สวัสดีค่ะ ภาระหน้าที่ทำให้ต้องเดินทางไกลมาถึงบัวโนสไอเรส แต่ยังคิดถึงเพื่อนบล็อกทุกคนนะค่ะ
พรรณไม้ในวรรณคดี ตอนที่ 2










จำปี

ชื่อวิทยาศาสตร์: Michelia alba DC.;

ชื่อสามัญ: White Champaka) มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน มาเลเซียและอินโดนีเซีย แบ่งเป็นสปีชีส์ได้ประมาณ 50 ชนิด


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10-20 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องถี่ กิ่งเปราะ หักง่าย เรือนยอดรูปกรวยทึบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบมีรูปรี ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ยาว 20 เซนติเมตร กว้าง 8 เซนติเมตร ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว แคบเรียบ มี 8-12 กรีบ ยาว 4-6 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม


จำปี ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ดังคำด้านล่าง

จันทน์หอมจันทน์คณาจะลาจร มะลิซ้อนซ่อนชู้อยู่จงดี
ลำดวนเอ๋ยเจ้าด่วนไปก่อนแล้ว เกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี จำปี เอ๋ยกี่ปีจะมาพบ
ที่มีกลิ่นก็จะคลายหายหอม จะพลอยตรอมเหือดสิ้นกลิ่นตลบ
ที่มีดอกก็จะวายระคายครบ จะเหี่ยวแห้งเซาซบสลบไป







ชบา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hibiscus syriacus L.; Hibiscus chinenis DC.

เป็นไม้ในสกุล Hibiscus ที่มีความผันแปรทั้งรูปทรงของใบ ลำต้น และดอกมาก ตลอดจนปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย จากความสวยงามของดอกทำให้ได้รับสมญาว่า Queen of Tropic Flower หรือ ราชินีแห่งไม้ดอกเมืองร้อน เป็นดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซียและจาไมก้า และเป็นดอกไม้ประจำรัฐฮาวาย มีถิ่นกำเนิด จาก ประเทศจีน ทำการขยายพันธุ์โดย ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เสียบยอด


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ชบาไทยชบาเป็นไม้พุ่มขนาด 1-3 เมตร อาจสูงได้ถึง 7-10 เมตร ใบรูปไข่กว้าง ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบจักหรือขอบใบเรียบ ดอกออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ก้านดอกยาว กลีบรองดอกมี 2 ชั้น สีเขียว ดอกมีทั้งดอกลาและดอกซ้อน มีหลายสี มีทั้งดอกใหญ่และดอกเล็ก ถ้าดอกลาจะมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้เป็นดอกยาวยื่นขึ้นมากลางดอก ปลายสุดเป็นยอดเกสรตัวเมีย แยกเป็น 5 แฉกสีแดง เกสรตัวผู้ติดรอบๆ ดอกเป็นสีเหลือง ออกดอกตลอดปี


การปลูกและดูแลรักษา

ชบาไม้ดอกที่ปรับตัวเจริญเติบโตได้ทุกสภาพแวดล้อม แต่ที่เหมาะสมคือสภาพอากาศอบอุ่นจนถึงร้อน ดินปลูกควรเป็นดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่มีน้ำขังแฉะ การให้น้ำควรให้สม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำจะสลัดใบล่างทิ้งอย่างรวดเร็ว

แสง ชอบแสงแดดมาก
น้ำ ต้องการน้ำพอประมาณ
ดิน เป็นไม้ที่ปลูกได้ง่ายสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ไม่ควรให้ดินเปียกหรือแฉะเกินไป
ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
โรคและแมลง ไม่ค่อยมีโรค จะมีก็แต่เพลี้ยที่รบกวนอยู่
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยยามาลาไธออนหรือไดอาซินอน ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลาก

สรรพคุณทางยา
ในคัมภีร์อายุรเวท พูดถึงสรรพคุณของดอกชบาว่า ช่วยฟอกโลหิต บำรุงจิตใจให้แช่มชื่น บำรุงผิวพรรณ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาและบรรเทาโรคเกี่ยวกับไต และโดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง เช่น เสียเลือดประจำเดือนมากเกินไป ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งปัญหาเรื่องระดูขาว

ไม่เพียงแต่ดอกชบาเท่านั้นที่ใช้เป็นยาดีของอินเดีย ส่วนอื่นๆของชบายังใช้เป็นยารักษาโรคได้ด้วย อย่างเช่น เปลือกต้นชบาใช้รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ใบชบาใช้แก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก บำรุงผม

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีระดูขาว - นำดอกชบาสด 4 ดอกมาตำให้แหลก แล้วกินตอนท้องว่างในตอนเช้าติดต่อกัน 7 วัน นำดอกชบามาตากให้แห้งในที่ร่ม เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว เอามาบดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชาตอนเช้าติดต่อกันนาน 7 วัน ประจำเดือนไม่มา ใช้ดอกชบา 3 ดอกบดให้แหลก แล้วผสมกับน้ำมะนาวสัก 2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมกับนม 1 แก้ว แล้วดื่มตอนท้องว่างตอนเช้า จะช่วยปรับเรื่องประจำเดือนได้ เอาเฉพาะกลีบดอกชบาผสมกับน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บอย่างละเท่าๆ กันใส่ในโถแก้วมีฝาปิด แล้วเอาโถแก้วออกตากแดดติดต่อกันสัก 21 วัน น้ำตาลจะละลายผสมกับดอกชบา พอครบกำหนดแล้วเอามากินครั้งละ 2 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง นานสองถึงสามสัปดาห์ ยาสูตรนี้ถือว่า เป็นยาบำรุงประจำเดือน

ดับร้อนและแก้ไข้ - ใช้ดอกชบา 4 ดอกแช่ในน้ำต้มสุก 2 แก้ว แล้วดื่มต่างน้ำ จะช่วยดับร้อนผ่อนกระหายและแก้ไข้ได้ดี

รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา เช่น ฮ่องกงฟุต - ใช้เปลือกต้น 50 กรัม แช่ในแอลกอฮอล์ 150 ซีซี นานหนึ่งวัน แล้วกรองเอาแต่น้ำยาไว้ทาบริเวณที่เป็นฮ่องกงฟุต

รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก - ใช้ใบชบาหรือฐานดอกก็ได้มาตำให้แหลก แล้วเอามาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก น้ำเมือกจากใบจะช่วยรักษาแผลได้เป็นอย่างดี

บำรุงผม - ใช้ใบชบาหนึ่งกำมือมาล้างให้สะอาด ตำให้แหลก เติมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาแต่น้ำ กรองเอากากทิ้ง แล้วใช้น้ำเมือกจากใบชบาสระผม ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก และบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางาม


ชบาปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนพระรามลาสระภังคฤๅษ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1

พุทธชาดรักซ้อนซ่อนกลิ่น อินทนิลช้องนางนางคลี่
นางแย้มกล้วยไม้มะลุลี ยี่สุ่นโยทะกาชบาบาน
กรรณิการ์เกดแก้วกาหลง ประยงค์พะยอมหอมหวาน
ชมพลางเด็ดดวงผกากาญจน์ พระอวตารส่งให้วนิดา







ชวนชม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Adenium obesum Balf.,

ชื่อสามัญ: Desert Rose; Impala Lily; Mock Azalea) เป็นชื่อของพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงาม เป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแห้งแล้งมาก จนได้รับสมญาว่า Desert Rose (กุหลาบทะเลทราย) นอกจากนี้ตามความเชื่อของคนไทยชื่อ "ชวนชม" ยังเป็นชื่อที่มีความไพเราะเป็นศิริมงคล และชาวจีนว่า "ปู้กุ้ยฮวย" ซึ่งแปลว่า ดอกไม้แห่งความร่ำรวย


ประวัติของชวนชม

ถิ่นกำเนิดของชวนชมมีการค้นพบครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ P. Forskal ทางภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกาแถบประเทศแทนซาเนียและเคนย่า ในปี พ.ศ. 2305 แต่ตอนนั้นเชื่อว่าเป็นเพียงลั่นทมพันธุ์ใหม่ ต่อมาปี พ.ศ. 2357 นายโจเซฟ ออกัสต์ ซูลตส์ (Josef August Schultes) นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างชวนชมกับลั่นทมจนเป็นที่ยอมรับ ส่วนในประเทศไทย มีการพบชวนชมตั้งแต่ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ก็ไม่ทราบว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อไร


ดอกชวนชมปรากฏในวรรณคดีอิเหนา ตอนนางจินตะหราพาอิเหนาไปชมสวน (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2) โดยมีกล่าวไว้ว่า

พระโฉมยงทรงเก็บกุหลาบเทศ ประทานองค์อัคเรศจินตะหรา
ทำเทียมเลียมลอดสอดคว้า กัลยาปัดกรค้อนคม
พระทรงสอยสร้อยฟ้าสารภี ให้มาหยารัศมีแซมผม
เลือกเก็บดอกลำดวนชวนชม ใส่ผ้าห่มให้สการะวาตี







ชมพู่แต่ละต้นมีผลลูก ดูดั่งผูกพวงระย้านึกน่าฉัน
ทรงบาดาลบานดอกรีบออกทัน เต็มทุกวันเช้าเย็นไม่เว้นวาย

รำพันพิลาป-สุนทรภู่

ทรงบาดาล

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia Surattensis Burm. f.

วงศ์ LEGUMINOSAE (Fabaceae)

ชื่อสามัญ Kalamona, Scrambled Eggs

ชื่ออื่น ขี้เหล็กหวาน

ไม้พุ่ม สูง 3 - 5 เมตร ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4 - 6 คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดกว้าง 1 - 2 เซนติเมตร ยาว 2.5 - 4 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอก สีเหลืองออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 - 3 เซนติเมตร ผล เป็นฝักแบน กว้าง 1 - 1.5 เซนติเมตร ยาว 7 - 20 เซนติเมตร
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดเอเชียเขตร้อนและจาไมก้า ออกดอก ตลอดปี ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด วิธีเตรียมเมล็ด ก่อนเพาะ นำเมล็ดมาแช่น้ำร้อน 80 - 90 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ให้เย็น 16 ชั่วโมง

วิธีเพาะเมล็ด เช่นเดียวกับราชพฤกษ์

ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ







ช้องนาง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Thunbergia erecta (Benth.) Anderson

ชื่อวงศ์: ACANTHACEAE

ชื่อสามัญ: Bush Clock Vine

ชื่อท้องถิ่น : ช้องนางเล็ก , ช้องนางใหญ่

ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะทั่วไป: เป็นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นไม้ประเภทครึ่งต้นครึ่งเลื้อย ใบคล้ายใบแก้วแต่ริมใบบิดเล็กน้อยออกเป็นคู่ ๆ เรียงไปตามกิ่ง ใบสีเขียวสด ดอกคล้ายดอกผักบุ้ง แต่เล็กกว่าดอกผักบุ้ง ดอกเป็นสีน้ำเงินม่วง ตรงกลางเป็นสีเหลือง บานไม่ทน แต่เมื่อดอกร่วงแล้วก็ยังมีทรงดอกเหมือนเดิม บางพันธุ์มีดอกสีขาว ออกดอกตลอดปี ชอบอยู่ในที่มีแสง

ใบ : ใบจะคล้ายใบแก้ว ออกจะเป็นคู่ ๆ เรียงไปตามกิ่งของล้ำตน ลักษณะของใบมนปลายแหลม ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร มีสีเขียว ชอบใบเรียบไม่จัก

ดอก : รูปทรงของดอกเป็นรูปแตร มีสีม่วงเข้มมีอยู่ 5 กลีบตรงกลาง ดอกเป็นสีเหลืองดอกบานเต็มที่ประมาณ 8 เซนติเมตร

ลำต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มเตี้ย แตกกิ่งก้านสาขามากมายลำต้นสูงประมาณ 6 ฟุต

ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ

การขยายพันธุ์ : ตอนและปักชำ

การกระจายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ออกดอกตลอดปี ปลูกได้ทั้งกลางแจ้ง และที่ร่มรำไร ชอบดินร่วนซุยมีความชื้นตลอดเวลา ขยายพันธุ์ด้วยการ


จัมปาจำเปรียบเนื้อ นางสวรรค์ กูเอย
ศรีสุมาลัยพรรณ พิศแพ้
ช้องนางคลี่ระส่ายสรร สลายเซ่น
คือนุชสนานกายแก้ เกศแก้วกันไร
(นิราศนรินทร์ - นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน))






นมตำเลีย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hoya ovalifolia W. & A.

ไม้เถาจำพวกนี้งอกงามอยู่ทนกว่าไม้อื่นๆ คล้ายแบบกล้วยไม้ ลำต้นเป็นเถากลมๆ เล็กๆมีใบหนามากรูปร่างต่างๆ แบบหัวใจบ้าง รูปกระสวยบ้าง ขนาดก็ต่างๆ กัน ใบหนาแข็งเป็นมันคล้ายขี้ผึ้ง ดอกออกเป็นกระจุก คล้ายช่อผักชี ตัวดอกขนาดเล็กบ้าง ใหญ่พอประมาณบ้าง มีสีขาว สีนวล อมม่วง และสีม่วงเวลาบานมักจะส่งกลิ่นหอมมากน้อยตามแต่ชนิด และส่วนมากส่งกลิ่นในเวลากลางคืน

ลักษณะ

พันธุ์ไม้สกุลนี้ที่เรียก นมตำเรีย คือชนิด Hoya parasitica Wall. พบขึ้นทั่วไปในทุกภาคของประเทศตามป่าเกือบทุกประเภท เถาเลื้อยเกาะและพันไปตามลำต้น หรือกิ่งไม้ หรือตามหิน ทุกส่วนมียางขาวคล้ายน้ำนม ใบอวบหนาคล้ายกล้วยปิ้ง (บางชนิดมีชื่อเรียก กล้วยปิ้ง = Hoya diversifolia Bl.) ออกดอกในฤดูร้อน บางพันธุ์ดอกในช่อดกแน่นเกือบเป็นทรงกลม ขนาดดอก 1 - 1.2 ซม. กลีบดอกมักจะงอโค้งลงไปสู่ก้านดอก ดอกในช่อบานเพียงวันเดียว รุ่งขึ้นจะร่วงไป แต่ละช่อดอกจะทะยอยบานไปเรื่อยๆ นมตำเรียชนิดนี้มีกลิ่นหอมแรง และฟุ้งกระจาย เป็นพันธุ์ไม้ของถิ่นเอเซียเขตร้อน ขยายพันธุ์โดยการปักชำ ปลูกเลี้ยงโดยใช้กระเช้าแขวน เป็นพันธุ์ไม้ที่เลี้ยงง่าย และทนแล้งได้ดี

นมตำเลียในวรรณกรรม
กล้วยไม้ห้อยต่ำเตี้ย
นมตำเลียเรี่ยทางไป
หอมหวังวังเวงใจ
ว่ากลิ่นแก้วแล้วเรียมเหลียว
นิราศธารทองแดง - พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร







นางแย้ม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Clerodendrum fragrans

ชื่อสามัญ: Rose Clerodendrum; Clerodendrum

ลักษณะ: เป็นไม้พุ่มเนื้ออ่อน ขี้นทั่วไปตามป่าของประเทศไทย

ใบ: เป็นในเดี่ยว กว้างทรงรี ขึ้นสลับตามข้อของลำต้น ขอบใบมีหยัก เมื่อขยี้จะมีกลิ่นเหม็น

ดอก: สีขาวอมชมพู ออกเป็นช่อแน่นที่ปลายกิ่ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-10 ซม. บานไม่พร้อมกัน ส่วนบนจะบานก่อน มีกลิ่นหอมทั้งวัน

ผล : เนื้ออ่อนมีเปลือกหุ้ม เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 4 กลีบ มีเมล็ดหลายเมล็ด


นางแย้มบานแบ่งแย้ม เกสร
เสียวกระสันโอษฐ์อร อ่อนยิ้ม
ปาริกชาติอรชร เมินมุ่ง
ดูดั่งโอษฐ์นุชพริ้ม เมื่อพร้องทูลเสนอ ฯ
(ลิลิตเพชรมงกุฏ - เจ้าพระยาพระคลัง (หน))






พุทธชาด

ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum auriculatum Vahl. อยู่ในสกุลมะลิ (Jasminum) ในจังหวัดเลยเรียก "ไก่น้อย"


พุทธชาดปรากฏใน กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

สาวหยุดพุทธชาด
บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป
นึกน้องกรองมาลัย
วางให้พี่ข้างที่นอน

ต้น พุทธชาดเป็นไม้กึ่งเลื้อย กึ่งต้น หรือเป็นไม้รอเลื้อย เป็นไม้ที่มีเถาแข็งมีอายุหลายปี กิ่งก้านที่ออก ใหม่ ๆ จะมีสีเขียวสด กิ่งแก่จัดจึงจะเป็นสีน้ำตาล เถากลมเกลี้ยง กิ่งเปราะหักง่าย

ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบตรงข้ามกันตามข้อต้น ใบมนรูปไข่ มีสีเขียวเป็นมัน ปลายใบมนหรือทู่หรือบาง ใบอาจอาจมีติ่งแหลมเล็กน้อย

ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ส่วนยอดของกิ่ง และตามข้อต้น ออกดอกแน่นดอกสีขาวมี 6-8 กลีบ ดอกมีขนาดเล็ก คล้ายดอกมะลิ โคนกลีบดอกจะหลอมติดกันเป็นหลอด มีกลีบเลี้ยงสีเขียวรองรับอยู่ ดอกมีกลิ่นหอมแรง
มากและยังสามารถส่งกลิ่นหอมอบอวลไปได้ไกลอีกด้วย






โมก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Wrightia religiosa Benth.

เป็นดอกไม้ มีลักษณะดอกเป็นช่อสีขาว มี 3-5 กลีบ ใบมีขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เนื้อใบบางรูปรี หรือรูปหอกกว้าง 0.8-2.0 ทำการขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือ เพาะเมล็ด


ลักษณะทั่วไป
โมกเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ผิวเปลือกสีนำตาลดำ ลำต้นกลมเรียบมีจุดเล็ก ๆสีขาวประทั่วต้น แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบลำต้นไม่เป็นระเบียบใบเป็นใบเดียวออกเรียงกันเป็นคู่ตามก้านใบลักษณะใบ เป็นรูปไข่ รี ปลายใบมนแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ อยู่ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอก 4-8 ดอก

ลักษณะดอกจะคว่ำหน้าลงสู่พื้นดินมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีขาวกลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่มีขนาด ประมาณ 2 เซนติเมตร

ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกจะออกมาเป็นคู่ ลักษณะโค้งงอเข้าหากัน ภายในมีเมล็ดเรียงอยู่เป็นจำนวนมาก ขนาดความยาวของฝักประมาณ 10-15 เซนติเมตร

การปลูกมี 2 วิธี

การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก :ขุยมะพร้าว:ดินร่วนอัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางบ้างแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มและการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม และควรเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เหสื่อมสภาพไป

การดูแลรักษา
แสง ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง
ดิน ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง
ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4-6 ครั้ง

การขยายพันธุ์
การตอน การเพาะเมล็ด การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด การปักชำ

โรคและศัตรู
ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร

โมกปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

นางนวลจับต้นอินทนิล
นกกระทาจับกระถินขันก้อง
เค้าโมงจับโมกเมียงมอง
แก้วจับเกดร้องริมทาง

คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกขหมายถึงผู้ที่ หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง สำหรับส่วนของดอกก็มีลักษณะ สีขาว สะอาด มีกลิ่นหอมสดชื่นตลอดวัน นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครอง ปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้นพุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้ง ปวงจากภายนอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษสัตว์ต่างๆ ได้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์






Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2552 10:18:45 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
ที่บ้านมีทุกชนิดบนนี้เลยอ่ะค่ะ มะลิกำลังออกดอกเต็มเลยค่ะ


โดย: Jujastar วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:11:23:24 น.  

 
จำปีที่บ้าน กับโมกก็กำลังออกดอกเหมือนกันครับ


โดย: endless man วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:59:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
kobnon
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




.
สาระน่ารู้ประจำวัน
1.โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด
2. บุหรี่ ทำนมยาน หูตึง
3. Upside down pineapple cake


music
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
24 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add kobnon's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.