Group Blog
 
 
มกราคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
7 มกราคม 2554
 
All Blogs
 

Chapter 8 คนที่เรารับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต




สายลมพัดกระโชกฝุ่นผงและเศษใบไม้เล็กๆหมุนวนลอยตัวผ่านไปอย่างช้าๆก่อนสลายตัวหายไป ก่อนส่งมือต่อให้แก่ลมหนาวทะลวงผ่านสเว็ตเตอร์เข้ามาจนต้องรีบกอดกระชับให้แน่นขึ้นกว่าเดิม เมื่อเป่าลมหายใจออกมาเป็นควันขาวก็ยิ่งบ่งบอกว่าอากาศเช้าวันนี้หนาวจัดยิ่งกว่าวันที่ผ่านมาทำให้ตัดสินใจจ้ำเดินเข้าไปในตัวโดม ลมหวนจากช่องประตูด้านหลังส่งกลิ่นลินสีดจางๆอวลปนมากับกลิ่นสีน้ำมันรวมทั้งกลิ่นหมึกพิมพ์และอีกสารพัดกลิ่นที่อาจรวมเรียกเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของคณะวิจิตรศิลป์ที่จนไม่ว่าเวลาผ่านจากนานแค่ไหนก็ตามมันก็ยังคงฝังลึกเป็นความทรงจำไม่เคยจางจากไป

ฉันยืนงงอยู่กับความเงียบสงัดอยู่ชั่วครู่ก่อนนึกขึ้นมาได้ว่านี่คือเรื่องปกติของเช้าวันอาทิตย์ของคณะเรา ทั้งๆที่โดยปกติแล้วไม่ว่าจะเวลาใดโดมก็มักจะมีผู้คนแฝงกายอยู่เสมอ และด้วยความอับของตัวอาคารซึ่งแทบหาช่องเปิดโล่งไม่เจอแล้ว เสียงกระซิบจึงกลายเป็นเสียงพูดคุย เสียงพูดคุยกลับกลายเป็นเสียงตะโกน ส่วนเสียงเพลงจากเครื่องเล่นเล็กกระจิ๋วก็ราวกับต่อจากลำโพง ความอื้ออึงตามแบบฉบับนี่ล่ะที่ทำให้โดมแห่งนี้ไม่เคยคุ้นกับความเงียบเหงา

แต่กับช่วงเช้าวันอาทิตย์นั้นออกจะแตกต่างไปจากเฉกเช่นทุกวัน รุ่นพี่ที่มักเข้ามาทำงานจนถึงเช้าก็จะเร้นตัวจากไปไม่ซุกตัวนอนอยู่ใต้ขาตั้งผ้าใบเช่นเคย เหลือแค่หมอนและผ้าห่มกองขยุมทิ้งไว้เป็นหลักฐาน มันทำให้ฉันราวกับได้ยินเสียงทอดถอนหายใจด้วยความเงียบเหงาหรือไม่อีกทีอาจเป็นเสียงลมหายใจของความผ่อนคลายของโดมที่ได้มีเวลาหยุดพักบ้างอย่างตึกคณะอื่นกับเขาบ้างก็เป็นได้

ภายในตัวอาคารนั้นแบ่งเป็นสองฟากอย่างง่ายๆ เมื่อเดินเข้ามาจากหน้าคณะ ทางซ้ายมือคือฝั่งของจิตรกรรม ส่วนขวามือเป็นส่วนของภาพพิมพ์ โดยความจริงแล้วภายในโดมนั้นเป็นแค่พื้นที่โล่งกว้างเพียงห้องเดียวเท่านั้น การแบ่งเป็นสองฟากนั้นเหลือเพียงทางเดินระหว่างกลาง แล้วใช้บอร์ดเลื่อนเป็นฉากกั้นเป็นห้องๆของทั้งสองสาขา ห้องแต่ละห้องก็ซอยแบ่งตามลักษณะการใช้งาน เลื่อนเข้าเลื่อนออกตามใจชอบ

ห้องใหญ่ของจิตรกรรมก็จะเป็นห้องกว้างที่มีแสงแดดส่องผ่านดีที่สุดเพื่อการใช้แสงเงาเวลาในการวาดรูป ซึ่งจะมีทั้งขาตั้งและเฟรมผ้าใบวางระเกะระกะอยู่โดยทั่ว

ส่วนทางภาพพิมพ์ห้องที่สำคัญที่สุดก็คือส่วนของแท่นพิมพ์ขนาดใหญ่วางตั้งอยู่ รวมทั้งโต๊ะมากมายที่เด็กภาพพิมพ์ต้องใช้ ลิ้นชักเลื่อนเข้าออกไว้ตากผลงานให้แห้งหลังจากลงหมึกพิมพ์ในแต่ละขั้นตอน อีกทั้งแกลลอนหมึกพิมพ์และสารเคมีต่างๆเรียงรายอยู่ทั่ว

สำหรับเด็กปั้นหรือสาขาประติมากรรมนั้นโดนแยกออกไปอยู่ด้านหลังของโดม เป็นตัวอาคารชั้นเดียวเรียงตามทางยาวของโดม ห้องของเด็กปั้นเรียกได้ว่ารกยิ่งกว่ารก มีอุปกรณ์ต่างๆราวกับการก่อสร้างทั้งเครื่องอ๊อกเหล็ก เครื่องตัดเหล็ก ท่อลมออกซิเจน เหล็กเส้นเรียงราย หินก้อนหลากขนาด ไม้หน้าต่างๆ กองทราย ถุงปูนซีเมนต์ไปจนถึงสิ่ว มีดพร้าและอะไรอีกมากมาย



เสียงฟู่เบาๆส่งเสียงมาจากช่องเล็กแคบของส่วนหลังคาโดม ดอกสักเล็กจิ๋วสีขาวลอยตกลงมาตามสายของแสงแดดพร่าขาวทำให้มันราวกับโบยบินอยู่โดยมีแสงสปอตไลท์ส่องนำทาง ฉันเดินเข้าไปใกล้ หยีตาแหงนมองช่องที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้นั้นก่อนดึงตัวเองเหยียบราวบันไดเหล็กที่แขวนพาดเอาไว้ไต่ขึ้นไปบนหลังคาโดม เมื่อเหยียดตัวเหยียบหลังคากระเบื้องสีแดงเสียงกรอบแกรบของใบสักแห้งก็ดังสะท้อนไปทั่วท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ต้นสักต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านขยายคลุมจนทั่ว ใบสักแห้งกรอบทิ้งตัวกระจายคลุมจนแทบทำให้หลังคาโดมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้แซมไปด้วยสีขาวเป็นจุดๆของดอกสักนั้นก็ยิ่งทำให้โดมดูแปลกตาไปกว่าเคย

แสงแดดอ่อนละมุนไล้สะท้อนสายหมอกยามเช้าจนคลุมบรรยากาศโดยรอบให้ดูขมุกขมัว ไม่เพียงแค่คณะเราที่เงียบสงบเท่านั้น แต่ราวกับทั้งมอเฌองดอยกำลังหลับใหล ถนนทุกสายไม่มีรถแม้สักคันเดียว เวลาของสายลมหนาวกำลังทำหน้าที่ของมันโดยไม่เกียจคร้านหลอกล่อให้ผู้คนซุกตัวหลับอย่างสบายอยู่ภายใต้กองผ้าห่ม


‘นี่ถ้าไม่ใช่เพราะคราม!’ ฉันนึกอย่างเซ็งปนละเหี่ยใจ ‘เราคงไม่มายืนบื้ออยู่แบบนี้’


ตั้งแต่คืนงานวันthanks ฉันก็แทบไม่เห็นหน้าครามด้วยซ้ำ ราวกับว่าครามพยายามหลบหน้าหลบตา ในคลาสเรียนก็เลี่ยงไปอยู่อีกมุมแล้วก็หายตัวไปไม่ยอมแม้แต่มองหน้า ทำเอารู้สึกราวกับโดนหินวางทับก้อนแล้วก้อนเล่า หนักจนเหนื่อยไม่อยากสู้รบปรบมือกับศึกไร้เสียงครั้งนี้ แต่ที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าคือการไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มตรงไหนให้ทุกอย่างคลี่คลายตัวลงในเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือแม้สักนิดแบบนี้


สายลมกระโชกพัดลอดผ่านทำเอากิ่งก้านของต้นสักสั่นไหว ลูกสักทิ้งตัวตกลงมามีทั้งที่แก่จัดจนเป็นสีน้ำตาลปนมากับลูกสักสีเขียวตองอ่อน ลูกสักจะเป็นกระเปาะกลมเล็กๆปลายเรียวแหลม รูปทรงเมื่อมองผ่านๆนั้นราวกับรูปหัวใจ

ฉันกดลูกสักในกำมือไว้จนแน่น เมื่อแบมือออกดูเปลือกลูกสักสีน้ำตาลนั้นกรอบแตกตัวออกมาให้เห็นเมล็ดสักกลมซึ่งถูกปกคลุมด้วยขนปุยอ่อนนุ่ม ส่วนลูกสักสีเขียวกลับยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

บางทีหัวใจของคนเราอาจเป็นเหมือนลูกสักสองลูกนี้ เราอาจต้องรอให้ถึงเวลาของตัวมันเอง ความในใจถึงสามารถเผยออกมาให้รับรู้ได้กระมัง หากเวลานั้นยังมาไม่ถึง ไม่ว่าเราจะเร่งเร้าแค่ไหนมันก็จะปิดกั้น ยอมให้เห็นก็เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง


ความผ่อนคลายค่อยเข้าครอบคลุมภายในใจเมื่อคิดได้เช่นนั้น


ท้องฟ้าเริ่มสีจัดขึ้น ลูกเมฆลอยตัวพาดผ่านอย่างอ้อยอิ่ง มองออกไปไม่ไกลนักบนถนนเส้นเล็กตัดจากถนนข้างศาลาธรรมระหว่างตึกคณะวิทยาศาสตร์กับตึกคณะสังคมศาสตร์ปรากฏแสงแวบจากสัญลักษณ์รูปดาวของรถยนต์สีดำส่งสะท้อนมาจนตาพร่า จากนั้นแค่อึดใจ รถยนต์คันโก้ก็วนผ่านวงเวียนตรงเข้ามาจอดหน้าคณะ


เมื่อลองชะโงกมองลงไปด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ต้องสงสัยนาน เพราะเสียงแหลมใสคุ้นหูตะโกนส่งเสียงเรียกโหวกเหวกดังก้องตามมาให้อดนึกขำไม่ได้ ทำให้ต้องรีบไต่บันไดตรงด้านนอกตึกลงมา แทบเหยียบไม่เต็มพื้นก็โดนมือของพลอยดึงตัวฉันวิ่งตามกันออกมาจนหน้าคณะ


“แม่ชั้น” พลอยพูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวดอย่างจงใจแล้วโผเข้าไปกอดไว้จนตัวเซไปด้วยกันสองแม่ลูก

คุณแม่ของพลอยรูปร่างเล็กค่อนข้างท้วม ผิวขาวจัดตัดกับผิวสีน้ำผึ้งของพลอยอย่างชัดเจน ดวงตารียาวนั้นฉายแววใจดีส่งมาให้ฉันในขณะที่กำลังสาละวนตีลูกสาวให้เลิกกอดรัดฟัดเหวี่ยงไม่หยุดมือหลังจากยกมือรับไหว้ฉันไปก่อนหน้า พลอยพยักหน้าหงึกหงักรับคำกระซิบก่อนทำหน้าเบ้ให้โดนฟาดไปอีกพลั๊วะจนเจ้าตัวส่งเสียงโอดยาวให้อดยิ้มตามไปไม่ได้


พลอยเล่าให้ฟังหลังจากคุณแม่กลับไปแล้วว่า คุณพ่อและคุณแม่ลงมาที่เชียงใหม่เพื่อพาลูกค้าจากญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวหลังจากพูดคุยทำสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว และคุณแม่ก็ย้ำให้พลอยก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่เรือนขันโตกในตอนกลางคืนเป็นเหตุที่ทำให้พลอยโดนตีส่งท้ายไปนั่นเอง


ครอบครัวของพลอยส่งออกพวกเครื่องหอม สบู่ น้ำปรุง บุหงาที่ทำมาจากธรรมชาติให้กับห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่ญี่ปุ่น โดยมักเป็นของชิ้นเล็กๆบวกกับดีไซน์เก๋ๆซึ่งเริ่มเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนคุณพ่อของพลอยกำลังคิดจะขยายฐานโรงงานมาที่เชียงใหม่เพื่อความสะดวกในการจัดการวัตถุดิบรวมทั้งเป็นการลดต้นทุนด้านการจ้างแรงงานที่ถูกลง
พลอยเล่าให้ฟังพร้อมถอนหายใจไปพลางว่าตัวเองโดนบังคับให้ต้องเรียนรู้เรื่องงานเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอนุญาตจากคุณพ่อให้เลือกเรียนศิลปะได้


“แต่ก็ยังดีนะที่งานของคุณพ่อไม่ไกลจากที่ชั้นชอบเท่าไร ก็เลยพอทำใจได้” พลอยพูดด้วยสีหน้าปลงๆ “อย่างน้อยก็ของสวยๆงามๆ แกว่าไหม”
ฉันพยักหน้ารับก่อนสะกิดใจบางอย่างจึงถามขึ้นมา

“ที่แกต้องทำน่ะคือส่วนออกแบบใช่ไหม คงไม่ใช่การติดต่อลูกค้าหรอกนะ”
พลอยขมวดคิ้วยุ่งก่อนพยักหน้ารับ “ทำไม...รู้สึกถึงความแหม่งในคำถามแกนะไอ้ธาร”
“ขืนให้แกอยู่แผนกติดต่อลูกค้า” ฉันพูดหน้าตาเฉย “ก็เป็นการไล่ลูกค้าแทนการเรียกลูกค้าน่ะสิ...แกว่าไหม”


พูดไม่ทันจบฉันก็ขอเผ่นเข้าคณะก่อนที่พลอยจะโผเข้าหาพร้อมวี้ดดังลั่นไล่ความเงียบสงบยามเช้าเป็นการปลุกโดมให้สะดุ้งตื่น

เราสองคนเดินชะโงกมองไล่ตามห้องก็หาใครไม่เจอสักคนจริงๆ จนเดินไล่ออกมาถึงโรงปั้นด้านนอก งานประติมากรรมทั้งที่เสร็จเรียบร้อยแล้วและที่ยังมองไม่ออกว่าเป็นรูปร่างอะไรวางระเกะระกะจนทั่ว โดยเฉพาะงานแกะหินของรุ่นพี่ปีสามนั้นทิ้งค้างไว้เยอะที่สุด


“แค่คิดว่าจะเลือกปั้นเป็นไมเนอร์ก็ทำเอาชั้นหัวหดแล้ว” พลอยเป่าปากดังฟู่ "จะเอาตัวรอดได้ไงกับไอ้การแกะหินหนึ่งก้อนในหนึ่งเทอมนั่น"


ฉันเข้าใจว่าทำไมจู่ๆพลอยถึงโพล่งออกมาแบบนี้ เมื่อมินในฐานะหนุ่มปั้นพยายามชักชวนให้พลอยเลือกไมเนอร์สาขาประติมากรรมมาโดยตลอด โดยอาสาเต็มที่ที่จะให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง ทำให้ฉันอดส่ายหัวกับความเจ้าเล่ห์ที่อ่านออกง่ายของมินไม่ได้ เพราะถึงคณะเราจะเล็ก คนจะไม่เยอะก็จริง แต่ยิ่งขึ้นปีสูงๆแล้ว การเรียนร่วมกันก็จะยิ่งแยกออกไปตามแต่ละสาขา การเจอกันก็มักเป็นนอกเวลาเรียน แต่งานที่ต้องส่งอาจารย์ก็ยิ่งเยอะมากขึ้นตามก็ยิ่งหาเวลาเจอกันได้น้อยลงไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นความพยายามของมินที่อยากให้พลอยลงเรียนวิชาเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก(ยกเว้นอยู่คนเดียว)




ลำแสงสีทองลอดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ค้ำตระหง่านสาดฉายจับผมสลวยดำขลับทิ้งตัวบังเสี้ยวหนึ่งของใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตหลุบต่ำลงรับจมูกโด่งสวยคู่มากับรอยกระสีน้ำตาลอ่อนตรงสันกลางจมูกนำพาคำพูดครั้งหนึ่งของมินลอยย้อนกลับมาให้อดยิ้มตามไม่ได้


‘เหมือนสาวกำลังจะสวย จะสวยอยู่แล้ว ดันมาเจอะไอ้กระนี่มาสะกัดดาวรุ่ง’ แล้วมินก็นิ่งไปสักครู่ มุมปากกดแน่นลงเร้นรอยยิ้ม ‘เทพธิดากรีกเลยกลายร่างเป็นแค่เด็กตัวแสบ’

สายตาอ่อนโยนทอดมองอย่างเผลอตัวหลังจากเปรยยั่วเย้าออกมาของชายหนุ่มคนหนึ่ง นั่นคือครั้งแรกที่ทำให้ฉันได้มองเห็นหัวใจของมินที่มีต่อเพื่อนคนนี้

แต่ในเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่กล้าจะเปิดเผย และอีกฝ่ายกลับมองข้ามมาโดยตลอด ทำให้ก้าวย่างระหว่างสองคนจึงหลีกหลบ ต่างมองเห็นกันเป็นเพียงแค่เงาอันเลือนลาง


จนถึงทุกวันนี้ ฉันก็ยังเฝ้าถามตัวเองว่าถ้าไม่มัวแต่ลุ้นว่าต้องมีสักวัน วันที่พลอยหยุดและนิ่งพอรับรู้ได้ว่า ความรักที่ตัวเองโหยหามาตลอดนั้น มีคนพร้อมโกยเข้าเติมเต็มหัวใจอ้างว้างของมันจนปริ่มล้นด้วยซ้ำ...ถ้าเพียงแค่สะกิดบอกให้เร็วกว่านั้น ถ้า......




สาวสวยตรงหน้าราวกับรูปสลัก ดวงตากลมคมกริบนั้นหลุบลงต่ำไม่ฉายแววยั่วเย้าอย่างทุกที ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดราวกับผลเชอร์รี่ บวกกับผิวเนียนนวลสีน้ำผึ้งทำให้ฉันเผลอหลุดปากออกมา

“แกคงเหมือนพ่อมากกว่าแม่สินะ”

ฉันพูดเบาๆแต่พลอยกลับสะดุ้งจนสุดตัว หันขวับมาเผชิญหน้า ไหล่ยกเขม็งตึง สองมือยกกอดอกไว้จนแน่น สายตาที่มองตรงมาราวกับมีกองไฟลุกโพลงอยู่ในดวงตาคมคู่นั้น

“ทำไม!” เสียงถามกลับมานั้นแห้งผากจนฉันกลับเป็นฝ่ายสะดุ้งแทน
“ก็...ไม่มีอะไร” ฉันพยายามตอบให้ติดตลก “ก็แค่...คุณแม่แกขาวจัด แต่แกกลับ... แล้วแม่แกก็ตัวนิดเดียว แต่แกกลับสูงชลูดซะขนาดนี้”


ฉันรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดในตัวพลอยคลายลงเมื่อจบประโยค มือสีน้ำผึ้งไล้ไปตามหินแกะสลักตรงหน้า ความเงียบทิ้งตัวลงครอบคลุม แสงแดดลอดผ่านต้นไม้ทิ้งเงารูปร่างแปลกตาเอาไว้ก่อนเคลื่อนไหวตามสายลมที่พัดกระโชกเข้ามา ใบไม้หล่นร่วงกราวกระจายตัว พลอยเงยหน้ามองก่อนตะปบมือรับใบไม้แล้วปล่อยให้ร่วงหล่นลงพื้น


“ชั้นเป็นเด็กที่ถูกขอมาเลี้ยง” สายตาของพลอยมองผ่านออกไปไกล


นี่คือครั้งแรกที่ฉันได้รับรู้เรื่องราวของพลอย เด็กทารกหน้าตาน่ารักน่าชังถูกขอมาเลี้ยงแทนลูกสาวที่เกิดเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ทำให้คุณแม่จมอยู่กับโรคซึมเศร้า ไม่ยอมแม้จะพูดจากับใคร เอาแต่ปิดตัวเองอยู่ในกองความทุกข์ จนในที่สุดคุณพ่อก็ทนไม่ไหวตัดสินแก้ปัญหาโดยอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งมาวางไว้ในอ้อมกอดทำให้คุณแม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เพราะคอยยุ่งวุ่นวายดูแลเด็กทารกแรกเกิด


ฉันรู้สึกถึงความเย็นวาบจับเข้าหัวใจซึ่งไม่รู้ว่ามาจากการสูดสำลักลมหายใจหรือจากความเย็นกระด้างของน้ำเสียงผู้เล่าเรื่องราวนี้กันแน่
พลอยกำใบไม้แห้งในมือจนแน่นก่อนปล่อยเศษผงหล่นลอดหว่างนิ้วปลิวกระจาย


“ตั้งแต่เล็กจนโต คนรอบๆตัวชั้นมันจะมีอะไรแปลกๆ ทั้งรอยยิ้ม การพูดจาบางอย่าง ไม่ต้องถึงกับต้องมานั่งบอกเล่าอะไรให้รู้หรอกนะ จากไม่เข้าใจ ไม่รู้ก็มารู้สึกจนได้”

พลอยหันมาสบตา

“แกรู้ไหมว่าเสียงอะไรที่ดังที่สุด” เสียงขื่นจนขมนั้นสะดุดไปชั่วครู่ “...ก็เสียงกระซิบไง ยิ่งกระซิบเบาเท่าไรก็ยิ่งดังเท่านั้น ชั้นเริ่มสงสัยจนรับรู้ว่าชั้นไม่ใช่ลูกของพวกเขาก็เพราะเสียงซุบซิบที่ดังเข้าหูนี่ล่ะ”



เด็กน้อยคนหนึ่งโปะแป้งกระป๋องจนขาวโพลนไปทั้งตัวเพียงเพราะต้องการตัวขาวเหมือนแม่ ภาพคุณแม่พลอยร้องไห้แทบขาดใจกอดลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมอกปรากฏเป็นภาพลอยมาให้เห็น


“ตั้งแต่วันนั้นชั้นก็ไม่เคยพูดหรือแม้แต่ถามเรื่องนั้นอีกเลย” มุมปากขยับราวกับยิ้มเยาะ “แค่นั้นก็พอแล้ว ได้คำตอบแล้ว ไม่สำคัญอีกแล้ว” สายตาคู่นั้นก็กลับกลายเป็นความว่างเปล่าจนน่าใจหาย “ที่สำคัญคือชั้นจะไม่ให้แม่ต้องร้องไห้อย่างนั้นอีกก็พอ ชั้นจะไม่ให้ตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ต้องเสียใจ ไม่ให้ชั้นคือคนที่ทำให้คนในครอบครัวนั้นต้องเสียใจ”


‘ไม่ทำให้คนในครอบครัวนั้นต้องเสียใจ’ คำพูดประโยคนี้ของพลอยหมายความว่าอย่างไร เพื่อนฉันคนนี้วางตัวเองอยู่ในฐานะอะไรในครอบครัวนั้นกันแน่นะ


ฉันรู้ตัวว่าพลาดก้าวไปแตะเรื่องที่ไม่ควรแม้แต่จะสะกิดด้วยซ้ำไป แผลในใจบางแผล เจ้าตัวอาจทำได้เพียงแค่เย็บเก็บกักไม่ให้เลือดมันไหลโชกท่วมหัวใจ แต่เมื่อเลือดมันยังคงหลั่งซึมอยู่ภายในจนไม่มีวันที่บาดแผลนั้นจะแห้งจนประสานตัวกันได้ คำพูดบางคำแม้ไม่ได้ตั้งใจจึงไม่ต่างจากปลายเข็มที่สะกิดให้ด้ายที่เย็บไว้หยาบๆนั้นขาดผึงจนเปิดให้เห็นบาดแผลที่ยังคงไม่ได้การเยียวยาแม้สักนิด


ฉันพยายามเรียงเรียงความคิดอย่างระมัดระวังพอจะไม่พลาดไปสะกิดเปิดบาดแผลให้มันกว้างไปกว่านี้

“พ่อเคยถามชั้นว่า ‘ครอบครัว’ ในความคิดของชั้นมันหมายถึงอะไรกันแน่”

มันอาจไม่ดีพอที่จะรักษาให้แผลนั้นทุเลาลง หวังก็เพียงเป็นการช่วยซับเลือดไม่ให้ท่วมจนล้นหัวใจเจ้าตัวก็พอ

“ชั้นก็ตอบไปว่าก็คือ พ่อ แม่และลูก รวมกันเป็นครอบครัว” ราวกับก้อนหินร่วงหล่นลงมาทับในใจทีละก้อนพร้อมกับคำที่ฉันพูดออกไปทีละคำ “แล้วรู้ไหมว่าพ่อตอบมาว่าไง” ฉันก้าวล่วงไปยุ่มย่ามเรื่องเกินตัวไปหรือเปล่ากันนะ “พ่อกลับส่ายหน้าแล้วบอกกลับมาว่านั่นไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของคำว่าครอบครัวหรอกนะธาร แต่คำว่าครอบครัวน่ะมันหมายความว่าคนที่เรารับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราต่างหาก”
ฝุ่นผงลอยละล่องไล่ตามสายของลำแสงแดดสาดสะท้อนฟุ้งพราวทั่วลานหิน

“พ่อกับแม่ก็ต่างเริ่มต้นจากคนแปลกหน้าสองคนมาเจอกัน พ่อชั้นย้ำว่าแม่รับพ่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแม่ พ่อก็รับแม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพ่อ แล้วเริ่มสร้างครอบครัวมาด้วยกัน และไม่ใช่เพราะว่าชั้นเกิดมาเป็นลูก พวกเราถึงกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่เพราะชั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพ่อและแม่ต่างหาก พ่อ แม่และลูกถึงรวมและร่วมกันเป็นครอบครัวหนึ่ง” ฉันเผลอยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ “มันฟังดูแปลกจริงไหมที่พ่อคนหนึ่งจะพูดกับลูกแบบนี้ แต่พ่อของชั้นก็มีอะไรแปลกๆแบบนี้ล่ะ ชอบหาวิธีกระตุ้นลูกแบบประหลาดๆ”
ฉันกดความกังวลบางอย่างให้ลงลึกพอจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นเส้นที่ตัวเองอาจล้ำก้าวข้ามไป

“เพราะงั้นจากเรื่องที่แกเล่าให้ฟัง คุณพ่อท่านไปรับแกมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของท่านด้วยตัวท่านเอง ส่วนคุณแม่ก็ยิ่งรับแกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตท่านโดยไม่ได้เกี่ยงงอนสักนิด” ฉันแกล้งทำเป็นถอนหายใจยาวก่อนพูดต่อ “... และยิ่งจากที่ชั้นได้รู้จักแกมา ถึงจะยังไม่นานก็เถอะ คนอย่างแกน่ะถูกเลี้ยงมาด้วยความรักมากกก มากเกินจนแทบจะใกล้เสียคนอยู่แล้ว”


พลอยซึ่งนิ่งขึงฟังอยู่นานถึงกับตวัดค้อนขวับ ทำให้ต้องรีบขอยวนยีกลับ


“...อย่ามา...คนที่มั่นใจในตัวเองขนาดแก ถ้าไม่ได้รับการซัพพอร์ทมาอย่างดีไม่มีทางมั่นได้ขนาดนี้หรอก”

ฉันเดินเข้าไปแตะไหล่พลอย

“ทั้งคุณพ่อและคุณแม่รับแกเข้ามาเป็นครอบครัวของท่าน แล้วทำไมแกถึงคิดว่าแกไม่ใช่หนึ่งในคนของครอบครัวนั้นอีกล่ะ หรือว่า...” ฉันจ้องลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่สวย “หรือว่าเป็นที่ตัวแกเองต่างหากไม่ยอมรับพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแก”



จากนั้นฉันได้แต่รอให้เวลาเดินทางด้วยตัวมันเอง พลอยที่ฉันรู้จักแม้ไม่ยาวนานนักเป็นสาวน้อยค่อนข้างดื้อก็จริง แต่ไม่ใช่คนรั้นไม่ฟังเหตุผล



“ชั้นแพ้แกแล้ว” พลอยพิงลงมาซบตรงไหล่ “ขอบใจ...ขอบใจจริงๆธาร” ฉันยืนนิ่งรับรู้ถึงความอุ่นของหยดน้ำตาที่ไหลซึมผ่านลงมาจนทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้น

“ชั้นขอบใจที่แกมาเป็นเพื่อนชั้น” คำพูดอู้อี้ที่ออกมานี้ทำให้เขินจนทำได้แต่พยักหน้ารับพร้อมตบหลังเพื่อนคนนี้ปุปะไปมา


แสงแดดสีส้มลอดผ่านส่องมายังตรงมุมขั้นบันไดเตี้ยๆส่วนตรงเข้าคณะติดกับห้องสมุดนั้นสะท้อนสีน้ำตาลนวลของดอกมะลิแห้งกรอบตรงเข้าสายตา

“จำได้ไหมวันรับน้องเข้าคณะหลังจากโดนรุ่นพี่ซ่อมมาทั้งวันน่ะ ตั้งแต่เช้าตรู่ที่ตึกFB แกกับชั้นจับฉลากได้เป็นบัดดี้กัน แล้วแกต้องเป็นฝ่ายปิดตาให้ชั้นจูงเดินลอดตามห้องต่างๆจนลงบันไดมาไง”


พูดถึงตรงนี้ ฉันกับพลอยเราต่างหันมามองหน้ากันก่อนประสานเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่



ก่อนหน้านั้นถึงแม้ว่าพวกเราจะจับกลุ่มพรีเซนต์กลุ่มเดียวกันก็จริง แต่ถ้าพูดถึงความสนิทสนมก็ยังไม่มากนักเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหลวมๆมากกว่า อาจด้วยการวางท่าเป็นสาวสวย เชิด หยิ่งหลอกตากระมังที่ทำให้เราต่างรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้ จนมาวันที่จับฉลากเป็นบัดดี้คู่กัน ฉันถึงได้รับรู้ตัวตนที่ซ่อนเอาไว้ของพลอยนั้นแตกต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกมากแค่ไหน


ตอนที่ต้องคลานลอดผ่านกองข้าวของระเกะระกะตามห้องต่างๆ พลอยที่ถูกปิดตาไว้กุมมือฉันจนแน่น ปากก็พึมพำบอกให้ฉันจูงดีๆบ้างล่ะ ช้าๆบ้างล่ะ สุดท้ายก็สารภาพแบบหมดรูปว่ากลัวจนขาสั่นเดินไม่ไหวพร้อมย้ำตลอดว่า ‘ชั้นเชื่อใจแกนะธาร แกอย่าปล่อยมือชั้นนะ’


ยิ่งเมื่อผ่านฐานท้ายๆก็ต้องแทบกึ่งประคองกึ่งลากพลอยที่ทิ้งตัวมาพิงไว้ทั้งตัว เมื่อได้หยุดพักตอนช่วงหมดฐานของส่วนตึกFB พลอยสารภาพด้วยท่าทางของเด็กเกเรที่หมดฤทธิ์สงว่าตัวเองเป็นโรคกลัวความมืด ยิ่งมองไม่เห็นก็ยิ่งกลัว แถมโยงคุยโน่นคุยนี่ให้ฟังเสียงจ๋อยๆ ทำให้ความกริ่นเกรงบางอย่างที่ฉันมีต่อพลอยก็เริ่มจางหาย ยิ่งเมื่อพลอยขอบคุณไม่หยุดปากราวกับต้องการง้องอนแถมฝากความหวังไว้ล่วงหน้ากับฐานที่ยังเหลืออยู่ทำให้ยิ่งรับรู้ถึงความน่ารักที่เจ้าตัวซ่อนเอาไว้

ช่วงบ่าย น้องใหม่ก็ถูกรุ่นพี่ปีสองต้อนจากตึกFB ข้ามเดินผ่านตึกวิทยาศาสตร์ไปยังโดม ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆฝนดำทะมึน เด็กปีหนึ่งถูกสั่งให้เข้าแถวยืนเรียงหนึ่งก้มหน้ากุมมือกันไว้ห้ามขยุกขยิกให้รุ่นพี่สตาฟปีสามออกมาซ่อมก่อนด้วยท่าทางดุดันท่ามกลางสายฝนเริ่มทิ้งตัวโปรยปราย เพื่อนผู้ชายหลายคนโดนตวาดเสียงดัง และผลัดกันโดนเรียกให้ออกมาซ่อมอย่างหนักต่างจากการรับน้องช่วงเย็นที่ลานหน้าคณะอย่างตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อรุ่นพี่รุ่นหนึ่งเข้ามาร่วม บรรยากาศก็ยิ่งตึงเครียด ฉันรับรู้ถึงความสั่นของมือพลอยในอุ้งมือฉัน ทั้งการยังส่งเสียงสะอื้นไม่หยุดนั้นทำให้อดหันกลับไปเหลือบมองไม่ได้ นั่นเองเป็นสาเหตุให้ฉันโดนตวาดเรียกออกมาซ่อม แต่พลอยกลับไม่ยอมปล่อยมือฉันเดินตามออกมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้พึมพำตอบรุ่นพี่ที่ถามมาว่าออกมาทำไมไปว่า ‘เพราะเราเป็นบัดดี้กัน’

...นั่นอาจคือช่วงเวลาที่ความเป็นเพื่อนระหว่างเราสองคนเชื่อมเข้าหากันเป็นครั้งแรก
นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการซ่อมน้องใหม่สินะ คนแปลกหน้าที่กลายเป็นคนรู้จัก คนรู้จักกลับกลายเป็น ‘เพื่อน’




ต่อจากนั้นเด็กปีหนึ่งก็ถูกแบ่งเป็นกลุ่มเตรียมเข้าฐานที่เหลือรอบโดม ฐานที่โดมจะต่างจากฐานที่ผ่านมา รุ่นพี่แต่ละปีจะประจำแต่ละฐานจนครบทุกรุ่น ความรุนแรงของถ้อยคำจะกระหน่ำใส่น้องใหม่ทีละคน พวกเราถูกสั่งให้ก้มหน้า ห้ามสบตา ได้แต่รับฟัง ความตึงเครียดเริ่มเพิ่มมากขึ้นในทุกฐาน กดดันจนแทบจะหายใจไม่ออกท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำใส่อย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่มือของพวกเราต่างยิ่งกุมกันไว้แน่นขึ้น
เข้าช่วงก่อนเข้าฐานสุดท้ายตรงโรงปั้น ต้องเดินลงเนินถนนข้างคณะก่อนอ้อมกลับผ่านเข้าเหมืองเล็กๆซึ่งตอนนั้นเริ่มเละไปด้วยโคลนตรมและสายน้ำที่เริ่มไหลแรงขึ้นทุกที แต่ละกลุ่มก็แทบต้องค่อยๆก้าวเดินไปทีละก้าว ถ้าไม่คอยช่วยประคองกันเอาไว้ โคลนก็จะดูดรองเท้าเอาไว้จนอาจพากันล้มได้ พวกเราจึงยิ่งระมัดระวังและยิ่งระวังก็ยิ่งจับกันไว้แน่นเพื่อให้ต่างผ่านพ้นไปด้วยกันจนถึงที่สุด

เมื่อฐานสุดท้ายจบลง สายฝนก็หยุดโปรยปราย เหลือเพียงหยดน้ำที่ทิ้งค้างจนเริ่มทยอยทิ้งตัวตกลงจากใบไม้แต่ละใบส่งเสียงดังเปาะแปะไปมา
รุ่นพี่ปีสองเข้ามาจัดพวกเรายืนเรียงหนึ่งอ้อมตั้งแต่ช่วงปากทางแยกเข้าคณะไล่มาจนถึงลานหน้าคณะซึ่งขณะนั้นกลับมืดสนิทไม่มีแม้แต่แสงไฟสักดวง พลอยเอาหัวซุนเข้าที่หลังฉันก่อนบ่นพึมพำอะไรสักอย่างออกมา ฉันก็ทำได้เพียงแต่ยกมือเอื้อมไปตบเบาๆเชิงปลอบใจ

แล้วจากนั้น...

จู่ๆราวกับทุกสรรพเสียงเงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงลมพัดกระทบใบไม้กราว ทุกคนพากันหยุดยืนนิ่งไม่แม้ขยับตัว

แล้วแสงเทียนในมือรุ่นพี่แต่ละคนที่ยืนประกบพวกเราก็สว่างไล่ตามกันมา แสงวูบไหวสะท้อนไปตามผนังจนสว่างเรื่อเรืองจับให้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของรุ่นพี่ ก่อนเสียงเพลงประจำรุ่นไล่เรียงมาตั้งแต่รุ่นหนึ่งร้องประสานดังกึกก้อง เด็กปีหนึ่งแต่ละคนยืนตะลึงมองปนด้วยความงุนงง
รุ่นพี่ก้าวเข้ามาสวมพวงดอกมะลิขาวหอมกรุ่นร้อยเป็นสายยาวให้กับน้องแต่ละคน

เมื่อ...เพลงโอ้ละหนอดังขึ้น

~โอ้ละหนอ........บ้านเฮา ถิ่นเก่าๆ เหย้าเรือนนอน ใยน้องจรจากอำลา
โอ้ละหนอ.........หลงฮักน้องปองใจคอย หัวใจลอยตามลมไป
น้องโบยบินดินแดนใด พาหัวใจของอ้ายคืนมา
อ้ายตั้งตาคอยน้องคนงาม อีกกี่ปีจะพบเนื้อนวล ปล่อยอ้ายครวญดีดซึงรอ~



พลอยที่ยืนอยู่ข้างหลังกำเสื้อฉันไว้แน่น ซบลงตรงหลังสะอื้นฮักออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เราต่างสอดนิ้วกุมกันเอาไว้

จากนั้นแค่ไม่นานในใจฉันจับได้ถึงความอบอุ่นที่ค่อยแผ่ไล่ความหนาวเย็นหนีหายจากไป ความเคร่งเครียดที่รุ่นพี่ต่างพากันกดดันพวกเรามาตั้งแต่เช้านั้นมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อ...

“เราเป็นเด็กวิจิตรแล้วนะน้อง” พี่เจ๋งกระซิบบอกขณะกำลังสวมพวงมาลัยดอกมะลิให้

ทำเอาใจฉันพองฟู่ เบาลอยเหมือนติดปีกขยับบิน ตอนนั้นเป็นครั้งแรกจริงๆที่ฉันรู้สึกตัวได้ว่าตัวเองได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเด็กวิจิตรศิลป์เต็มตัว หลังจากที่มักนึกถามตัวเองอยู่ว่านี่คือสถานที่ที่เหมาะกับตัวเองจริงหรือเปล่า


เสียงเพลงโอ้ละหนอยังคงดังก้องไปจนทั่วโดมเมื่อพวกเราเด็กปีหนึ่งค่อยๆเดินตามรอยทางแสงเทียนเข้าคณะไป

อาจารย์แต่ละท่านยืนคอยอยู่ พิธีสู่ขวัญเริ่มต้น

เด็กวิจิตรทุกคนน้อมตัวลงไหว้พร้อมยื่นมือให้ผูกฝ้ายสายสิญจน์เรียงเป็นแถวไป เสียงอวยพรเบาๆดังขึ้นพร้อมฝ้ายในข้อมือก็มากตามจนพราวขาว

จากนั้นก็เป็นเวลารุ่นพี่ผูกข้อมือให้รุ่นน้อง แต่ละคนยิ้มทักทาย เดินกันขวักไขว่ตามหาสายรหัสแนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก
เสียงเย้าแหย่จากรุ่นพี่ตามมาด้วยเสียงหัวเราะตัดกับคราบน้ำตาบางๆบนใบหน้าของพวกเราเด็กปีหนึ่งที่ยังหลงเหลือให้เห็น ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับได้พบเจอสถานที่ของตัวเองเข้าแล้วในวันนี้

ฝ้ายขาวบางๆที่ข้อมือ ผูกพวกเราทุกคนที่ต่างที่มารวมเป็นหนึ่งเดียว
นี่คือครั้งแรกที่พวกเราเหล่าเด็กปีหนึ่งได้รับอนุญาตให้เดินเข้าโดมหลังจากที่ถูกกันให้อยู่แค่ตรงบริเวณบันไดคณะมาโดยตลอด

และคือก้าวแรกของการก้าวเข้าสู่ความเป็นเด็กวิจิตร เลือดในกายแต่งแต้มลงรักด้วยสีแดงชาด
.
.
.
แม้บนข้อมือในวันนี้จะไม่หลงเหลือฝ้ายขาว แต่ความรู้สึกในวันนั้นยังคงอยู่ไม่จางหายไปกับกาลเวลา

ฉันวางดอกมะลิซ้อนที่แห้งกรอบจนกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ไว้ในมือพลอย
“แกขี้แยจริงๆ” ฉันบอกแบบขำๆ

ทำเอาสาวขี้แยตวัดค้อนขวับก่อนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ชั้นจะไม่มีวันลืมวันนั้นเลย”

ดอกมะลิซ้อนยังคงสดสวยอยู่ในความทรงจำ ราวกับเสียงเพลงโอ้ละหนอยังคงดังก้องให้ได้ยิน ความรู้สึกอบอุ่นในวันนั้นยังคงอยู่

“ตั้งแต่วันนั้นแกก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตชั้น” พูดออกไปแล้วก็อดเกาคางแก้เขินไม่ได้ “ส่วนเล็กๆไม่ใหญ่ไม่โต...แต่ก็สูงใช้ได้” ฉันทำเป็นเขย่งวาดมือไปตามความสูงของพลอย

พลอยยืนตะลึงมอง

“แกเข้าใจใช่ไหม” ยิ่งพูดก็ยิ่งอึกอัก “ว่า...ชั้น...หมายความ...ว่าไง”

พลอยโถมเข้ามาทั้งตัวและ...ร้องไห้อีกแล้ว พยักหน้าหงึกหงักไม่ยอมหยุดจนต้องตบหัวปุบๆไปมาเป็นการปลอบ

“ขี้แยของจริงเลยให้ตายเห๊อะ!...ไปๆมาๆจะพอเอากับนิ่มเลยนะแกนี่”



ฉันได้แต่แอบหวังไว้อย่างเงียบเชียบว่าน้ำหนักของความรู้สึกนี้จะเพียงพออุดรอยโหวงในหัวใจของเพื่อนคนนี้ได้บ้าง

...เพราะฉันไม่อยากให้พลอยต้องติดกับอยู่กับความอ้างว้างที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเอง จนสุดท้ายทำได้แค่วิ่งวนหาทางออกด้วยการทำร้ายหัวใจตัวเองให้เจ็บแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า




 

Create Date : 07 มกราคม 2554
1 comments
Last Update : 9 มกราคม 2554 14:53:38 น.
Counter : 1167 Pageviews.

 

เพื่อน ... น่ารักและอบอุ่นดีนะคะ

เราเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนน่ะค่ะ ไม่ค่อยได้ผูกพัน ไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรม ไปไหนไปกัน

ตอนนี้มีครอบครัวแล้ว เพื่อนก็ยิ่งลดความสำคัญ จนเกือบ .. ไม่มีไปเลย

ฟังดูน่าเศร้าเนอะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราไม่ค่อยซึ้งกับคำว่าเพื่อน เท่าไหร่หรอก

แต่ได้อ่านวันนี้แล้ว ... ซึ้งและเสียดาย ที่ไม่มีความทรงจำดี ๆ กับเขาบ้างเลย ^^

ขอบคุณนะคะ

 

โดย: for Family 8 มกราคม 2554 19:00:15 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Quaver
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 76 คน [?]




เป็นคนหัวแข็งที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เป็นคนหัวอ่อนที่มาพร้อมท่าทางแข็งๆ




Friends' blogs
[Add Quaver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.