Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
28 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
หนึ่งวัน ‘อู’ลวนของหนุ่มน้อยจางอูยอง [ตอนจบ]







ความวุ่นวายเริ่มสงบลง


บานประตูบานใหญ่หนาหนักถูกผลักออกอย่างช้าๆดังเอี๊ยดอ๊าดจากความฝืด ผมสีบรอนด์สว่างรับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงส่องสะท้อนจับตา กางเกงสูทเข้ารูปรัดรับความเกร็งแน่นของต้นขาก้าวเยื้องผ่านออกมาหยุดยืนนิ่งมองเลยผ่านรั้วสูงออกไป สองมือยกกุมบังริมฝีปากสวยแสดงความกระสับกระส่ายอย่างซ่อนไม่มิด



ไม่ไกลนัก.......

อูยองเขม้นมองไปที่สนามหญ้ากว้างเบื้องหน้า ใครคนหนึ่งเดินก้าวยาวๆแกมวิ่ง หลังตั้งตรง เดินลัดสนามตรงมา แดดแรงต้องผมหนายุ่งเป็นประกาย ดวงหน้าก้มนิดๆมองเห็นไม่ถนัด แต่ทีท่าเหม่อๆกับจมูกโด่งเป็นสันคมแบบนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก.....


โดยไม่ต้องให้รอมาใกล้อีกนิดด้วยซ้ำ หนุ่มน้อยทะยานวิ่งตัวปลิวเข้าไปหาด้วยความดีใจจนออกนอกหน้าถาโถมเข้ากอดอีกฝ่ายไว้ทั้งตัวจนชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตัวเซแซ่ดแซ่ดไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

และยังไม่ต้องทักทายอะไรด้วยซ้ำ
จางอูยองผู้พี่ก็ส่งเสียงจ๋อยฟ้องทุกความผิดหวังให้ฟังโดยไม่ต้องเอ่ยถามด้วยซ้ำ
ชานซองผู้เป็นน้องได้แต่พยักหน้ารับฟังอยู่เงียบๆ


“มันน่าน้อยใจใช่ไหมล่ะ” หนุ่มน้อยหน้าอ่อนใสเงยหน้าอ้อน
ชายหนุ่มหน้าคมเข้มพยักหน้ารับ ยกมือตบหลังเบาๆเชิงปลอบใจ


“แล้วดูนี่สิ” อูด้งน้อยจับจีบกางเกงขยุ้มอย่างขัดใจ “บังคับไปหมด ขนาดกางเกงยังไม่ให้เราเลือกเองเลยคิดดู”
“ก็...เหมาะกับนายดีนะ” หลังจากพิจารณาอยู่ครู่ ชานซองก็ท้วงเชิงเกรงใจ “ไม่ชอบเหรอ?”
“ไม่ใช่ไม่ชอบ” อูยองชักอึกอัก ปากเริ่มบุ้ยแสดงความขัดใจ “ฉันไม่ชอบที่ถูกบังคับต่างหาก ทำเหมือนเราเป็นเด็กๆเลือกเสื้อผ้าให้ใส่ มันไม่เกินไปหน่อยเรอะ”


น้องชายที่ตัวสูงกว่าคืบมองมาอย่างให้ความเข้าใจ ตาคมโตได้รูปสวยกระพริบถี่ก่อนย้อนถาม
“งั้นถ้าเลือกเองได้ แล้วจะเลือกใส่แบบไหนล่ะ”


เด็กน้อยคนเป็นพี่นิ่งนึกอยู่นานโดยไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่ากำลังโดนต้อนโดยละม่อมจากน้องชายตัวโตกว่า(มาก)

“ฉันก็จะเลือกใส่ที่ชอบ อย่างเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นอะไรอย่างนี้” รสนิยมจางอูยองช่างเด็ดขาดอะไรเช่นนี้ “มันจะได้คล่องตัวไม่อึดอัดไงล่ะ”


แม้อุตส่าห์บอกตัวเองให้นิ่งฟังเงียบๆ แต่ห้ามอะไรก็ห้ามได้แต่จะห้ามไม่ให้หัวเราะนี่มัน...ดูจะยากเกินกำลังลูกหมี แผ่นอกหนาแน่นนั้นเริ่มงอขย่มด้วยแรงกลั้นหัวเราะหลังจากฟังคำตอบไม่จบดีด้วยซ้ำ จนท้ายสุดก็อดรนทนไม่ไหวระเบิดเสียงหัวเราะจนตัวสั่นเทาไปหมด


“งั้น...ที่...ต้อง...เลือก...ให้...มันก็...ถูก...แล้วล่ะ” ชานซองพูดไปหัวเราะไปราวกับจะขาดใจ “คิด...จะ...แปลงร่าง...เป็น..พญาน้อย...ชม...ตลาด...หรือไง”


อูยองนิ่งอึ้งกับปฏิกิริยาตอบรับเกินคาดแบบนี้ เสนอด้วยเสียงเคืองๆ
“หัวเราะให้เสร็จก่อนดีไหม”


น้องชายไม่ติดใจกับการประชดประชันนั้นเลยสักนิด กลับถือว่าได้รับคำอนุญาตแล้วจึงระเบิดเสียงหัวเราะราวแผ่นดินสะเทือนออกมาอีกระลอกทำเอาพี่ชายได้แต่ยืนเท้าสะเอวมองอย่างขัดอกขัดใจ


“หัวเราะพอหรือยัง” พี่ชายหน้าอ่อนกว่า(เยอะ)เจือความห่วงใยจากใจ(ฮึ่ม!)ลงไปในน้ำเสียงนิ่ม “ระวังขาดใจตายนะ”


ชานซองพยักหน้ายิกทั้งๆที่ยกมือเช็ดน้ำตาป้อยๆทำเอาอูยองต้องเป่าปากฟู่ออกมาด้วยความขัดใจ


“เหมือนกันหมด พี่ซูก็คน ชานนี่อีกคน...ไม่อยากจะเชื่อเลย” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความน้อยใจขณะเดินฉีกตัวหนีไป “ถึงฉันจะเคยบอกไว้ว่าไม่ต้องเรียกฉันว่าพี่ก็จริงอยู่ แต่ยังไงฉันก็มีศักดิ์เป็นพี่นายอยู่ดีนะ”


น้ำเสียงละโหยอ่อนนั้นบาดลึกถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของน้องชายอย่างแรงจนต้องรีบกระโจนเข้ามาหาพลางโอบบ่าง้องอน

“งั้นเอางี้ ต้องการอะไรขอแค่บอกมา ฉันช่วยให้เต็มที่” หนุ่มตัวสูงตบอกดังป้าบปวารณาตนเต็มที่

อูยองเหลือบมองประเมิน งึมงำงึมงำคิดสะระตะอย่างเร็ว
“แน่ใจนะ” เสียงเจ้าเล่ห์เล็กๆย้อนถาม “ได้ทุกอย่างแน่นะ”

หนุ่มตัวโตแต่ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมหลงกลพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างเอาใจทำเอาพี่ชายแอบยิ้มด้วยความสมใจ



“งั้นฉันขอแค่คืนนี้นายไปเป็นเพื่อนฉัน คิดดูแล้วว่ายังไงก็คงเลี่ยงไม่ได้แล้ว” นายน้อยจางบ่นอุบเบาๆ ‘ไม่งั้นพี่นัมยองเอาตายแน่’ “สองหัวดีกว่าหัวเดียว โดยเฉพาะไปกับหัวโตๆ(อย่างนาย)”



ผู้ชายหัวโตๆยืนฟังเงียบๆ ยืนคิดเงียบๆ มุมปากสองข้างยื่นแหลมขึ้นด้วยความคิดหนัก ก่อนมองตรงมาด้วยตาโตๆที่แสดงความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้าเป็นเรื่องนี้...คงจะไม่ได้” สีหน้าคนปฏิเศษแสดงความรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก “เผอิญฉันไม่ว่างพอดีเลยวันนี้น่ะ”
“ไม่ว่าง! ทำไมไม่ว่าง!!” จางอูยองแผดเสียงลั่น


ชานซองยิ่งมีทีท่าลำบากใจยิ่งขึ้น ขยับตัวไปมาด้วยความอึดอัด

“คือฉันรับปากโฮไปช่วยเก็บกล้วยที่สวนตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ความจริงฉันแอบแว้บออกมาหานายเลยนะเนี่ย ถ้าโฮรู้เข้าล่ะก็...” นึกได้แบบนั้นลูกหมีผู้แพ้ทางโฮจังก็ชักขนหัวลุกทำทีขยับข้อมือดูนาฬิกา “ฉันคงต้องรีบกลับแล้วไม่งั้นโดนจับได้แน่ เอางี้สิไว้วันหลังนะจะไปเป็นเพื่อนละกัน”



รอยยิ้มเอาใจของลูกหมีตัวโตที่ทำให้คนมองใจอ่อนได้ทุกทีนั้นกลับไม่ได้ผลในครานี้ จางอูยองโกรธขึ้นมาจริงๆซะแล้ว

“ยังจะให้มีวันหลังอีกเรอะ ไม่มีอีกแล้วแล้วมีแค่วันนี้วันเดียว! นี่นายเล่นผิดคำพูดกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้เลยนะ!” อูยองขู่ฟอด “นายเห็นกล้วยดีกว่าฉันงั้นเหรอ”



ไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงแล้วนั้นอูยองน้อยต้องการพูดว่าชานนี่เห็นโฮจังดีกว่าตัวเองหรือเปล่านะ?????????



“ก็กล้วยมันต้องรีบเก็บวันนี้นี่นา ช้าแค่วันเดียวก็เก็บไม่ทันแล้ว” หมีผู้เห็นกล้วยสำคัญกว่าชีวิตตัวเองซะอีกยืนกราน “กล้วยมันเก็บตัวเองไม่ได้นะด้ง”

“โฮล่อนายด้วยอะไรฮึ” นายน้อยจางดักคอแกมเหน็บแนมเสียงเล็กเสียงน้อยแต่มันก็หาทำให้ลูกหมีรู้สึกรู้สาอะไรไม่แม้สักนิด


“ได้กินกล้วยเท่าที่ฉันจะกินไหวเลยอ่ะ” ลูกหมีบอกอย่างลิงโลดอย่างมีความสุขแค่นึกไปถึงการได้นอนกลิ้งเกลือกไปบนกองกล้วยเท่าภูเขาเลากา “โฮจังบอกไว้อย่างงั้น”


นายน้อยจางส่ายหน้าอดสังเวชใจไม่ได้ ใช้กล้วยล่อชานซองอ่าแบบนี้มีคนเดียวที่ทำได้ โฮจังฉลาดแกมโกงไปแล้ว แค่ลูกหมีคนเดียวก็สามารถทุ่นแรงงานเป็นร้อยด้วยซ้ำ แต่หักคอให้แค่กล้วยเป็นค่าแรง...โฮจังเคี่ยวเค็มปี๋เลยนะคราวนี้



“งั้นฉันจะซื้อกล้วยให้นายเอง” นายน้อยจางผู้มั่งคั่งคิดสะระตะแล้วขอทุ่มข้อเสนอตัดราคา “จะเอากล้วยเยอะขนาดมาถมที่ฉันก็จะหามาให้”



ลูกหมีได้ยินดังนั้นถึงกับยืนอ้าปากค้าง ฝันเห็นกองกล้วยจำนวนมหาศาลหล่นจากท้องฟ้าราวกับเม็ดฝนตกลงมาท่วมตัวแล้วน้ำลายก็แทบหก เกือบหลุดปากตบปากรับคำไปแล้ว แต่ทว่า.......


จมูกโด่งใหญ่เริ่มขยับยุกยิกตามรอยกลิ่นบางอย่างที่โชยลอยตามลมมา สูดรับความหอมหวลจางๆนั้นเข้าไปจนเต็มปอด


“โฮจังบอกว่ากล้วยเก็บสดๆจากสวนน่ะ ทั้งหอมทั้งอร่อยอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อน...ชนิดเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม” ดวงตากลมโตคู่นั้นลุกวาวแค่นึกไปถึงรสชาติที่จะได้ลิ้มลอง “เพราะงั้นฉันขอโทษนะด้ง”

พูดยังไม่จบดีลูกหมีก็วิ่งโกยอ้าวไม่เหลียวหลัง ทิ้งเสียงร้องโวยวายของลูกเจี๊ยบที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง





ตรงมุมตึกไม่ไกลนัก
ชายหนุ่มร่างสัดทัดยืนพิงผนังฟังเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนเห็นลูกหมีชานวิ่งหนีไป ตาหยีก็หรี่ลงจนแทบกลายเป็นเส้นตรง มุมปากขยับเยาะด้วยความสมใจ ขยับก้าวเดินมาช้าๆพร้อมโยนหวีกล้วยหอมในมือทิ้งลงพื้นอย่างไม่แยแส



จางอูยองผู้โดนหักหลังต่อหน้าต่อตาถึงสองครั้งสองคราติดต่อกันกำลังระทดถ้ออย่างถึงที่สุดจนแทบทรุดอยู่รอมร่ออยู่แล้วนั้น

หากทว่าเมื่อเงยหน้ามาเจอเพื่อนรักอีกคนมายืนจังก้าต่อหน้าก็รีบถลาเข้าไปหา สองมือยื่นไปเกาะแขนโฮจังไว้จนแน่นหวังคว้าฟางเส้นสุดท้ายมาช่วยพยุงไม่ให้จมน้ำปุ๋งลงไป โดยลืมนึกไปว่าตัวเองอาจเป็นแค่เจ้าลาน้อยหัวฟูโดนทับจนหลังหักด้วยฟางเส้นนั้นก็เป็นได้



ใบหน้าเรียบเฉยของนายน้อยอีจุนโฮเชิดรับกับไหล่ตั้งอย่างทะนง สองมือกอดอกไว้แน่น ไม่สะท้านสะเทือนไปกับแรงเขย่าจากจางอูยอง ดวงตาเรียวเล็กดูเด็ดเดี่ยวเกินอายุปรายมองอย่างประเมิน คิ้วเข้มเริ่มขมวดยุ่งหลังจากนิ่งฟังคำฟ้องกระท่อนกระแท่นขาดบ้างหายบ้างตามแรงอารมณ์ของอูด้งอยู่ชั่วครู่



“พูดใหม่อีกครั้งสิ” อีจุนโฮเขม้นมองมายังเพื่อน ขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “คราวนี้เอาช้าๆชัดๆค่อยๆเล่าตั้งแต่ต้น”



หลังจากเล่าไปฟ้องไปถึงสามรอบ จางอูยองก็เริ่มเล่าใหม่รอบที่สี่ได้อย่างคล่องปาก โดยไม่ลืมเติมความน้อยอกน้อยใจในเรื่องถูกทิ้งทุ่นจากสองหนุ่มก่อนหน้าฉาบไปกับน้ำเสียงและสีหน้า

เขาเล่าไปพลางเหลือบมองประเมินอีกฝ่ายเป็นระยะ
จุนโฮเลิกคิ้วราวกับจะบอกว่า ‘ว่าต่อไปสิ’
เสียงเล่าจ๋อยๆกับสีหน้าออดอ้อนที่เคยทำให้หลายต่อหลายคนต้องตกหลุมแห่งความเอ็นดูแต่ไม่ใช่กับอีจุนโฮ



“ฉันยังไม่เห็นปัญหาเลย” หนุ่มใจร้อนตัดบท “บอกมาสิว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน”


น้ำเสียงตัดรอนกับความไร้ปราณีที่ส่งมาทำเอาอูด้งชักน้อยใจเป็นริ้วๆ ปากบางใสเม้มยื่นขมุบขมิบไม่ยอมตอบ สองแขนที่เกาะแขนโฮจังไว้นั้นปล่อยหลุดเอาดื้อๆด้วยทีท่าเง้างอน


โฮจังยังคงกอดอก สายตาคมเพ่งมองอีกฝ่าย ใบหน้าเรียบนิ่งแม้ในใจจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของความเอ็นดู



ความเงียบเข้าครอบครองเอาเชิงกันระหว่างสองหนุ่ม เวลาเดินท้าทายว่าใครจะยอมแพ้ก่อน
สายลมพัดวนหมุนเอาเศษฝุ่นและใบไม้ลอยปลิว


ปลายรองเท้าหนังสีขาวเริ่มขยับขยี้พื้นแรงๆแสดงความขัดใจ ในขณะที่รองเท้ากีฬาหุ้มข้อสีดำสนิทกลับปักหลักหยัดยืนเต็มเท้าไม่ขยับแม้แต่สักนิด



จนสุดท้าย...
หนุ่มน้อยผู้ใจอ่อนกว่ากัดริมฝีปากอย่างชั่งใจก่อนยอมแพ้


“ปัญหามันก็คือฉันไม่อยากไป...ไม่ อยาก ไป!” อูด้งพาลพาโลใส่ “นี่คือปัญหาของฉันที่นายมองไม่เห็นไง”


อีจุนโฮวางหน้าและท่าทีสุขุมมองจ้องหนุ่มผู้พี่อย่างพินิจพิเคราะห์
“นายไม่อยากไปก็พูดออกไปเลยสิว่าไม่อยากไป” โฮจังแบมือออกทั้งสองข้างทำทีท่าว่าไม่เห็นจะยาก “ยืนยันไปสิ...มันยากตรงไหน”



คนรอฟังตวัดสายตาค้อนๆ ร้องครางไม่เป็นศัพท์อยู่ในลำคอเมื่อได้ยินคำแนะนำอันไร้ปราณีนั้น

‘มันยากตรงฉันไม่ใช่อีจุนโฮนี่ไงล่ะ’ อูด้งกล้าแค่ประชดอยู่ในใจ




“งั้นถ้าเป็นนายโดนหลอกก็จะยอมเลยตามเลยงั้น?” อูด้งสะบัดเสียงย้อน ปากอิ่มเชิดแสดงความแง่งอนอย่างไม่คิดปิดบัง



จุนโฮเห็นอาการเด็กขี้งอนแบบนั้นก็หัวเราะเบาๆในลำคอ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความหยิ่งผยองในตัวเองเต็มที่

“ถ้าเป็นฉันน่ะเหรอ” หนุ่มตาคมกริบทอดสายตามองมายังคนถามด้วยสายตาเอาเรื่อง “ถ้าฉันไม่อยากทำ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็บังคับฉันไม่ได้”

“งั้นนายไปบอกพี่นัมยองแทนฉันทีสิ” อูยองท้าทายสวนไป “ถ้านายคิดว่านายแน่ขนาดนั้นล่ะก็...นายกล้าไปหาพี่นัมยองกับฉันไหม”



จุนโฮชะงักไปนิด มองอูด้งด้วยสายตายากจะเข้าใจ มือสองข้างยกขึ้นกอดอกฟังหน้าเชิด

“ฉันบอกว่า ‘ถ้า เป็น ฉัน’ ” อีจุนโฮเน้นหนักทีละคำ “ซึ่งฉันก็ไม่ใช่นาย เรื่องของตัวเองก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง” หนุ่มยะโสยักไหล่ข้างหนึ่งเหมือนจะบอกว่าเรื่องง่ายๆแค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ



ยิ่งฟังก็ยิ่งใจแป้ว

วิธีเฉือดเฉือนโดยไม่ต้องทำอะไรมากมายแต่บั่นทอนชะมัดยาด คนทำแบบนี้ได้มีแค่อีจุนโฮคนนี้คนเดียว...จางอูยองฉุนกึ้ก แม้อีกใจหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าทุกคำที่โฮจังพูดออกมานั้นหาช่องโหว่มาแย้งไม่ได้เลย แต่ความน้อยใจบางทีมันก็ห้ามไม่ได้จริงๆ



“ใช่สิฉันไม่ใช่นาย” เสียงบางๆส่งเสียงสูงปิ๊ด ดวงตากลมดำสนิทเอ่อล้นด้วยน้ำใสๆนั้นเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “และฉันก็ไม่ใช่ชานนี่ด้วย”



น้ำเสียงเชิงประชดประชันที่ปิดไม่มิดนั้นกระแทกใจโฮจังอย่างแรงจนหลุดหัวเราะออกมาด้วยความชอบอกชอบใจปนความขัดเขินอย่างปิดไม่มิด พอหยุดหัวเราะได้เขาก็เดินตรงเข้าไปหาด้วยทีท่าที่อ่อนข้อลงอย่างเห็นได้ชัด


“ดีแล้วที่นายไม่ใช่ชาน ถ้าเป็นชาน...ฉันก็ไม่ต้องเป็นห่วงจนรีบมาหาหรอกจริงไหม”


อูด้งเหลือบมอง ใจฟูฟ่องขึ้นอักโขหากก็ยังไว้ท่าไม่ยอมหันกลับมา


“ชานมันเชี่ยวไปกับเรื่องพวกนี้ แต่นายไม่เหมือนกันนี่” โฮจังพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ยองนายน่ะควรออกไปเปิดหูเปิดตากับเรื่องพวกนี้ดูสักครั้ง มันไม่อะไรเสียหายนี่ ที่ฉันบอกว่าไม่เห็นมันจะเป็นปัญหาตรงไหนเลยก็เพราะฉันรู้จักนายดี นายมันเด็กดีเกินจะเสียคนกับไอ้อบายมุขพวกนี้ พวกเราทุกคนคิดแบบนี้ไงถึงได้ไม่ห่วงเลย ยิ่งมีพี่นัมยองมาเป็นchaperoneให้ด้วยแบบนี้ นายจะกังวลอะไรอีก”


“ห๊า?แชพอะไรนะ” อูด้งทำหน้าเหรอหรา


“แชพเพอโรนไง!” โฮจังถอนใจยาว อุตส่าห์โน้มน้าวตั้งมากมายไม่สนใจ มาสะดุดอะไรไม่เข้าท่าเล้ย “นายไม่เคยได้ยินเหรอที่ว่าพอสาวน้อยจะเข้าสังคมครั้งแรกน่ะต้องมีแชพเพอโรนก็คือสาวแก่แต่งงานแล้วตามไปคอยดูแลเป็นเพื่อนคล้ายๆไม้กันหมาอะไรแบบนั้นน่ะ”


“ชริ! ทำมาพูดปะกิตข่มเขา” อูด้งปากยื่นบ่นงึม
“ภาษาฝรั่งเศส” โฮตามแก้ให้อย่างใจดี(ครั้งนี้)
“ก็เหมือนกันล่ะ แล้วเค้าก็ไม่ใช่สาวน้อยด้วยนะ ถึงแม้พี่นัมยองจะพอเป็นสาวแก่ได้ก็ตามเถอะ” อูด้งหัวเราะคิกคักกับความคิดตัวเอง



อาการชอบอกชอบใจอยู่คนเดียวแบบนั้นของเพื่อนทำเอาโฮจังส่ายหน้า...ไม่ใช่สาวน้อยก็...เฮ้อ~...เด็กเอ๊ยเด็ก



“เพราะแบบนี้ไงนายถึงต้องออกไปเที่ยวกลางคืนบ้างอะไรบ้าง” อีจุนโฮเผลอหลุดปากออกมา


อูด้งเอียงหัวมองตาแป๋วด้วยทีท่าน่ารักยกกำลังร้อยทำเอาโฮจังต้องรีบเฉไฉหลอกตัวเองว่าจะไม่มีวันต้องมนต์ลูกเจี๊ยบให้เสียท่า


“ไปไปให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวเถอะน่ายองเอ๊ย” โฮจังบอกแบบตัดรำคาญ “ไม่ไปวันนี้ วันหน้าก็ต้องไปอยู่ดี นายหนีไม่พ้นหรอก” บวกน้ำเสียงเชิงดูหมิ่นอย่างตั้งใจให้คนฟังรู้สึก “อายุก็ปาไปตั้ง23แล้ว แฟนเฟินก็ไม่เคยมีกับเขา แค่จะออกไปเที่ยวแค่นี้โวยวายอยู่ได้ ไม่ใช่เด็กสามขวบสักหน่อย แบบนี้อย่าไปบอกใครนะว่ารู้จักกับฉันน่ะ ขายหน้าว่ะ”


แล้วก็ได้ผลจนได้.....
จางอูยองฟังแล้วรู้สึกโมโหขึ้นมาเป็นริ้วๆกับการโดนดูถูกกันซึ่งๆหน้าแบบนี้โพล่งขึ้น
“ฉันจะไปให้ดู!”



แถมลูกเจี๊ยบน้อยคิดก่อการปฏิวัติ(ตัวเอง)ขอหัดเกรียนตามอย่างเพื่อนตัวร้าย อ้าปากจะพูดแต่กลับไม่มีถ้อยคำใดใดหลุดออกมา
ทำเอาอีจุนโฮเขม้นมองกลับเชิงแปลกใจ เขาส่งเสียงกวนประสามเบาๆในลำคอเร่งปฏิกริยาฝ่ายตรงข้าม



“นาย...นายมัน...นี่ล่ะปัญหาของนาย! นายมันคนใจร้ายใจดำที่สุด...เท่าที่ฉันเคยรู้จักมาเลย” อูยองพูดอย่างตะกุกตะกักเมื่อเริ่มต้น ก่อนความมั่นใจที่มีเหลือน้อยนิดจะหายเกลี้ยงนั้นก็รีบพูดออกมาอย่างเร็วปื๋อ "ช่างเถอะ! คอยดูนะ ฉันจะไม่สนนายอีกตลอดชีวิตเลย...คอยดูสิ”


“เชิญตามสบาย นั่นมันปัญหาของนายไม่ใช่ฉัน” โฮจังยักไหล่แบมือออกกวนๆ เกรียนกลับหนักกว่า “นายมันอ่อนจริงๆให้ตายสิจางอูยอง คิดแก้แค้นได้แค่นี้เองเหรอ เฮ้อ~!อ่อนว่ะ”



คนที่โดนหยามว่าอ่อนต่อหน้าต่อตาได้แต่จ้องตาค้าง ปราการในครั้งนี้ของอีจุนโฮแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กน้อยจางอูยองจะทะลวงเข้าไปไหว หัวสมองเริ่มขาวโพลนนึกคำมาตอกกลับไม่ออกสักคำ



บังอาจคิดจะขโมยหมีของฉัน โดนแค่นี้ถือว่าฉันใจดีแล้วนะ มุมปากกดลงลึกยากจะอ่านความรู้สึกตัดกับความคมปราบจากดวงตาเล็กเรียวเฉียงซึ่งฉายแววยั่วเย้าขณะมองตามจางอูยองเดินระทดระทวยจากไปเอาดื้อๆโดยไม่ร่ำลาสักคำ







บ่ายคล้อย แสงแดดเริ่มลดความแรงกล้าหันมาสาดสีสันวาดลวดลายประดับบนฟากฟ้า

ผ่านไปสามศึก หนุ่มน้อยจางอูยองแพ้อย่างราบคาบหมดกำลังใจจะดิ้นรนต่อสู้อีกแล้วแอบหลบมานั่งทรุดหมดแรงในห้องมืดๆเพียงลำพัง
เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณเล่นเพลงTake the “A” train ของ Duke Ellington ดังคลอเบาๆเร่งเร้าด้วยลีลาของโน๊ตเปียโนอันสวิงสวายแต่ไม่ได้ทำให้หนุ่มน้อยรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เลย

เสียงทอดถอนหายใจดังสอดแทรกมาเป็นช่วงๆ






ประตูห้องเปิดออกอย่างเบามือ เสียงฝีเท้าดังกระทบพื้นไม้เป็นจังหวะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆแต่ก็ไม่อาจเรียกความสนใจจากหนุ่มน้อยให้ลืมตาขึ้นมามองได้



ชายหนุ่มร่างสูงบางหยุดยืนนิ่งมองห่างแค่เอื้อมแต่เมื่อเห็นทีท่าของคนครึ่งนั่งครึ่งนอนที่ทำทีขยับหันหนีไปอีกด้านก็เรียกรอยยิ้มบางฉาบลงบนริมฝีปากอิ่มสวย หากเมื่อนิ่งคิดอยู่ครู่จึงตัดสินใจเดินเลียบเลยไปรูดผ้าม่านหนาหนักออกให้แสงแดดสาดแสงส่องไล่ความมืดมิดภายในห้องกว้างนั้นหนีหายไป



คนขี้งอนหยีตาหนีแสงจ้า ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์ออกมาอยู่รอมร่ออยู่แล้วแต่หากเสียงโวยวายนั้นกลับต้องกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อสายตาปรับรับภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น


แสงสีขาวลอดจากหน้าต่างฉาบล้อมรอบชายหนุ่มที่หันกลับมามองยิ้มๆด้วยทีท่าอ่อนโยนจนดูราวกับเป็นภาพฝันมากกว่าความเป็นจริง


จางอูยองยืนนิ่งขึงไป



ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีเทาลำลองเดินตรงมาหาจนหยุดยืนตรงหน้า มือใหญ่กว้างยกขึ้นมาปัดปลายผมของน้องชายที่ยังคงมองตาแป๋วไม่วางตาให้เข้ารูปอย่างพิถีพิถัน ดวงตาสีน้ำตาลกลมใสส่องประกายความลึกลับยากจะจับความนัยเมื่อมองผ่านแพขนตายาวยามหลุบลงต่ำ




“พี่คุณ” เสียงอ้อนพูดแซงตัดหน้าด้วยทีท่าเด็กใจร้อน “มาได้ไง เค้าอยากเจอแทบตายแต่ก็ไม่กล้ากวน” ประโยคท้ายนั้นทำเสียงงุงิงุงิ พาปากบางเชิดขึ้นแทบจดจมูกบอกความแง่งอนอย่างปิดไม่มิด “ไหนว่าวันนี้พี่คุณติดงานไม่ใช่เหรอ”



‘ขนาดไม่กล้ากวนนะ’ คุณคิดยิ้มๆเมื่อนึกไปถึงข้อความที่ปรากฏขึ้นมาบนมือถือทำเอาเขาแทบไม่เป็นอันทำการทำงาน จนท้ายสุดต้องหาข้ออ้างสารพัดหนีกลับมาหาแบบนี้ไง







“พี่ก็มานี่แล้วไง” ไม่แค่น้ำเสียงที่บอกถึงการเอาใจอย่างเห็นได้ชัด สีหน้ายิ้มๆนั้นก็เช่นกันทำเอาจางอูยองยิ้มร่ารับความสุขที่กลับคืนมาอีกครั้ง

“พี่คุณครับรู้ไหมว่าผมน่ะ....” หนุ่มน้อยจางอูยองเริ่มมีกำลังใจเตรียมฟ้องจ๋อยๆรอบที่ห้า
“อืม พี่รู้แล้วล่ะ”
“เอ๋~ รู้อะไร ได้ไง ใครบอก” เด็กน้อยชักงอแงไม่ยินยอมที่ถูกตัดหน้าทำเอาคนที่มักคอยตามเอาใจได้แต่หัวเราะหึๆออกมาด้วยความเอ็นดู
“เผอิญเจอพี่นัมยองก่อนเข้ามา” นิชคุณบอกกลับด้วยทีท่าสบายๆ





ความวิตกกังวลของพี่นัมยองต่อหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กในคืนนี้นั้นมีไม่แพ้ความคับข้องใจของเด็กน้อยตรงหน้าเลยสักนิด
คำฝากฝังที่ให้ช่วยมากล่อมให้อูยองยอมเชื่อฟังไม่ดื้อไม่งอนให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปโดยไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างเช่นวิ่งหนีออกมาดื้อๆกลางคันอะไรแบบนั้นทำเอานิชคุณยิ้มอยู่ในหน้าเมื่อนึกย้อนไป





“งั้นพี่คุณ...” ปลายเสียงนั้นออกสั่นเครือเล็กน้อย “จะไปเป็นเพื่อนผมคืนนี้?”


หนุ่มน้อยร่างผอมบางเอื้อมบีบมือเอาไว้จนแน่น เงยขึ้นมอง ดวงตาดำสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยความคาดหวัง

สายตาพี่ชายทอดมองมายังน้องชายส่งความอบอุ่นเหมือนเปลวเทียนที่เรืองสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดมิดและเหน็บหนาว

“กลัวเหรอจางอูยอง”





ถ้าเป็นคนอื่นถาม หนุ่มน้อยวัย23คงทำเป็นลีลาไม่ยอมรับง่ายๆ แต่นี่เป็นพี่คุณ...แค่พี่คุณเท่านั้น จางอูยองจึงพยักหน้ายอมรับโดยไม่มีอิดออด



ความว่าง่ายและแสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาต่อความรู้สึกตัวเองเช่นนี้ล่ะที่ทำให้จางอูยองเป็นคนพิเศษของชายหนุ่มอ่อนโยนคนนี้เสมอมา



“มันก็เป็นแค่คืนอีกคืนหนึ่งในชีวิตก็เท่านั้น” เสียงทุ้มหนักทอดเสียงอ่อน “เป็นอีกโลกที่พี่อยากให้เราลองแวะเข้าไปเยี่ยมมองสักครั้ง รู้กับไม่รู้...รู้ไว้ไม่ดีกว่าเหรอ เราไปพอให้รู้แล้วพอรู้แล้วถ้าไม่ชอบก็เดินออกมา” ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มวับวาวเหมือนจะล้อ “รู้เอาตอน23ก็ยังไม่สายเกินไป แต่ถ้าจู่ๆไปอยากรู้เอาตอน43 ตอนนั้นเกิดไปหลงแสงสีเตลิดเตลิดเสียผู้เสียคน กู่ไม่กลับแล้วพี่จะทำยังไงล่ะ”




เด็กน้อยวัย23ส่งเสียงหึ!ขึ้นจมูกหน่อยๆเชิงอุธรณ์กับคำล้อเลียนนั่น แก้มอูมย้อยห้อยลงรับกับปากสีชมพูม้วนกลมย่นขยับโดยไม่มีเสียงออกมา



หัวใจอันอ่อนนุ่มของจางอูยองรับรู้เรื่องหนึ่งเสมอมาที่ว่าต่อให้มีคำโน้มน้าวเป็นหมื่นเป็นแสนคำของใครก็ตามก็ไม่อาจเทียบคำพูดสั้นๆของพี่คุณได้
มีเพียงคำพูดของพี่คุณเท่านั้นทำให้เขารับฟังและยอมทำตามโดยไม่มีข้อแม้ได้ทุกครั้ง



“ทำไมพี่คุณชอบทำแบบนี้” หนุ่มน้อยขอเกเรนิดหน่อยก่อนยอมจำนน “ชอบทำให้เค้ายอมแพ้ง่ายๆแบบนี้ได้ไง”



นิชคุณขยับเข้าใกล้อูยองอีกนิด วางมืออันมั่นคงลงบนขอบสาบปกสูทสีดำไล่ลงมาตั้งแต่ช่วงต้นคอขยับลงมาถึงช่วงอก ก่อนถอยออกไปเอียงคอมองดูความเรียบร้อยให้อย่างพิถีพิถัน

จางอูยองช้อนตามองอย่างเงียบๆ ไออุ่นจากปลายนิ้วนั้นยังคงทิ้งรอยไว้ไม่จางหายไป




“พี่ไปด้วยไม่ได้หรอกนะ” เสียงแผ่วทุ้มลึกกล่อมอย่างใจเย็น “ถ้าขืนพี่ไปด้วยเราก็คงเอาแต่เดินตามหลังพี่ต้อยๆอย่างเคย เป็นอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ลองไปเรียนรู้ด้วยตัวเองดูก่อนละกัน แล้ว...” ใบหน้าขาวใสแย้มด้วยรอยยิ้มคลี่กระจายสองข้างแก้มจนตากระจ่างพราว “อย่าแอบหนีกลับก่อนล่ะ”



หนุ่มน้อยทำทีอิดออดขอคิดสักครู่...และสุดท้ายก็ยินยอมพยักหน้ารับแบบไม่เต็มใจเท่าไรนัก




เครื่องเล่นแผ่นเสียงหยุดยกเมื่อหมดร่อง
ภายในห้องกลับเงียบสงัด
ผู้ชายขายาวยื่นมือให้ผู้ชายตัวเล็กกว่ากุมไว้ พยักหน้าเชิงบอกให้เดินตามมา




เมื่อพี่ชายบอกเล่าด้วยทีท่าขัดเขินปนมาว่าต้องกลับไปทำงานที่ตัวเองแอบหนีมากลางคันต่อ เด็กน้อยหัวดื้อก็ยอมสิ้นฤทธิ์โดยไร้ข้อโต้แย้งใดใดอีกเลย

พี่คุณคนที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองอย่างดีเสมอมาถึงกับยอมที่จะทิ้งงานมาหาเพียงเพราะข้อความสั้นๆที่ตนส่งไปนั้นทำเอาหัวใจดวงน้อยๆระอุอุ่นขึ้นด้วยความร้อนแห่งความห่วงใยจากอีกฝ่ายจนพาน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้



ระยะมันช่างสั้นจนเกินไป
มือเล็กเรียวซึ่งกำมือใหญ่แข็งแรงไว้แน่นนั้นกระตุกตามไปด้วยไม่ยอมง่ายๆ เดินตามไปส่งจนถึงหน้าประตู
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งมองมาอย่างเข้าใจกับความในใจที่ไร้เสียงนั้น โน้มตัวดึงหนุ่มน้อยเข้ามาสู่อ้อมกอดกระซิบบอกถ้อยคำที่มีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่จะรับรู้







ลมโชยพัดพากลิ่นแม่น้ำยามค่ำคืนลอยโชยคลุ้งมา
รถสปอร์ตสีดำคันหรูจอดรอนิ่งอยู่หน้าตึก
ชายหนุ่มสูงโปร่งในชุดสูทสีดำเข้ารูป ผมสีบรอนด์ถูกจัดแต่งเข้ารูปอย่างดีดูสะดุดตาภายใต้ท้องฟ้ามืดราวกับกำมะหยี่สีดำที่ถูกประดับประดาด้วยหมู่ดวงดาวพร่าวพราว



ประตูรถถูกเปิดรอ พร้อมชายฉกรรจ์ 4 นาย
ก่อนจางอูยองจะก้าวขึ้นรถนั้นเอง...



เสียงเอี้ยดลั่นยาวด้วยการจับฝีเบรกดังกรีดความเงียบสงบให้วิ่งหนีหายไป ล้อหลังจักรยานสีดำสนิทตวัดเลี้ยวหมุนไว้ชั้นเชิงมาจอดหยุดกั้นขวางอยู่หน้ารถยนต์



ขายาวแข็งแรงสองข้างปล่อยเหยียดยันพื้น ชายหนุ่มบนอานจักรยานสะบัดหน้าพรึ่บพร้อมยกมือข้างที่ยังใช้การได้ปัดเสยหน้าผากตัวเองอย่างมีลีลา

ผมสีดำเข้มหนาหยักศกยาวรกต้นคอนั้นถูกคาดไว้ด้วยที่คาดจนตึงแน่นทิ้งส่วนผมด้านหลังฟู่ฟ่องต้านแรงลม ริมฝีปากหยักสวยได้รูปใต้ไรหนวดสีเขียวจางๆที่เริ่มเข้มขึ้นยามค่ำคืนแย้มออกเป็นรอยยิ้มจนกรอบตาเรียวเฉียงจับจีบย่นเป็นริ้วพาดลงมาทั่วโหนกแก้มตอบ



องครักษ์หน้าเหี้ยมทั้งสี่ทำคอตกส่ายหน้ากับสภาพนายน้อยอ๊คแทคยอนที่เห็น ต่างพากันเดินถอยหนีหายไปโดยไม่พูดจาอย่างพร้อมเพียง




“อ๊คมาแย้วววววววววว” อ๊คแทคยอนอวดยิ้มเผล่พาฟันหน้ายื่นโชว์อย่างยั่วเย้า
“ใครขอให้นายมา” จางอูยองสวนอย่างอดใจไว้ไม่ไหว
“อ๋าย~” ท่าทีสะดีดสะดิ้นนั้นจงใจกวนประสาท “ฉันกะแระเชียวว่านายต้องมาไม้นี้ นี่...นี่ไงฉันมีหลักฐาน” มือข้างหนึ่งล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังมาโชว์ร่อน “พี่อ๊ค พี่เป็นความหวังเดียวของผม ได้โปรดมาช่วยน้องชายสุดที่รักของพี่ด่วนนะครับ รักพี่แทคมากมายจากจางอูยองสุดที่รักของพี่” หนุ่มกวนประสาทก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความยิก



สุดที่รักของพี่อ๊คแทคยอนอ้าปากค้างแหวเสียงแหลม

“เอาที่ไหนมาพูด ฉันส่งไปบอกแค่นิดเดียว ไอ้ประโยคเลี่ยนยาวยืดนายไปเอามาจากไหนกั๊น”



ดวงตาเรียวยาวดั่งตาแมวเหมียวเจ้าเล่ห์แสนกลวาบแสงแห่งความสมใจ



“ไงล่ะ นายยอมรับเองแล้วนะว่านายส่งข้อความหาฉันน่ะ”
“นายมัน!”
“น่า...เอาน่า” คุณอ๊คเดินเข้ามาตบบ่า ทำทีท่าราวกับผู้ใหญ่(?)ไม่ถือสาผู้น้อย “แพ้ก็ยอมแพ้เถอะ คิดอะไรมากมาย”




นี่แหล่ะแทค...พี่ชายที่โตกว่านิดเดียวจึงเป็นเหมือนเพื่อนวัยเดียวกันซะมากกว่า

ชายหนุ่มตัวโตเป็นยักษ์ปักหลั่นแต่กลับที่จะชอบทำตัวเป็นเด็กเล็กๆ คนประเภทสนุกไปกับความคิดของตัวเองเงียบๆ รักการเป็นจุดสนใจของคนรอบข้าง และชอบที่สุดกับการตามเย้าแหย่เพื่อเรียกร้องขอความรักไม่รู้จักรู้จักพอ






“ป่ะ...งั้นเราไปกันเต๊อะ” มือเล็กเรียวสวยโอบพาลูกเจี๊ยบตัวน้อยตรงไปที่รถยนต์ “อย่าเสียเวลาอีกเลย”

จางอูยองเหลือบมองอย่างไม่เข้าใจ ฝืนตัวเอาไว้ไม่ยอมตามไปง่ายๆ
“ไปไหน?”
“เน่ห์~! อย่ามาทำเป็นเฉไฉเลยน่า” อ๊คแคทไม่ยอมแพ้ชักกะเย่อกันไปมา “คุณโทรมาเล่าให้ฟังหมดแล้ว นายต้องออกไปท่องราตรีนี่นา แล้วจะขาดอ๊คแทคยอนคนนี้นี่เองได้ไง”
“ใครบอกว่าฉันจะไปกับนาย” จางอูยองส่งเสียงเหี้ยมเกรียม กวาดตาผู้ชายหัวฟูตรงหน้าจากบนลงล่าง ไล่กลับล่างขึ้นบน “สภาพแบบนี้นี่นะ”




หนุ่มร่างสูงหนายกมือจับที่อกข้างซ้ายประคับประคองหัวใจที่กำลังแตกสลายไม่ให้ร่วงหล่นกระจาย มืออีกข้างภายใต้ผ้าคล้องแขนพยายามยกยื่นชี้หน้าอีกฝ่ายสั่นระริกไม่หยุด

“นายพูดกับฉันแบบนี้ได้ไง ฉันอุตส่าห์ทิ้งทุกอย่างแล้วรีบบึ่งมาหานายทันทีที่ได้รับข้อความเลยนะ”
“นายทิ้งอะไรมา”
“ทิ้ง~~~” แทคยอนผู้ไม่ได้เตรียมการโดนต้อนมาเกาคอยิก “ทิ้ง...ทิ้งคุณมาไง” เหมียวหาทางไปจนได้
“พี่คุณไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแล้ว นายยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ”




บังอาจจับพี่คุณ(ของฉัน)เป็นตัวประกันแบบนี้ จางอูยองเลยกะรวบยอดขอเหยียบแมวยักษ์ให้จม


“คนตกงานอย่างนายมีหน้ามาพูดแบบนี้ด้วย?!”
“อ๋าย~หยาบคาย ตกงงตกงานอะไรกัน” แมวเหมียวดีดดิ้น “เขาเรียกหยุดยาวววววเพื่อรักษาสุขภาพต่างหาก รู้งี้ไม่รีบมาก็ดีหรอก” ผู้ชายตัวโตเป็นตึกค้อนขวับตากลับ


“นี่ขนาดรีบแล้วนะ...ฉันส่งไปตั้งแต่เช้า แต่นายมาเอามืดป่านนี้...รีบมาก” อูยองยังคงความเหี้ยมไร้ปราณี

อ๊คแคททำหน้าเจื่อนที่ถูกจับได้

“ก็คนมันหลับเพิ่งตื่นนี่ คนป่วยนะ ใครเขาก็ต้องให้นอนพักกันเยอะๆทั้งน้าน” เสียงทุ้มลึกยิ่งกดต่ำพึมพำงุงิติดลำคอเชิงตัดพ้อ “ไม่เห็นใจคนป่วยเยยอ่ะ”


‘ถึงนายไม่ป่วย นายก็ไม่เคยนอนน้อยไปกว่านี้’ นึกค่อนแคะพลาง...จางอูยองชำเลืองไปยังแขนหักๆใช้การไม่ได้ข้างนั้นของอ๊คแทคยอนก็รู้สึกผิดขึ้นมาก็ต้องยอมอ่อนข้อตามประสาเด็กน้อยใจดี



อ๊คแคทชำเลืองเห็นสีหน้านั้นเข้าพอดี ยิ้มอย่างสมใจแซงพูดเสียงเล็กเสียงน้อยทวงบุญคุณยกใหญ่


“รู้ไหมมันลำบากแค่ไหนกับการปั่นจักรยานมือเดียวแบบนี้” เจ้าแมวเหมียวริเล่นรีวิวประกอบละครส่งเสียงหอบหายใจกระหืดกระหอบปานเหน็ดเหนื่อยเหลือแสน “ฉันต้องคอยระวังมาตลอดทาง กดกริ่งก็ไม่ได้ ขนาดต้องร้องตะโกนขอทางเลยนะเนี่ยนะอูยองอ่าห์”


ภาพแมวยักษ์ขี่จักรยานมือเดียวร้องวี้ดว๊ายกระตู้วู้มาตลอดทางช่างเป็นภาพชวนสยองไม่น้อยในความคิดของจางอูยอง


เมื่อมองเห็นว่าการเอาดีเข้าตัวได้ผลจนลูกเจี๊ยบน้อยอยู่ในกำมือไปเรียบร้อยโรงเรียนแมวเหมียวแล้ว ความกระหยิ่มยิ้มย่องของคุณอ๊คก็พุ่งปิ๊ด


“จะพูดไปไยให้เสียเวลา” ชายหนุ่มผู้ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดใดให้เสียเวลาอีกแล้วร้องตะโกนเสียงใส “พี่นัมยอง พวกเราพร้อมแล้วคร้าบบบบบบบบบบ”



ท่าทางกระโดดโลดเต้นของแมวตัวยักษ์นั้นชวนหมั่นไส้ไม่ใช่น้อย



“ใครพร้อม” ลูกเจี๊ยบยื่นขัดขาลูกแมวหน้าคว่ำ “ฉันพร้อมแต่...นายพร้อมตรงไหนแทค” เสียงตอนท้ายเน้นหนักเป็นพิเศษ
“ฉันไม่พร้อมตรงไหน” ปากแมวเหมียวยื่นแหลมไม่ยินยอมพอกัน “ฉันพร้อมมาตั้งแต่บ้านแล้วนะ”




จางอูยองไม่อยากต่อล้อต่อเถียง กวาดสายตามองเจ้าเหมียวขึ้นๆลงๆทั้งตัว ชี้ตั้งแต่ผมฟูหยักยุ่งไม่เป็นทรงที่ถูกรัดไว้ด้วยที่คาดผมคุณป้า ไล่ลงมายังเสื้อยืดสีขาวตุ่นๆคอแหลมลึกย้วยแล้วย้วยอีกไม่เป็นทรง ตามมาด้วยกางเกงขาสั้นแค่เข่าพร้อมรอยคราบน้ำมันสีดำปื้นใหญ่ติดน่องโปนๆ ถ้ายังไม่พอไอ้ที่ร้ายสุดคือรองเท้าแตะหูคีบใหญ่ยักษ์สีเขียวสะท้อนแสงส่องเข้าตาอยู่ตอนนี้ทำเอาสไตล์การแต่งตัวที่อูยองกะเกณฑ์ให้ตัวเองตอนบอกไว้กับหมีชานเมื่อกลางวันชิดซ้ายไปทันที



อ๊คแทคยอนมองตัวเองตามมือจางอูยองที่กำลังไล่ขึ้นแล้วลง ไล่ลงแล้วขึ้นก่อนหันมามองกลับด้วยสายตา ‘อ๊คไม่เข้าใจ’



“นายคิดจะไปทั้งแบบนี้น่ะเหรอ” อูด้งส่ายหน้ายิก “ฉันว่าไม่ไหวนะ”
“ไหวจิ ฉันยังไหวแล้วนายจะไม่ไหวได้ไง” รอยยิ้มซุกซนเหมือนเด็กเล็กๆโดยไม่รู้สึกรู้สาไปกับคำปรามาสนั้นสักกะติ๊ดเดียว




“ขอโทษเถอะครับนายน้อยแทคยอน” พี่นัมยองที่ยืนฟังเงียบๆมาพักใหญ่ขัดคออย่างพรั่นพรึง “ไม่ใช่แค่ไม่ไหวนะครับผม แต่มันถึงขั้นก่อการร้ายกันเลยทีเดียวล่ะครับผม พวกผมเห็นทีต้องยืนกรานขอปฏิเศษอย่างเด็ดขาด”


พี่นัมยองยกมือขึ้นตัดบททันทีที่เห็นทีท่าไม่ยินยอมพร้อมใจและกำลังจะโวยวายของแมวยักษ์หูกางขี้ใจน้อย

“ห้ามเถียงครับ”



ความเอาจริงของอีกฝ่ายนั้นชัดเสียจนเด็กฉลาดแกมโกงอย่างคุณหนูอ๊คมองออกว่าดึงดันไปก็เปล่าประโยชน์ สายตาเรียวเฉียงจึงขอสะบัดฉับไปยังที่พึ่งแหล่งสุดท้าย ลงเดิมพันหมดหน้าตักออดอ้อนแกมทวงบุญคุณอีกสักครั้ง



“อูยองงี่~ ฉันอุตส่าห์ปั่นจักรยานมาหาด้วยแขนแค่ข้างเดียวเองนะ นายจะใจร้ายคิดจะทิ้งฉันไว้แบบนี้เหรอจริงเหรอ” ชายหนุ่มแก้มตอบทำตาโตจ้องกลับมาไม่วางตา ความคาดหวังมีมากจนพาแก้มบุ๋มลงลึกขึ้นรอยลักยิ้มอย่างไม่รู้ตัว


จางด้งทำหน้าใช้ความคิดอยู่ชั่วแมวสะอึก เอียงคอมองเป็นเด็กตัวเล็กๆ อ้าปากงับตอบรับในลำคอเบาๆ
“อึ่ม~”



แมวเหมียวยักษ์ตะลึงพรึงเพริดตัวแข็งไปด้วยไม่คาดคิดว่าจะโดนหักหลังซึ่งๆหน้าแบบนี้



“ฉันจะไป ฉันจะไป” ผู้ชายตัวสูงหน้าตอบหูกางหัวฟูที่โตแล้วคนนี้พอตั้งตัวได้ก็เริ่มกระทืบพื้นเต้นเร่าๆไม่ยอมแพ้ชวนให้นึกถึงเด็กผู้ชายตัวน้อยที่เกาะหน้าต่างร้านขายของเล่น อยากจะเข้าไปแต่ถูกดึงมือห้ามเอาไว้ไม่ให้กระโจนเข้าร้าน “ฉันไม่ยอม ฉันจะไปด้วยยยยยยย”









‘แทค...ฉันก็ไม่อยากทิ้งนาย แต่ฉันก็หน้าไม่ด้านพอจะหนีบนายตามไปด้วยจริงๆนะ’ จางอูยองรู้สึกผิดเล็กๆ...เล็กมากจริงๆเมื่อมองเห็นภาพที่เห็นผ่านกระจกหลังรถยนต์





อ๊คแคทยืนอย่างเดียวดายหัวใจแตกสลายเป็นแมวพเนจรถูกทิ้งไว้เบื้องหลังบนโลกอันโหดร้าย สายลมกระโชกซู่มาอย่างไร้ปราณีพัดผมฟูยุ่งหยอยปลิวไสวอย่างชวนสยอง ลมฝุ่นคลุ้งตลบคลุมราวกับกำลังกลืนกินหนุ่มร่างยักษ์ลงไป




บนถนนสายเล็กๆไร้ผู้คนและรถราสัญจร
แสงไฟมัวซัวสาดลงมายังหนุ่มร่างยักษ์ก้มหน้าเดินจูงจักรยานอย่างหงอยเหงาเพียงลำพัง



เสียงโทรศัพท์ดังกรีดความเงียบให้ถอยหนี
ชื่อที่ปรากฏตรงหน้าจอทำเอารอยย่นทุกรอยบนใบหน้าเจ้าเหมียวยักษ์ไล่ขึ้นมาอย่างพร้อมเพียง



“คุณ~” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นลิงโลดขึ้นอย่างปิดไม่มิด เด็กน้อยเตรียมงอแงเต็มที่ “นายรู้ไหม ด้งน่ะ...”


ปลายสายขัดขึ้นแค่ประโยคสั้นๆ แต่ทำเอาเจ้าเหมียวยิ้มร่าจนตาเรียวเฉียงกระจ่างพราวยิ่งกว่าดวงดาวทุกดวงบนฟากฟ้า หัวใจดวงไม่น้อยพองฟูฟ่องเป็นน้ำตาลสายไหมหลากสีหวาน


“รอนะรอเค้านะ” อ๊คแทคกระโดดขึ้นบนอานจักรยาน คอเอียงหนีบโทรศัพท์ไว้แน่น “เค้าจะไปหาเดี๊ยวนี้ รอแป๊บนะ อ๊ายย่ะห์~~เค้ามีฟามสุขจังเยยยยยย”



เหมียวน้อยพเนจรชวนเจ้านายคนใหม่ที่เผลอตัวมาเก็บไปรับเลี้ยงคุยต่อเสียงจ๋อยๆเป็นน้ำไหลไฟดับไม่ยอมให้วางสายไปตลอดทางแม้จะเต็มไปด้วยความทุลักทุเลก็ไม่มีผลต่อความคะนึงหาที่คุณอ๊คมีต่อนิชคุณเลยสักนิด



“นายคิดถึงฉันล่ะสิ คิดถึงมากใช่ไหมล่ะ” น้ำเสียงเจ้าเหมียวดังล้ออย่างมีความสุข แถมออกปากชมตัวเองอย่างไม่มีอาย “อยู่กับใครก็ไม่มีความสุขเหมือนอยู่กับฉันใช่ไหมคุณอ่าห์”


เสียงห้วนๆกำหราบกลับมาในสายก็ไม่อาจกร่อนความหึกเฮิมในใจที่เจ้าเหมียวมีอยู่ตอนนี้ได้ รถจักรยานสีดำแล่นราวกับจะปลิวขึ้นไปขี่ท้องฟ้ากว้างใหญ่




หนุ่มน้อยจางอูยองอมยิ้มนิดๆกับข้อความที่ส่งมา

‘เก็บแมวมาเลี้ยงเรียบร้อย ไม่ต้องห่วง’




ความใจดีของลูกเจี๊ยบที่กลัวลูกแมวจะเคว้งคว้างจนหนีเตลิดเปิดเปิงไปจนต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ชายที่กำลังงานยุ่งสุดชีวิตไปนั้น เพราะรู้ดีว่าผู้ชายตัวโตๆรายนั้นใจกลับน้อยยิ่งกว่าน้อยได้แค่ไหนถ้าถูกเมินเฉย

และมีเพียงแค่คนคนเดียวที่สามารถเอาอ๊คแทคยอนอยู่มือโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรให้ยุ่งยากมากมายก็คือพี่คุณเพียงคนเดียว


‘ถ้านายไม่ลงทุนทำเพื่อฉันซะขนาดนี้ล่ะก็ ฉันไม่มีทางอนุญาตให้นายเข้าใกล้พี่คุณได้หรอกนะ’

...หนุ่มน้อยบ่นพึมพำอยู่กับตัวเอง แก้มอูมนั้นอมความไม่วางใจวิ่งวุ่นวายรบกวนความรู้สึกอยู่เล็กๆจนพองกลม





ใบไม้ร่วงเกลื่อนกลาดตามพื้นถนนจนสุดสาย กลิ่นดอกไม้ยามค่ำคืนคืนส่งเสียงกระซิบของความทรงจำ

“มากันครบเลยใช่ไหมครับ”



คำถามนี้ของพี่นัมยองพาความคิดคำนึงถึงเพื่อนที่ต่างทยอยมาหาทีละคนตลอดวันคืนกลับมา ดวงหน้าของหนุ่มน้อยใสขึ้นทันที โดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่พี่นัมยองเห็น เรียกรอยยิ้มของความเอ็นดูเมื่อมองมา ยิ่งเมื่ออูยองผงกศีรษะรับอย่างใจลอยก็ยิ่งเพิ่มความเอ็นดูในตัวนายน้อยมากยิ่งขึ้น




“คุณหนูมีเพื่อนที่ดีนะครับ”





คำพูดสั้นๆกลับจมลงจนลึกตรงเข้าจิตใจเขาแล้วส่งผ่านพารอยยิ้มบางๆแต้มลงที่ริมฝีปากบางสวย ดวงตากลมสีดำสนิทฉายแววแห่งความสุข ลมโชยเบาๆพัดพาเอาความอบอุ่นเข้าปกคลุมหัวใจ



เส้นทางยามค่ำคืนนี้จางอูยองรู้ดีว่าตนเองไม่ได้เดินเพียงลำพัง ทุกย่างก้าวนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจย้ำอย่างมั่นคงด้วยรู้ดีว่าไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนก็ตามตัวเขานั้นจะมีเพื่อนรักอีกห้าคนคอยเป็นกำลังใจและพร้อมยื่นมือมาช่วยเหลือเสมอโดยไม่จำต้องออกปากร้องขอด้วยซ้ำไป


‘แต่วันนี้ทั้งอ้อนทั้งขอก็ยังไม่ยอมใจอ่อนเลยแฮะ’ หนุ่มน้อยทำหน้ามุ่ยทักท้วงตัวเองอย่างซุกซน






















Create Date : 28 สิงหาคม 2555
Last Update : 29 สิงหาคม 2555 0:21:23 น. 1 comments
Counter : 3112 Pageviews.

 
อ่านจบจนได้ ฮ่าๆ
หมีนี่น้าาาา .... ของกินนี่เป็นของคู่กับหมีจริงๆ
ตอนพาร์ทนูนอ นูนอแอบใจร้ายนะเราน่ะ แต่สุดท้ายก็ใจอ่อนจนได้สินะ >< ดูด้งจะเกรงๆน้องนะน่ะ

ตอนพาร์ทพี่คุณกับจางอูยอง นั้น มัน น่ารักสุดๆไปเลยค่ะ
อ่านไปก็ได้แต่ร้องว่า "น่ารักจังเลย>______<"
อ่านแล้วนึกตามไปด้วย อบอุ่นหัวใจจังเลยค่ะ

เหมียว มาสายขนาดนี้ไม่ต้องมาก็ได้นะ 555
(ไปร้องเพลงเชียร์น้องจางอูยองที่บ้านเถ้อะะ 55)


โดย: ปลาวาฬ001 วันที่: 19 กันยายน 2555 เวลา:21:46:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Quaver
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 76 คน [?]




เป็นคนหัวแข็งที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เป็นคนหัวอ่อนที่มาพร้อมท่าทางแข็งๆ




Friends' blogs
[Add Quaver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.