สวัสดีค่ะ ภาระหน้าที่ทำให้ต้องเดินทางไกลมาถึงบัวโนสไอเรส แต่ยังคิดถึงเพื่อนบล็อกทุกคนนะค่ะ
โรคตับแข็ง






อาการของโรคตับแข็ง

อาการของโรคตับแข็งในผู้ป่วยระยะแรกเริ่ม มักไม่มีอาการผิดปกติ ส่วนใหญ่ตรวจพบโดยบังเอิญ โดยอาจมีอาการอ่อนเพลีย หมดแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักตัวลด เป็นต้น ถ้ารุนแรงมากขึ้น อาจจะสังเกตพบว่าผิวหนังและตาขาวของผู้ป่วยจะมีสีเหลือง ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องมานน้ำและขาบวม ฝ่ามือมีสีแดงเข้มผิดปกติ พรายย้ำช้ำเขียวตามผิวหนัง มักเกิดบริเวณหน้าอก และหัวไหล่ นอกจากนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ติดเชื้อง่าย อาจมีอาการทางสมองเช่น ซึม สับสน ความทรงจำเสื่อม ขาดสมาธิ จนถึงขั้นไม่รู้สึกตัว

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยขจัดสารพิษและเชื้อโรคออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้อ สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ตลอดจนสร้างน้ำดี ซึ่งมีหน้าที่ช่วยการดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมัน เมื่อตับถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้เช่นเดิมอีกต่อไป ทำให้เกิดเป็นโรคตับแข็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรโลกด้วยความทุกข์ทรมานเฉลี่ยปีละ 25,000 คน โรคตับแข็งเป็นสภาวะตับที่เกิดแผลขึ้นหลังจากมีการอักเสบของเนื้อตับ และเกิดพังผืดแข็งแทรกในตับ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวกเนื่องจากถูกอุดกั้น

อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคตับแข็ง อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลง และ อาการที่เกิดจากความดันเลือดในตับสูง





อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลง

อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลง เช่น อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่ค่อยรู้สึกตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย หากอาการมากขึ้นจะมีการสร้างโปรตีนลดลง ทำให้เท้าบวม มีน้ำในช่องท้อง เกิดท้องมาน อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองเป็นดีซ่านได้


อาการที่เกิดจากความดันเลือดในตับสูง

เกิดจากพังผืดดึงรั้งในตับ ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เกิดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตก ซึ่งอาจถึงช็อกและเสียชีวิตได้ ในรายที่เป็นมากอาจซึม หรือในระยะยาวอาจเกิดมะเร็งตับได้


อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

อาการอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นเสมอๆ ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การบำบัดรักษา ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆได้มากมายหลายชนิด ผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะแรกอาจมีเพียงแค่อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเท่านั้น


เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

เมื่อตับเกิดการอักเสบขึ้นมาไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม มักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนตามมาเสมอ ถ้าเป็นอยู่ในระยะสั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการมากนัก แต่ถ้าอาการของโรคตับนั้นเสื่อมลงกลายเป็นแบบเรื้อรังไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเปลี่ยนเป็นโรคตับแข็งเมื่อไร จะมีผลต่อภาวะโภชนาการอย่างมาก เกิดโรคขาดสารอาหารต่างๆ เช่น ขาดโปรตีนและพลังงาน ขาดวิตามิน สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพของการย่อย ดูดซึม และเผาผลาญสารอาหารลดน้อยลงไป โรคตับแข็งมีผลกระทบต่อภาวะโภชนาการด้านต่างๆ อย่างมาก





ท้องอืดเฟ้อ

ท้องอืดเกิดจากลมในท้องมากทำให้อึดอัด แน่นในท้อง หากเป็นมาก ๆ อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องเป็นพัก ๆ หรือมีอาการเรอมาก หรือผายลมบ่อย ๆ ในผู้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ระบบการย่อยอาหารทำงานได้น้อยลง รวมทั้งถุงน้ำดีก็ไม่สามารถทำให้น้ำดีเข้มข้นได้เท่ากับตอนเป็นหนุ่มสาว จึงทำให้สมรรถภาพในการย่อยอาหารลดลง


คลื่นไส้และอาเจียน

กลไกคลื่นไส้และอาเจียนในร่างกายเป็นปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ เกิดจากการกระตุ้นตัวรับเคมีในทางเดินอาหารส่วนต้น และตัวรับเชิงกลในผนังของทางเดินอาหาร โดยการหดตัวและคลายตัวของลำไส้ ร่วมกับภยันตรายทางกายภาพ ศูนย์ควบคุมในสมองอยู่ที่ parvicellular reticular formation ในบริเวณสมองส่วน lateral medullary region เส้นประสาทรับรู้มาจาก abdominal splanchnic, เส้นประสาทเวกัส, vestibulo-labyrinthine receptors, สมองใหญ่ และ chemoreceptor trigger zone (CTZ) ส่วนของ CTZ อยู่ใกล้กับ area postrema ประกอบไปด้วยตัวรับเคมีที่ทำหน้าที่สุ่มตรวจเลือดและน้ำไขสันหลัง และทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมในสมองอย่างใกล้ชิด อาจถูกกระตุ้นจากสารภายในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์ หรือถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น ยาบางชนิด ส่วนของวงจรขาออกส่งผ่านสัญญาณประสาทไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ V, VII, IX, เส้นประสาทเวกัส และระบบประสาทซิมพาเตติก ทำให้เกิดการอาเจียนขึ้น


เจ็บบริเวณชายโครงขวา

อาการปวดท้องด้านขวา หรือเจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อวัยวะภายในที่อยู่บริเวณนั้น ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี ไต และลำไส้ การวินิจฉัยจำเป็นต้องพิจารณาจากอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น อุจจาระปัสสาวะมีอาการผิดปกติหรือไม่ ลักษณะอาการปวดเป็นอย่างไร ปวดในเวลาใด นอกจากนี้ยังต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อให้ได้การวินิจฉัยเบื้องต้น บางรายอาจต้องทำการตรวจอัลตราซาวด์ในช่องท้องเพิ่มเติม พบว่าผู้ป่วยโรคตับแข็งมีโอกาสเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้บ่อยกว่าคนทั่วไปสองเท่า เนื่องจากตับเกี่ยวข้องโดยตรงกับเมตะบอลิสซึมของสารเม็ดสีในน้ำดี





ท้องมานและเท้าบวม

ผู้ป่วยโรคตับแข๊งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าอัลบูมินได้น้อยกว่าปกติ อัลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณอัลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของน้ำในช่องท้อง ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผลและเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราตายสูงมาก ในบางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่นเข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้เน่าอักเสบจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด การรักษาภาวะไส้เลื่อนที่สะดือคือ พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำท่วมในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักเกิดน้ำท่วมในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง

น้ำดีเป็นสารสำคัญที่สร้างมาจากตับ ซึ่งในคนจะสร้างประมาณวันละ 600 ซีซี เมื่อแรกสร้างจะมีน้ำอยู่ถึงร้อยละ 97 แล้วจะถูกเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ต่อมาน้ำและเกลือแร่ที่ละลายในน้ำถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้น้ำดีเข้มข้นขึ้น เมื่ออาหารผ่านมาถึงลำไส้เล็กส่วนต้น ถุงน้ำดีจะถูกกระตุ้นให้บีบตัวปล่อยน้ำดีลงไปสู่ลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยอาหารไขมัน น้ำดีที่สร้างจากตับมีพีเอชเป็นด่าง (7.8-8.0) ส่วนน้ำดีที่อยู่ในถุงน้ำดีมีพีเอชเป็นกรด (7.0-7.4) และในน้ำดีจะไม่มีน้ำย่อยอาหาร

ส่วนประกอบของน้ำดี ประกอบด้วยสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นน้ำและเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำ ได้แก่ โซเดียม โปตัสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม คลอไรด์ และไบคาร์บอเนต ส่วนนี้มีปริมาณมากที่สุด มากกว่าร้อย 97 ของทั้งหมด ส่วนที่สองเป็นของแข็ง ได้แก่ เกลือน้ำดี สารบิลลิรูบิน โคเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด ไขมัน และโปรตีน ส่วนที่สามเป็นเอ็นซัยม์ชื่อ อัลคาไลน์ ฟอสฟาเทส






ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่การทำงานของตับเสียหายไปมาก น้ำดีจะไหลย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดเป็นดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง และปัสสาวะสีเข้มขึ้น ทั้งนี้ตรวจเลือดพบสารบิลลิรูบินสูงมากกว่า 2-3 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ 30 มิลลิโมลต่อลิตร





อาเจียนเป็นเลือด

เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตก ซึ่งอาจถึงช็อกและเสียชีวิตได้ ในรายที่เป็นมากอาจซึม ถือเป็นโรคแทรกซ้อนจากภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่มีเส้นเลือดดำขอดเหล่านี้มีโอกาสที่เส้นเลือดดำขอดจะแตกได้ และมีโอกาสเสียชีวิตสูง แม้เลือดจะหยุดก็มีโอกาสตกเลือดซ้ำ ปัจจัยเสี่ยงต่อการตกเลือดจากเส้นเลือดดำขอด ได้แก่ ขนาดของเส้นเลือดดำขอดที่ใหญ่ ความดันที่สูงมากในระบบเลือดดำปอร์ตัล และตับแข็งที่เป็นมาก

ในอดีตผู้ป่วยที่มีเลือดออกจากเส้นเลือดดำขอดที่หลอดอาหารมักเสียชีวิต เนื่องจากไม่มีวิธีการรักษา นอกจากการผ่าตัดไปผูกเส้นเลือดดำขอดหรือผ่าตัดต่อเส้นเลือดดำปอร์ตัลเข้าสู่เส้นเลือดดำใหญ่ของร่างกาย เพื่อลดความดันโลหิตในระบบปอร์ตัลลง แต่การผ่าตัดเหล่านี้มีอัตราการเสี่ยงสูง แม้จะห้ามเลือดที่ออกได้แต่หลังผ่าตัดผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ฟื้นสติรู้สึกตัว เนื่องจากมีสารพิษคั่งในสมอง

ปัจจุบันมีวิธีการห้ามเลือดที่ออกจากเส้นเลือดดำขอดหลอดอาหารหลายวิธีที่ได้ผลดีกว่า โดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น ใช้ยาบางประเภทที่ไปลดปริมาณเลือดไหลเวียนผ่านระบบเลือดปอร์ตัล และทำให้เส้นเลือดดำขอดหลอดอาหารหดตัว หรือการใส่สายยางที่มีลูกโป่งใหญ่ที่ปลายสายไปกดเส้นเลือดดำขอดที่แตก หรือโดยการส่องกล้องเข้าไปในหลอดอาหารและใช้ยาบางชนิดฉีดเข้าไปในเส้นเลือดดำ ทำให้เส้นเลือดเหล่านี้แข็งตัวและตีบตันไป หรือใช้ยางรัดเล็กๆ ผ่านทางเครื่องมือพิเศษไปรัดหลอดเลือดดำขอดเพื่อห้ามเลือด

ในกรณีที่วิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นใช้ไม่ได้ผลในการห้ามเลือด รังสีแพทย์อาจช่วยสร้างทางเชื่อมระบายเลือดออกจากระบบเลือดดำปอร์ตัลได้ โดยใช้ท่อโลหะยืดหยุ่นเป็นทางเชื่อมเพื่อระบายเลือดออกจากระบบปอร์ตัล วิธีการเหล่านี้ยังสามารถลดน้ำท้องมานได้ดีด้วย


อาการทางสมองและระบบประสาท

ผู้ป่วยตับวายในระยะท้ายจะมีอาการซึม เพ้อ มือสั่น และค่อยๆไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งหมดสติ อาการทางจิตประสาทเกิดจากสารพิษในลำไส้ที่ตับไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้ อาจสังเกตจากลักษณะอาการมือสั่น ซึ่งมักเป็นทั้งสองข้าง เรียกว่า flapping tremor

ภาวะทางสมองในผู้ป่วยโรคตับแข็งเกิดจากการที่ตับขจัดสารพิษไม่ได้ ปกติสารพิษในร่างกายจะถูกขจัดโดยทางตับและไต ถ้าตับเสื่อมลงทำงานได้น้อยลง สารพิษที่สะสมอยู่จะไปกดทับการทำงานของตับ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางจิต ในรายที่อาการน้อยอาจสังเกตได้ยาก ผู้ป่วยจะมีอาการร่าเริงพูดมากผิดปกติ ต่อมามีอาการสับสน ซึมลง เมื่อจับมือผู้ป่วยตั้งขึ้นจะมีอาการสั่นคล้ายนกกระพือปีก ในรายที่เป็นมากจะมีอาการหมดสติไม่รู้สึกตัว

ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีสาเหตุซ้ำเติมที่ทำให้เกิดได้จากการสลายโปรตีนของร่างกาย อาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารให้น้อยที่สุดระหว่างที่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ พิจารณาเสริมโปรตีนที่เป็นกรดอะมิโนชนิดกิ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ โดยไม่ทำให้เกิดอาการทางสมอง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการทางสมองไม่ได้มีสาเหตุเกิดจากตับแย่จนขจัดสารพิษไม่ไหวเพียงอย่างเดียว แต่มักเกิดจากสาเหตุซ้ำเติม เช่น มีเลือดออกในทางเดินอาหาร ท้องผูก ทำให้มีการสลายโปรตีนจากเลือดหรืออุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ เลือด 100 ซีซี จะมีโปรตีนสูงถึง 60 กรัม การสลายโปรตีนจะเพิ่มปริมาณสารพิษ เช่น แอมโมเนียขึ้นมาจนตับไม่สามารถกำจัดได้ทัน สารพิษเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของสมองทำให้ผู้ป่วยซึมลงจนหมดสติได้

สาเหตุซ้ำเติมอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อ และภาวะโปแตสเซียมต่ำในเลือด ซึ่งมักเป็นผลจากการได้ยาขับปัสสาวะจำนวนมาก การรักษาสาเหตุซ้ำเติมเหล่านี้ และขจัดสารพิษโดยการสวนอุจจาระทิ้ง หรือให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาระบายท้องจะช่วยให้อาการดีขึ้น






อาการคัน

ผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจมีอาการคันตามผิวหนังได้บ่อย โดยเฉพาะในรายที่ตับแข็งเกิดจากการอุดกั้นทางเดินน้ำดีที่เรื้อรัง พบว่าเกลือน้ำดีมีฤทธิ์เป็นสารก่ออาการคันที่รุนแรงชนิดหนึ่ง เกลือน้ำดีมีสองชนิด โซเดียมไกลโคโคเลต (sodium glycocholate) และโซเดียมทอโรโคเลต (sodium taurocholate) ถูกสร้างขึ้นมาจากโคเลสเตอรอลโดยตับ สารเหล่านี้จะถูกหลั่งเป็นน้ำดีโดยเซลล์ตับโดยผ่านทางท่อน้ำดีย่อย ไหลมารวมกันเป็นท่อน้ำดีเข้าสู่ถุงน้ำดี โดยทั่วไปแล้วความเข้มข้นของเกลือน้ำดีในน้ำดีคิดเป็นร้อยละ 0.8 ถุงน้ำดีสามารถดูดน้ำกลับเข้าไปเพื่อทำให้น้ำดีเข้มข้นในระหว่างมื้ออาหาร น้ำดีสามารถมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่าจากปกติ ก่อนที่จะมีการบีบตัวของถุงน้ำดีเพื่อขับน้ำดีออกมายังลำไส้เล็กส่วนต้นเมื่ออาหารผ่านเข้ามาในลำไส้เล็ก กลิ่นตับวายมีลักษณะค่อนข้างจำเพาะ เรียกว่า fetor hepaticus เกิดจากสาร dimethyl sulfide


ความผิดปกติที่ผิวหนัง

ลักษณะผิดปกติที่ผิวหนังที่พบบ่อย เรียกว่า spider nevi เนื่องจากมีลักษณะคล้ายแมงมุม เกิดจากหลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังได้รับผลกระทบจากปรมาณของฮอร์โมนเอสตราไดออลเพิ่มขึ้นในเลือด พบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็งหนึ่งในสามราย

ผิวหนังบริเวณฝ่ามือแดงกว่าปกติ เรียกว่า palmar erythema เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเมตะบอลิสซึมของฮอร์โมนเพศ

ตรวจพบความผิดปกติของเล็บได้หลายแบบ เช่น Muehrcke's nails, Terry's nails และ clubbing ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะอัลบูมินต่ำในเลือด


เลือดออกผิดปกติ

ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เมื่อเกิดภาวะตับวาย จะเกิดภาวะพร่องโปรตีนเหล่านี้ในร่างกาย และทำให้เกิดปัญหาเลือดออกผิดปกติตามมา

กลไกการห้ามเลือดต้องอาศัยหน้าที่ของหลอดเลือด เกล็ดเลือด และโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดต่างๆ ทำหน้าที่ต่อเนื่องเป็นขั้นตอน กลไกการห้ามเลือดจะออกฤทธิ์สนับสนุน และยับยั้งซึ่งกันและกันภายในระบบ และระหว่างระบบ ร่างกายจึงอยู่ในภาวะสมดุล ไม่เกิดภาวะเลือดออกง่ายหรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด

เมื่อมีบาดแผลเกิดขึ้น มีการฉีกขาดของหลอดเลือด หลอดเลือดจะหดตัวปิดรอยฉีดขาดนั้น เกล็ดเลือดถูกกระตุ้นให้เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนเลือดเพื่ออุดรอยฉีกขาดนั้น ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจะถูกกระตุ้นต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ จนเกิดก้อนไฟบริน และรวมกับก้อนเกล็ดเลือดที่แข็งแรงอุดรอยฉีกขาดของหลอดเลือด หลังจากนั้น 48-72 ชั่วโมง ปัจจัยการละลายลิ่มเลือดจะถูกกระตุ้นให้ออกฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียนในหลอดเลือดได้ตามปกติ





ความผิดปกติของกระดูก

อาการปวดกระดูก เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มกระดูก มักเป็นที่กระดูกแขนขา เรียกว่า hypertrophic osteoarthropathy

ลักษณะนิ้วมือเกร็งงอผิดรูป เกิดจากพังผืดฝ่ามือหนาตัวและดึงรั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และความผิดปกติของเนื้อเยื่อคอลลาเจน เรียกว่า Dupuytren’s contracture พบได้ร้อยละ 33 ของผู้ป่วยโรคตับแข็ง


ความผิดปกติของฮอร์โมน

ระดับฮอร์โมนเอสตราไดออลเพิ่มขึ้น ทำให้เต้านมโตขึ้น เกิดขึ้นร้อยละ 66 ของผู้ป่วยโรคตับแข็ง

ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะมีบุตรยาก ความต้องการทางเพศลดน้อยลง อัณฑะฝ่อ เกิดจากต่อมเพศโดยตรง หรือเกิดจากการกดฮอร์โมนจากฮัยโปธาลามัสและต่อมใต้สมอง


ตับและม้าม ผนังหน้าท้อง

การตรวจคลำขนาดของตับ อาจพบว่าตับโตขึ้น ขนาดปกติ หรือเล็กลง และตรวจพบม้ามโต เมื่อมีน้ำในช่องท้องเกิน 1500 มิลลิลิตร จะตรวจพบภาวะท้องมานทางหน้าท้อง อาจตรวจพบอัณฑะบวมน้ำร่วมด้วย

เลือดจากระบบปอร์ตัลไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำที่สะดือ ปรากฏเห็นชัดเจนที่ผนังหน้าท้อง เรียกว่า caput medusa นอกจากนี้อาจตรวจพบเสียงเลือดหมุนวนในหลอดเลือดดำที่ผนังหน้าท้องบริเวณใต้ลิ้นปี เรียกว่า Cruveilhier-Baumgarten murmur


อาการไตวาย

ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่เป็นมากซึ่งส่วนใหญ่จะมีท้องมานและขาบวมเนื่องจากมีน้ำและเกลือคั่งในร่างกาย อาจเกิดภาวะไตวายได้ โดยจะมีปัสสาวะน้อยลง จนกระทั่งไม่มีปัสสาวะออก และเสียชีวิตในที่สุด

สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเป็นผลจากสารพิษที่ตับขจัดไม่ได้ เปลี่ยนการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านไต ทำให้มีการกรองน้ำปัสสาวะออกจากเลือดน้อยกว่าที่ควรจะเป็น





ปัญหาโภชนาการ

ตับมีบทบาทที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการ การสร้างกรดน้ำดีจากโคเลสเตอรอล ซึ่งจำเป็นต่อการย่อยไขมันที่ได้รับจากอาหาร ตับเป็นอวัยวะที่ร่างกายใช้สำหรับเผาผลาญสารอาหารต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินต่างๆ

โปรตีนเป็นสารอาหารหลักตัวหนึ่งที่สำคัญมากในโรคตับแข็ง มีบทบาททั้งในด้านการรักษาโรค หรืออาจทำให้อาการโรคตับแข็งนั้นแย่ลงไปได้อีกคือว่าเมื่อเป็นโรคตับแข็ง การเผาผลาญโปรตีน แล้วเปลี่ยนแอมโมเนียที่ได้ไปเป็นยูเรียลดน้อยลง เนื่องจากขาดเอนไซม์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์ยูเรีย ทำให้มีแอมโมเนียในเลือดสูงมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการทางสมองได้

การรักษามักเริ่มด้วยการจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารให้น้อยลงมากๆ ซึ่งถ้ามากเกินไปผู้ป่วยก็จะขาดโปรตีนทำให้ร่างกายไม่มีโปรตีนไปใช้ในส่วนที่จำเป็นและสำคัญมากต่อร่างกาย เช่น สร้างอัลบูมิน สร้างโปรตีนปัจจัยการแข็งตัวของเลือด สร้างเอนไซม์ สร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่เสียไป โดยเฉพาะเนื้อเยื่อที่ตับ ถ้ายังไม่พอที่จะกลับคืนได้ดีขึ้นมาได้บ้างก็จะสูญเสียไปเลยเนื่องจากขาดโปรตีน ทำให้อาการของโรคตับแข็งดีขึ้นได้ช้าลงหรืออาจจะแย่ลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากขาดอาหาร

การปรับปริมาณและคุณภาพของโปรตีนในอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง ควรเริ่มต้นด้วยการให้โปรตีนที่มีคุณภาพดี เช่น นม ไข่ ปลา ประมาณ 0.5 กรัม/กิโลกรัม/วัน ก่อน แล้วติดตามดูผลเลือดที่สัมพันธ์กับโรคนี้ เช่น ระดับยูเรียในเลือด และระดับแอมโมเนียในเลือด สามารถปรับปริมาณโปรตีนในอาหารให้สูงเพิ่มขึ้นได้ แต่ไม่ควรเกินปริมาณสำหรับคนปกติ 1 กรัม/กิโลกรัม/วัน

เลือกให้โปรตีนที่มีกรดอะมิโนโซ่กิ่ง (branched-chain amino acids) สูงๆ ด้วย เนื่องจากว่าระดับกรดอะมิโนชนิดนี้ในพลาสมาของผู้ป่วยโรคตับแข็ง จะต่ำกว่าปกติ เป็นเหตุให้กรดอะมิโนหกเหลี่ยม (aromatic amino acids) ซึ่งมักจะมีระดับสูงกว่าปกติผ่านเข้าสู่สมองได้มากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาหารทางสมอง อาหารโปรตีนที่มีกรดอะมิโนโซ่กิ่งสูงประมาณร้อยละ 30-45 ของโปรตีนทั้งหมดและมีกรดอะมิโนหกเหลี่ยมต่ำ จึงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง โดยทั่วไปอาหารที่มีคุณสมบัติแบบนี้ มักไม่ใช่อาหารธรรมชาติแต่เป็นอาหารทางการแพทย์ที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง

อาหารที่ให้เส้นใยอาหารสูง เช่น ผักสด ผลไม้ มีความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งเนื่องจากมีกรดอะมิโนหกเหลี่ยมต่ำ และมีใยอาหารมากทำให้เพิ่มการขับถ่ายอุจจาระมากขึ้น ซึ่งช่วยลดของเสียจากการเผาผลาญโปรตีนได้บ้าง แต่ผู้ป่วยโรคตับแข็งส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบใยอาหารมากๆ เนื่องจากรู้สึกแน่นท้องซึ่งปกติของโรคนี้มักมีปัญหาท้องอืดอยู่แล้ว








ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก http://www.bangkokhealth.com







Create Date : 23 มีนาคม 2552
Last Update : 23 มีนาคม 2552 9:50:14 น. 7 comments
Counter : Pageviews.

 
อย่างนี้ผมก็คงไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้สิเนี่ย เพราะไม่ดื่มเหล้าและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอร์ทุกชนิด


โดย: ขุนพลน้อยโค่วจง วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:13:26:39 น.  

 
ดูภาพประกอบแล้วน่ากลัวจังเลยค่ะ


โดย: ยายกุ๊กไ่ก่ วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:0:55:20 น.  

 
Photobucket

มาอ่านความรู้ค่ะ


โดย: fleuri วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:2:55:45 น.  

 
Lovely Day Pictures, Images and Photos

รอชมบล็อกหน้า ด้วยบีจีบ้านเหมี่ยว อิอิ


โดย: fleuri วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:0:10:49 น.  

 
อืมมม การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐที่สุดเลยจริงๆน่ะค่ะ
ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีๆมาฝากกันค่ะ

ช่วงนี้จะออนทัวร์ไปตจว.หลายวันเลย ขอบคุณที่แวะไปทักทายที่บล็อคค่ะ
แล้วจะเก็บภาพมาฝากน่ะค่ะ




โดย: มาเรีย ณ ไกลบ้าน วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:1:44:40 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณกบ...นุชแวะมาเสริฟอาหารมื้อเช้าค่ะ ขอให้วันนี้เป็นวันดีดีที่สดใสนะคะ คิดถึงเสมอค่ะ

Photobucket


โดย: Vannessa วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:7:32:50 น.  

 
ใครเป็นคงต้องทรมานน่าดูเลย ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ


โดย: ร่าเริงเบิกบานสำราญอุรา วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:13:31:45 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
kobnon
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]




.
สาระน่ารู้ประจำวัน
1.โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด
2. บุหรี่ ทำนมยาน หูตึง
3. Upside down pineapple cake


music
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add kobnon's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.