Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
27 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
รอยเสน่หา (บทที่ 7) โดย มานัส



บทที่ 7

เมื่อก่อนจีจี้เคยอยากได้…เขา

ผู้ชายอย่างภากรหาไม่ได้ง่ายๆทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ แถมยังเป็นว่าที่นักการทูตอนาคตไกลแม้แต่ท่านทูตไทยสมัยนั้นยังเอ่ยปากชมเขาอยู่บ่อยๆ

แม้ว่าเธอจะมีคนรักเป็นตัวเป็นตนและเขามีมาธวี แต่จีจี้ก็ไม่วาย…พยายามหว่านเสน่ห์

ตอนนั้นภากรใจแข็งนักรู้เลี่ยงเธอ เขาคบกับมาธวี รักกันปานจะกลืน ไม่แม้แต่เหลียวมองผู้หญิงคนอื่น แทบไม่มีอะไรแยกขาดคนสองคนได้เว้นเสียจาก…ผู้หญิงอีกคนกับลูกของเขา

ภากรตอนนี้ต่างจากผู้ชายคนนั้นที่เธอเคยต้องการเขาก็แค่ผู้ชายหน้าตาดีมีหน้าที่การงานพอ…รับได้

ฐานะต่างกับเธอลิบลับก็ดูจากการแต่งตัวของเขา กางเกงยีนส์ซีดๆ และเสื้อยืดเก่าๆ

เขาสวนกับเธอที่เพิ่งเดินลงมาจากส่วนลิฟต์ของชั้นสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะจำเธอได้

“แรกมาทำอะไรที่นี่นะ”

และเมื่อนั้นหญิงสาวจึงคว้าโทรศัพท์มือถือกดหาหมายเลขของเพื่อน

“ปราง…ระวังนะฉันเห็นแรกที่ใต้ตึกเธอ” การเตือนมาพร้อมเสียงหัวเราะ…ซึ่งสำหรับคนคุ้นเคยมันคือการเยาะ “เดี๋ยวพี่เจตน์จะเข้าใจผิด”

จีจี้ไม่กลัวหรอกว่าพี่ชายของเธอจะเข้าใจผิดเพราะต่อให้เป็นเช่นนั้น แต่หญิงสาวก็รู้ เจตน์ไม่มีวันปล่อยมาธวีให้หลุดมือไม่เหมือน…ภากรที่ยอมปล่อยอย่างง่ายดาย


ถ้ามาให้ถึงเร็วกว่านี้ได้ภากรก็คงทำเพราะไม่มีใครหรอกที่อยากขัดคำสั่งเจ้านาย เพียงแต่ว่าด้วยอาการของเจมส์ที่เพิ่งจะดีขึ้นและสภาพการจราจร เขาสามารถมาถึงใจกลางกรุงเทพก่อนพระอาทิตย์ตกดินก็ถือว่า…โชคดีมากแล้ว

ชีวิต…ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นณ ตอนนี้ เขาถือว่าเขาโชคดีเสมอ

Sunshine after therain!

“อะไรกัน…กลับกันหมดแล้วเหรอ”ชายหนุ่มกรอกเสียงในโทรศัพท์มือถือ “เฮ้ย รอก่อน กำลังขึ้นไป”

หากคำขอ…ไร้ผลเพราะ บอส กำลังเหวี่ยงวีนสุดขีด และต่อให้ใครใคร่รู้ดูดราม่าแต่ก็ไม่มีใครกล้าอยู่เพราะกลัวลูกหลง ดังนั้น ในเวลายังไม่หกโมงเย็นภายในออฟฟิศของส่วนงานต่างประเทศจึงเงียบกริบ

ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมายังไม่มีวันไหนที่มาธวีจะออกจากออฟฟิศก่อนสองทุ่ม และแม้ตัวเองจะอยู่ดึกแต่คนเป็นนายก็ไม่เคยเรียกประชุมหรือจงใจสั่งงานลูกน้องคนไหนหลังหกโมงเย็น

ทว่าวันนี้คำสั่งชัดเจน

ทำให้คนที่ลากิจต้องเข้าออฟฟิศในเวลานี้

“พี่ระวังตัวไว้เถอะ”นายเล็งพี่แบบคนเดียวจะๆ หวังเห็นผลเลยแหละ” วันดียังอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดีก่อนจะวางสาย“โชคดีล่ะ”

ภากรลากขาช้าๆก้าวออกจากลิฟต์ที่ขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบหก และขาทั้งสองข้างยังคงก้าวช้าๆ จนถึงหน้าทางเข้าออฟฟิศ

การดึงประตูกกระจกบานหนาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอนหายใจเพียงนิดเมื่อก้าวเข้ามาด้านในรู้เต็มอกว่า…ไม่มีใครอยู่แล้ว เว้นแต่…นาย!

ไฟสว่างจ้าต้อนรับเขาตั้งแต่ก้าวแรกจนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่พาร่างสูงมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานที่ของผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศภากรสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะตรงเข้าไปทันที ไม่มีการเคาะประตูห้องตามมารยาทเช่นเคย

“มีเรื่องอะไร”เสียงของเขาลงหนักต่างจากปรกติทุกวัน ที่มัก…อ่อน ให้ผู้เป็นเจ้านาย

ดวงตาแดงก่ำที่บรรจุความเหนื่อยล้าไว้เต็มเปี่ยมจ้องไปยังหญิงสาวหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่พลันสะดุ้งตัว

อาการตกใจของเธอ…ถ้ามีก็ถูกเก็บไว้มิดชิดภายใต้สายตาเย็นชาเอาเรื่องดวงหน้านวลหวาน…คม ซุกซ่อนหลบความละมุนละไมที่เขาเคยคุ้นเสียหมดสิ้น

“ลาวันพฤหัสฯก่อนวันหยุดยาว แล้วมาลาวันจันทร์อีก คิดว่าฉันโง่นักหรือไง” เสียงที่เคย…อ่อนหวานเมื่อนานมาแล้วฝังร่องรอยความอ่อนโยนไว้ในอดีตที่เจ้าตัวคิดว่าลืมไปหมดเสียแล้ว

“ผมไม่มีทางเลือกมันจำเป็น” การโค้งศีรษะของเขาราวยอมตกลงรับความผิดใดๆ ทั้งหมดทั้งปวง

“เราจ้างคุณมาทำงานไม่ได้ให้มาอ้างโน่น อ้างนี่” มาธวีทุบโต๊ะ

“แล้วอะไรที่บอกว่าผมไม่ทำงานงานทุกอย่างไม่มีอะไรตกค้าง ลูกค้าของผมไม่มีปัญหา คนที่มีปัญหาก็คือ…คุณ”เสียงเรียบลงหนักชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อกล่าว “จะหาเรื่องกันไปถึงไหน”

“ฉันเป็นเจ้านายคุณ”

“รู้…”ภากรเสียงอ่อน แม้เมื่อบอก “และถ้าผมรู้มาก่อนมันจะเป็นแบบนี้ผมคงเลือกข้อเสนออื่น”

“ตอนนี้ก็เลือกได้”

“ก็เสนอมา”

“อะไร”มาธวีขมวดคิ้ว ตวัดเสียงห้วน

“ถ้าจะให้ผมออกมันก็ต้องมีค่าชดเชย”

“ไม่งกเลยนะ”

“ใช่…ผมไม่งก”คงมีแต่เขาเท่านั้นที่ตวัดคำประชดประชันของเธอให้เป็นประโยชน์ต่อเขา “ผมแค่พูดถึงในสิ่งที่ผมควรจะได้มันยุติธรรม”

“ยุติธรรม?คนอย่างคุณเนี่ยนะมาพูดเรื่องความยุติธรรม”

“ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูด”ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้จนถึงหลังเก้าอี้รับรองสำหรับผู้มาเยือน“ผมเป็นลูกจ้างของบริษัทนี้ และคุณในฐานะเป็นนายอาจไม่พอใจผม เพราะเหตุผลร้อยแปดแต่ตามกฎหมายมาตรา118(2) นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยในอัตรา 90 วัน…ย้ำนะครับ 90 วัน ของค่าจ้างหรือรายรับที่ลูกจ้างได้รับและถ้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมลูกจ้างก็สามารถเรียกได้เพิ่มอีกสองเดือนของค่าจ้าง และถ้าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก็...อีกเดือน”

“เตรียมการมาดีเช่นเคย”คนที่…คุ้นเคยเท่านั้นถึงรู้ว่า…เช่นเคย

เพราะเมื่อก่อนคนที่เคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นท่านทูต มักเตรียมพร้อมเสมอในการดำเนินชีวิต

“ก็ตั้งแต่รู้ว่าใครมาเป็นเจ้านาย”ดวงตาคมกริบมีรอยระยิบ ไม่ได้ยียวน แต่จริงจังด้วยความรู้สึกแม้เมื่อเอ่ย“ปรางก็ต้องอ่านกฎหมายข้อนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอตั้งแต่รู้ว่าใครจะเป็นลูกน้อง”

การเรียกชื่ออีกฝ่ายอ่อนโยน…คุ้นเคยนักในความรู้สึกของคนฟังแม้ในประโยคต่อไปของเขา

“ไม่สบายใจกันทั้งคู่แล้วเราจะทนกันทำไม”

ไม่ผิดหรอกที่ภากรเคยวาดฝันว่าจะเป็นถึง…ท่านทูต

และก็ไม่แปลกเช่นกันที่ในวันนี้เขากลายมาเป็นมือขายมือหนึ่งของบริษัทยา

…ปากเป็นเอกเลขเป็นโท แรกเป็นทูต…

“ถ้าไม่ทนก็…เชิญ!”

“ใครต่างหากที่…ไม่ทน”ดวงตาของเขาระยิบ รู้ใจ รู้นิสัยของอีกฝ่ายดี

“ไม่ใช่ฉันแน่”หญิงสาวยืนยัน เพราะถึงอย่างไรเธอก็ต้องทน ไม่ใช่แค่เพราะว่าเงินเดือนของเขาที่สูงลิ่วค่าชดเชยต้องแพงริบลับ แต่ด้วยเพราะเขาเป็นคนที่พ่อเลือกมาเองกับมือ

และที่สำคัญมาธวีรู้…เขาเก่งพอที่จะช่วยสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าให้แผนก

คนอย่างภากร…ถ้าจะทำต้องทำให้ได้และทำออกมาให้ดีที่สุด

ภากรใช้สมองก่อนใช้กำลังเสมอ

ใช้วาจาสร้างความสัมพันธ์

และเมื่อจำต้องใช้แรงใช้กำลังแล้ว เขาก็จะทำทุกอย่างให้ดี…ให้สำเร็จ

“ปรางพูดเองนะ”ก็ดูซิ…แม้แต่น้ำเสียงของเขา ก็ยังเอื้อยเอ่ยอย่างดี คุ้นเคยกันเสียเช่นนั้นแล้วยังสายตาคู่นั้นอีก ไม่ต่างจากเมื่อก่อนที่ยามเธอไปไฟ เขาก็จะเป็นลมที่พัดพอทำให้ไฟจางและดับลงได้“ถ้าเราจะต้องทนกันไป…อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรามาเริ่มกันดีๆ ได้ไหม”

“ไม่ได้!”

คำปฏิเสธที่หลุดด้วยอารมณ์ไม่สามารถที่จะคลายรอยยิ้มน้อยๆ จากมุมปากของเขาได้ราวว่าชายหนุ่มเคยคุ้นยิ่งนักกับคำพูดและท่าทางแบบนี้จากเธอ

“แล้วเมื่อไหร่จะได้”คำพูดและเสียงอ่อนโยนเช่นนี้ไม่ต่างจากหลายปีก่อนโน้น

เพราะเมื่อก่อนเสียงเขาทุ้มนุ่มนวลนัก‘วันนี้ปรางยังรักแรกไม่ได้ แต่ต่อไปก็ต้องได้ ตลอดไปก็ต้องได้’

และมาธวีก็รักเขาจริงๆไม่ซิ…เคยรักเขาจริงๆ

แต่ตลอดไป…ไม่มีแล้ว

นั่นทำให้หญิงสาว…สะอึกกัดความรู้สึกลึกๆ ลงในลำคอ ด้วยคำพูดที่เตือนตัวเองเสมอ…เขามีผู้หญิงอื่นรักมากพอที่จะมีลูกด้วยกัน

คนที่ระมัดระวังวางแผนชีวิตอย่างภากร…คนที่วางแผนจะเป็นถึงท่านทูตกลับมีลูกกับผู้หญิงที่ไหนไม่รู้!

“จะพยายามให้นานที่สุดแต่ถ้าพ้นปีใหม่ไปนี้ มันชัดเจนแล้วว่าเรา…ไปกันไม่ได้จริงๆผมจะทำเรื่องย้ายกลับไปฝ่ายลูกค้าในประเทศ ปรางจะได้สบายใจ”

“อย่าเรียกอย่างนั้นอีกความเป็นเพื่อนของเราหมดจบไปนานแล้ว”

“นั่นซินะแต่เรายังเป็นเพื่อนร่วมงานกันอยู่ไม่ใช่หรือ”

“เจ้านายกับลูกน้องไม่ใช่เพื่อน” ผู้เป็นนายลงเสียงหนักชัดทุกถ้อยคำ

“ก็จริง”เขาพยักหน้าน้อยๆ เข้าใจ…ไม่ต่างจากสายตาที่ปรายมองอีกฝ่าย “จะจำไว้”

“จำ…ก็ดีเราจะได้ทำงานด้วยกันอย่างสบายใจ”

มาธวีจ้องเขาไม่วางตาเห็นเพียงว่าผู้ชายคนนั้นพยักหน้าเพียงนิดเดียว ก่อนเขาจะหันเดินออกไป

การเดินตัวตรงมั่นใจไม่ต่างจากชายหนุ่มที่เธอคุ้นเคยเมื่อหลายปีก่อนที่เคยเดินเคียงข้างเธอเสมอ

“แรก…”เสียงเรียกเบาที่เคล้าด้วยความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาหันกลับมาและเมื่อนั้นหญิงสาวจึงรู้สึกตัว “ปลายอาทิตย์นี้ลูกค้าจากไต้หวันจะมา ช่วยดูแลจัดการต้อนรับให้ดีด้วยฉันต้องการให้เขามีการออร์เดอร์สินค้าของเราภายในไตรมาสแรกปีหน้า”

“ได้”การรับคำสั้น ไม่มีท่าทีอื่นใด ไม่มีคำถามหรือคำปฏิเสธ

ไม่มีความรู้สึกใดๆเมื่อเขาหันเดินกลับออกไปข้างนอก ทิ้งเธอไว้ในความเงียบของเวลาค่ำ และแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่มาธวีก็รู้ว่าเขายังอยู่ข้างๆ ห้องนี้เอง หญิงสาวนั่งทำงานไปอีกพักใหญ่ แต่ไม่สามารถเรียกสมาธิกลับคืนมาได้

เพราะคิดถึงแต่…เขาและเรื่องของเรา

และคำที่ย้ำเตือนตัวเองว่า…อดีตจบสิ้นแล้วเหลือแต่ปัจจุบันและอนาคตของคนแปลกหน้าสองคนเท่านั้นเอง


“ไอ้สามคนนั่นสุมหัวทำอะไรกันในบังกาโล”คุณเพลินจิตเอียงคอมองไปยังสิ่งปลูกสร้างใหม่ล่าสุดที่ตั้งอยู่ด้านหน้าบ้าน

สิ่งปลูกสร้างที่คนอื่นๆเรียกว่าออฟฟิศน็อคดาวน์หรือเป็นเพียงห้องสี่เหลียมผืนผ้าเล็กทำจากการก่ออิฐฉาบปูนสีแดงเลือดหมูติดกระจกใหญ่สูงจรดเพดาน

และจากกระจกหน้าต่างบานใหญ่นั่นทำให้คุณเพลินจิตเห็นว่านันทนาและลูกน้องคนสนิทอีกสองคนยังคงนุ่งคุยกันตึงเครียดรายล้อมโต๊ะประชุมสี่เหลี่ยมจะมีบ้างที่หนึ่งในสามบางทีลุกขึ้นไปขีดเขียนอะไรบนกระดานสีขาวที่ติดแนบผนังด้านในของห้องทำงาน

“คงยังคุยกันเรื่องตลาดนักที่จะทำกันไม่เสร็จมังคะ”เครือแก้วบอก

“มันจะเอาจริงหรือ”

“ก็คงจะจริงล่ะค่ะเพราะแรกเองก็เห็นด้วย คุณพี่ก็เห็นด้วยนี่คะ”

“ฉันเห็นด้วยแต่ไม่คิดว่ามันจะเร่งรีบอะไรขนาดนี้ คุยกันเมื่อวันก่อนนี่วันนี้วันจะเริ่มขึ้นแล้ว” คุณเพลินจิตจำได้หรอกว่าเรื่องเอาที่ดินเปล่าฝืนใหญ่ที่อยู่ติดหัวมุมถนนใหญ่มาทำเป็นตลาดนัดนั้นเป็นอะไรที่หลานสาวเพิ่ง…คิดทำและมาเกลี้ยกล่อมให้ผู้เป็นเจ้าของที่ตกลงอนุญาต

และคุณเพลินจิตก็อนุญาตหลังจากที่ทั้งหลานชายและหลานสาวเข้ามาคุย

“คงเตรียมกันมาดีเพราะช่วงนี้ปลายปีคนจับจ่ายใช้สอย ถ้ารีบไม่ทำก็จะเสียโอกาสค่ะ นี่เห็นว่าสรุปคนเช่าสำหรับสามวันแรกได้แล้วส่วนวันอื่นๆ ก็กำลังคิดเลือก” ตลาดนัดเปิดใหม่มีคนสนใจจะเข้ามาค้าขายมากพอควรก็เพราะโอกาสและความขยันช่างสรรหาของนันทนา ผู้มองการณ์ไกลเหมือนคุณเพลินจิต

ตลาดเล็กๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถทำรายได้ให้มากเหมือนแต่ก่อน เพราะยังมีตลาดใหญ่ที่คนมักสนใจไปมากกว่า

ตลาดเครือจิตจึงเป็นเพียงตลาดรองที่ผู้ค้าขายมีแต่คนที่อยู่กันมานานยี่สิบสามสิบปี ขายพออยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้มากและพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ก็แก่ตัวลง ปลดวางการทำงานไปทีละคนพ่อค้าแม่ค้าใหม่ไปตลาดใหญ่กันเสียมากกว่า

แล้วยัง…ห้างสรรพสินค้าที่มีทั้งของสดของคาวเข้ามาเปิดกันสองสามแห่งเมื่อเป็นเช่นนั้นตลาดเล็กๆ อย่างตลาดเครือจิตจึงต้องหาลู่ทางใหม่ ทำอะไรใหม่ๆต่อยอดในสิ่งที่มี

จากที่ขายแค่ย่ำเช้าจนถึงกลางวันตอนนี้แผงที่วางก็ปรับมาเป็นสำหรับให้เช่าขายของกินในตอนกลางเย็นๆ ถึงดึกด้วยแล้วยังทำพื้นที่ว่างบางส่วนเป็นที่จอดรถ

‘มันจะหาเงินมาจากทุกตารางนิ้วเลยหรือไง’คุณเพลินจิตค่อนไปหัวเราะไปกับความคิดและการทำงานของหลานสาว

‘ก็เราต้องแข่งกับเขานี่ป้าแข่งกับตลาดใหญ่ แข่งกับห้าง แข่งกับถนนฟุตบาธที่เขาวางขายกันฟรีๆ อีก’

“แล้วนี่ตกลงแม่ย้งยี้จะคิดเปิดมันทุกวันหรือจะใครเขาจะมาซื้อ เพราะห้างใหญ่ๆ ก็มีกันนี่”

“ช่วงแรกๆก็คงต้องทุกวัน พอหลังปีใหม่ก็ค่อยมาเป็นตลาดนัดอาทิตย์ละสองวันค่ะก่อนลองดูสักสามสี่เดือน”

“ก็ดีย้งยี้มันคิดเป็น แบบนี้เราก็สบายใจกันนะแม่เครือ”

“ค่ะ” เครือแก้วพยักหน้าเห็นด้วย

สุขอะไรจะสุขเท่าที่ได้เห็นว่าลูกๆมีความคิดความอ่าน เอาตัวรอดเลี้ยงตัวเองได้ หากจะมีห่วงก็เพียง…เจ้าเจมส์

ร่างน้อยของเด็กชายวิ่งถลาเข้ามาหา…ย่า

คุณเพลินจิตกอดร่างเล็กที่เต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มไว้แน่นจรดหอมฟอดใหญ่บนแก้มใสๆ ของหนุ่มน้อย

“เล่นเสร็จตัวเหม็นถึงจะวิ่งมาให้ย่ากอดนะเรา”

“หนูไม่เหม็นซะหน่อย”คนยิ้มตาหยีไม่พูดเปล่า หากยังยักมือยกแขนของตนมาดม “ห๊อม…หอม”

“พูดไปนั่น” เครือแก้วมองหลานชายด้วยความเอ็นดูก่อนจะบอก “เจมส์ไปอาบน้ำดีกว่าลูก จะได้เตรียมตัวกินข้าว”

“หนูคิดถึงพ่อ”อีกแล้วที่เด็กชายปรารภเช่นนี้ ดวงตาใสมีแววเศร้านักจนผู้หญิงทั้งสองพลางมองหน้ากัน

“พ่อเขาต้องทำงานเมื่อวันก่อนก็หยุดยาวอยู่กับเราตั้งหลายวัน” เครือแก้วพยายามปลอบ“นี่เดี๋ยวก็วันศุกร์แล้ว เดี๋ยวพ่อเขาก็มา”

“ทำไมหนูไม่ได้อยู่กับพ่อทุกวันเหมือนคนอื่นๆ”มือเล็กกระตุกแขน…ย่า “หนูไม่มีแม่ มีพ่อ อยากหาพ่อ”

“ไม่เอาน่าลูก…ไมงอนแงนะ”คุณเพลินจิตพยายามปลอบ “ปรกติเจมส์ของย่าเก่งจะตาย ทำไมวันนี้มาเป็นแบบนี้ล่ะลูก”

“หนูกลัวไม่ได้อยู่กับพ่อ”เสียงเครือสารภาพ

“ไม่พูดแบบนั้นนะ”คราวนี้เครือแก้วก้มลงคุกเข่ารวบร่างของหลานชายตัวน้อยไว้ “เจมส์เก่งจะตายมางอนแงอ่อนแอแบบนี้ ถ้าพ่อเขารู้ ก็จะไม่มีสมาธิทำงานถ้าไม่ทำงานแล้วจะซื้อของพาเจมส์ไปเที่ยวได้อย่างไร”

“หนูไม่อยากได้ของไม่อยากเที่ยว” เด็กชายประกาศ ย้ำตาหยดเป็นหยาดลงมา เจ้าตัวใช้แขนป้ายลวกๆรับรู้ว่า…ย่าเพี้ยน คว้าร่างของตนไว้

“คนดีของย่าไม่ร้องนะลูก ถ้าลูกเป็นแบบนี้ และถ้าพ่อเขารู้ก็ต้องตีรถมาหาหนู ขับรถตอนดึกๆมันอันตรายถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วทีนี้เจมส์จะไม่ต้องเสียใจไปมากกกว่านี้หรือ”คุณเพลินจิต…ให้เหตุและให้ผล เป็นสิ่งที่ตนให้กับหลานๆ ทุกคนมาแล้ว“รอวันศุกร์ดีกว่านะลูก เหลืออีกวันเดียวเอง เดี๋ยวพ่อเขาก็มา”

การปลอบและการให้เหตุผลครั้งนี้สำเร็จ แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองย่อมมีคำถาม…จะสำเร็จได้อีกนานแค่ไหนเชียว

เด็กที่ขาดแม่มีแต่พ่อ…เมื่อเห็นเด็กคนอื่นๆ มีทั้งพ่อและแม่


รถยุโรปคันใหม่ของจีจี้เข้ามาจอดภายในบริเวณบ้านหลังใหญ่ในเขตบ้านจัดสรรแถวชานเมือง ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจีจี้ก็คงเลือกที่จะอยู่บ้านพักใจกลางเมืองของแฟนหนุ่มของเธอเสียมากกว่า

บ้าน…ที่เธอเคยอยู่มาหลายสิบปีตั้งแต่บ้านจัดสรรหรูเพิ่งก่อกำเนิดในแถบนี้

บ้าน…ที่เกือบถูกธนาคารเจ้าหนี้ยึดเมื่อครั้งแรกก็ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและอีกครั้งเมื่อสองปีที่แล้ว

ครั้งแรกบ้านรอดเพราะเส้นสายเครือข่ายแต่ทรัพย์สินอย่างอื่นก็ต้อง…ปล่อย

ครั้งที่สอง…รอดเพราะเงินของมาธวีที่เข้ามาช่วย ด้วยข้อแม้นว่ามาธวีและแม่ของเธอจะใส่ชื่อเป็นเจ้าของบ้านแทน

และเมื่อบ้านเป็นของมาธวีแล้วจีจี้จึงเลือกที่จะไม่เหยียบถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

“แม่เป็นยังไงบ้าง”หญิงสาวกระชากเสียงถามพี่ชายของเธอที่นั่งจิบวิสกี้ชั้นเยี่ยมอยู่เพียงลำพังในห้องนั่งเล่นหรูหรา

วิสกี้ที่คงใช้เงินของผู้หญิงคนนั้นซื้อหามาเหมือนเช่นหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านหลังนี้

“ก็ดี หมอดีค่ารักษาแพง ทำไมจะไม่หายวันหายคืนล่ะ ว่าแต่แกเถอะทำไมถึงกลับบ้านได้ หรือว่าเงินหมดบัตรเครดิตเต็มวงเงิน” เสียงของเจตน์เย้ยเยาะน้องสาว

ทำไมเขาจะเยาะไม่ได้เพราะกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเป็นแสนที่เธอสะพายอยู่ก็เป็นของขวัญจากแฟนสาวของเขาไม่ใช่หรือ

“มาเยี่ยมแม่เพราะรู้หรอกว่าพวกแกดูแลแม่ไม่ได้หรอก” คนเป็นน้องใช้คำว่า…แกกับพี่ชายที่มีอายุห่างกันสามปี

จีจี้ไม่เคยเรียกเจตน์ว่าพี่มันเป็นความเคยชินมาตั้งแต่เด็กในหมู่พี่น้องสี่คน เพราะอายุที่ไล่เลี่ยกันและพ่อแม่ของเธอก็ไม่ถืออย่างเคร่งครัดขนาดนั้น สมัยก่อนพ่อแม่ทำงานสร้างฐานะแล้วยังเรื่องปัญหาหนี้สินสารพัด

หลายครั้งการเรียกก็จะขึ้นกูมึง แล้วยังคำสบถอีกสารพัดที่แต่ละคนจะงัดขึ้นมาใช้แล้วแต่สถานการณ์

จะมีเรียกให้อ่อนโยนก็ต่อเมื่ออยู่กับคนที่ไม่สนิทหรืออยู่ในแวดวงสังคมเท่านั้น

หน้า…ที่สังคมเห็นต่างจากหน้า…ที่เห็นกันภายในครอบครัว

“และที่สำคัญจะมาเตือนแกด้วยว่าเมื่อวันก่อนฉันเห็นแรกอยู่ที่ตึกทำงานของปรางแกก็ระวังไว้ด้วยก็แล้วกัน”

“ไม่เห็นต้องระวังปรางลืมไอ้หมอนั่นไปตั้งนานแล้ว และที่สำคัญปรางรักฉันจะตาย” ชายหนุ่มยักไหล่ปรายตามองน้องสาว “ไม่เหมือนที่ไอ้แรกมันคบกับแกแค่หลอกฟันเล่นๆ”

เขาเห็นสายตาโกรธแค้นของน้องที่จ้องเขม็งหากชายหนุ่มไม่ใส่ใจ มือของเขาตวัดกระดกเหล้าที่อยู่ในแก้วใสจนหมดแม้เมื่ออีกฝ่ายบอก

“แกอย่าลืมก็แล้วกันว่าที่แกมีวันนี้กับนังปรางก็เพราะใคร ฝีมือใคร ถ้าไม่ได้ฉันแกก็คงไม่ได้ลอยหน้าลอยตาทำยโสแบบนี้หรอก”

“ผลประโยชน์มันลงตัวนี่การที่ปรางคบกับฉันมันก็ช่วยอะไรครอบครัวเราเยอะแยะเลยแกหาแฟนให้ได้แบบฉันก่อนเถอะไอ้หล่อแต่กระเป๋าแฟบแล้วทิ้งแกอย่างกับทิ้งกระดาษทิชชู่ใช้แล้วนี่ไม่ต้องเอามาอีกนะ”


========================================================

...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าว
รักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...


========================================================


ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน 

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====





Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2560 22:57:58 น. 1 comments
Counter : 509 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
สวัสดีนะจ้ะ แวะมาเยี่ยมนะจ้าาา sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ


โดย: สมาชิกหมายเลข 4057910 วันที่: 23 สิงหาคม 2560 เวลา:17:49:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.