Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
22 กันยายน 2553
 
All Blogs
 

พันผูกจนผูกพัน





ตอนจบซีซั่น 6 เราได้คิดล่วงหน้าไปถึงบล็อกส่งท้ายของซีซั่น 7
กะไว้เลยว่าจะใช้ชื่อบล็อก “6th is so sweet but 7th is heaven”


ซึ่งใครเป็นบูลส์จนเข้าเลือด(เฉกข้าพเจ้า)คงจะคุ้นวลีนี้เป็นอย่างดี
ตอนบูลส์ได้เป็นแชมป์สมัยที่ 6 ป้ายทำนองแบบนี้โบกอยู่จนทั่วสนามยูไนเต็ด เซ็นเตอร์
...แต่ฝันก็สลายไปพร้อมข่าวการรีไทร์ของMJ และการย้ายทีมของPip
ฮ่วย~!ป่านนี้ยังเจ็บแปรบอยู่เล้ยพอต้องมาแตะเรื่องนี้




แต่ว่า...ผ่านมาไม่ถึงครึ่งซีซั่น เราได้แต่ส่ายหัว
‘สรวงสวรรค์’ ?!
ห๊ะ~!
(โปรดทำเสียงเย้ยหยัน)

....ยังดีที่มันไม่ก้าวล่วงไปจนถึงคำตรงกันข้าม(มั้ง?!)
เราปลอบใจตัวเองแบบนี้ตอนซีซั่นนี้จบลง



คำจำกัดความถึงซีซั่น 7 สำหรับตัวเองแล้ว เรานึกถึงความรู้สึกหนึ่ง
คือความรู้สึกตอนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
ไอ้อาการจิกเล็บจนเจ็บเนื้อ กัดฟันจนเจ็บเหงือก กลั้นลมหายใจจนแทบขาดใจ
จนลงมาขาสั่นพรั่บๆพร้อมบ่นสาปส่งว่าชาตินี้ขอขึ้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว
แต่ก็ยังอดเผลอมองไปยังจุดที่รางรถไฟราวกับแตะถึงแผ่นฟ้าไม่ได้ ความรู้สึก ณ จุดตรงนั้น ตรงที่ราวกับจะโบยบินไปได้ด้วยมือตัวเอง มันคือความหอมหวานพิเศษแค่เมื่อนึกย้อนถึง

ประมาณนี้ล่ะ...ไอ้afรุ่นร้ายเดียงสาของเรา






เกรป เด็กผู้หญิงสิบห้าที่เราจำชื่อพร้อมหน้าตาได้เป็นคนแรกของรุ่น(คนมันแก่แล้วต้องเข้าใจ)
หลายคนที่ตามบล็อกนี้มาคงแปลกใจถ้าเราจะบอกว่า เกรบคือเด็กคนแรกเลยที่เราชอบ...ฮ่า (ก่อนเปลี่ยนใจ)

เรานั่งมองเกรบแล้วบอกกับตัวเองมาตั้งแต่วันแรกๆเลยว่า “เด็กคนนี้ทำไมสวยจังวะ”
สวยไปหมดกับรูปหน้าแบบนี้ โครงหน้าทุกอย่างสมดุลจนน่าอิจฉา ถือเป็นงานง่ายเลยล่ะสำหรับคนชอบดรออิ้ง
ซึ่งในบรรดาเครื่องหน้าของเกรบ ส่วนที่เราชอบที่สุดคือรูปศีรษะทุยกลมได้รูปกับริมฝีปากบางเป็นกระจับ
...ไว้ลายกับงานศิลป์เลยค่ะท่าน (เรายกนิ้วให้เบื้องบน)
ขนาดขนาดทุกส่วนขยายขึ้นทุกวีค(เอิ้กกกก) หัวยุ่ง ตาขวาง หน้ามัน...ก็ยังสวยอยู่ดี


เกรบน่ะทำเราแปลกใจในตัวตนของเกรบหลายๆอย่างที่เปิดออกมาให้เราได้รู้จัก

อย่างแรกคงเป็น...เด็กสวยขนาดนี้แต่กลับไม่ห่วงสวยเท่าไรเลย หัวยุ่งกระเซิงมีให้เห็นทุกวัน
ซึ่งเพราะอย่างนี้จึงเป็นอีกสาเหตุที่เรายังชอบมองเกรบ มองแล้วยังเห็นเป็นเหมือนน้องสาวแถวบ้านแม้จะก่อเรื่องวุ่นวายเอามันได้ทุกเรื่องทุกราว
แม้จะมีอีกหลายครั้งเลยที่เกรบทำให้เราหมดความใส่ใจไปโดยสิ้นเชิง ชนิดที่เขาเรียกว่าโกรธจนหนวกกระดิก
เรียกว่าขนาดนั่งดูผ่านๆยังเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงในการเฝ้ามองไม่รู้กี่พันจูลน่ะน้อง


อีกอย่างคือความคิดอ่านของเกรบที่ออกมาให้รับรู้จากการพูดจา
ที่ทำให้คนชอบ ‘ฟัง’ อย่างเรา ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นพิเศษเวลานั่งฟังเกรบ
ซึ่งมันไม่ใช่เกิดจากการแค่ “ฟังไม่รู้เรื่อง(สักเท่าไร)” แล้ว
แต่มันต้องรวมกับฟังแล้วต้องมานั่งเรียบเรียงด้วยตัวเองอีกรอบว่าเด็กคนนี้มันพูดอะไรออกมา(วะ!)
แล้วพอจะสรุปว่าที่เกรบพูดออกมานั่นมัน ‘มีอะไร’ หรือเปล่า
เราก็ยังต้องตบความคิดตัวเองให้ตื้นที่สุด เตือนตัวเองไว้ว่าอย่า “คิดลึก” กับคำพูดเกรบ
เอาแค่ที่เรียบเรียงออกมาก็พอ เรียบเรียงได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่มีนอกมีในกับคำพูดของเกรบจ้า

เพราะงั้น...
อารมณ์ความรู้สึกของเกรบก็อ่านได้จากการกระทำและคำพูดคำจาของเจ้าตัวนั่นล่ะ
...พี่เตือนไว้ล่วงหน้าก่อนเลย อย่าเผลอไปเล่นโป๊กเกอร์กับใครล่ะ จะหมดตัวเอาง่ายๆอีหนู


เมื่อลองถามตัวเองว่าเราจะนึกถึงอะไรเมื่อพูดถึงเกรบ
เราจำความรู้สึกหนึ่งได้ในวีคละครเพลงแผลเก่า
ในคลาสแอ็คติ้งของครูเงาะและครูย้งที่ให้ปอและเกรบออกมาเล่นอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่พูดประโยคเดิม

เรานั่งมองปอจับมือเกรบ(หรือว่าเกรบจับมือปอหวา?)
เดือนพูดว่า “เดือนรักพี่”
ปอตอบกลับไปว่า “แต่พี่ไม่ได้รักเดือน”


เรานั่งนิ่งจับอารมณ์เพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่เดือนพูด
จำได้ว่าเราเคยเขียนถึงแววตาของเกรบว่าเหมือนฉากหน้าของผืนน้ำในทะเลสาบ ใส สะท้อนแต่เงาของสภาพแวดล้อม จนจับไม่ได้ว่าลึกลงไปใต้นั่นมีอะไรอีกมากมายที่ถูกซ่อนเอาไว้

แต่คลาสวันนั้น
ทุกครั้งที่ไอ้ขวัญออกปากปฏิเศษความรักของเดือน
จนไม่หลงเหลือการพูดจา มาเป็นเพียงท่าทางการตัดรอนกับมือของเดือนที่พยายามยื้อยุดใจไอ้ขวัญเอาไว้

ความรู้สึกของเกรบที่เราจับไว้ได้ผ่านแววตานั้น ทำเอาน้ำลายเราเหนียวคอ ขมจัดจนขื่นแทนความรู้สึกของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
เราเป่าปากตอนจบคลาส ถอนใจอย่างยาวนานแล้วบอกกับตัวเองว่า
“ไม่อยากนั่งเป็นพยานการอกหักของเด็กเลยว่ะ”


เด็กผู้หญิงหนึ่งคนซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเองได้ขนาดนี้
มันไม่น่าจะใช่ว่าเป็นแค่เรื่องความกล้า บ้าบิ่นอะไร
แต่อาจเป็นเพราะความเป็น “เด็กน้อย” ที่ยังไม่ผู้ใหญ่พอจะแคร์กับเรื่อง ‘การเสียหน้า’
เด็กที่ไม่คิดคำนวณผลได้ผลเสียล่วงหน้า
เด็กที่ยังกล้าพอตะลุยไปข้างหน้าเพียงเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่าอาจจะทำให้เจ็บได้แค่ไหนล่ะมั้ง


เพราะอย่างนี้ “รักแรก” จึงเป็นความทรงจำที่จะไม่มีวันจากเราไปไหนแม้จนเวลาสุดท้ายบนผืนโลกใบนี้กระมัง



สามเดือนในชีวิตเกรบที่มาให้เรารู้จัก เราว่าเราคุ้มมากเลยกับเวลาที่เสียไปกับการเฝ้ามอง
เด็กแบบที่เราไม่เคยเป็น อาจมีบางส่วนของเกรบที่เราเคยคบเป็นเพื่อน
ขืนมีให้คบกับทุกส่วนของเกรบนี่เราคงจับไอ้เพื่อนคนนั้นเขย่าให้มันตื่น ตบกะโหลกไปอีกทีเรียกสติมันกลับคืน


ถ้ามีอะไรอยากบอกเกรบ
เราคงบอกว่า เรียนรู้ทุกเรื่องให้มาก ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ใจเย็นลงกับทุกเรื่อง
แล้วก็...อ่านหนังสือให้เยอะๆน้องเอ๋ย จะเป็นแค่การ์ตูน นวนิยายตาหวานก็ดี...ค่อยๆอ่าน คอยคิดเยอะๆน้อง
แล้วเกรบจะรู้ถึงความกว้างใหญ่ของโลกใบนี้...เชื่อพี่

พร้อมเรื่องเตือนอีกอย่างให้เด็กน้อยอย่างเกรบรวมทั้งเด็กทุกคนในรุ่นนี้ให้ใส่ใจไว้ก็คือ
เวทีน่ะอาจมีแบ่งเป็นเวทีสำหรับมือสมัครเล่น และมืออาชีพ
แต่ว่า...ความรับผิดชอบไม่มีที่ให้กับคำว่ามือสมัครเล่นหรอกนะน้อง









น้ำแข็ง หนุ่มนักดนตรี ผู้ชายกับอุปกรณ์ของบรรดาครูคลาสแอ็คติ้ง
เรานั่งมองน้ำแข็งทีไร ใจก็นึกไปถึงรุ่นพี่คณะทุกที เล่นกีตาร์แซวสาวคณะมนุษย์ตรงตีนบันได
ไอ้เรื่องเท่แต่กินไม่ได้นี่มันตกทอดเป็นมะรึดกตามสายรหัสไม่เคยจืดจางมีแต่เข้มข้นขึ้น


เราเคยบ่นอย่างไม่เข้าใจเมื่อฟังน้ำแข็งร้องเพลงเมื่อวีคแรกๆว่า
เป็นนักดนตรีแท้ๆแต่ทำไมถึงร้องเพี้ยนได้หวา~?
เพราะอย่างน้อยหูก็ต้องชินกับกับโน้ตสิ! ถึงจะไม่ใช่นักร้องก็เถอะ

แต่ผ่านไปทุกวีค น้ำแข็งก็พิสูจน์ให้เห็นถึงการมีดนตรีโลดแล่นอยู่ในสายเลือด
และยิ่งบวกกับธรรมชาติของตัวเอง
การแสดงโชว์ของผู้ชายมาดเซอร์คนนี้ก็ยิ่งมีเสน่ห์ น่าจับตามองและชวนฟังไปพร้อมกันด้วย
โดยเฉพาะวีคสุดท้ายที่อิมแพคกับ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ซึ่งเราว่าพี่เต๋อคงพอใจแน่
แล้ว...พี่ว่า น้ำแข็งไม่เหมาะกับการแร็พหรอกนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า


มายังนิสัยใจคอ น้ำแข็งแสดงออกอย่างชัดเจนมาตั้งแต่แรกถึงการไม่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวไม่ว่าจะใครก็ตาม
ทำเอาเราแอบเหน็บเล็กๆ(ไม่ถึงกัด)ว่า “ไอ้ผู้ชายลอยตัวเหนือปัญหา”

น้ำแข็งน่ะอ่านทุกสถานการณ์ในบ้านหลังนี้ออกจนเกลี้ยง มองทุกอย่างชัด
แต่ด้วยความเป็นผู้ชายเลย ผู้ชายจริงๆจังๆ ชัดเจนกับวิธีการของตัวเอง
น้ำแข็งถึงได้ไม่ยุ่งเลย ซึ่งเราขอคิดแทนน้ำแข็งว่า คงคิดไปว่ายิ่งช่วยก็ยิ่งยุ่ง
คือไอ้บรรดาเพื่อนเราน่ะ ร้อยเกือบร้อย มันก็ทำ ก็คิดแบบนี้ล่ะ...เราโคตรเข้าใจเลย
เพราะงั้นเราถึงหัวเราะก๊ากตอนน้ำแข็งได้พูดขึ้นมาประโยคหนึ่งถึงปัญหาเพื่อนๆน้องๆไปว่า
“ต้องมองตัวเราเองด้วย”

น่านล่ะ~! ถ้าทุกคนในบ้านหลังนี้มองดูตัวเอง เห็นตัวเอง จะไม่กล้า ไม่บ้าขนาดนี้
แล้วไอ้ปัญหานั่นไม่ใช่แค่แก้ได้นะ มันจะไม่เกิดปัญหาเอาด้วยซ้ำไป
เฮ้อ~ ฮ่วย~!


ผู้ชายในตระกูลaf ที่เราว่าถ้าได้มาร่วมแก็งค์กันคงมันส์แน่ก็มี…
ว่าน ตุ้ย ต้อล และก็น้ำแข็งนี่ล่ะ
แมนโพดขนาดนี้ ปากจัดขนาดนี้ แซวกันที สาวๆร้องกันระงมแหงม








นิว สาวน้อยสิบหก ที่ทำให้เราสงสัยกับกับแชทนรกหน้าจอ
ไอ้คนที่สำรอกความทรามของตัวเองออกมาเป็นตัวหนังสือผ่านหน้าจอ
ให้คนอ่านต้องสมเพชในตัวตนคนส่งว่าช่างไม่ต่างจากแมลงสาปสกปรก
ดีแต่ซุกตัวอยู่ตามซอกหลืบไม่กล้าสู้กับแสงไฟ น่ารังเกียจและน่าขยะแขยง



พี่ปุ้ยเคยคุยกับเรากรณีนัตตี้ พวกเราพูดกันไปว่าถ้าเราต้องรับมือกับนัตตี้ในช่วงแรกๆจะทำแบบไหน
ตัวเราตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า เราจะทำแบบนิว
คือถ้าเรารับไม่ได้ เราก็จะถอย
ถ้าถอยไปห้าเมตรแล้วยังห่างไม่พอ เราก็จะถอยไปอีกห้ากิโล

เราไม่คิดว่าเราเป็นคนแบบหนูนิวหรอกนะ
แต่เราเป็นแค่คนแบบที่เมื่อรับใครไม่ได้ เราก็จะไม่ยุ่งกับเขา
ไม่รู้จะไปยุ่งให้ชีวิตตัวเองยากทำไม
ทำแบบนี้ไม่ทำร้ายอีกฝ่าย และไม่ทำร้ายตัวเองด้วย

คนเราไม่มีทางเข้ากับใครได้ทุกคนหรอก เพราะความคิดคน จุดสะกิดของคน ลิมิตของคน จุดเดือดของคนและขอบเขตของคนเรา
มันไม่มีทางเท่ากัน ไม่มีทางเหมือนกัน
ไม่งั้นมันจะมีคำคมที่ว่า “ชะตาต้องกัน” แล้วก็ “ศรศิลป์ไม่กินกัน” เกิดขึ้นมาได้ไง
เหมือนจะไม่ต้องอิงเหตุผล แต่มันก็คือเหตุผลในตัวของมันเองแบบนี้ล่ะ

เพราะงั้นเมื่อเรานั่งมองวิธีการจัดการกับสิ่งที่นิวคิดว่าเป็นปัญหาของตัวเองของนิว
เราถึงยอมรับและชื่นชมนิวในส่วนนี้



ตอนที่บรรดาครูคลาสแอคติ้งเริ่มชงเรื่องนิวกับบอส
ขอบอกตามตรงเราส่ายหัวเพราะมองเห็นอนาคตเลยล่ะ
ครูแต่ละคนรู้จักแฟนคลับafน้อยไปซะแล้ว ยิ่งจริงมากขึ้นเท่าไร เด็กผู้หญิงก็ยิ่งซวยขึ้นเท่านั้น
นิวจะไม่โดนขนาดนี้เลย ไม่ควรโดนหนักขนาดนี้เลยให้ตายสิ ถ้าทุกอย่างปล่อยไปตามธรรมชาติของตัวมันเอง

และนิวทำให้เรานับถือในการจัดการตัวเองของนิวอีกเหมือนเดิม
พอกระแสมันตีกลับให้เด็กรู้สึกได้ เด็กคนนี้ก็ถอยออกมาในโซนที่คิดว่าตัวเองปลอดภัย
แม้ว่าสายตาบางคนบางพวกจะคิดว่ายังไม่พอก็เถอะ
แต่คนมองเหตุการณ์โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแบบเรากลับคิดว่ากำลังดี ไม่น่าเกลียด ไม่ถึงกับเสียเพื่อน

เจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าไป ไม่รู้จะปลอบเด็กยังไงดีเลยนอกจากว่าบางทีคนเรามันก็ต้องเจอราหูน่ะน้อง
เพราะงั้นรอความซวยเดินผ่าน อย่าไปแตะมันละกัน ทิ้งความซวยให้มันกองอยู่ที่ของมันตรงนั้นล่ะ
เราไม่ต้องไปรับ ไม่ต้องสนใจ
ให้ไอ้คนเฮงซวยจำพวกนั้น คอยรับความซวยที่ตัวเองก่อขึ้นมาเองละกัน



จนป่านนี้คนรู้จักบล็อกนี้คงพอรู้แล้วว่าเรามีเพื่อนเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
เพราะงั้นเราพอรู้รสนิยมของพวกผู้ชายอยู่บ้าง
ไม่พูดไปถึงรสนิยมทางชู้สาวนะ แต่ขอพูดถึงเรื่องการคบกันทั่วๆไปนี่ล่ะ
เรามองออกเลยว่าเด็กแบบนิวเป็นเด็กแบบที่ผู้ชายชอบคบหาเป็นน้องเป็นนุ่ง เป็นเพื่อนเป็นฝูง
ซึ่งจะให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษด้วยซ้ำไป เพราะความที่ไม่ผู้ญิ๋ง ผู้หญิงให้ต้องอึดอัดใจเวลาต้องคบแบบสบายๆไง
แบบว่าถ้าต้องยุ่งยาก กวนใจอะไรแบบนั้น ขอยุ่งกับแฟนคนเดียวก็พอ
ถือเป็นการเตือนแบบกลายๆว่าเราน่ะเป็นแค่น้อง อย่ามาจุกจิกให้พี่รำคาญนะเฟ้ย~! ฮะ ฮะ ฮะ



นิวน่ะในสายตาเราเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองน้อยมาก จะว่าไปน้อยที่สุดในบ้านเลยมั้ง
ไอ้เสียงหัวเราะโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยของนิวน่ะ โดยมากเอาไว้กลบความไม่มั่นใจของเจ้าตัวล่ะ
ก็เด็กสิบหก จะให้มั่นขนาดไหน
ใครจะเกิดมาเป็นคุณหนูเรโกะล่ะเจ้าคะ โฮะ โฮะ โฮะ

ซึ่งพอมองเทียบต้นทุนกับคนอื่น แถมมองดูการพัฒนาตลอดสามเดือนนี้แล้ว
เราก็ยิ่งเข้าใจเสียงหัวเราะของนิว
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับอาหารประเภทเร่งสีเร่งโตหรอกนะจริงไหม

พอนิวมีต้นทุนมากขึ้น หนูก็จะมั่นใจในตัวเองขึ้น ภูมิใจในตัวเองขึ้น
แล้วบุคลิกของตัวเองก็จะดีมากขึ้นมาเองตามลำดับขั้นของสังคม(น่าเบื่อ)
พอตอนนั้นก็จะได้ไม่ไปขัดหูขัดตาคนอื่นเขาสักเท่าไรนะน้องนะ









บอส เด็กผู้ชายที่ช่างเดียงสาน้อยเหลือเกินจนเหลือเชื่อว่าจะมีหลงเหลืออยู่ในยุคมิลเลเนียมแบบนี้

อย่างที่บอกเราเป็นคนชอบ “ฟัง”
เราถึงได้โครตอึดอัดกับการต้องฟังบอสพูดในช่วงแรกๆที่ยังใส่เหล็กดัดฟัน
ทั้งฟังยาก ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วต้องมานั่งแปลไทยเป็นไทยอีก
ทำเอาเราโบกมือรากับบอสช่วงแรกๆเลย ทั้งๆที่คิดไว้แต่แรกว่าบอสต้องเป็นเด็กในสังกัดตูแน่
เพราะการฝีมือการเล่นเปียโนมันโคตรดึงดูดในวันแรกที่เห็นเลย


แล้วเราก็มานั่งฟังบอสพร้อมพี่ย้ง จนต่อเนื่องมาสามเดือน
รู้ไหมว่าเรานึกอะไร เรานึกว่าพ่อแม่เลี้ยงมาไงวะเนี่ย จะเอาตัวรอดบนโลกโหดร้ายแบบนี้ได้ไงวะ
บอสน่ะอย่างกับต้นไม้เมืองหนาวที่โตในห้องกระจกปรับอุณหภูมิ

เราเคยบอกว่าถ้าเราเป็นพ่อแม่ปอ แล้วเกิดม่องเท่งไปแบบไม่ทันตั้งตัว เราจะไม่ห่วงปอเลยเพราะมั่นใจว่าปอจะสามารถเอาตัวรอดได้
แต่...
ถ้าเราเป็นพ่อแม่บอส แล้วปุบปับซี้แหงนะ เราคงต้องขอต่อรองกับยมบาลสุดฤทธิ์ ไม่ยอมตามท่านไปจนกว่าลูกพ้มอายุ 50 เถอะคร้าบ


เราได้ข่าวหลังปิดบ้านมาว่าบอสอยากเรียนดุริยางคศิลป์(โรงเรียนที่เราอยากให้นัตตี้เข้าไปเรียนนี่ล่ะ)
ทำเอาเราอยากเห็นเมื่อบอสได้เรียนเปียโนคลาสสิคตามแบบแผนถูกต้องแล้วจะเป็นไงเหมือนกัน
เผื่อสักวันเราจะเห็นหนุ่มน้อยเชื้อสายไทยโลดแล่นในวงนิวยอร์คฟิลฮาโมนิคกับเขาสักคน

พี่ย้งเขียนบทรอโดนาเมะภาคหนุ่มน้อยเอาไว้เลยท่าจะดีนะคะ









ปอ หนุ่มperfect 10ของเรา

บรรดาเทรนเนอร์ทุกท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปอเป็นเด็กที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน
เราก็ไม่เห็นต่างหรอก
แต่...จะบอกไงดีนะ พอเราฟังคำพูดพวกนี้บ่อยๆเข้า และมองเห็นวิธีการจัดการของปอประกอบเข้าไปอีกตลอดสามเดือน
เรารู้สึกแรงเลยว่า ทำไมชีวิตของหนุ่มน้อยคนนี้ถึงแห้งแล้งและขาดสีสันขนาดนี้หวา~!

พี่สาวที่ปลื้มปอมาก(ในช่วงแรกๆ)มักออกปากประโยคหนึ่งให้ฟังช่วงใกล้ปิดบ้านคือ
“ปอพลาดอะไรอะไรในบ้านหลังนี้ไปเยอะมาก”

เราก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ไม่รู้จะเถียงอะไร


ความมุ่งมั่น ตั้งใจ มองแต่จุดมุ่งหมายของปอ
ทำให้ปอวิ่งตะลุยหาเส้นชัยจนพลาดที่จะแทะเล็มบรรยากาศรายทางไปจนเกลี้ยงซึ่งคนประเภทเราเห็นว่ามันน่าเสียดาย

แต่ก็อย่างว่าเมื่อคนเสียดายเป็นคนประเภทเอาตูดแช่น้ำแล้วเดินต่อไปแบบเรา
ไอ้คนที่จุดหมายปลายทางไม่เคยสำคัญ เอาแต่แวะเข้ารกเข้าพง เลื้อยหาเบี้ยบ้ายรายทางไปเรื่อย
เพราะงั้นน้ำหนักความเสียดายมันก็เลยดูกลวงไงชอบกล ฮะ ฮะ ฮะ


พี่อยากใส่เกือกบอกปอแฮะว่า บางทีไอ้จั๊งค์ฟู้ดน่ะถึงมันจะไม่มีประโยชน์ตามโภชนาการ
แต่ว่า..เวลาลิ้นเราได้สัมผัสรสชาติของความเอาแต่ใจแบบนั้น มันก็ไม่เลวหรอกนะ
รสชาติของชีวิตมันจะกระเด้งให้ต่อมสัมผัสมันรับรสได้ดีขึ้นไง


อ้อ~! เกือบลืม ยินดีด้วยจ้าแชมป์









ต้นหรือที่เราเรียกติดปากว่าพี่ต้น(ทั้งๆที่อายุเราเดินห่างไปแยะ) หนุ่มขี้เก็กที่ทลายกำแพงในเวลาแค่ 9 วีค


เราชอบต้น ชอบเลยล่ะตั้งแต่นั่งฟังต้นคุยกับครูเงาะ
ครูเงาะกะเทาะเปลือกต้นแรงมาก
ส่วนหนุ่มคนนี้ก็ยอมให้กะเทาะโดยไม่อิดออด เปิดเผยแง่มุมความคิดของตัวเอง เปิดให้เห็นในส่วนที่เสี่ยงจะกลายเป็นแง่มุมทางด้านลบของตัวเองโดยไม่ปิดบัง

เรานั่งฟังแล้วออกปากว่า “เจ๋งว่ะ”

แล้วต้นไม่ใช่แค่ยอมรับแค่ปากนะ
ต้นใช้เวลาตลอดที่อยู่ในบ้านหลังนี้แก้ไขในสิ่งที่เขายอมรับที่จะแก้ ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้า


เราน่ะชอบการถามให้สิ้นข้อสงสัยของต้น เด็กไทยรุ่นใหม่น่ะควรทำแบบนี้ให้เป็นนิสัยแล้วการศึกษาของเด็กไทยมันจะไม่ดิ่งลงเหวแบบที่เรานั่งมองอยู่ทุกวันนี้(เครียดแล้วตู)

เราน่ะมักเปรียบเทียบต้นกับเบนจามิน
เบนในสายตาเราคือฝรั่งหัวใจไทย
ส่วนต้นคือคนไทยความคิดฝรั่ง

ในความหมายทั้งแง่บวกและลบรวมไปด้วยกันเลย
เราเห็นว่าแง่ลบต้นก็แก้ไปได้เยอะแล้วนะ โดยมีมือครูๆคอยช่วยตบ(อย่างแรง)
ส่วนแง่บวก เก็บไว้นะน้อง พี่ชื่นชมมากเลยว่ะ


ตอนต้นเข้าบ้านแรกๆ สิ่งแรกที่ต้นโดนเตือนอย่างเรื่องการพูดจากที่ไม่มีหางเสียงจนฟังห้วนเกินไป
(แอบนึกจดหมายน้อยฉบับสุดท้ายที่น้องน้อยเตือนพี่ชายให้พูดมีหางเสียงนั่น)
เราเห็นความพยายามของต้นในการที่จะพูดลงท้ายด้วยครับเมื่อต้องพูดกับผู้ใหญ่
หรือไม่ก็การทอดหางเสียงให้ยาวขึ้น ใช้ปลายเสียงออดๆนวลๆขึ้นเยอะเมื่อพูดกับเพื่อนในบ้าน

เรานึกถึงตัวอย่างชัดมากในคืนสุดท้ายของรายการนี้บนเวทีอิมแพค
ตอนสัมภาษณ์ตบท้ายของอาต้อย
ต้นบอกว่า”ขอขอบคุณคุณครูทุกท่านเป็นครั้งสุดท้าย”
ทำเอาน้องสาวที่ยืนติดกันถึงกับหันขวับ อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
ในใจคงประมาณว่า ‘พี่ต้นพูดอะไรแปลกๆอ่ะ’
ก่อนที่ต้นจะรู้ตัว(อย่างเร็ว)ต่อด้วย “…มั๊งครับ”
น้องสาวถึงได้พอใจหันกลับไปได้นั่นล่ะ
แต่พอต้นบอกต่อด้วย “ขอโทษที่ผม...” แล้วหยุด(เพื่อจะนึกการใช้คำให้นุ่มนวลขึ้น)
น้องสาวก็หันขวับมาอีกรอบด้วยความแปลกใจ รอฟังตาแป๋ว
ต้นก็ตบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลลงว่า “ร้องเพี้ยน....ไปบ้าง” แถมติดหัวเราะเขินๆเบาๆ
น้องสาวที่รอเช็คอยู่ถึงได้พอวางใจได้

...ต้นปรับไปเยอะจริงๆเรื่องการพูดจา แม้การใช้คำมันจะชวนสุ่มเสี่ยงให้คนฟังตัดสินโทษเกินความต้องการของเจ้าตัวหลงเหลืออยู่บ้าง
แต่ต้องเข้าใจว่าเรื่องจำพวกนี้มันต้องใช้เวลาอีก...ยาววววว


แล้วก็มีอีกเรื่องที่ต้นมักโดนเตือนจนเราจำได้ก็คือการนั่งโดยชี้ขาไปข้างหน้าที่ไม่สุภาพของหนุ่มคนนี้ล่ะ
...แชทหน้าจอกระหน่ำในช่วงแรกๆ จนเราเริ่มคอยสังเกตการณ์นั่งของต้นไปเลย


พอต้นโดนเตือนเรื่องนี้ไป รู้ไหมหนุ่มน้อยคนนี้ทำไง
นอกจากการนั่งหลังตรงแหนวตรงกันข้ามกับน้องสาวอย่างเห็นได้ชัดแล้ว
หนุ่มน้อยคนนี้นั่งพับเพียบนะครับผม น้อยครั้งที่จะเห็นหนุ่มนี่นั่งขัดสมาธิ...เราเคยเห็นแค่ครั้งสองครั้งเอง
นั่งพับเพียบ หลังตรง เท้าแขนแล้วค่อยๆเลื้อยด้วยการดัดแขนไปมาแก้เมื่อย(ถึงว่าทั้งมือทั้งแขนถึงอ่อนได้ขนาดนั้น)


ลองนั่งมองต้นแล้ว จะเห็นความน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ซ่อนอยู่เยอะ
ทำเอาเรามีเรื่องให้หัวเราะความเป็นเด็กน้อยของต้นได้แทบทุกวันน่ะ

แถมความห่ามของผู้ชายนะ ต้องคอยฟังเรื่องคุยเล่นก่อนนอนระหว่างเบนจามินกับต้น
โอ้โฮเฮะ~!
จนพอเบนออก จะคุยกับบอส น้องก็ยังเด็ก(กว่า)
จนมาสองสามคืนสุดท้าย ตกเบ็ดพี่น้ำแข็งได้นั่นล่ะ
คุยกันได้สักพักก็โดนพี่น้ำแข็งเบรก ทำเอาต้องรีบออกตัวดังเอี้ยด สงบคำกลับไปนอนเลย

ต้นนี่...ไม่ว่าไงก็แพ้ทางน้ำแข็งตลอด
ทำให้รู้เลยว่ายังเด็กเกินจะตามความเชี่ยวพี่เขาทัน
พอเปิดใจให้กับสังคมที่หลากหลายขึ้น แล้วต้นจะค้นเจอเรื่องราวอะไรอีกหลายอย่างให้เก็บเกี่ยวเลยล่ะน้องเอ๊ย
แล้วเมื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง ไม่อยากจะนึกถึงความครบเครื่องของผู้ชายคนนี้เลย
ต้นก็ถือว่าเป็นอีกคนที่โชคดีพอได้ก้าวเข้ามาโตในบ้านaf หลังนี้

ยิ่งย้อนนึกไปถึงละครปิดบ้านคืนวันศุกร์ตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ต้นถือว่าเป็นไฮไลต์ที่เราจะต้องจดจำเมื่อพูดถึงละครปิดของaf แต่ละรุ่นนับต่อจากนี้ไป
การยอมลงทุนแต่งเป็นเกรบวันออดิชั่นที่ไม่ว่าไง ก็ไม่มีทางที่ใครจะคิดไปถึงว่าต้นตอนเข้าบ้านนั่นจะเปิดหัวใจทำได้ขนาดนี้
อย่างที่ครูแอ็คติ้งมักพูดไว้ว่า เมื่อเปิดได้แล้วก็จะเปิดจนหมด
ต้นก็คือข้อพิสูจน์ที่ออกมาโลดแล่นให้เราจับต้องได้ในคืนสุดท้ายจนได้




แล้วอีกประโยคที่ติดปากเวลานั่งนินทาต้นก็คือ ต้นนี่เด๊ก เด็ก...เด็กมากกกก
ยิ่งโกนเคราแพะออก เห็นหน้าขาวใส ตาแป๋วแหวว ยิ้มกว้างขวางก็ยิ่งเด็กลงทุกวัน
แถมมีอะไรเปิ่นๆไม่รู้ตัวให้เรานั่งขำได้เสมอ
อย่างน้อยก็วันปิดบ้านล่ะ นั่งมองหนุ่มน้อยหอบตุ๊กตาหมีสองตัว
นั่งฟังต้นเปรยเสียงออดเป็นมอดกินไม้เมื่อคว้าตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งมาไว้ในอ้อมกอดว่า
“เอาไปเอง อยากกอดนัตตี้”
แล้วคุณพี่ก็เดินลิ่วกอดหมีสองตัวแน่นในอ้อมกอด ทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ตรงโต๊ะอาหารซะงั้น
ก่อนรู้ตัวเดินกลับมาตีหน้าเขินๆมาลากกระเป๋าไป

(นี่กะแล้วนะว่าเราจะเขียนแต่เรื่องต้นได้นานแค่ไหนโดยไม่มีเรื่องราวของนัตตี้มาเอี่ยว สุดท้ายไม่รอดจริงๆตู)

พอเดินลงจากรถบัสท่ามกลางฝนโปรยปรายเมื่อมาถึงอิมแพค
ต้นก็เดินกอดหมีสองตัวลงมาตามหลังพี่น้ำแข็ง
ทีมงานส่งร่มให้น้ำแข็งรับเดินไปก่อน
พอจะยื่นให้ต้น พ่อหนุ่มก็ส่ายหน้าปฏิเศษซะงั้น ยอมเปียกเพราะจะกอดหมี
...มือไม่ว่าง เข้าใจ เข้าใจ
ทำเอาพี่น้ำแข็งต้องมาคอยบริการกางร่มให้ต้นและน้องหมีสองตัว ฮะ ฮะ ฮ่า



หลังจากนัตตี้ออกไปในวีคที่ 9
เรานั่งดูรายการเพราะมันเป็นความเคยชินที่ต้องดู แต่อีกเหตุผลก็คือต้นนี่ล่ะ
ไม่ใช่แค่ดูเพราะอยากรู้ว่าต้นจะพูดถึงนัตตี้หรือเปล่า แบบที่มีหลายคนแซวเราหรอกนะ(ส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่ง)

แต่เราน่ะบุ๊คเวลาตอนช่วงเย็นไม่ออกไปไหนเลย
เหตุผลมีแค่เรื่องเดียวก็คือ จะดูต้นจูบเจอร์นี่(กร๊ากกกก)

ช่วงหลังๆกล้องจะตัดมาไม่นานหรอกด้วยมันคือไฟท์บังคับของการโฆษณา
แต่เป็นโฆษณา 60 วิ ที่ทำให้เรานั่งรอด้วยใจจดใจจ่อ

เราชอบภาพเวลาต้นเอามือสองข้ามกุมแก้มเจอร์นี่(อิฉันเริ่มจิ้นบรรเจิด)
สองหนุ่มมองตากันสักพัก ก่อนหนุ่มน้อยบรรจงจุ๊บซ้ายจุ๊บขวาเจอร์นี่อย่างแผ่วเบา(ชักไงๆแล้วตู)

เมื่อเจอร์นี่กินข้าวเสร็จ ก็ต้องตบด้วยสแน็ค
พี่ต้นก็จะยืนโยนให้กินทีละชิ้น โยนไปบ่นไปบอกให้เจอร์นี่พอได้แล้วเพราะข้างถุงเขียนจำกัดจำนวนการให้กินไว้
ไอ้ปากก็บอกไปให้เจอร์นี่หยุด แต่มืองี้กลับโยนไม่หยุด
ถ้าเจอร์นี่มันฟังภาษาคนออกมันคงสับสนจะเอายังไงกับชีวิตดีหวาตู~

นอกจากผู้ชายกับอุปกรณ์แล้ว
ผู้ชายกับความอ่อนโยนนี่ล่ะที่ทำให้ผู้หญิงตกหลุมรักได้ง่ายมากเลยล่ะ
รู้ตัวบ้างไหมเนี่ยต้นเอ๊ย~!


อย่างตอนที่นั่งดีวีดีเรื่องราวของบรรดาเทรนเนอร์นั่นไง
พอเกรบกดข้ามไม่ดูตอนของครูเมย์ให้จบ แล้วต้นร้องประท้วงด้วย “เอ๊ย!ขอดูภาพเมื่อกี้”
พี่ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าต้นดูเพราะคิดถึงน้องสาวอย่างนัตตี้
ภาพน้องนั่งสัปหงก หัวยุ่ง หน้ามึน พอโดนดุก็หน้าจ๋อยนั่นน่ะที่ต้นอยากดู
อยากดูเพราะคิดถึง
หนูเกรบก็ตามใจกลับมาตรงภาพเด็กน้อยนั่งเท้าคางหลับอ้าปากหวอพอดิบพอดี
พี่ต้นดูแล้วก็ออกปากชมเด็กหัวยุ่ง หน้าย่นว่า “น่ารักเชียะนัตตี้”
เสียงเรียกนัตตี้ของพี่ต้นนี่ทำเอาเราอดอมยิ้มตามไม่ได้ทุกครั้งเลย
แล้วหนูเกรบก็ใจร้อนอีก เห็นว่าให้ดูภาพนัตตี้ครบแล้วก็จะข้ามช็อตไปอีก
พี่ต้นก็ประท้วงอีกรอบ “play! จะดู”


...ไม่น่าเชื่อเลยว่า สองคน สองสไตล์ ราวกับคนละโลก คนละทางของเวลา
แต่มาเริ่มต้นตรงห่วงใยกันแปลกๆในสถานการณ์ประหลาดๆ
ต่างพันผูกจนมาผูกพันกันยามที่แยกจากกันไปแบบนี้
ทำให้เราอดหลงรักความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จนถอนตัวไม่ขึ้นจนได้


เราน่ะหวังจนวินาทีสุดท้ายที่ได้ยินเสียงจ๊ะเอ๋ของนัตตี้บนเวทีอิมแพค
ว่าน้องสาวคนนี้ต้องมาเปิดให้พี่ชายอย่างต้น
จนป่านนี้เราก็ยังข้องใจว่าไม่เป็นต้นได้ไงวะ~!

หนังสั้นของนิว ยังไงก็ต้องเป็นเบนจามิน
เพลงที่ฝรั่งร้อง ก็เหมาะเข้าเพลงแรกของนิวอยู่ดี

เจอร์นี่ในอ้อมกอดของพี่ต้น มันก็....
ฉันจะอยู่เป็นคนของเธอ ก็โยงเข้าเพลงกล้าพอไหมของพี่ต้นได้ดีกว่า

แค่การจะเอาจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดในจุดเดียวกันระหว่างต้นกับฝรั่งนี่นะ มันไม่ทัชเลยให้ตายเหอะ
พี่มิ่งไม่เห็นใจคนเฝ้ารอช็อตสองพี่น้องนี่บ้างเล้ย...อย่าบอกว่าหวงเจ้าเหมียวของพี่นะ

งั้นขอรอไอ้คอนเสิร์ตสี่ภาครูปแบบใหม่นั่นก็ได้...ชริ~!








ซีซั่น 7 จบลงแล้ว
เราใช้เวลาสามเดือนของทุกปีในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงนี้ติดต่อกันมาหลายปี
สนุกกับการเฝ้ามองความสัมพันธ์ของคนเราในสถานะและเวลาจำกัด
จะบอกว่าเป็นแฟนคลับของรายการมากกว่าแฟนคลับของเด็กafก็น่าจะถูกต้องกว่า

การเฝ้ามองคน ศึกษาความคิด วิธีการการจัดการ เรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็กแต่ละคนในแต่ละปี
ไม่น่าเชื่อนะว่าในแต่ละปีก็จะมีเด็กให้ข้อคิดแปลกๆแตกต่างมาให้จับได้ทุกครั้งไป
มันคือเสน่ห์ของรายการเรียลลิตี้แบบไทยไทยล่ะมั้ง



และซีซั่นนี้เด็กที่จับใจเราได้ก็กลับกลายเป็นม้านอกสายตาคู่หนึ่ง
จากเด็กผู้หญิงตัวน้อยจอมก่อเรื่อง สร้างความอึดอัดให้คนรอบข้าง
น้ำตาแต่ละหยดของเด็กคนนี้ บวกเพิ่มความเข้มแข็งตามไปในทุกครั้ง ทำให้เราติดกับเข้าจนได้

จนเมื่อปัญหาของสาวน้อย เริ่มพัวพันพี่ชายอย่างต้นเข้ามาผูกความสัมพันธ์กันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบและเหนียวแน่น
โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ตัวเฉกเช่นเดียวกับคนดูอย่างเราเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราเริ่มมองหาแต่สองพี่น้องคู่นี้
นั่งมอง นั่งฟัง นั่งหัวเราะตาม นั่งลุ้นใจหายใจคว่ำ...นี่ล่ะคือตอนที่รู้ตัวแล้วว่าไปไหนไม่รอดแล้วตู อีกปี!


เด็กหนึ่งคน ทำให้เรามองเห็นเด็กอีกคน
...นี่คือวิธีการดูAFที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยสำหรับตัวเรา


นัตตี้ทำให้เราเห็นต้น และต้นทำให้เราเห็นนัตตี้ชัดเจนขึ้น
และไม่ใช่เพราะต้นรักนัตตี้ถึงทำให้เราตกหลุมในตัวต้น
แต่ในความรักที่ต้นมีต่อน้องสาวตัวน้อยต่างหาก นั่นล่ะคือความน่ารักของต้นที่เราตกหลุมดังแอ้ก




TonNatty









 

Create Date : 22 กันยายน 2553
6 comments
Last Update : 22 กันยายน 2553 13:00:31 น.
Counter : 1304 Pageviews.

 

โอ๊ะะะะะะะฮ่าพี่คิว

อยากบอกว่า.... คอนเสิร์ตสแม็ปสุดยอดมาก
แต่ไม่มั่นใจว่าจะสามารถไปดูได้อีกรึเปล่า

เพราะความทรมานของ "หน้าร้อนญี่ปุ่น" มันช่างใหญ่หลวงนัก


ได้ดูคอนวีคสุดท้ายเอเอฟ 7 นิดๆ ด้วยค่ะ
แอบงงๆ ว่าเค้าใช้วิธีประกาศชื่อแล้วให้เด็กวิ่งไปเอาหยิบพอนเดอะริงเหรอ

รู้สึกเหมือน.... เอาอาหารมาวางล่อ สั่งให้สเตย์... แล้วค่อยส่งสัญญาณ ให้ลูกหมาวิ่งไปคาบกระดูกชิ้นโตมาแทะ... อะไรยังไงไม่รู้ ฮ่า ฮ่า

(คิดได้น่ารักมั้ย?)





"เด็กหนึ่งคน ทำให้เรามองเห็นเด็กอีกคน"

ใช่.... ตู่ก็เป็น
คงเพราะ ถ้าอยู่เฉยๆ หรืออยู่คนเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการดูภาพวาดล่ะมั้งพี่.. มันไม่เห็น "ความคิด" อะ

นี่แหละ หนึ่งในข้อดีของเอเอฟ

 

โดย: tazzz 22 กันยายน 2553 14:19:26 น.  

 

เขียนดีมากครับ..

เด็กอย่างบอสก็ทำให้ผมมองเห็นนู๋นิว.. จนสุดท้ายก็ชอบแต่นู๋นิว
ด้วยนิสัยของนิวอย่างที่เจ้าของบล๊อกเขียนเลย..

 

โดย: Metroman 22 กันยายน 2553 14:49:12 น.  

 

"จากเด็กผู้หญิงตัวน้อยจอมก่อเรื่อง สร้างความอึดอัดให้คนรอบข้าง
น้ำตาแต่ละหยดของเด็กคนนี้ บวกเพิ่มความเข้มแข็งตามไปในทุกครั้ง ทำให้เราติดกับเข้าจนได้"

ประโยคนี้โดนใจค่ะ....เล่นเอาน้ำตามาปริ่มๆอีกแล้ว

และจะบอกว่าติดกับเด็กสองคนนี้เข้าอย่างจัง

ไม่เคยคิดจะดู กลับต้องเปิดไว้ตลอดเวลา แค่ได้ยินเสียง ก็ยิ้มแล้ว
ไม่เคยคิดว่าจะต้องร้องไห้ กลับต้องเสียน้ำตาหลายหยดให้เจ้าตัวจี๊ดกับพี่ชาย....

ขอบคุณคุณคิวที่เขียนเรื่องราวของเด็กน้อยเหล่านี้ให้อ่าน

 

โดย: NuHring 22 กันยายน 2553 15:32:09 น.  

 

เป็น AF ที่ดูแล้วมีอารมณ์ร่วมตามน้อยที่สุด
แม้จะเชียร์คนที่ได้แชมป์ก็เหอะ

 

โดย: บางส้มเปรี้ยว 22 กันยายน 2553 17:55:21 น.  

 

เป็น AF ที่ดูแต่คอน (แถมดูไปหลับไปอีก)

อ่านดราม่าในห้อง reality บ้าง บางทีก็คิดว่า เด็กสมัยนี้คงเป็นบบนี้มั๊ง หรือว่าเราลืมว่าตอนเด็กๆ ฉันเคยเป็นแบบนี้มาก่อน

แต่อ่านบล๊อกพี่ตลอดนะคะ ชอบบบบบ

ปล. พี่คิว สบายดีไหมคะ

 

โดย: MoDki 23 กันยายน 2553 9:31:41 น.  

 

AF7 เป็น AF ที่ผูกพันน้อยที่สุด

(ยกเว้น AF1 เพราะไม่ได้ดูเลย)

เพราะอะไร ไม่อยากโทษใคร เอาเป็นว่า เพราะความแก่ของเรานี่เอง

วันปิดบ้าน ก็ไม่ได้ดู หลังจบซีซั่น ปกติจะตาม True moment ต่อ นี่ก็ไม่ได้ดูเลย ไม่ได้ตามข่าวเลย

เสียดายเหมือนกันนะคะ อยากได้รับอารมณ์เดิม ๆ อารมณ์ความผูกพัน ห่วงหาอาลัยน่ะ

เอาใหม่ ๆ ซีซั่นหน้า แล้วเจอกันนะคะ คุณคิว

 

โดย: for Family 2 ตุลาคม 2553 12:46:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Quaver
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 76 คน [?]




เป็นคนหัวแข็งที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เป็นคนหัวอ่อนที่มาพร้อมท่าทางแข็งๆ




Friends' blogs
[Add Quaver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.