Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
8 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 
ในความรักมีความเกลียดชัง Love&Hate by Jun. K

 

 

 

 

"เมื่อพูดถึงคำว่าความรักแล้ว ในใจของผมก็ผลุดคำว่า 'ความไว้วางใจ' ขึ้นมา แล้วจากนั้นคำว่า 'บาดแผล' ก็ตามมา"

คำตอบนี้ของJun. K น่าจะคือคำอธิบายของความหมาย Love & Hate ได้เห็นภาพชัดขึ้น  ในความรักมีความเกลียดชังตามติดมาอยู่ไม่ไกล

 

 

ในฐานะเมนจุนเคก็รอมานานกับโซโล่อัลบั้มของพ่อหนุ่มคนนี้ พูดตรงๆคือพอด้งออกโซโล่ออกมา ใจก็อดสะท้อนสะเทือนไม่ได้

พูดโดยไร้ความเกรงใจก็คือในฐานะเมนเป็นหลีดโวคอลแบบนี้ ใจเราก็หวังว่าจุนเคจะได้ออกโซโล่เป็นคนแรก

แต่ก็เข้าใจเรื่องการตลาด เศรษฐกิจและสังคมดี

หลังพอทำใจได้ไม่นานก็ตามมาด้วยโซโล่โฮต่อ เหมือนโดนฆ้อนเก้าสิบเก้าปอนด์ทุบหัวเด้งแจ๊คพ๊อตกระโจน

คราวนี้ไม่น้อยใจละ เหลือแต่มองเมนโฮตาละห้อย ชักปลง

การตลาด เศรษฐกิจและสังคมอีกรอบ

ใจเริ่มคิดหรือว่าJYPeกะให้เมนจุนเคเรี่ยไรเงินทำอัลบั้มโซโล่จุนเคหลังออกจากกรม  ไม่เป็นไรเริ่มปลอบปนหลอกตัวเอง จะไ้ด้มีเวลาเก็บเงินนานหน่อยละกัน

พอประชดได้ที่กำลังกินอร่อย โซนี่เจแปนก็ประกาศโซโล่จุนเคท้ายคอนที่ญี่ปุ่น ภาพคนในคอนที่น้ำตาร่วงเป็นเม็ดฝนเกลื่อนทั่วฮอลล์แบบนั้นคือความรู้สึกของเมนจุนเคอย่างเรา  ของขวัญที่คิดว่าอาจไม่มีวันได้มาแต่สุดท้ายกลับร่วงลงสู่มืออย่างไม่คาดฝัน  ตัวเราเองตอนนั่งดูครั้งแรก  มือจิกกำจนแน่น ตาที่ปิดลงรับรู้ถึงน้ำตาที่คลออยู่ในนั้น  ลมหายใจที่สูดลึกคือการรอคอยทั้งหมดตลอดมา 

และคือความดีใจแทนจุนเค ในที่สุดผู้ชายหัวใจดนตรีคนนี้ก็จะได้มีโซโล่เป็นของตัวเองจนได้

และคือความโล่งใจ...ในที่สุด  ในที่สุด

 

 

Love & Hate เนื้อร้องและทำนองทั้ง 5 (หรือจะว่า 8 ในเวอร์ชั่น B) โดย Jun. K อาจจะเรียกว่าเป็นฝีมือจุนเคล้วนๆก็คงไม่ได้ คือยกเว้นเพลง No Music No Life กับ 手紙を書く แล้ว เพลงที่เหลือมีคนอื่นมีส่วนช่วยทำทำนองด้วยทั้งสิ้น

การที่อัลบั้มโซโล่นี้เป็นภาษาญี่ปุ่น จึงต้องมีคนแต่งเนื้อเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกทอด ซึ่งจะว่าไปมันก็น่าเสียดายตรงนี้ คือเราในฐานะที่ถึงจะไม่เข้าใจทั้งภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีก็ยังอดรู้สึกเสียดายไม่ได้  เสียดายตรงที่ถ้อยคำในเพลงไม่ใช่ถ้อยคำที่เจ้าของเพลงเป็นผู้เลือกสรรมาใช้เองแต่ต้องผ่านกระบวนการแปลมาอีกทอดหนึ่ง คนเสพเพลงจะไ่ม่ได้เห็นความลึกของถ้อยคำ ไม่เห็นจังหวะของถ้อยคำที่สอดคล้องกับจังหวะของทำนองที่เจ้าของเพลงคิดวางเอาไว้

(ซึ่งนี่คือความเสียเปรียบอย่างน่าเจ็บใจของคนเสพเพลงที่ไม่อาจรู้ภาษาเดียวกับเจ้าของเพลงอย่างเลี่ยงไม่ได้)

จุนเคได้พูดถึงส่วนนี้เอาไว้เหมือนจะเข้าใจหัวใจคนฟังเพลงเหมือนกัน เขาพูดถึงการแปลเนื้อเพลงไปเป็นภาษาญี่ปุ่นไว้ว่า 

"มีการปรับเปลี่ยนการแปลอยู่หลายต่อหลายครั้งเพื่อที่แม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้ถูกถ่ายทอดออกมาให้ตรงมากที่สุด"

ความคาดหวังจากคนฟังเพลงที่ศิลปินบอกไว้ว่าทำเพลงด้วยตัวเองทั้งหมด  ส่วนหนึ่งในใจก็อดสะดุดไม่ได้หรอกเมื่อเห็นว่าเนื้อเพลงนั้นเกิดจากการแปลมาอีกทอดหนึ่ง  แต่พอได้รับการอธิบายแบบนี้แล้วก็แสดงให้เห็นว่าศิลปินไม่ได้หลงลืมมองข้ามรายละเอียดส่วนที่ไม่เล็กน้อยนี้ไป 

 

การจะชี้ชัดว่าแนวเพลงอัลบั้มนี้คือแนวไหนดูจะเป็นเรื่องยาก ไม่ต่างจากอัลบั้มของศิลปินยุคนี้หรอก  สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคมนุษย์multitasking ชอบทำอะไรหลายๆอย่างไปพร้อมกัน ชอบอะไรหลายๆแนว แล้วพออยากแสดงตัวตนก็เลือกยากว่าชอบอะไรกันแน่ ก็เลยเหมาโหลกยกเข่งมันซะเลย

แต่ถ้าลองชำแระอัลบั้มอย่างตั้งใจจริงแล้วคงบอกได้ว่ามีแนวเพลงR&Bเป็นไลน์อยู่ ฟังจากกรูฟที่ใช้blue notes ตามนิสัยติดตัวของจุนเคนั่นล่ะ ถือเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวก็ว่าได้

สำหรับคนฟังเพลงแนวblack music ฝั่งอเมริกาบ่อยๆคงพอจับได้ถึงกลิ่นblack music จ๋าของหลายๆเพลงในอัลบั้มนี้ได้ โดยเฉพาะเพลง Mr. Doctor (มันคือไวยากรณ์อะไรครับคุณพี่คิม) นั่นเรียกได้ว่าเป็นแนว trap music อย่างที่พอฟังครั้งแรกแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าจุนเคสนใจแนวเพลงนี้ด้วยงั้นหรือ?

เพราะจากที่มองแนวเพลงของจุนเคมาก็หลงนึกว่าเป็นพวก east coast hip hopมากกว่า แต่กับtrap music นี่จะเป็นของทาง southern coast คือมีจังหวะdouble-time triple-time ซับเบสบวกสแนร์แรงๆ แล้วsynthใช้ซาวด์อิเลคโทรนิคเข้ามาในซาวด์ฮิพฮอพ

ถ้าอยากลองฟังงานtrap music เจ๋งๆ ขอแนะนำอัลบั้มนี้เลย (ฟังแต่ดนตรี โปรดข้ามเนื้อหาไป Smiley )

 

 

ด้วยเรามีฐานะแฟนคลับห้อยพ่วงมาด้วยทำให้รู้สึกกับ เพลง Mr. Doctor มากกว่าในฐานะแค่้คนฟังเพลงทั่วไป  เพราะเพลงนี้แสดงความเป็นแดกูสไตล์ที่อยู่ในตัวตนของผู้ชายคนนี้ได้ชัดดี  ฟังแล้วอดหัวเราะคิกคักตามไม่ได้เพราะนึกถึงหน้าตาคนร้องไปด้วย  เสียงอ้อนนิดๆ ก่อกวนหน่อยๆ แบบนี้ล่ะคือหนุ่มแดกูตัวแสบจอมโวยวายชัดๆ และถึงเพลงนี้จะใช้แนว trap music ก็จริง แต่ก็ได้ปรับมาให้ความรู้สึกซนๆเล่นๆไม่สัมผัสไปถึงความสากหยาบกระด้างเกินเลย  เข้ากับการซิงค์ที่ใช้หลายเลเยอร์อย่างการเล่นซับเบสสอดรับกับการกดเสียงร้องต่ำกว่าพิชต์ (pitched down vocals) เข้ามาเล่นด้วย

คนที่ชอบซาวด์อิเลคโทรนิคเก๋ๆ ลองแยกซาวด์ที่จุนเคนำมาใช้ดูแล้วจะเพิ่มความสนุกในการฟังอีกเยอะ

 

 

 

ตอนที่ได้อัลบั้ม Love & Hateมาใหม่ๆก็เปิดฟังโดยไม่สนเนื้อหา จริงๆก็คือขี้เกียจหาเนื้อเพลงนั่นล่ะ อ่านจากชื่อเพลงก็เดาๆเอาว่าเนื้อเพลงน่าจะแนวไหน

แต่พอมาอ่านบทสัมภาษณ์ที่ว่าอัลบั้มนี้ถือเป็นคอนเซ็บป์อัลบั้ม

[ บอกตามตรงเราก็ยังงงๆอยู่ที่จุนเคบอกว่าอัลบั้มนี้ของตัวเองเป็นคอนเซ็บป์อัลบั้ม  เพราะคำว่า concept album นั้นมันคือทุกเพลงในอัลบั้มจะใช้คอนเซ็บป์เดียวกันร้อยเรียงเป็นหนึ่งเรื่องราว ยกตัวอย่างก็คืออัลบั้ม The Wall วง Pink Floyd แบบนั้น จะมีการทำMVยาวเป็นน้องๆภาพยนตร์โดยนำเพลงทั้งอัลบั้มมาประกอบ  คนที่สนใจคอนเซ็บป์อัลบั้มน่าจะลองหาดู  ถือเป็นงานศิลปะขึ้นหิ้งไปแล้ว  สมัยเรียนต้องทำการวิจารณ์งานชิ้นนี้  มีการชำแระตีความทีละส่วนกับสัญญลักษณ์ที่แฝงอยู่เต็มไปหมด ]

จุนเคแต่งเพลงโดยแต่งเนื้อและทำนองไปพร้อมๆกัน  และคิดรวมไปถึงคอนเซ็บป์การแสดงบนเวทีเอาไว้ด้วย เจ้าตัววางรายละเอียดเอาไว้ถี่ยิบ

"จะมีคนใสหน้ากากแพนด้าที่ติดไฟLEDเดินจากเวทีแบบทรัสต์เสตจ (thrust stage) แล้วไปนั่งหน้าเปียโนสีขาว จากนั้นก็เริ่มดีดเปียโนเพียงโน๊ตเดียวซ้ำไปซ้ำมา เมื่อแพนด้ายกมือขึ้น เพลงก็จะเริ่ม ขึ้น  แล้วบนเวทีผมก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมผมถึงเขียนเนื้อเพลงนี้ 'เมื่อผมเดินอยู่เดียวดาย นั่นล่ะจบสิ้นทุกสิ่งแล้ว" เนื้อเพลงแบบนี้ล่ะที่แสดงถึงการตกอยู่ในความสิ้นหวัง และเพื่อจะแสดงออกให้เห็นในส่วนนี้ ผมจะปรากฏตัวบนเวทีด้วยท่าสวดวิงวอน แล้วค่อยเดินไปนั่งเล่นเปียโนกับแพนด้า"

ด้วยรายละเอียดขนาดตาข่ายฟ้าคลุมสิ้น  ศิลปินคนนี้จึงหวังให้คนที่เสพเพลงของเขานั้น...

"ผมไม่อยากให้แค่ฟังผ่านๆ แต่อยากให้เห็นถึงความกลมกลืนของตัวคอนเซ็บป์รวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเพลงด้วย"

ศิลปินที่กล่าวหาว่าตัวเองเป็นคนละโมภด้วยอยากให้งานเพลงของตัวเองสมบูรณ์ไร้ที่ติ จนขอเข้าไปยุ่งด้วยแม้แต่ทุกขั้นตอนของการทำMV

 "วันหนึ่งพี่เอ็นจิเนียร์ก็หลุดปากมาว่า 'นายทำเพลงในแบบที่ยากเกินไปนะรู้ไหม' "

 

เพราะแบบนี้ล่ะทำให้เราจำใจต้องกลับไปอ่านเนื้อเพลงอย่างตั้งใจพร้อมกับการฟังดนตรี แล้วยังต้องเปิดMV และไปโกยหาแฟนแคมเพลง No Love มาดูอย่างพิเคราะห์อีกรอบ

เรียกว่าใช้ตาดูหูฟังยังไม่พอเลยคุณพี่  ความละโมภครั้งนี้ของศิลปินทำเอาเอ็นเขียวๆสองเส้นข้างขมับชวนกันเต้นอย่างเริงร่ามากมาย

แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นะก็เจ้าตัวเขาออกตัวไว้ซะขนาดนี้นี่นา

ไม่ทำตามก็กลัวศิลปินใจน้อยจะเอาหัวโหม่งเต้าหู้ให้มันตายไปซะรู้แล้วรู้รอด Smiley

 

Love & Hate เพลงโปรโมท กลิ่นอายเพลงบูลส์อย่างชัดเจนแบบที่เวลาเรานึกถึงตัวตนของผู้ชายชื่อจุนเคแล้วก็หนีไม่พ้นคำคำนี้

บวกการแรพที่แข็งแรงอย่างที่เราแอบคิดมาเสมอว่าในบรรดาเด็กบ่ายแล้ว จุนเคคือคนแรพได้ดีที่สุดจริงๆ

เนื้อหาของเพลงนี้คือ ในขณะที่รักใครสักคน กลับรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังที่ไล่ตามมาจากความเจ็บปวดของการถูกหักหลัง

เป็นการเล่นของคำตรงข้าม รัก-เกลียด ขาว-ดำ นางฟ้า-ปีศาจ ซึ่งก็คือการหลงอยู่ในภาพลวงตา...ซึ่งคือคอนเซ็บป์ของMVเพลงนี้

"ผมคิดไว้เยอะกับการทำMVเพลงนี้ ทั้งชุดที่จะใส่ คอนเซ็บป์เวที ฉาก ทั้งมุมกล้องที่ใช้กับสุนัข  คำที่เขียนอยู่บนไพ่ในฉากเล่นไพ่  แม้กระทั่งขอให้กล้องซูมภาพออกโดยเฉพาะตอนที่ผมหมุนตัวไปรอบๆ"

 "ผมเขียนรายละเอียดพวกนี้ล่ะส่งอีเมลไปให้ผู้กำกับ"

(งาน op art คืองานศิลปะแบบลวงตา เป็นงานศิลปะที่เล่นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความลวงตาจากพื้นผิวของภาพ)

 

จุนเคทุ่มเทกับการทำอัลบั้มนี้มาตั้งแต่ธันวาปีที่แล้ว ชีวิตมีแค่ บ้าน-ทำงาน-ออฟฟิส

"งีบหลับไปหน่อยก็ลุกขึ้นทำงานต่อ ผมใช้ชีวิตแบบนี้มา 5 เดือนเต็มๆ"

แต่เพราะมันคือความฝันจากการทำงานดนตรีมา 13 ปี ทำให้เขาพยายามดึงดันจนงานสำเร็จออกมาเป็นรูปร่า่งอย่างตามไอเดียที่คิดเอาไว้แม้จะถูกขัดว่าตัวงานเพลงไม่อาจวาดภาพออกมาได้ด้วยตัวมันเองก็ตาม

"แต่ผมก็พยายามโน้มน้าวพี่ชางไดให้ลองทำดูไปก่อน เกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่สามสี่เพลง แล้วสุดท้่ายพี่เขาก็ยอมรับว่าไม่้คิดว่ามันจะได้ผล แต่ปรากฎว่ามันกลับออกมามีเอกลักษณ์ไม่ิเหมือนใคร และยังได้รับคำชมจากพี่Duble2Kickด้วยว่าส่วนที่ผมทำออกมานั้นเขาเคยคิดทำแล้วแต่ก็ไม่เคยได้ผล พอได้ยินคำชมแบบนี้  ผมก็อดดีใจขึ้นมาไม่ได้จริงๆ"

 

แนวเพลงนีโอโซล หล่อหลอมตัวตนความเป็นคนดนตรี R&B ของจุนเคอย่างทุกวันนี้  แสดงออกผ่านเพลง With You เพลงที่ใช้เสียงร้องที่มีความสากเล็กๆผ่านอารมณ์การร้องชวนฝันนิดๆ การร้องเพลงแบบนี้ล่ะคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มหลงรักในเสียงร้องของผู้ชายคนนี้

ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนมีัเนื้อเสียงเพราะ ยิ่งการร้องระยะหลังแทบทิ้งการประดิษฐ์เสียงให้เพราะไปเลยด้วยซ้ำ แต่ที่ทำให้เราหลงรักเสียงผู้ชายคนนี้ตั้งแต่แรกก็ไม่ใช่เนื้อเสียงแต่เป็นอารมณ์ที่ใส่ลงไปกับการร้องเพลงต่างหาก เขาทำให้เพลงที่เราฟังไม่เข้าใจแต่กลับสัมผัสถึงความรู้สึกขึ้นมาเต็มหัวใจได้  วิธีการร้อง การใส่ความรู้สึกเข้ากับแนวเพลงนีโอโซลได้อย่างราวกับเกิดมาเพื่อกันละกัน ก็ไม่แปลกล่ะนะที่ผู้ชายคนนี้จะพร่ำบอกว่าชีวิตของเขาก็คือเสียงเพลง

เจ้าตัวบอกไว้ว่าเพลงWith You เป็นเพลงตลาดที่สุดในอัลบั้ม มันก็จริงของเขา ฟังจนหมดอัลบั้ม เพลงนี้ก็ใช้คำอื่นชมไม่ได้เลยนอกจากคำว่าเพลงเพราะติดหู ทั้งคนร้องยังคุมเสียงให้เข้ากับเนื้อหาเพลงรักหวานๆไว้ด้วย

 ♫ ทุกวันก็ดังเดิมดั่งฝันยามเช้า  เฝ้าหาใครคนหนึ่งคนนั้น  คุณอยู่ไหน  วอนบอก ♫

รวมเสียงคอรัสที่รับและประสานได้ความสวยของจังหวะและเสียงหลักจนต้องกลับมาตั้งใจฟังเฉพาะคอรัสอย่างจริงๆจัง  จุนเคเป็นคนร้องคอรัสได้ดีจริงๆ ต้องยอมรับ  ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเพลงนี้ ทุกเพลงในอัลบั้มนี้เขาร่วมร้องคอรัสเองด้วยเลยยิ่งทำให้เพลงทุกเพลงในอัลบั้มยิ่งสมบูรณ์ในตัวมันเอง

แล้วอดชมเสียงเบสกับกีต้าร์ในเพลงนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงโซโล่กีต้าร์ปิดท้ายฟังแล้วเห็นภาพนิ้วพริ้วตามสาย เสียงเท่สุดๆให้อารมณ์ึความเป็นนีโอโซลเต็มๆจนต้องเิปิดหาเครดิตว่าใครเป็นคนลีดกีต้าร์เพลงนี้กันแน่

คนที่โตมากับเพลงยุค 80-90 แบบเราก็หลงรักเพลงตลาดๆแบบนี้เข้าจนได้

 

จุนเคพูดถึงวิถีการทำเพลงว่าต้องทำเพลงที่มีเมโลดี้ติดหู ฟังแล้วติดใจ เพื่อเรียกความสนใจจากสาธารณะชนให้ได้ เพราะงั้นเวลาทำเพลงก็เลยต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้เอาไว้

ถ้าคิดอยากให้เพลงฮิต คิดแค่นี้ก็คงพอ...แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ เขาซื่อสัตย์กับตัวเองมากกว่านั้น

"แต่ิิอย่างไรก็ตามผมคิดว่าคุณจะต้องรุกเพื่อแสดงตัวตนของตัวคุณเองออกมา ผมจึงต้องพยายามอย่างหนักที่จะแสดงสีสันทางดนตรีของตัวผมให้เห็นชัด"

ผู้ชายที่พูดว่าเหนือกว่าความสามารถก็ุคือความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้

"ด้วยความที่ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด  เวลาที่เกิดท้อขึ้นมา ผมก็จะคอยเตือนตัวเองว่าจะไม่มีทางปล่อยโอกาสที่ได้รับทิ้งไปอย่างเด็ดขาด"

เมื่อถูกถามว่าสำหรับเขาแล้วดนตรีคืออะไร  และนี่คือคำตอบ

"ถ้าไม่มีดนตรีก็คงไม่มีผม เพราะงั้นแล้วสำหรับผมแล้วดนตรีก็คือวิถีแห่งชีวิต"

และทั้งหมดก็ถูกรวบรวมตัวตนความเป็นคนดนตรีของศิลปินที่ชื่อ Jun. K บรรจุเอาไว้ในโซโล่อัลบั้ม Love & Hate 

 

 

 

 

บางครั้งเราอดคิดไม่ได้ว่าจุนเคเหมาะกับค่ายเจวายพีจริงเหรอ?

ถ้าตอนนั้นเขาตัดสินใจอยู่วายจีล่ะ  โซโลอัลบั้มจะแตกต่างไปจากนี้ไหมในหลายๆแง่

แต่พออ่านเจอที่ว่าเขาแต่งเพลงโดยนึกถึงเพอร์ฟอร์แมนซ์ไปด้วย  ยิ้มเราก็กว้างแล้วเข้าใจทันทีว่านี่ล่ะเด็กลุงผัก

JYP ที่อยากให้เด็กของตัวเองคิดถึงคนดูให้มาก

JYP ที่ไม่สนเรื่องเสียงร้องที่เพอร์เฟคแต่ขาดซึ่งอารมณ์

JYP ที่ต้องการให้เด็กไม่โกหกตัวเอง เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด

JYP ที่สีเลือดในกายคือสีสันของ R&B

แล้วเราก็หมดข้อกังขา  ความเป็นJYP มันฝังอยู่ในสายเลือดของผู้ชายคนนี้มาตลอด

 

 

  

 




Create Date : 08 กรกฎาคม 2557
Last Update : 10 กรกฎาคม 2557 15:12:55 น. 0 comments
Counter : 4768 Pageviews.

Quaver
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 76 คน [?]




เป็นคนหัวแข็งที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เป็นคนหัวอ่อนที่มาพร้อมท่าทางแข็งๆ




Friends' blogs
[Add Quaver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.