Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
18 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
เรื่องเพ้อเจ้อ ตอนที่ 2

เหตการณ์ เกือบตาย 1


ต่อภาค 2 กันเลย

เหตการณ์นี้เกิดไล่เลี่ยกับวันมาฆะบูชา แค่ 3 วัน

หลังจากสำนึกได้ว่าต้องขยันแล้ว และพรุ่งนี้จะสอบ
จึงขยันอ่านหนังสือจนดึกดื่นเที่ยงคืน รู้สึกว่าคอแห้ง
เลยไปหยิบส้มมากิน ลูกนึง

ขณะกินไปได้ 4-5 ชิ้น เกิดนึกบ้าอะไรไม่รู้
อ้าปากงับส้มในขณะก้มหน้าอ่านหนังสือ
มันคงไม่ได้positionในการกลืนที่ดีล่ะมั๊ง

แม่ง รู้สึกได้เลยว่า เม็ดส้มหนึ่งเม็ดมันล้ำหน้าเม็ดอื่น
ไปที่โคนลิ้นแล้วอ่ะ
( ขณะที่พิมพ์อยู่นี่ยังสยองไม่หาย มันน่ากลัวมากๆ)

สัมผัสของเม็ดส้มมันบอกว่า เป็นเม็ดแฟ่บๆ
ก็เลยกลืน แต่ไอ้เม็ดส้มบ้ามันไม่ยอมลง
มันไปคาอยู่แถวฝาปิดกล่องเสียง ล่ะมั๊งนะ อารมณ์คล้ายๆ
กินยาแล้วติดคออ่ะ แต่กินยาแล้วติดคอ กินน้ำตามก็หาย
แต่ไอ้นี่ มันเป็นเม็ดส้มแฟ่บอ่ะ มวลมันคงเล็ก
เข้าไปติดซอกลึก น้ำกวาดลงหลอดอาหารไม่ได้

ก็ยังไม่ได้เอะใจ อะไร เพราะเรากินยาแล้วติดคออยู่บ่อยๆ

มานั่งซักพักแบบว่า

เฮ้ยเม็ดส้มมันเคลื่อนที่ได้!!

คือปกติถ้ายาติดคอ กินน้ำตามยามันจะลงไปแล้ว แต่ที่คอยังมีความรู้สึกสากๆ เหมือนยายังไม่ลงคอ แต่ความรู้สึกสากมันจะไม่เคลื่อนที่ไปไหน

แต่ไอ้นี่มันเคลื่อนที่ได้

ชิ.หายแระ กรูตายแน่งานนี้

ทำไงดีวะ เกิด กรูหายใจแรงแล้วมันหลุดเข้าหลอดลม
กรูจะตายมั๊ยเนี่ย รึว่ากรูจะเป็นเจ้าหญิงนิทราวะ

ม่ายยยยยย นะ กรู ยังไม่ทันถอนทุนคืนเลย
ยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นด้วย
แถมเกิดมาก็ทำบุญนิดเดียว ตายไปตกนรกแหงแก๋
สุดท้ายก็นึกถึงหน้าแม่ อยากให้แม่มาหา แต่จะเป็นไปได้ยังไงวะ แม่อยู่ห่างตั้ง ร้อยกว่ากิโล

เข้าใจเลยว่า ที่คนเค้าบอกกันว่า เวลาตายจะนึกถึงถึงกรรมที่เคยก่อไว้

เพราะช่วงเวลานั้น เรากลัวตายมาก
กลัวเพราะว่าชีวิตนี้เกิดมาก็ทำบุญน้อยนิด
เกิดท่านมัจจุราชถามว่าเคยทำความดีอะไรไว้บ้าง มีหวังตอบไม่ได้
นึกได้ก็แต่ เงินที่ทำบุญไป 20 บาท!! ในวันมาฆะบูชานั่นแหละ
ช่างน้อยนิดซะเหลือเกิน ถ้าคราวนี้รอดตายไปได้นะ กรูจะทำบุญกระจายเลยย

ตอนนั้นกลัวมาก นั่งอยู่ในหอคนเดียว มองนาฬิกา แมร่ง ห้าทุ่มครึ่ง แล้ว
หมอ หู คอ จมุก ที่ไหนจะเปิดทำการฟร่ะ

( หมายเหตุ ข้อความข้างล่าง ต่อจากนี้ เป็นอารมณ์ของคนที่กลัวตายจนไม่มีสติ ประชาชนทั่วไปอย่าตื่นตกใจ มันเชื่อถือไม่ได้ โดยสิ้นเชิง )

เอาไงดีวะเนี่ยไปโรงบาล..... ก็มีแต่ extern กะ intern
ใน ER มันมีที่ส่องคอป่ะวะ แล้วเค้าเคยคีบเม็ดส้มป่ะว่ะ
เกิดคีบแล้วมันหลุดเข้าหลอดลมกรู กรูจะทำไงวะ
แล้วดึกป่านนี้หมอเฉพาะทางที่ไหนจะมาวะ กะอีแค่เม็ดส้มติดคอ แต่ยังขับรถเองได้

แล้วถ้าต้องเอา blade ง้างคอกรู เพื่อคีบออก กรูจะทำไงฟร่ะ จะดมยาสลบก่อนก็ไม่ได้
แล้วถ้า severe ขนาดต้องเอาเข้า OR ไปส่องท่อยาวๆนั่น ม่ายยยยยยยยยยยนะ

รึจะไปเอกชนดีวะ เอกชนก็หมอใหม่ทั้งนั้น ไปรับจ๊อบอยู่เวร
หมอเฉพาะทางก็ไม่มี ทำไม่มันไม่ติดคอตอนกลางวันวะ
แมร่ง ถ้าวันนี้กรูไม่อ่านหนังสือเตรียมสอบพรุ่งนี้ นอนเลยเหมือนทุกครั้ง กรูก็คงไม่ตาย

ตอนนั้นคิดไปร้อยแปดอ่ะ เข้าตาจนมากๆ
แต่สุดท้ายก็เสี่ยงดวงไป ER ไปร.พ.รัฐดีกว่า
ไปถึงก็ตามคาด อาการดีขนาดนี้หมอใหญ่ที่ไหนจะมา
แล้วทำไมต้องรอให้อาการเราแย่ก่อน ถึงจะมา เรารู้ว่ามันรักษาได้ถ้าหมอที่ชำนาญมา
แค่หมอมา 2 นาที ก็รักษาเราได้แล้ว

(ขออภัย หมอ ทุกคน แต่เรารู้สึกว่านี่คือความคิดจากเบื้องลึกของคนไข้อีกหลายๆคน หลังจากที่เราได้ลองเป็นคนไข้เอง)

ขยายความอารมณ์คนไข้ข้างบน

คือว่า ตามหลักแล้ว
การจะรักษาอะไรเราจะดูจากอาการคนไข้เป็นหลัก
คือเรามาเพราะมีเม็ดส้มติดอยู่ที่คอหอย ยังไม่มีอาการสำลักหรือว่าไอจนหยุดไม่ได้
หายใจดีไม่มีติดขัด ฟังเสียงหายใจที่คอไม่มีเสียงที่แสดงว่า มีของแปลกปลอมอุดคอหอยเรา
ไม่มี ข้อบ่งชี้ที่ต้องทำหัตถการที่ invasive ต่อคนไข้
เช่น ส่องกล้องที่เป็นท่อเหล็กยาวๆลงไปในคอหอยและหลอดลม

ที่ทำได้มีเพียงแค่ นั่งอ้าปาก ใช้กระจกหูคอจมูก ส่องว่ามีไรป่ะ
ซึ่งถ้าส่องมันจะเห็นลึกไปถึงเส้นเสียงและกล่องเสียง แต่มันคีบไม่ได้
ถ้าจะคีบต้องนอนหงายอ้าปากให้หมอเอา blade งัดคอหอย
เหมือนเวลาที่จะงัดเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อคีบออก
แต่ถ้าเป็นคนในวงการนี้จะรู้ว่ามันน่ากลัวมากๆ คนสติดีๆที่ไหนจะยอมให้เอาblade งัดคอหอย

ซึ่งหมอ intern 1 ที่นั่นก็บอกทางเลือกว่า เด๋วจะให้อมยาชาซักพัก แล้วเด๋วเอา blade งัดดู
ถ้าคีบออกได้ก็จะคีบออก ถ้าคีบออกไม่ได้จะลองใช้ ที่ดุด ดูดออก
แต่นู๋ห้ามหายใจเฮือกนะเด๋ว หลุดเข้าหลอดลม
แล้วคนดีๆที่ไหนจะยอมฟะ ก็เห็นๆอยู่ เวลาเอาbladeงัดปากคนไข้ทีไร
เลือดกบปากทุกที นี่ขนาดคนไข้ไม่ค่อยมีแรงนะ ถ้าคนไข้มันมีแรงดิ้นคงจะเตะหมอซี่โครงหักไปแล้ว

มาถึงตรงนี้ ขณะพิมพ์ อยู่นี่ เพิ่งรู้สึกว่า แล้วทำไมหมอจะไม่ส่องดูหน่อยเหรอว่า
เม็ดส้มแฟ่บๆอันนั้นมันติดอยู่ที่ฝาปิดกล่องเสียงรึเปล่า ด้วยกระจก หูคอจมูก
อย่าบอกนะว่าที่ ER ไม่มีกระจก หูคอจมูก (หลังจากไปถามมาแล้วปรกฏว่าไม่มีค่ะ)
เพราะเรารู้สึกได้ว่า มันติดอยู่ที่คอหอยเคลื่อนที่ได้ คงต้องติดอยู่ที่ช่องนั้น ที่มันนิยมติดแน่ๆเลย
แล้วถ้ามันติดอยู่ที่ช่องนั้นจริงๆ หมอหูคอจมูกตัวจริง เค้าจะทำไงกันเนี่ย นึกไม่ออกจริง
ว่าหมอใหญ่จะลองให้หมอ intern งัด blade คีบให้เราก่อน
ถ้าเราหายใจเฮือกเข้าหลอดลมไป ค่อยโทรตาม เหรอ

สุดท้ายหลังจากที่หมอintern บอกเราเรื่อง ทางเลือกอมยาชาแล้วงัดเบลดคีบ
ก็โทรปรึกษาหมอหูคอจมูก ว่าจะทำอย่างข้างบนดีป่าว
หมอหูคอจมูกบอกว่าให้ฟังเสียงที่คอหอยว่ามี stridor ป่าว
มันไม่มีหรอก เพราะเรายังไม่ได้สำลักนี่ มันแค่กลิ้งไปมาอยู่ข้างบนที่ไหนซักแห่งที่นิ้วเราล้วงไม่ถึง
หมอหูคอจมูกเลยบอกว่า ให้มาตรวจติดตามผลที่ OPD พรุ่งนี้เช้า

เราก็แอบคิดว่า แล้วทำไมหมอหูคอจมูก ถึงไม่อนุญาติให้หมอextern ทำทางเลือกที่เสนอเรามา มันไม่เวิร์คเหรอ รอดูอาการพรุ่งนี้ดีกว่าเหรอ

แล้วทำไมเราต้องรอให้เม็ดส้มบ้านี่ ลงหลอดลมเรา
ทั้งๆที่เรามาโรงพยาบาลแล้ว ในขณะที่มันยังไม่ลง ยังคีบออกได้
แล้วทำไมถึงไม่มีใครอยากล้วงคอหอยดุเม็ดส้มกรูฟะ
ทำไม ไม่เข้าใจ!!!

สรุปเราก็ต้องเดินทางกลับหอ ทั้งๆที่เม็ดส้มมันยังกลิ้งไปมาบนคอหอยเราอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมฟะ หมอไม่กลัวเรา aspirate แล้วเป็น aspiration pneumonia เหรอ
ทำไมถึงยอมให้เรากลับบ้าน
รัฐบาลเสียเงินให้เราเรียนตั้งหลายล้าน สุดท้ายเรามากลายเป็น เจ้าหญิงนิทรา เนี่ยนะ
(คือ จริงๆมันไม่เป็นหรอก เพราะ เม็ดส้มมันแฟ่บ ถ้าหลุดเข้าไปก็แค่ ถุงลมแฟ่บซัก40000ถุง
แล้วอีก 1 เดือนก็จะเป็นปอดอักเสบตามมา แต่ทำไมเราต้องเสี่ยงกลับบ้าน ถ้ามันคีบออกได้โอ้ย!! ไม่เข้าใจว้อย!! ปอดของกรูนะ)

แต่เราก็แอบไปโรงพยาบาลเอกชน ไปเพื่อยืนยันในความคิดเราที่ว่า
จะเอกชนรึรัฐบาลก็ไม่ต่างกันในเมื่อไม่มีหมอ หูคอจมูก และไม่มีอุปกรณ์เฉพาะ
และไม่มีหมอเฉพาะทางคนไหนยอมมาถ้าคุณอาการไม่ severe
เพื่อทำหัตถการที่จะเจ็บปวดต่อคุณ เพราะมันเป็นเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน
เหรอ??? จริงเหรอ หมอคนไหนก็ได้ช่วยตอบที

สรุปเราก็ต้องกลับมานั่งอ่านหนังสือต่อที่หอด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ
ตัดสินใจว่าคืนนี้จะไม่นอนหรอเอนตัวลงกับพื้นเด็ดขาด
ก็สัมผัสที่คอยังรู้สึกอยู่เลยว่า เม็ดส้มที่คอยังอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เคลื่อนไหวแล้ว
แต่มันเกาะนิ่งอยู่ที่คอหอยด้านขวาสุดๆ และต่ำลงเรื่อยๆอย่างบอกไม่ถูก
ต้องคอยไอแรงๆให้มันขึ้นมาอยู่ข้างบนเหมือนเดิม
แต่คืนนี้จะถ่างตาได้ไงฟ่ะ ก็เมื่อคืนนี้โต้รุ่งไปแล้ว
สุดท้ายเผลอนั่งหลับไปตอนไหนไม่รู้

ตื่นเช้ามาเจ็บคอไปหมด เจ็บที่สุดคือคอหอยด้านขวาที่สุดท้ายที่มันอยู่
ตอนนี้มันหายไปไหนแล้วไม่รู้
ที่แน่ๆเราว่ามันไม่ได้ลงหลอดอาหารหรอก
ตอนนี้เราก็ได้แต่ countdown รอเวลาเป็นปอดอักเสบ ซะละมั๊ง

และขอบอกว่าตอนนี้เรารู้สึกได้ถึงบริเวณหลอดลมและปอดที่ผิดปกติไป
อาจเป็นจากเม็ดส้มบ้า หรอ จาก ภาวะทางจิตของเราเองก็ได้
กะลังรอเวลาพิสูจน์อยู่ว่า เราจะเป็น ปอดอักเสบหรอเปล่า
ถ้าไม่เป็นเราคงจะรู้สึกดี และ อาการรู้สึกผิดปกติที่ปอดคงจะหายไปเอง

--------------------------------------

สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า

-ชาตินี้คุณทำบุญพอรึยัง
-เวลากิน อย่าทำอย่างอื่นร่วมไปด้วย
-สำหรับคนฐานะปานกลางและยากจน ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ ฟางเส้นสุดท้ายแห่งชีวิต
ไปโรงพยาบาลรัฐบาลก็ได้ หมอรักษาได้เหมือนกัน ยิ่งตอนดึกๆ มีค่าเท่ากันเลย ไม่อยากจะพูด
เห็นแล้วหงุดหงิด ตังซื้อข้าวแทบจะไม่มี ไปโรงบาลเอกชนทำไมฟะ ทั้งๆที่อีกแค่ 2 นาทีก็ถึงโรงบาลรํฐแล้ว

------------------------------------------------------

คนเป็นหมอ หูคอจมูก ที่อยู่เวร เค้าคิดยังไงกันน้า
กรณี ที่รู้โต้งๆ ว่า เม็ดส้มมันกลิ้งอยู่ที่คอหอย
ตอนเที่ยงคืนเนี่ย
จะ ทำยังไงกัน
--------------------------------
และเราเข้าใจแล้วว่า ยุคนี้
ไม่ว่าหมอจะทำดีแค่ไหน คนไข้ก็ไม่เห็นถึงความดีของหมอ
และหมอก็ไม่มีทางซื้อใจคนไข้ยุคนี้ได้อีกต่อไป
จากประสบการณ์ของเรา


--------------------------------------

นี่หรือ แรงบันดาลใจในการเรียนของเรา
โธ่ หลวงพ่อ


จากข้อความนี้เรา ไม่ได้อยากจะพาดพิง หรือ กล่าวโทษใคร แค่อยากจะบอกอารมณ์ของคนไข้ที่ไม่เข้าใจการรักษาแค่นั้นค่ะ



Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 23 พฤษภาคม 2550 1:32:18 น. 3 comments
Counter : 484 Pageviews.

 
ใช้ศัพท์โหดมากมาย
เราว่าน๊า....อยากให้คุณทำใจให้สงบก่านี้อ่ะ ดูคุณกระวนกระวายมากจนมันเกิดวิตกจริต บางทีเหมือนคิดไปเองว่า มันไปอยู่ตรงนู้นตรงนี้ ต้องตายแน่ๆ- -" ยิ่งคิดมันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าจะตายให้ได้ ทรมานตัวเองอีก-*-
เราเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาหลายที บางทีทำเองด้วยซ้ำ เหอๆ
เคยกินปลาอะไรน๊า....ที่ก้างมันใหญ่ๆ ใหญ่มากๆ มันขวางอยู่ตรงช่องคอพอดี ทรมานมาก ทำสารพัด กลืนข้าวเหนียวหลายๆก้อน(แบบคนเฒ่าคนแก่เค้าบอกมา) ไม่ก็ลูกอมติดอยู่เงี้ยะ หายใจไม่ออก-*-
แต่เราก็พยายามตั้งสติดีๆอ่ะ ไม่งั้นเป็นประสาทไปซะก่อน เหอๆ
แล้วอีกอย่างคือ เราไม่กลัวที่จะตาย เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องตายซักวัน แค่ได้เกิดมามีชีวิตถึงขนาดนี้ก็บุญแล้ว แต่ถ้าเราตายจริงๆก็แปลว่ามันถึงฆาตแล้ว ทำกรรมไว้มาก เหอๆ

ส่วนเรื่องทำบุญนี่... ไม่ใช่แค่ทำบุญกับวัด อย่างเดียว การให้ทานแก่บริวารหรือคนรอบข้าง ก็ถือเป็นบุญแล้ว ที่สำคัญคือกับพ่อแม่เนี่ยแหละ ...อีกอย่างคือถ้าทำบุญเพราะไม่อยากตกนรกนี่......
คนเราทำบุญ เพราะอยากให้ความสุขทางใจของผู้ที่ได้รับและตัวเองด้วย โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน คือถ้าเรามีเราก็อยากช่วยคนที่ไม่มี เค้าเรียกว่าทำด้วยใจง่ะ

เหอๆ เราอาจจะพูดขัดใจไปบ้างก็ขอโทษด้วยน๊า

*รักษาสุขภาพด้วยนะงับ


โดย: KIN IP: 61.7.156.193 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:1:18:17 น.  

 
ลืมบอก ที่ว่าใช้ศัพท์โหดคือ ศัพท์ทางการแพทย์ง่ะ งงงับ แปลมะออก เอิ้กๆๆ


โดย: KIN IP: 61.7.156.193 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:1:19:37 น.  

 
อ่านะ แบบตอนนั้นมัน สติแตกมากๆ
มันเที่ยงคืนแล้วอ่ะ อารมณ์ประมาณว่าหมอที่ไหนก็คงจะนอนหมดแล้ว 555

ตอนนี้เราตั้งใจไว้เลยว่า ตอนดึกๆจะกินแต่น้ำเท่านั้น
เหอๆ เข็ดแล้ว



โดย: little_larc IP: 61.19.22.90 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:13:25:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สาวก HANSON
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สาวก HANSON's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.