ความวิปโยคสุดพรรณนาและความยิ่งใหญ่คือชาตากรรมแห่งความรักของฉันที่มีต่อเธอ Unsagbares Leid und Größe ist das Schicksal meiner Liebe für dich. Untoldly sorrowful and great is the destiny of my love for you.
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2548
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 

ดอยท์ช์มาร์ค เรื่องราวความสำเร็จของเงินตราสกุลหนึ่งจากปี 1948-ปัจจุบัน

“งานคือราคาในเบื้องแรก อันเป็นเงินดั้งเดิมซึ่งนำมาใช้จ่ายแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ โภคทรัพย์ดั้งเดิมทั้งหมดนั้นไม่ใช่มาจากทองคำหรือเงิน แต่มาจากแรงงาน” อาดาม สมิธ

“ธนาคารบุนเดสบังค์เยอรมันมีหน้าที่สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจทั่วไปของรัฐบาลแห่งสหพันธ์ ธนาคารบุนเดสบังค์ไม่ขึ้นต่อการแสดงอำนาจตามคำสั่งของรัฐบาลแห่งสหพันธ์”

ฅนเราต้องโง่มาก หากเอาคอเข้าไปเสี่ยง“เพียงเพราะว่าสิ่งนั้นมีสีเหลืองและน้ำหนัก" หากมีใครพูดถึงทองคำเช่นนี้จริงแล้ว เห็นทีจักไม่ใช่ฅนบนโลกนี้แน่ และใครฅนนั้นคงจักเป็นชาโรน ผู้แจวเรือส่งวิญญาณลงนรกในเทพนิยายด้วยค่าจ้างเพียงหนึ่งโอโบลุส เท่านั้น และเหรียญก็ไม่ใช่ทำมาจากทองคำแต่เป็นทองแดง -ในสมัยหนึ่งเงินยังเป็นทองคำและมีราคาที่แท้จริงตามราคาของทองคำนั้น

เปลี่ยนไปแล้วหรือ? เงินทุกวันนี้ไม่ใช่ทองคำเพียงอย่างเดียว แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่าทองคำสูญค่าไปแล้ว เงินใบละหนึ่งพันมาร์คมีน้ำหนักเพียงเศษเสี้ยวของน้ำหนักทองคำที่มีค่าเท่ากัน และในที่นี้จักไม่กล่าวถึงการค้าเงินโดยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศในตลาดหุ้น ซึ่งที่นั่นความเข้าใจที่แท้จริงต่อเงินตราทางนามธรรมเสื่อมสลายไปแล้ว

แม้ว่าค่านิยมที่มีต่อเงินและทองคำยังไม่เสื่อมไป ตามที่ลูคิอัน นักเขียนบทประพันธ์เสียดสีชาวกรีกรู้อยู่แก่ใจตัวเอง โดยให้แฮร์เมส ผู้นำสารแห่งพระเจ้าแจ้งแก่ชาโรนว่า สงคราม การรุกราน การปล้นสดมภ์ การให้การเท็จ ทาสและฆาตกรรม ทั้งหมดล้วนแต่บังเกิดขึ้นเพราะความต้องการทองคำ โดยทั่วไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์มักมองในแง่มุมที่ต่างออกไป ไม่ใช่ในแง่เทพนิยายแต่มองในแง่ความเป็นจริงและเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจักเกี่ยวข้องกับทองคำหรือเงินอย่างใดอย่างหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานของฅนคือราคาของทองคำและเงิน นายอาดาม สมิธ บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศสมัยใหม่เขียนไว้ว่า "อะไรที่ซื้อขายได้ด้วยเงิน ก็ซื้อขายได้ด้วยแรงงานเช่นเดียวกัน เหมือนกับว่าเราทำงานนั้นด้วยมือของเราเอง แรงงานคือราคาในเบื้องแรก อันเป็นเงินดั้งเดิมซึ่งนำมาใช้จ่ายแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ โภคทรัพย์ดั้งเดิมทั้งหมดไม่ใช่มาจากทองคำหรือเงิน แต่มาจากแรงงาน” ทว่าเรื่องราวของเงินตราสกุลเยอรมันไม่ใช่ราบรื่นธรรมดา และไม่ใช่ทำให้ชาวเยอรมันหมดความหวาดวิตกกังวล ระหว่างสงครามเย็นอันยาวนานธนบัตรสำรองเป็นชุดๆทั้งหมดมีเตรียมพร้อมไว้ที่ธนาคารบุนเดสบังค์ เพื่อสร้างความมั่นใจและอุ่นใจให้กับประชาชนเผื่อว่าวันหนึ่งวันใด ประเทศคอมมูนิสต์ปล่อยเงินปลอมเข้ามาในระบบเพื่อบ่อนทำลายเงินตราเยอรมัน เงินสำรองนี้เก็บไว้เป็นความลับสุดยอด ไม่มีใครรู้จักหน้าตาที่แท้จริงของมัน บทบาทของเงินตราในสังคมเสรีประชาธิปไตยที่มีระบบการตลาดเสรีที่จริงแล้วมีความสำคัญ แต่ต้องมีพื้นฐานรองรับ นายวาลแทร์ ออยเข่น นักเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวถึง“ความเป็นยอดของนโยบายการเงิน(8)"ในระเบียบการแข่งขันแบบเสรี คำที่คมกว่านี้คือ: “ความพยายามทั้งหมดเพื่อให้บรรลุผลตามระเบียบการแข่งขันนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่ค่าของเงินตราไม่มีเสถียรภาพ”

นอกเหนือจากนั้นการปฏิรูปเงินตรามาถึงจุดวิบัติ เหมือนที่ประเทศเยอรมนีได้ประสบมาแล้วสองครั้งในศตวรรษที่ยี่สิบที่ผ่านไปแล้ว ฅนร่วมสมัยนั้นยังจำได้ดี และสมบัติของเงินสกุลดอยท์ช์มาร์คที่สำคัญอย่างยิ่งในเยอรมนีปัจจุบันคือ ประชาชนวิตกกังวลว่าจักกลายเป็นฅนสิ้นเนื้อประดาตัวอีกครั้งหนึ่งเพียงชั่วพริบตาเดียว

อย่างไรก็ดี ความเข้าใจต่อการปฏิรูปเงินตรายังไม่ชัดเจนนัก ที่จริงแล้วมีการผลักดันการปฏิรูปเงินตราขึ้นในวันที่ 20 มิถุนายน 1948 ในเขตยึดครองตะวันตก ทำให้ปริมาณเงินตราและอุปทานของสินค้ามีสัดส่วนที่สมเหตุสมผลกัน -ก่อนหน้านั้นปล่อยไปตามยถากรรม- ความจริงแล้วเงินยังเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าเท่านั้น เศรษฐศาสตร์การแลกเปลี่ยนซื้อขายและเศรษฐศาสตร์ธรรมชาติย่อมมีอิทธิพลเหนือกว่า

มีหลักฐานซึ่งพิพิธภัณฑ์เล็กๆในฟุลดาทาล-รอธเวสเทน เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และหลักฐานดังกล่าวนั้น เป็นมากกว่าเพียงเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงอดีตเท่านั้น กล่าวได้ว่าความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจเยอรมันเริ่มต้นขึ้นที่นี่ กฏหมายบัญญัติ ว่าด้วยเงินตราใหม่ร่างขึ้นที่นี่บนโต๊ะไม้โอ๊คตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 1948 ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์เยอรมันร่างกฏหมายบัญญัติการเงินขึ้นมา โดยเป็นเอกเทศจากโลกภายนอก และโดยการควบคุมของสัมพันธมิตร เพื่อใช้บริหารเงินตราใหม่

ไม่ใช่ใช้เงินวาดภาพดินแดนในจินตนาการแห่งความหรูหราฟุ่มเฟือย เงินที่ดีที่เป็นเครื่องขับเคลื่อนประเทศนั้นใครๆก็ปรารถนาอยากรับ และกล่าวไม่ได้ดังที่คิดว่าประวัติของเงินดอยท์ช์มาร์คเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีความผิดพลาดและความสับสนยุ่งเหยิง หรือมีค่าคงเดิมตลอดเวลาช่วงหลังสงคราม

ดังที่ทราบกันดีแล้วว่า ประเทศเยอรมนีมีช่วงปีทองที่ประชาชนมั่งคั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันนี้ ยังหันกลับไปยึดนโยบาย "ยูลิอุสทวร์ม " หอคอยที่มีเงินเกือบแปดพันล้านดอยท์ช์มาร์คในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1956 โดยการบริหารของนายฟริทซ์ แชฟแฟร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้น และประเทศเยอรมนีกำลังอยู่กลางช่วงของการขยายตัวอย่างมากทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความรุ่งโรจน์ทางการค้าขายขนาดใหญ่ และสมดุลของความเหลือเฟือในการจับจ่ายใช้สอย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแสดงความคิดเห็นว่าธนาคารกลางต้องดึงเงินออกจากระบบ เพื่อชลอการขยายตัวอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ กระนั้นก็ตามมันก็ยังไม่เป็นผลตามต้องการ รายงานทางธุรกิจประจำปี 1955 ของ "ธนาคารแห่งรัฐเยอรมัน " -ขณะนั้นยังไม่มีธนาคารบุนเดสบังค์- แถลงไว้อย่างชัดเจนว่า: "องค์กรเศรษฐกิจเข้าใจอย่างชัดเจนดีถึงวิธีการชดเชยสำหรับ'การดึงเงินออกจากระบบ ว่า' ประสบความเสียหายจากผลของรายได้ภาษีสรรพากรสะสมค้างจ่ายจำนวนมาก มีหลักฐานว่ามีแนวโน้มจริงที่มีนัยสัมพันธ์กันอย่างบังเอิญระหว่างการขยายตัวของสินเชื่อ และจำนวนเงินงบประมาณแผ่นดินที่อู้ฟู่เหลือเฟือ: หรือจำกัดกรอบให้ชัดเจนขึ้นก็คือ เศรษฐกิจเพิ่มพูนสะสมเป็นสินเชื่อที่รัฐได้รับไปในรูปแบบภาษีอากรและรัฐไม่ให้คืนกลับสู่เศรษฐกิจในรูปแบบของค่าใช้จ่าย"

นายฮิลมาร์ คอพแพร์ หัวหน้าคณะกรรมการบริหารธนาคารดอยท์ช์บังค์ แสดงความคิดเห็นว่า เงินเป็นสินค้าที่เสียหายได้ง่าย นักการเมืองมักกล่าวกันว่าเงินก็รอไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นสินค้าที่เสียหายได้ง่ายมาก ภายหลังการเลือกตั้งสภาล่าง ในปี 1957 นักการเมืองเหล่านี้จ้องเงินในหอคอย"ยูลิอุสทวร์ม"ตาเป็นมัน และไม่เพียงแต่มองเฉยเท่านั้น ในที่สุดต่างก็แสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกำหนดนโยบายทางสังคมได้ถลุงเงินไปมากกว่าใครอย่างเมามันกว่าหนึ่งพันล้านมาร์ค เพื่อเป็นเงินปฏิรูปการจ่ายบำนาญของปี 1957 และเป็นเงินเพิ่มค่าอุดหนุนสำหรับภาคเกษตรกรรม

มาตรการทั้งหลายเป็นเจตนาดี แต่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ใจหรือไม่? อย่างไรก็ตามนายลุดวิก แอร์หาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแถลงเตือนถึงความงกและความโลภนี้ในเดือนพฤศจิกายน 1957 โดยชี้แจงให้ประชาชนตระหนักถึงการรู้จักประมาณว่า เงินใช้จ่ายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น การใช้จ่ายเงินต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนก่อนเสมอว่าใช้จ่ายทำไม หรือเพื่ออะไร แต่สิ่งที่ต้องไม่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกขึ้นมาเป็นอันขาดก็คือ: "ทำงานน้อยลง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ร่ำรวยเร็วขึ้น ร้องทุกข์เรื่องภาษีอากร แต่อยากได้ผลประโยชน์จากรัฐสูงขึ้น" นายแอร์หาร์ด ยังกล่าวต่อไปตามแบบฉบับของเขาเอง โดยยกความจริงจากรายกรณีทางเศรษฐกิจในขอบข่ายนโยบายสังคมของเขาเองว่า: "ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงภาวะหลงทาง และความสับสนของภูมิปัญญา ที่แทบจักทำอะไรให้ดีขึ้นกว่าเดิมไม่ได้ มิหนำซ้ำยังอาจชักนำให้ระเบียบพื้นฐานของสังคมล่มสลายลงได้"

ดังที่กล่าวมานี้ ปากเสียงของธนาคารบุนเดสบังค์อยู่ที่ไหน? ธนาคารบุนเดสบังค์จักไปมีปากมีเสียงอะไรได้เพราะไม่มีปากเสียงอะไร หรือพูดให้ชัดเจนขึ้นกว่านี้: ธนาคารบุนเดสบังค์พึ่งตั้งขึ้นได้ไม่นานมานี้เอง วันที่ 26 กรกฎาคม 1957 เป็นวันลงนามกฎหมายเกี่ยวกับธนาคารบุนเดสบังค์เยอรมัน กฎหมายที่มีสี่สิบเจ็ดย่อหน้า เป็นหลักประกันได้ว่า ความหายนะของธนาคารไรช์เยอรมัน จักไม่บังเกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีกเหมือนครั้งหนึ่งที่ธนาคารกลางเยอรมัน ยังขึ้นอยู่กับ"อำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จของจักรวรรดิ" และมีฐานะเสมือนหนึ่งนิติบุคคลตามกฎหมายสาธารณชน ที่ขึ้นตรงต่อความรับผิดชอบของ"ผู้นำและนายกรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิ" ประตูแห่งความหายนะของระบบเงินตราจึงเปิดกว้างรอไว้แล้ว สัมพันธมิตรไม่ต้องการให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงสถาปนาธนาคารกลางแห่งรัฐ ขึ้นมาในปี 1947 (ในเขตยึดครองของสหรัฐอเมริกาและของฝรั่งเศส) และในปี 1948 (ในเขตยึดครองของอังกฤษ) โครงสร้างของสหพันธ์ได้กำหนดขึ้นไว้ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสใดๆตามอำเภอใจภายในระบบธนาคารกลาง การบริหารเงินตามระเบียบของสหพันธ์เป็นไปอย่างระมัดระวังและถี่ถ้วนละเอียดละออ -ยุคนาซีล่มสลายนั้นเงินอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสิ้นเชิง- กฎหมายการเงินลงวันที่ 8 กรกฎาคม 1950 ตราไว้ว่าธนาคารแห่งรัฐเยอรมันได้รับอนุญาตเฉพาะการเพิ่มเงินในระบบหมุนเวียนมากกว่าข้อจำกัดตามที่กำหนดไว้ได้หนึ่งหมื่นล้านมาร์คในกรณีที่มีรัฐอื่นๆอีกอย่างน้อยหกรัฐออกเสียงเห็นชอบ มิฉะนั้นให้เพิ่มได้ไม่เกินหนึ่งพันล้านมาร์ค
ในที่สุด กฎหมายใหม่ของธนาคารบุนเดสบังค์ก็สะท้อนให้เห็นประสบการณ์ที่ดีพร้อมกับวินัยที่ควรปฏิบัติที่เอื้ออำนวยล่วงหน้าด้วยซ้ำต่อความเจริญรุ่งเรืองของเงินตราสกุลดอยท์ช์มาร์ค และไม่เพียงแต่ทำให้ค่าของเงินตรามีเสถียรภาพเท่านั้น ทว่ายังผลักดันให้เจริญรุดหน้าไปอีกด้วย ตามหลักทฤษฎีเกี่ยวกับความสลับซับซ้อนของระบบเงินตราแล้ว ตัวเงินเองต้องไม่เพียงแต่สนองตอบต่อความต้องการด้านต่างๆได้อย่างเต็มที่ในฐานะเป็นสื่อกลางของกระบวนการทางเศรษฐกิจทั้งหมดเท่านั้น ทว่ายังเป็นเกราะคุ้มกันตัวเองจากความสนใจที่แตกต่างกันอย่างที่สุดด้วย เรื่องนี้ตราไว้แล้วอย่างกว้างๆในย่อหน้าที่สามว่า: "ด้วยความช่วยเหลือจากอำนาจทางนโยบายการเงิน ธนาคารบุนเดสบังค์เยอรมันมีหน้าที่ตามกฎหมายให้ควบคุมการหมุนเวียนของเงิน และการจัดหาสินเชื่อของเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของเงินตรา และจัดการเพื่อให้กระบวนการทางธนาคารในการจ่ายเงินในประเทศและกับต่างประเทศบรรลุผลสำเร็จ"

ฟังเหมือนกับธุรกิจจริงๆ ดังในย่อหน้าที่สิบสองซึ่งบัญญัติไว้อย่างน่าภาคภูมิใจและห้าวหาญ อย่างยิ่งว่า: "ธนาคารบุนเดสบังค์เยอรมันมีภาระหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายให้สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจทั่วไปของรัฐบาลแห่งสหพันธ์ ธนาคารบุนเดสบังค์มีอำนาจตามกฎหมายโดยไม่ขึ้นตรงต่อการแสดงอำนาจตามคำสั่งของรัฐบาลแห่งสหพันธ์"
คํากล่าวสั้นๆแต่สำคัญอย่างใหญ่หลวงว่า "ผู้พิทักษ์เงินตรา” และ "ผู้พิทักษ์จอกศักดิ์สิทธ์แห่งแม่น้ำไมน์" เป็นคำบรรยายถึงธนาคารบุนเดสบังค์เยอรมันที่ตั้งอยู่ในเมืองฟรังค์ฟวร์ท ได้อย่างเหมาะสมยิ่ง ผลจากการเปิดให้แสดงความคิดเห็นว่า เงินดอยท์ช์มาร์คที่นานาชาติยอมรับนับถือนั้น ควรแทนที่ด้วยระบบเงินตรายุโรป หลายฅนเห็นว่าธนาคารบุนเดสบังค์ควรมีฐานะเป็นผู้ประกันรายสุดท้ายต่อเสถียรภาพเงินตราปัจจุบัน บางฅนถึงกับหวังต่อไปอีกว่า ธนาคารบุนเดสบังค์ต้องหาทางป้องกันในอนาคตไม่ให้ดอยท์ช์มาร์คตายไปจากโลกนี้ ดอยท์ช์มาร์คซึ่งเป็นหลักฐานอันโดดเด่นในประวัติแห่งความสำเร็จทางเศรษฐกิจ
เงินและจิตวิทยามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เมื่อธนาคารบุนเดสบังค์ออกแถลงเตือนถึงพัฒนาการอันตรายบางประการในรายงานประจำเดือนว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยา ของสถาบันแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างความเป็นไทและหน้าที่ของตัวเอง เพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลแห่งสหพันธ์

นักการเมือง นายจ้างและสหภาพการค้ารับฟังเสียงของธนาคารบุนเดสบังค์เสมอ เช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อตอนต้นทศวรรษที่หก และระหว่างช่วงความสับสนอลหม่านในทศวรรษที่เจ็ด เมื่อระบบที่ก่อตั้งมายาวนานอย่าง เบรททัน หวูดซ์ ได้พังครืนลงมาพร้อมๆกัน และค่าของดอยท์ช์มาร์คไม่ได้อิงติดกับดอลลาร์อีกต่อไป และในทศวรรษที่แปดภายหลังการเปลี่ยนรัฐบาล และระยะเวลาห้าปีแรกในการรวมประเทศเยอรมนี

เงินจำนวนเป็นพันๆล้านบินข้ามจากเยอรมนีตะวันตกไปเยอรมนีตะวันออกทันทีในวันที่สหภาพการเงินมีอำนาจเพื่อสร้างค่าสมดุลของเงินตรา ไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่เป็นมาร์คและพเฟนนิกช์ อันมีค่าเห็นได้สัมผัส ได้ อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งกว่าวิ่งอยู่ที่ 2:1 นายฮันซ์ ทีทเมแยร์ นักเจรจาต่อรองเพื่อสหภาพการเงินในสมัยหนึ่งของรัฐบาลแห่งสหพันธ์ได้แสดงความคิดเห็นในฐานะนักนโยบายการเงินว่า อยากให้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง แต่การเมืองและนโยบายการเงินไม่ได้เหมือนกันทุกอย่างเสมอไป

สหพันธรัฐใหม่บัญญัติกฎหมายการเงินอย่างน่าพึงพอใจในทันที การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงออกมาอย่างนุ่มนวล ธนาคารบุนเดสบังค์สมควรได้รับเกียรติภูมินี้อย่างยิ่ง ทำให้ผลที่ตามมาทางนโยบายการเงินและการคลังอันยุ่งยากเป็นอิสระ และการโอนเงินจากตะวันตกไปตะวันออกรายปีมีจำนวนที่สูงถึงหนึ่งร้อยห้าสิบพันล้านถึงหนึ่งร้อยแปดสิบพันล้านมาร์ค -ที่นี่เหนือสิ่งอื่นใดคณะผู้พิทักษ์เงินตราในฟรังค์ฟวร์ทสามารถตักเตือนให้ระมัดระวังและแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้เสมอ

ถึงแม้ว่าตามปกติการตัดสินใจส่วนบุคคลจักก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาก็ตาม ความสำเร็จโดยทั่วไปจากนโยบายของธนาคารบุนเดสบังค์ประกันได้จริงๆว่าประชาชนคงกำลังซื้อไว้ได้ และเป้าหมายอีกประการหนึ่งคือ การรักษาสมดุลการค้าขาย แล้วสิ่งที่เกื้อหนุนต่อการรักษาความสามารถจ้างงานล่ะ?

ตามความคิดเห็นของผู้เขียนนี้ ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและข้อจำกัดของนโยบายการเงิน เงินเป็น"สิ่งหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชาวบ้าน" หรือว่าเงินไม่ใช่กลไกขับเคลื่อนประเทศ? นโยบายการเงินสามารถกระตุ้น และส่งเสริมการพัฒนาตามแบบเฅนซ์ หรือสามารถชงักและบรรเทาแรงกดดันที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงจนเกินไป นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางนามธรรมซึ่งมีผลกระทบชัดเจนอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น การทำให้สินเชื่อมีราคาแพงขึ้นหรือถูกลงก็ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า นี่เป็นมาตรวัดประชาชนว่ามีเงินในกระเป๋ามากขึ้นหรือน้อยลง

นายฮันซ์ ทีทเมแยร์ ประธานธนาคารบุนเดสบังค์เยอรมันกล่าวถึง "หน้าที่กันชน"ของธนาคารบุนเดสบังค์ ว่า เพื่อกีดกันเหตุการณ์ทางการเมืองทุกเหตุการณ์ ณ กรุงบอนน์ ไม่ให้มีแรงกระทบโดยตรงต่อค่าของดอยท์ช์มาร์คในตลาดเงินตรานานาชาติ" ซึ่งอาจมีผลกระทบเสียหายต่อการค้าเงินตรา การเก็งกำไรจากการแสวงโชคโดยการค้าหุ้นมีผลประโยชน์และเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ข้อจำกัดด้านเวลาและระยะทางทำให้การค้าเงินตราชะงักงัน ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้เปิดอยู่เสมอ ทำให้"การเล่นตลาด"ในยุคการติดต่อสื่อสารไร้พรมแดนเป็นไปได้ หรือนี่เป็นแต่เพียงของเล่นง่ายๆอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง?
โดสโตเยฟสกี นักประพันธ์รัสเซียนเห็นว่าเงินเป็นตัวแทนของอิสรภาพที่พิมพ์ไว้ เงินที่ดีช่วยเพิ่มอิสรภาพนี้ เพราะว่ามันสามารถขยายขอบเขตสิ่งที่ทำได้ด้วยเงินให้กว้างออกไปอีก ประชาชนทุกฅนที่เกี่ยวข้องในสังคมมีส่วนในการรักษาวินัยเพื่อธำรงไว้ซึ่งค่าของเงินตรา ในช่วงรอยต่อของปี 1994 และปี 1995 นายฮันซ์ ทีทเมแยร์สรุปสถานการณ์สั้นๆดังนี้: "องค์ประกอบในการเปลี่ยนแปลงที่ประสบผลสำเร็จคือเจ้าของกิจการผู้เต็มใจสร้างนวัตกรรมและลงทุน ลูกจ้างผู้ยืดหยุ่นและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคต และเครื่องมือสำเร็จของรัฐที่คร่ำเคร่งอยู่กับภาระกิจหลัก นโยบายทางการเงินทำได้แต่เพียงติดตามกระบวนการนี้โดยการสร้างกรอบประกันทางการเงินที่มีเสถียรภาพเท่านั้น

มีเสียงเตือนตามมามากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับการปฏิรูปเงินตราที่จักตามมา โดยฅนที่เพิกเฉยต่อสถานการณ์จริงแต่รู้ดีว่าสามารถตีโพยตีพายเพื่อสร้างข่าวใหญ่ในเยอรมนีได้ หนี้สินที่สะสมขึ้นโดยรัฐบาลแห่งสหพันธ์ รัฐบาลแห่งรัฐและเทศบาลที่กองเป็นภูเขาเลากาประมาณหนึ่งล้านห้าแสนล้านถึงสองล้านล้านมาร์ค ต้องมีการจัดการโดยเร็ว การขจัดหนี้ขนาดมหึมาจนเหลือเชื่อนี้ให้ได้ต้องอาศัยการปฏิรูปเงินตราเท่านั้น และมีการวาดฝันร้ายตามมาภายหลังทันทีว่า จักนำระบบเงินตรายุโรปมาใช้แทนที่ดอยท์ช์มาร์คอันเป็นที่รัก ข่าวใหญ่เช่นนี้ต้องการสร้างแรงกระทบโดยอาศัยสัญชาตญาณฝ่ายต่ำของฅน แต่จักใครมีสักกี่ฅนที่สนใจเฝ้าติดตามข้อเท็จจริงของสถานการณ์ดังกล่าวนั้นว่ามีความจริงแท้อยู่หรือไม่?

ผลที่ตามมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ รัฐเยอรมันมีหนี้สะสมรวมโดยธนาคารไรช์บังค์ประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบล้านล้านล้านมาร์ค ทำให้ต้องปฏิรูปเงินตราตามมาในที่สุดในเดือนพฤศจิกายน 1923 จึงมีผลทำให้เงินหนึ่งล้านล้านไรช์มาร์คแลกได้เพียงหนึ่งเรนเทนมาร์ค ขณะนี้อาจนึกภาพก่อนหน้านั้นไม่ออก ประเทศเยอรมนีอยู่ในภาวะจนตรอก กระทั่งสถานการณ์บีบบังคับจนไม่อาจหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเงินตราได้

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของธนาคารบุนเดสบังค์ชี้ให้เห็นว่ายังมีสัญญาณอันตรายอยู่ ต้องไม่ทำให้ข้อกังขาเกี่ยวกับเสถียรภาพของดอยท์ช์มาร์คมีมากขึ้น ถ้าหากว่าเกียรติภูมิและค่าของเงินตราเป็นภาระที่ต้องธำรงไว้ ลักษณะเช่นนี้ของอิทธิพลทางจิตวิทยาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะว่ามันตอบสนองสาเหตุข้อกังขาต่างๆ และค่าของเงินตราไม่ใช่เรื่องต้องเสี่ยง สิ่งนี้จักเป็นประโยชน์ภายหลังมีสหภาพการเงินต่อไปอีกด้วย เมื่อยุโรปใช้เงินตราสกุลเดียวเท่านั้น

มีการสันนิษฐานกันแล้วในฝรั่งเศสว่าเงินตราระบบใหม่จักมีชื่อเรียกว่าEcu แต่นั่นไม่ใช่ในเยอรมนี ชื่อเรียกดังกล่าวเป็นเรื่องทางการเมือง โดยพยายามกระตุ้นความทรงจำและเร้าความหวาดกลัวของฅน จักเรียกดอยท์ช์มาร์คหรือEcuดี? ปรากฏว่าทุกฅนคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจักเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการแนะนำเงินตราใหม่นี้: เงินตราใหม่จักต้องไม่"อ่อน"และที่นี่ดอยท์ช์มาร์คอัน"แข็งแกร่ง"ได้กลายเป็นแบบอย่างและมาตรฐานต่ำสุดของสหภาพเงินตราที่ต้องยึดเป็นแบบอย่างไว้ก่อน รวมทั้งธนาคารกลางยุโรปที่เป็นไทด้วย นี่เป็นสิ่งที่สาธารณชนเข้าใจได้ในระดับมหัพภาค ถึงกระนั้นการเลิกใช้เงินมาร์คอันเป็นที่รักจักไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้ขออธิบายประกอบสักเล็กน้อย คำว่าEcuไม่ควรจักเทียบได้กับคำว่าECU การประกาศใช้เงินชนิดอื่นแล้วทำให้เงินมาร์คลดค่าลงถึงร้อยละสี่สิบเป็นเรื่องที่ต้องการคำอธิบายที่น่าฟังและมีเหตุผลอย่างยิ่ง การตัดสินใจจึงชลอไว้ก่อนและคาดว่าจักต้องมีการตกลงว่าจักใช้ชื่ออะไรเป็นที่สุด ฝรั่งเศสต้องการให้ใช้ชื่อEcuซึ่งเป็นหน่วยเงินฝรั่งเศสโบราณ ส่วนประเทศอื่นรวมทั้งสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนีเขียนชื่อเงินว่าECUเป็นตัวใหญ่ โดยส่วนตัวแล้วคำนี้เป็นเพียงเครื่องหมายในภาษาอังกฤษที่ใช้แทนหน่วยการเงินตามหลักการบัญชีธรรมดาเท่านั้น การตัดสินใจใช้ชื่อเงินจักต้องเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ท้ายที่สุดแล้วมีเงินยูโรฟรังส์หรือยูโรมาร์คกันแน่ ใครจักรู้?
ทําไมไม่เรียกเงินหน่วยรวมของยุโรปง่ายๆว่าโอโบลุส? ชื่อนี้มีความเป็นมายาวนานและยิ่งกว่านั้นยังทำให้เข้าใจชัดเจนดีว่า แม้เงินจักสำคัญ แต่ท้ายที่สุดแล้วไม่มีความหมายอะไรเลย เหมือนบทเรียนจากลูคิอัน เพราะพระเจ้าบนสวรรค์ไม่ได้ใส่ค่าของเงินไว้ ฅนต่างหากเป็นผู้ใส่ เหมือนที่ชาโรนผู้แจวเรือส่งวิญญาณข้ามฟากอธิบายประชดประชันเสียดสีว่า ฅนเราไม่ว่ายากดีมีจน: "ฉันจักไม่หยุดหัวเราะอีกต่อไปเมื่อเห็นพวกเขา อีกครั้งหนึ่งทีละฅนๆเรียงราย -เปลือยเปล่าบนเรือของฉัน ไม่มีฉลองพระองค์สีม่วง ไม่มีพระศิโรเวฐน์ เงินและพระแท่นทองคำ"
------------------------------
แปลและเรียบเรียงจาก บทความเรื่อง
DIE DEUTSCHE MARK: DIE ERFOLGSGESCHICHTE EINER WÄHRUNG VON 1948 BIS HEUTE"
“ดอยท์ช์ลันท์” -Deutschland- นิตยสารเพื่อการเมือง วัฒนธรรม ธุรกิจ และวิทยาศาสตร์
ฉบับที่ D 20017 F เลขที่ 5 ประจำเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1995 E4 หน้า 22-26
โดย: ฟอน เฮริแบร์ท คลายน์ (von Heribert Klein)
------------------------------
หมายเหตุ: ชื่อในภาษาเยอรมันเขียนตามสำเนียงการออกเสียงที่ผู้แปลได้ยินฅนเยอรมันที่มีการศึกษาออกเสียงให้ฟัง อย่างไรก็ตามสำเนียงภาษาเยอรมันสูง (Hochdeutsch, High German or Standard German) แม้จักมีมาตรฐานเดียวกันก็ตาม แต่การออกเสียงก็แตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ถิ่นกำเนิดของผู้พูดนั้นๆ




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2548
1 comments
Last Update : 5 ธันวาคม 2548 16:30:50 น.
Counter : 751 Pageviews.

 

แวะมาเก็บเกี่ยวค่ะ

 

โดย: tylenol2u IP: 210.203.158.135 15 ธันวาคม 2548 21:23:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ลุดวิก
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Ich bin nur ein Mensch! Alles Leben ist leiden. Alles ist nichtig!
ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

Bangkok

Friends' blogs
[Add ลุดวิก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.