธเฟนเป็นโอรสนอกสมรสในพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮลม์ ที่สอง (หรือ ฟรีดริช มหาราช) และไม่มีคำวิงวอนให้เกี่ยวข้องกับเกียรติยศของมารดาของเบโธเฟน หรือว่ากล่าวกันตามปกติก็คือ แหย่ให้เบโธเฟนออกมาปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ โซโลโมนเขียนไว้ว่า “ใครก็ประหลาดใจ ถ้ามันเป็นอุบัติเหตุทั้งสิ้นว่า เบโธเฟนเลือกอุทิศซิมโฟนี บนสถานภราดรภาพให้แก่ลูกชายของชายผู้ซึ่งเล่าลือกันว่าเป็นพ่อของเขาเอง”
มิติดนตรีแห่งมนุษยชาติ
“ซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ พร้อมกับการขับร้องนำและการขับร้องประสานเสียงที่เข้ามาในท่อนสุดท้ายด้วยบทประพันธ์กลอนเปล่าของฟรีดริช ชิลลาร์ (An die Freude อัน ดี ฟรอยเดอะ – แด่ความปีติรื่นย์รมย์)”
(ขวา)ฟรีดริช ชิลลาร์ เจ้าของบทประพันธ์
ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเบโธเฟน อาจจักไม่ใช่ซิมโฟนีที่ไพเราะที่สุด แต่เป็นซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษย์จักสามารถแสดงความรู้สึกนึกคิดผ่านออกมาทางดนตรีได้ และเป็นตัวแทนทางดนตรีของมวลมนุษยชาติ

คำอธิบายของซิมโฟนีบทนี้ในการแสดงรอบปฐมฤกษ์
“ฉันไม่เคยได้ยินเสียงปรบมือ อย่างกึกก้องอึงอลแต่จริงใจเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต... เมื่อโรงแสดงดนตรีอื้งอึงไปด้วยเสียงคราง และเสียงปรบมือดังสนั่นเป็นครั้งที่ห้า นายตำรวจใหญ่ถึงกับร้องเสียง“ดังลั่น”ขอให้สงบ ตามกฎของราชสำนักนั้นปรบมือแสดงความชื่นชมความสำเร็จได้เพียงสามครั้งเท่านั้น แต่เบโธเฟนได้รับเสียงปรบมือถึงห้าครั้ง จึงน่าไม่ประหลาดใจเลยว่าทำไมตำรวจถึงได้ขุ่นเคืองนัก”
ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน ถือกำเนิดที่เมืองบอนน์ ซึ่งต่อมาเป็นเมืองที่เจ้าครองนคร มีสิทธิออกเสียงในการเลือกกษัตริย์อย่างเป็นอิสระของเยอรมนีสมัยนั้น และรับพิธีศีลบัพติสมาตามธรรมเนียมของชาวคริสเตียนที่นั่น เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๑๗๗๐ ถึงแก่กรรมที่กรุงเวียนนา นครหลวงแห่งราชวงศ์ฮับซบวร์ก (Habsburg) ในจักรวรรดิ์ออสเตรีย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๑๘๒๗ ถึงแม้ว่าความคิดบางอย่าง ที่เบโธเฟนใช้จริงในซิมโฟนีหมายเลขเก้านั้น จักปรากฏอยู่ในกระดาษร่างงานในปี ค.ศ. ๑๘๑๗-๑๘๑๘ ก็ตาม เบโธเฟนเริ่มขมักเขม้นกับงานชิ้นนี้บนสกอร์ดนตรีในปี ค.ศ. ๑๘๒๒ นี้เท่านั้น และกินเวลาจนล่วงเข้ามาถึงปี ๑๘๒๓ และงานสำเร็จลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๘๒๔ และแสดงรอบปฐมฤกษ์ดังกล่าวแล้วข้างบน ก่อนการบรรเลงซิมโฟนีใหม่บทนี้ มีการโหมโรงเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงดนตรีบางส่วนจากมิซซา โซเลมนิซครั้งแรกในกรุงเวียนนา (ประกอบด้วย คือรี เครโด และ อักนุซ : Kyrie, Credo และ Agnus จาก Missa Solemnis) เบโธเฟน ผู้ซึ่งขณะนั้นหูหนวกสนิทแล้ว ยืนอยู่บนเวทีให้จังหวะดนตรีและพลิกหน้าสกอร์ดนตรีของตัวเองไปด้วย
อันโทน ชินท์ลาร์ (Anton Schindler) เขียนไว้ว่า ภายหลังจากไม่มีซิมโฟนีออกแสดงมานานระยะหนึ่ง เบโธเฟนก็เปิดฉากการแสดงซิมโฟนีหมายเลขเก้าในวันที่ ๗ พฤษภาคม ๑๘๒๔ (นิยมเรียกซิมโฟนีบทนี้ของเบโธเฟนสั้นๆว่า หมายเลขเก้า) เบโธเฟนมีความคิดใคร่นำบทกลอนเปล่า อัน ดี ฟรอยเดอะ (An die Freude, Ode to Joy) ของ ฟรีดริช ชิลลาร์ (Friedrich Schiller) มาใส่ดนตรีเป็นครั้งแรกราวๆปี ๑๗๙๓ ขณะนั้นเบโธเฟนยังอยู่ที่เมืองบอนน์ แต่ก็สำเร็จสมบูรณ์ลงได้ในที่สุดในอีกสามทศวรรษต่อมา ที่จริงแล้ว ในหนังสือร่างงาน ที่เบโธเฟนลงมือประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลขเก้าไม่กี่ปีก่อนเสร็จสมบูรณ์นั้น แสดงว่าแต่เดิมเบโธเฟนทำงานควบคู่กันเกี่ยวกับความคิดสำหรับซิมโฟนีสองบท (เป็นเรื่องปกติของเบโธเฟน เพราะการทำงานควบคู่ขนานกันไปนั้น เบโธเฟนก็ทำมาแล้วกับซิมโฟนีหมายเลขห้าและหมายเลขหก และหมายเลขเจ็ดกับหมายเลขแปด)
(รูปบน) โรงมหรสพแห่งราชสำนัก ใกล้กับประตูแคร์นท์นาร์ทัวร์ (Kärntnertor) ในกรุงเวียนนา (บางครั้งจึงเรียกว่า โรงมหรสพแคร์นท์นาร์ทัวร์ (Kärntnertortheater) สถานที่แสดงรอบปฐมฤกษ์ของซิมโฟนีหมายเลขเก้า เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๒๔ กำกับวงดุริยางค์โดยนายวาทยากรอุมเลาฟ์ (Umlauf) และผู้นำวงดุริยางค์คือชุพพานท์สิกห์ (Schuppanzigh) การซ้อมกระทำได้เพียงสองครั้งเท่านั้นก่อนการแสดง ซึ่งประสบความสำเร็จคละเคล้าไปกับการวิภาควิจารณ์ การแสดงครั้งที่สองตามมาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ปีเดียวกัน เบโธเฟนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน ๔๒ ปอนด์อังกฤษ จากการแสดงทั้งสองครั้ง! ถึงแม้ว่าสมาคมฟิฮาร์โมนิคในกรุงลอนดอน ได้จ่ายค่าหมอบหมายให้เบโธเฟนประพันธ์ซิมโฟนีจำนวน ๕๐ ปอนด์ ในปลายปี ค.ศ. ๑๘๒๒ ก็ตาม แต่แท้ที่จริงแล้วงานชิ้นนี้กลับอุทิศแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย เมื่อตีพิมพ์โดยชอทท์ (Schott) ในปี ค.ศ. ๑๘๒๖ สมาคมฟิลฮาร์โมนิคจัดบรรเลงซิมโฟนีบทนี้เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๒๕ ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นการแสดงครั้งที่สามของซิมโฟนีบทนี้ด้วย และต่อมาจ่ายให้เบโธเฟนเพิ่มเติมอีก ๑๐๐ปอนด์อังกฤษ (เป็นเงินจ่ายเพื่อช่วยเหลือเบโธเฟนระหว่างเจ็บป่วยหนักในช่วงสุดท้ายของชีวิต)
นักร้องนำในรอบปฐมฤกษ์คือ: เสียงโซพราโน เฮนรีทเทอะ ซอนทาก (Henriette Sontag) นักร้องเสียงอาลโท คาโรลีเนอะ อุนการ์-ซาบาเทียร์ (Karoline Unger-Sabatier) และนักร้องเสียงเทเนอร์ อันโทน ฮายท์สิงงาร์ (Anton Haizinger) ส่วนเสียงเบสส์นั้นร้องโดย ซายเพลท์ (Seipelt) (ดูรูป)

นักร้องนำในรอบปฐมฤกษ์ (รูปบนจากซ้ายไปขวา): เฮนริเทอะ ซอนทาก โซปราโน คาโรลิเนอะ อุนการ์-ซาบาเทียร์ อาลโต และ เทเนอร์ อันโทน ฮายซิงแงร์ สำหรับเบสส์นั้นคือ ซายเพลท์ (ไม่มีรูป)
คาโรลิเนอะ อุนการ์ นักร้องเสียงอาลโตในการแสดงรอบปฐมฤกษ์ของซิมโฟนีบทนี้ อธิบายในปี ๑๘๖๙ ถึงการแสดงคอนเสิร์ต (เบโธเฟนถึงแก่กรรม ๒๖ มีนาคม ๑๘๒๗) ให้โกรเฟอะฟัง(Grove) และต่อมาโกรเฟอะเขียนไว้ว่า “ผู้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้จักอยู่ในแก่นกลางประชุมชนในการแสดงดนตรีแห่งนี้ ไม่ได้ยินอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่สำเนียกแม้กระทั่งถึงเสียงปรบมืออย่างกึกก้องของผู้ฟังในตอนจบของงานที่ยิ่งใหญ่ชิ้นนี้ ยังคงยืนหันหลังให้ผู้ฟังอยู่ และให้สัญญาณจังหวะดนตรี (ธาลแบร์ก-Thalberg-ผู้อยู่ในการแสดงครั้งนั้นด้วย กล่าวกับธาแยร์ -Thayer- ว่า วาทยากรกำกับวงดุริยางค์ และกลุ่มร้องเสียงประสาน โดยไม่สนใจเลยว่าอะไรจักเกิดขึ้นกับการให้สัญญาณจังหวะของเบโธเฟน แต่ก็เฝ้ามองเบโธเฟนอย่างระมัดระวัง) จนกระทั่งนางสาวอุนการ์นักร้องได้หมุนตัวเบโธเฟน หรือไม่ก็เชิญเบโธเฟนให้หันหน้าไปหาผู้ฟัง ที่กำลังปรบมืออย่างสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับอาการแสดงออกถึงความพออกพอใจอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่นั้น ในทันทีที่เบโธเฟนหันหน้าไปหาผู้ชมเท่านั้น ทุกคนในที่นั้นต่างก็สำนึกเลยว่า เบโธเฟนไม่เคยกระทำอย่างนั้นมาก่อน เพราะว่าเบโธเฟนแสดงปฏิกิริยาออกมาตกตะลึงตาค้างจังงังราวกับไฟฟ้าดูด ไม่ได้ยินเลยว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น และผู้ฟังต่างก็ระเบิดเสียงแห่งความเห็นอกเห็นใจเบโธเฟนปานภูเขาไฟระเบิด และการชื่นชมสรรเสริญตามมา”
แต่อีกที ไม่ใช่ทุกคนเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของซิมโฟนีบทนี้ หลังจากการแสดงรอบปฐมฤกษ์ของเมืองฟรังค์ฟัวร์ทในปี ๑๘๒๕ (๑ เมษายน – ใครสักคนสังเกตหรือไม่ว่าเดือนเมษายนอีกแล้ว) นักวิจารณ์ดนตรีคนหนึ่งเขียนว่า “มันปรากฏขึ้นต่อพวกเราสุดแสนไกลจนไม่อาจตัดสินได้หลังจากได้ฟังงานชิ้นนี้เพียงครั้งเดียว – อัจฉริยภาพแห่งศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หลับตาก็แลเห็น” ขณะเดียวกัน ลุยส์ ชปัวห์ร์ (Louis Spohr) เรียกท่อนสุดท้ายว่า “ประหลาดและไร้รสนิยม และ ในการฉวยเอากลอนเปล่าของชิลลาร์มาใช้ ไม่มีแก่นสารจนไม่เข้าใจว่าอัจฉริยะอย่างเบโธเฟนเขียนงานชิ้นนี้ออกมาได้อย่างไร” และใครสักคนคงอยากตอกหน้าเข้าให้เช่นเดียวกันว่า ถ้านายชปัวห์ร์สามารถเข้าใจได้แล้ว ก็คงเป็นอัจฉริยะเช่นเดียวกับเบโธเฟน
แม้แต่ในความคิดของผู้คนในศตวรรษนี้ก็ยังแตกต่างออกไป เซอร์ โธมาส บีแชม (Sir Thomas Beecham) ครั้งหนึ่งเคยประกาศว่า “แม้กระทั่งเบโธเฟนยังทุบถังไม้(โกหก) ซิมโฟนีหมายเลขเก้าประพันธ์ขึ้นโดยนายแกลดสโตน (Galdstone รัฐบุรุษอังกฤษ ๑๘๐๙-๑๘๙๘) แห่งวงการดนตรี” ขณะเดียวกัน โยเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ประกาศภายหลังการแสดงครั้งหนึ่ง ณ สภาคอนเกรสส์แห่งโซเวียตในกรุงมอสโกว์ว่า “นี่คือดนตรีที่เหมาะสมสำหรับมหาชน ไม่สามารถนำมาบรรเลงได้บ่อยครั้งพอ” ไฮน์ท์ส์ อุนการ์ (Heinz Unger) รายงานว่าผลที่ตามมาก็คือเกิด “อาการคลั่งเบโธเฟนระบาดไปทั่ว” ในสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันล่มสลายแล้ว)
หมายเลขเก้าเป็นผลงานซิมโฟนีระดับสุดยอดของเบโธเฟน เป็นงานที่นำเสียงร้องไปใส่ในซิมโฟนี เป็นการนำทางสำหรับงานขับร้องที่ยิ่งใหญ่ของกุสตาฟ มาห์ลาร์ (Gustav Mahler) และเป็นซิมโฟนีซึ่งเป็นกระสวนโครงสร้างหลักอันเป็นแม่แบบสำหรับซิมโฟนีของอันโทน บรุคนาร์ (Anton Bruckner) แต่ละบทในทางปฏิบัติทั้งสิ้น
การแสดงซิมโฟนีบทนี้ครั้งแรกในอเมริกา มีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๑๘๔๖ โดยวงดุริยางค์นิวยอร์คฟิลฮาร์โมนิค และการจัดการของ จอร์จ โลเดอร์ พร้อมกับ นางโอโต นางสาว โบลาร์ด นายมุนซัน และนายเมเยอร์ (George Loder, with Mme. Otto, Mrs. Boulard, Mr. Munson, and Mr. Mayer)
จากซิมโฟนีหมายเลขเก้าในภาพรวม กล่าวได้ว่ามันสืบแนวทางจากความมืดไปสู่แสงสว่าง และจากกระบวนการนี้ และจากการต่อสู้ดิ้นรนสำหรับความชัดเจนของมัน การเปิดวงที่มีชื่อเสียง เลียนแบบกันครั้งแล้วครั้งเล่าในคริสศตวรรษที่สิบเก้า ก่อให้เกิดทรรศนะในระดับจุลจักรวาล
ซิมโฟนีหมายเลขเก้า ซึ่งเบโธเฟนประพันธ์ส่วนใหญ่ขึ้นระหว่างปี ค.ศ ๑๘๒๒ และต้นปี ค.ศ. ๑๘๒๔ นั้น มีมิติดนตรีที่ทรงพลังมโหฬารโดดเด่นอลังการที่สุด ในจำนวนซิมโฟนีที่ประพันธ์ขึ้นก่อนหน้านั้นทั้งหมดของเบโธเฟน และของคีตกวีท่านอื่นๆด้วยเช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือดนตรีทำนองหลักมีธรรมชาติที่กลมกลืน และลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ การเปิดวงในท่อนแรก (Allegro, ma non troppo un poco maestroso) กำหนดไว้ในลักษณะที่เป็น “สถานการณ์ที่ค่อยๆคลี่คลายและแปรไปสู่วิวัฒนาการ” กลุ่มไวโอลินแนวที่หนึ่งที่บรรเลงเสียงครางยาวและหนาแน่นจากเสียงลา-มีในขั้นคู่เสียงที่ห้าของบันไดเสียง จักค่อยๆนำไปสู่เสียงขั้นคู่ที่ห้าและที่สี่ ซึ่งเสียงดังกล่าวนี้จักขยายออกเต็มขั้นคู่แปด ในขณะที่จังหวะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆอย่างหนักหน่วง ต่อจากนั้นทำนองหลัก (Hauptthema, main theme) ที่ทรงพลังอย่างมหึมาก็จักระเบิดออกมาเสมือนหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติ ด้วยการบรรเลงเสียงจากขั้นคู่ที่สี่เร-ลา และดุริยางค์ทั้งวงจักบรรเลงเสียงประสานสามเสียงของคอร์ดดี-ไมเนอร์ (d-moll-Dreiklang, D minor triad) อย่างดังมากที่สุด (Fortissimo) และเครื่องดนตรีต่างๆบรรเลงเสียงทำนองในแนวเดียวกัน (Unisono, unison) เสียงดนตรีทั้งหมดจักครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในวงดุริยางค์เอาไว้ ตั้งแต่เสียงช่วงต่างๆที่สูงที่สุดลงมาจนถึงต่ำที่สุด ที่ตรงกันข้ามกันอย่างยิ่งยวดกับปรากฏการณ์การเปิดวงอย่างมโหฬารในบันไดเสียงไมเนอร์นี้ ก็คือ ทำนองของดนตรีท่อนสุดท้าย ที่บรรเลงในบันไดเสียงเมเจอร์ของท่อนร้อง “Ode an die Freude” (โอเดอะ อัน ดี ฟรอยเดอะ) ที่ประพันธ์ขึ้นโดยชิลเลอร์ เป็นการแสดงความเรียบง่ายของเพลงพื้นบ้าน ดนตรีจักบรรเลงไปเรื่อยๆ เสียงร้องของมนุษย์ทั้งหมด (alle Menschen, all mankind) จักทำให้ผู้ฟังเข้าถึงดนตรีท่อนนี้ได้ง่ายเป็นลำดับๆไป เบโธเฟนตั้งใจยกทำนองท่อนนี้ให้เป็นเสมือนตัวแทนแห่งมนุษยชาติ เป็นลำนำแห่งความเป็นมนุษย์โดยแท้จริง จึงกำหนดให้ท่อนนี้เป็นเสียงร้องของมนุษย์เพื่อยกทำนองให้โดดเด่นออกมาจากเสียงดนตรีซิมโฟนี และประกาศถ้อยคำแห่งมนุษย์ไปพร้อมกับดนตรี ซึ่งเป็นงานศิลป์ทั้งมวลที่เบโธเฟนผูกพันอยู่ด้วยอย่างยิ่ง: เพื่อนำมนุษยชาติไปสู่ความปีติรื่นรมย์และความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง –ความปีติรื่นรมย์ที่ไม่เหมือนกับความเพลิดเพลินและนันทนาการเท่านั้น หากแต่เป็นความปีติรื่นรมย์อันกอปรด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดของชีวิต
วิวัฒนาการทำนองของท่อนร้อง (ปีติรื่นรมย์) นั้น ไม่ได้สงวนไว้สำหรับตอนจบเสียเลยทีเดียว แก่นแท้ของท่อนนี้เบโธเฟนได้จัดเตรียมไว้แล้วก่อนหน้านั้นในสามท่อนแรก โดยดำเนินทำนองในแบบต่างๆลดหลั่นกันลงไปเป็นระดับ เบโธเฟนนำเสนอความขัดแย้งอย่างสูงสุดในงานชิ้นนี้ออกมาหลายวิธีต่างๆกัน และยังสนองตอบต่อการทำให้เกิดความเป็นมนุษย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งพัฒนามาจากสิ่งที่เราอาจเรียกว่าเป็นสภาวะ“ก่อนความเป็นมนุษย์”แห่งธรรมชาติ ในดนตรีตอนเปิดวงของงานชิ้นนี้ดำเนินไป จนกระทั่งถึงภาวะที่จิตใจมีสัมปชัญญะอย่างเต็มที่ ซึ่งสำเร็จลงได้ด้วยท่อนนำเข้าสู่คำร้อง
แม้ว่าในส่วนประกอบที่ดำเนินไปพร้อมๆกัน ของทำนองหลักตอนเปิดวงของท่อนแรก การบรรเลงไล่เสียงสูงขึ้น ปรากฏออกมาในลักษณะที่แตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับแนวเสียงประสานสามเสียง (Dreiklangsgestik, triadic material) ที่กำลังดังอยู่ในขณะเดียวกัน และด้วยทำนองหลักหรือธีมที่สอง เราจักได้ยินทำนองเคร่าๆของท่อนร้องเป็นครั้งแรกอย่างเบาๆและนุ่มนวลละมุนละไมอ่อนโยน (Piano dolco) แต่ลักษณะต่างๆของบทโคลงนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของดนตรีในท่อนนี้ได้ ในทางกลับกัน ลักษณะที่แทบจักผิดไปจากความเป็นมนุษย์อย่างที่สุด จักปรากฏอีกครั้งหนึ่งในท่อนจบ (Coda) โดยแสดงออกถึงความดำรงอยู่อย่างสุดโต้ง ด้วยการใช้ดนตรีตอบรับกันไปเป็นช่วงๆ ในลักษณะความขัดแย้ง ที่เกาะติดเป็นเงาตามตัวกับการลดหลั่นกันเป็นช่องว่างกว้างจากช่วงเสียงสูงของทำนองหลัก
ทำนองดนตรีที่เกี่ยวพันกันอยู่อย่างสำคัญ อันเป็นพลวัตรขับเคลื่อนตัวเองไปทั้งหมดทีละครึ่งเสียงจักคลี่กระจายออก และขยายลึกลงไปไต้โลกของเสียงต่ำ จากนั้นกลุ่มเครื่องเป่าจักแทรกเสียงสูงเรื่อยขึ้นมาจนเชื่อมไปสู่เสียงของกลุ่มไวโอลินที่หนึ่ง
Molto vivace ท่อนที่สองบรรเลงในแบบล้อเลียนและขี้เล่นสนุกสนาน(แชร์ท์โส, Scherzo) ยังคงบรรเลงอยู่ในบันไดเสียง ดี-ไมเนอร์ โดยเสียงจักกวาดไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยความแตกต่างอย่างยิ่ง เสียงขั้นคู่แปดจักฟังเสมือนหลอกว่า มันก็โดดเด่นเหมือนกันจากพลังอันอลังการเหลือล้นของทำนองหลักของท่อนที่หนึ่ง อย่างไรก็ตามลักษณะของบันไดเสียงแบบไมเนอร์ที่ยืดหยุ่นมากกว่า จักกลายเป็นความแข็งแกร่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงขัดล้อตอนเครื่องดนตรีสามเครื่องบรรเลงอย่างรวดเร็วมาก (Presto-Trioepisoden, presto trio episodes) และในตอนนี้เองที่บันไดเสียง ดี-ไมเนอร์ กลายร่างเป็น ดี-เมเจอร์เป็นครั้งแรก
จุดเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของงานชิ้นนี้ อยู่ในท่อนที่สามอันเป็นท่อนช้า ทำนองหลักหรือธีมของท่อนนี้ Adagio molto e cantabile จักเริ่มขึ้นในลักษณาการเดียวกับของท่อนแรก ด้วยเสียงลดลงขั้นคู่สี่เร-ลา แต่ตอนนี้กลุ่มไวโอลินที่หนึ่งที่บรรเลงแบบ mezza voce จักแปลความหมายทำนองหลักออกมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเคลื่อนกลุ่มเสียงประสานจากเมเดียนท์ไปสู่ลีดดิงโน้ตในบันไดเสียงบีแฟล็ต-เมเจอร์ ดังนั้นมนต์เสียงที่กดทับอยู่ของดี-ไมเนอร์จึงดูเสมือนหนึ่งว่าจักสลายไป เสียงประสานสามเสียงที่บรรเลงกระจายกลุ่มเสียง (Dreiklangsbrechung, broken triad) จักเริ่มสอดแทรกเข้ามาในท่วงทำนองดนตรีที่หลากหลาย แสดงถึงการบรรลุสู่รูปลักษณ์ของมนุษย์เอง โดยผ่านขีดความสามารถที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ภายในอย่างไม่มีขีดจำกัด ของอารมณ์ดลใจอันเพริศแพร้ว และลึกซึ้งด้วยทำนองหลักที่สองแบบ Andante mederato ดี-เมเจอร์ ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างเจิดจ้าเข็มแข็งและสง่างาม ทำนองที่เคลื่อนเป็นขั้นตอนจากความกดดัน ตอนนี้จักไม่ปรากฏคนละขั้วอีกต่อไปแล้ว แต่จักสำแดงถึงความรุ่มรวยประสบการณ์ด้านดนตรีของเบโธเฟน ทำนองหลักตอนนี้จักเปิดตัวด้วยเสียงขั้นคู่สาม (Terzton, mediant) ที่แสดงถึง “ความโชคดี” ด้วย และยังคงดำรงตัวเองไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ดูดดื่มอย่างยิ่ง เบโธเฟนเอาใจใส่ตอนนี้โดยเฉพาะ เพื่อสำแดงทำนองหลักในท่อนร้องที่จักตามมาในภายหลังออกมาก่อนโดยตรง และในท่อนร้องเองจักมีการเปิดท่อนในแบบเดียวกัน คือลดความสลับซับซ้อนในรูปแบบซิมโฟนี ลงไปสู่ความเรียบง่ายของเพลงพื้นเมือง
มิติของตอนจบ (Finale) สำแดงออกมาได้ยอดยิ่งไปกว่ามิติที่ปรากฏออกมาในสามท่อนแรก ท่อนนี้จักเปิดแบบ Presto โดยการจงใจใช้ดี-ไมเนอร์ซึ่งเป็นบันไดเสียงหลักบรรเลงย้อนปะทะสวนเข้ามา ด้วยการบรรเลงคร่อมแบบสามเสียงอย่างเหลือล้น ถ้าหากในท่อนที่หนึ่งและท่อนที่สามมีสิ่งที่เรียกว่าบุคลิกภาพของความก่อนเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่ความเป็นอภิมนุษย์แล้ว ตอนนี้ ภายหลัง“การทำให้เป็นมนุษย์อย่างคร่ำเคร่ง”ได้สัมฤทธิ์ผลลงแล้วในท่อนที่สาม เบโธเฟนใช้เสียงกระด้าง (Dissonant) แทนสัญญาณอันตรายของการแสวงหาอำนาจ และความเป็นอมนุษย์ที่ชอบทำลายล้าง นั่นก็คือ “แตรสัญญาณแห่งความหวาดกลัว” (Schreckensfanfare, fanfare of horror) นั่นเอง ทำนองเดียวกับที่ริชาร์ด วากนาร์ (Richard Wagner) พูดถึงได้อย่างเหมาะเจาะ เบโธเฟนทำให้สิ่งนี้สำเร็จลงได้ โดยการย้ำสรุป (recapitulation) ทำนองหลักของท่อนก่อนหน้านั้นทั้งสามท่อน เสมือนหนึ่งการเดินหน้าหาคำถามและตอบคำถาม โดยใช้เสียงของเซลโลและเบสส์บรรเลงทำนองเลียนเสียงร้อง จนกระทั่งถึงการแก้ปัญหาในท้ายที่สุดในทำนองของท่อนร้อง “Ode an die Freude” ตอนแรกบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีล้วนๆ เสียงดนตรีจักสูงขึ้นไปเรื่อยทีละเสียง เช่นเดียวกับการตอบคำถามกับทำนองของท่อนจบ(Coda)แบบโครมาติกของท่อนแรก ที่ท้ายที่สุดจักดังสอดขึ้นมาเย้ยหยันต่อชัยชนะ ต่อจากนั้นความปีติรื่นรมย์นี้จักถูกขัดจังหวะ โดยการย้อนสวนกลับมาด้วยชัยชำนะอย่างเหลือล้น และไม่ได้ป่าวประกาศของแตรฟันฟาร์แห่งความหวาดกลัว ต่อไปเสียงร้องบาริโทนอันหนาแน่นจักเข้ามา เป็นเสียงของนักร้องคนแรก ที่ร้องด้วยถ้อยคำว่า “O Freunde, nicht diese Töne! Sondern lasst uns angenehmere anstimmen, und freudenvollere!” (โอ ฟรอยน์เดอะ นิชท์ ดีเซอะ เทอเนอะ! ซอนแดร์น ลัซต์ อุนซ์ อันเกเนห์เมอะเรอะ, อันชติมเหม่นท์ อุนท์ ฟรอยเดนฟอลเลอะเรอะ! โอ ผองเพื่อนทั้งหลาย ไม่ใช่เสียงนี้นี่ เรามาร้องอะไรที่มันน่าพอใจและสนุกสนานกว่านี้กันเถิด) และด้วยเสียงร้องนี้เอง ซิมโฟนีบทสุดท้ายของเบโธเฟน ได้ก้าวล้ำลึกไปเกินกว่ากฏเกณฑ์ของดนตรีบรรเลงล้วนๆ ที่เป็นทฤษฎีในกระบวนการอันต่อเนื่องของนวัตกรรมในซิมโฟนีแปดบทแรกก่อนหน้านั้นของเบโธเฟน และตอนจบจักกลายเป็นการร้องนำ การร้องประสานเสียงไล่กันแบบคันทาทา (Kantate, cantata) และดุริยางค์ทั้งวง เบโธเฟนใช้เนื้อร้องของชิลลาร์มาตัดทอนให้สั้นลงและทำให้กระชับขึ้นอย่างรอบคอบระมัดระวัง และจงใจวางแนวทางเพื่อกระบวนการทางดนตรีส่วนที่เหลือให้บรรเลงต่อไปได้ และทำให้ผู้ฟังทุกคนเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ควรเข้าใจผิด ว่าเป็นการละทิ้งหรือปฏิเสธงานทั้งหมดที่มีมาก่อนหน้านั้น มันสัมพันธ์กันอย่างองอาจทรนงอย่างยิ่ง กับความสามารถที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ภายในของอิสระภาพทางศิลป์ ซึ่งตัวของเบโธเฟนเองก็เป็นหนึ่งในคีตกวีกลุ่มแรกๆที่ได้ตระหนักถึง ความอิสระนี้เองได้พัฒนาไปสู่ความแข็งแกร่ง โดยสันดานอย่างสูงสุดของมันในขอบเขตแห่งความเป็นอมนุษย์ และการทำลายล้าง ในซิมโฟนีหมายเลขสาม หมายเลขห้าและหมายเลขเจ็ดนั้น เบโธเฟนได้ก้าวล้ำเข้าสู่แนวทางนี้เรียบร้อยแล้ว ในเวลานั้นนับถือกันว่าเป็นขอบเขตที่สุดแสนไกลทางศิลป์ ที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในแนวทางดังกล่าวนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ออกมาจากสัมผัสที่ลึกซึ้งที่สุดแห่งดนตรีประสานเสียง (harmonische Musik, harmonic music) ซึ่งยังคงยึดถือยอมรับอย่างแท้จริงในสมัยนั้น
ในการสดุดีถ้อยคำของกวี เบโธเฟนท้ายที่สุดได้ชี้ให้เห็นสันดานการแสดงออกโดยเนื้อแท้อย่างแจ่มแจ้งต่อศิลปะทั้งหมดของเขา สำหรับการใช้การขับร้องประสานเสียงของมนุษย์นั้น เบโธเฟนอ้างถึง“มิติของมนุษย์”ในด้านดนตรี และเฉพาะทางเลือกนี้เพียงลำพังก็สามารถสื่อให้เรารับรู้ถึงการเผชิญหน้ากับอันตราย ที่นำเสนอโดยพลังอำนาจและอิสระภาพด้วยความเมตตาการุณย์และความปีติรื่นรมย์
งานวิจัยเกี่ยวกับเบโธเฟนชิ้นล่าสุด (โดย H.-W. Küthen ฮาเว คือเธ่น) ได้พิสูจน์แล้วว่าดนตรีสองห้องแรกของทำนองท่อนร้องของเบโธเฟนนั้น ได้แนวทางมาจากทำนองหลักของท่อนบรรเลงของโมสาร์ท ซึ่งภายหลังเป็นงานดนตรีทางศาสนาที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งคือออฟแฟร์โทริอุม “มิเสริคัวร์ดิอัส โดมินิ” (Misericordias Domini) KV 222 แท้ที่จริงแล้วเบโธเฟนเก็บความคิดในการใช้บทกลอนเปล่า “An die Freude” ของ ชิลลาร์เอาไว้ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มอยู่ และแม้แต่ท่อนนำของซิมโฟนีหมายเลขหนึ่ง เราอาจจักจำได้ว่า มีการบอกไบ้ถึงทำนองหลักของท่อนจบของซิมโฟนีหมายเลขเก้า นับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากทีเดียว อย่างไรก็ตามเราต้องระลึกเอาไว้ว่าในยุคดนตรีคลาสสิกนั้น ทำนองหลักหรือธีมและส่วนของโมทีฟ (Motif, motive) นั้นยังคงกล่าวได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติสามัญที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เงื่อนไขเพียงประการเดียวที่ถือเอาเป็นแบบอย่างก็คือเพื่อให้งานบรรลุผลออกมาดีที่สุดเท่านั้น
เนื้อร้องประสานเสียงในท่อนที่สี่
ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเบโธเฟนนี้ ไม่ใช่ซิมโฟนีขับร้องเสียงประสาน แต่บางครั้งก็เรียกว่า “ซิมโฟนีแห่งการร้องประสานเสียง” (Chorsymphonie, Choral Symphony) เนื่องจากมีการเพิ่มเสียงร้องนำสี่แนวและเสียงร้องประสานอีกสี่แนว ด้วยกลุ่มเสียงร้องประสานเต็มรูปแบบในท่อนที่สี่ เบโธเฟน ใส่เนื้อร้องจากบทกลอนเปล่า “An die Freude” (อัน ดี ฟอยเดอะ, แด่ความปีติรื่นรมย์) ของชิลลาร์ มีลักษณะทำนองของดนตรีพื้นบ้านเยอรมัน และเนื้อร้องก็เป็นภาษาเยอรมัน มีการแปลในลักษณะคงรูปลักษณะสัมผัสของบทกวีไว้ออกเป็นภาษาต่างๆ เช่นภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาเลียน ภาษาสเปน ฯลฯ ส่วนภาษาอังกฤษนั้นผู้เขียนเคยเห็นมาอย่างน้อยสามพากษ์ ซึ่งต่างก็พยายามรักษาความหมายดั้งเดิมและฉันทลักษณ์ของบทประพันธ์เหมือนต้นฉบับของชิลเลอร์ไว้เป็นอย่างดี รวมทั้งจำนวนคีร้องและเสียงของตัวโน้ต การแปลเป็นภาษาอังกฤษพากษ์หนึ่งโดย เดคเคอร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๒๔ ภายหลังการแสดงรอบปฐมฤกษ์ของซิมโฟนีบทนี้ไม่นานนัก ส่วนการแปลในพากษ์ภาษาไทยนั้น ผู้เขียนแปลออกมาแบบถอดความ เพื่อรักษาความหมายให้ตรงกับต้นฉบับเดิมเท่านั้น ไม่ได้แปลแบบถอดออกมาเป็นบทกวีร้อยกรองในภาษาไทย แต่ก็พยายามรักษาจำนวนพยางค์ในแต่และบรรทัดไว้ให้เท่าเดิม หรือท่านผู้อ่านท่านใดแปลได้ดีกว่านี้ หากแจ้งให้ผู้เขียนได้ทราบก็จักเป็นพระคุณในด้านวิทยาทานอย่างสูง จักเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวผู้เขียนเองและวงการดนตรีในประเทศไทยสืบต่อไปอีกด้วย เพื่อจักได้ใส่ไว้ด้วยเมื่อมีโอกาสแก้ไขในครั้งต่อๆไป ส่วนการร้องนำและการร้องประสานเสียงนั้นนิยมร้องเป็นภาษาเยอรมันเสมอ

ลีลาการบรรเลงและการจัดวงดุริยางค์สำหรับซิมโฟนีหมายเลขเก้า
โอพุซ ๑๒๕ : ซิมโฟนีหมายเลข ๙ ในบันไดเสียง ดี-ไมเนอร์ (ประพันธ์ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๒๒-๑๘๒๔) อุทิศแด่กษัตริย์ฟรีดริช วิลเฮล์ม ที่สามแห่งปรัสเซีย (Preußen, Prussia) รอบปฐมฤกษ์แสดงเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๒๔
วงดุริยางค์: ขลุ่ยฟลู้ท ๒ เลา, ขลุ่ยพิโคโล ๑ เลา, ปี่โอโบ ๒ เลา, ปี่แคลริเน็ต ๒ เลา, ปี่บะซูน ๒ เลา, ปี่คอนทรา-บะซูน ๑ เลา, แตรฮอร์น ๔ ชิ้น, แตรทรัมเป็ต ๒ ชิ้น, แตรทรอมโบน ๓ ชิ้น, กลองทิมปะนี, กิ๋ง, ฉาบ, กลองใหญ่, กลุ่มเครื่องสาย พร้อมด้วยนักร้องนำสี่แนว โซปราโน อาลโต เทเนอร์ และ เบสส์ และ กลุ่มนักร้องเสียงประสานสี่แนว
1. Allegro ma non troppo un poco maestoso
2. Molto vivace : Presto
3. Adagio con molto e cantabile - Andante moderato
4. Presto
Allegro ma non troppo-Tempo I-Poco adagio-Vivace-Tempo I-Adagio cantabile-Tempo I-Allegro moderato-Tempo I-Allegro
Allegro assai
Presto
Allegro assai
Allegro assai vivace, alla Marcia
Andante maestoso
Adagio ma non troppo
Allegro energico, sempre ben marcato
Allegro ma non tanto: poco adagio: Tempo I. Poco adagio-poco allegro, stringendo il tempo, sempre piu allegro
Prestissimo
Maestoso
Prestissimo


Create Date : 22 ตุลาคม 2548
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2548 9:22:09 น. 7 comments
Counter : 1504 Pageviews.

 
ผมได้ดีวีดีแผ่นนี้มาใหม่ครับ เสียงดีมาก อำนวยเพลงโดย "คัวร์ท มาซัวร์" (Kurt Masur) กับวงดุริยางค์และวงประสานเสียงเกวันท์เฮาส์ (Gewandhauschor und -orchester) แห่งเมืองไลพ์ซิก ผู้อำนวยเพลงคนนี้ผมชอบมากครับ กำกับเบโธเฟนทุกชิ้นโดนผมมากที่สุด มากกว่าคารายาน ฟัวร์ท แวงเกลอร์ ฯลฯ อีกครับ ดนตรีลื่นไหล พลิ้วเหมือนสายน้ำ มีชีวิตชีวา ไม่เหมือนคารายานที่เน้นแม่นยำจนเหมือนดนตรีคอมพิงเตอร์ที่ผมฟังแล้งแข็งกระด้าง ดีวีดีแผ่นนี้ เสียงดนตรีเหมือนกับแผ่นซีดีของผู้อำนวยเพลงและวงดุริยางค์วงเดียวกันนี้ แต่นักร้องเปลี่ยนไปครับ เสียงร้องฟังเป็นสำเนียงเยอรมันมาตรฐานเป๊ะ หรือ "โฮคดอยท์ช์" ไม่ฟังเป็นสำเนียงถิ่นเหมือนแผ่นซีดีเดิมของผม แนะนำให้ฟังครับ เสียงดีมาก มี ดีทีเอส ด้วย เปิดออกโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ ขนาดผมจัดวางลำโฑงไม่ดีนัก ยังกะหลุดเข้าไปฟังในเกวันท์เฮาส์เลยครับ ราคาอาจแพงไปครับ 25.50 ปอนด์สเตอริง เกือบ 1800 บาทไทย นี่ราคาเมืองนอกนะครับ ฝากเพื่อนๆหนีบมาคงได้ครับ ที่ญี่ปุ่นมีแน่นอน ผมเห็นยุโรปออกแผ่นไหน ญี่ปุ่นมีแผ่นนั้นทันที ถ้าเอาที่ผลิตในญี่ปุ่นราคาอาจถูกกว่ากันบ้างเล็กน้อย (เท่าที่ผมสังเกตุครับ)

นักร้องประสานเสียงสี่แนวครับ (อ้อเขียนแบบเยอรมันครับ)
Venceslava Hruba-Freiberger - Sopran
Doris Soffel - Alt
James Wagner - Tenor
Gwynne Howell - Bass
Gewandhauschor und -orchester Leipzig

รูปปกดีวีดีข้างล่างครับ


โดย: จขกท IP: 61.91.243.110 วันที่: 30 ตุลาคม 2548 เวลา:6:59:21 น.  

 
มีแบบที่ยาวๆกว่านี้ไหม


โดย: ไม่บอกอ่ะ IP: 203.113.50.11 วันที่: 12 มิถุนายน 2550 เวลา:20:21:48 น.  

 
เพลงเพราะมาก


โดย: ปอนด์ IP: 124.121.16.69 วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:14:26 น.  

 
งงมาก


โดย: เน IP: 61.7.154.130 วันที่: 23 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:43:03 น.  

 
ไงคะ


โดย: ยศวดี IP: 222.123.188.78 วันที่: 29 กันยายน 2551 เวลา:16:48:18 น.  

 
symphony no.9 นี้ ฟังแล้วขนลุก

ร้อนรุ่ม มีพลัง แต่รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกนะคะ
มีความหวัง มีกำลังใจ ขึ้นมาเลยค่ะ

รักเพลงนี้จัง



โดย: Beethoven Virus IP: 124.120.80.141 วันที่: 23 มกราคม 2552 เวลา:10:58:16 น.  

 
สวัสดีครับทุกคน รวมถึงเจ้าของบล็อกด้วยครับอิๆ
หวัดดีคับ คุณลุดวิก


คือ ตอนนี้เราพยายามรวบรวมคนที่ใจรักและชอบฟังเพลงคลาสสิค

ย้ำนะครับ เราอยากเปิดโอกาสให้เพื่อนๆคนอื่นได้รู้จักกับดนตรีคลาสสิคมากขึ้น เราจึงอยากรวมคนที่ชอบฟังและมาร่วมแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ ใครที่สนใจจะร่วมเป็นเครือข่ายสมาชิกชุมนุมคนรักดนตรีคลาสสิค กรุณาเข้าไปที่

http://sites.google.com/site/thailandclassicalmusicfanclub/home

add mail ไปหาผมหน่อย
Classic_music.music@hotmail.com

และช่วยวางชื่อเว็บเราไว้ในเว้บ/บล็อกคุณ เพื่อรวมกลุ่มเครือข่าย
ช่วยโพสด้วยว่า คุณ คือ
สมาชิกเครือข่ายชุมนุมคนรักดนตรีคลาสิค
ขอบคุณครับ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราในการสร้างชุมชนคนรักดนตรีคลาสสิค เรารอทุกคนอยู่ ^__^


โดย: ชุมนุมคนรักดนตรีคลาสสิค IP: 222.123.1.183 วันที่: 8 เมษายน 2553 เวลา:23:25:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ลุดวิก
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Ich bin nur ein Mensch! Alles Leben ist leiden. Alles ist nichtig!
ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

Bangkok

Friends' blogs
[Add ลุดวิก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.