Group Blog
 
 
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
8 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
รอยเสน่หา (บทที่ 1) โดย มานัส







“ป้าเพี้ยน! ป้าเพี้ยน...ป้าเพี้ยนครับ!”

เสียงเรียกยาวเข้มจัดจากนอกประตูรั้วหน้าบ้านยังคงดังไม่หยุดและเหมือนว่าจะดังขึ้นเรื่อย แต่ทว่าหญิงชราวัยเจ็ดสิบปีที่นั่งอยู่บนเฉลียงกว้างหน้าบ้านไม้หลังเก่ายังคงไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวไปไหนหรือรับรู้…ถึงเสียงตะโกนโหวกเหวก

และจนกระทั่งใครคนนั้นเติมประโยค

“เอาดอกมาจ่ายคร้าบบบ”

นั่นแหละ…หญิงชราจึงรีบหันซ้ายขวาตะโกนกลับไปทันที “เออ...เออ... เดี๋ยวข้าออกไป”

เพราะถ้าเป็นเรื่อง...ดอกเบี้ย

เรื่องนี้ป้าเพี้ยนหรือคุณเพลินจิตมักจะหูไวตาไวเสมอและร่างเล็กบางของหญิงชราในเสื้อลูกไม้สีขาวหม่นคอกลมผ้าถุงลายไทยที่ขัดด้วยเข็มขัดเงินก็พลันลุกขึ้นชะแง้ชะโงกไปทางต้นเสียงของผู้มาเยือน

“ดอกอย่างเดียวหรือต้นด้วย”

คนถามสนใจเท่านั้นจึงไม่สังเกตเห็นว่าสุนัขพันทางสองตัวที่วิ่งไปถึงหน้าประตูก่อนแล้วนั้นต่างกระดิกหางรัวด้วยความดีใจเป็นล้นพ้นไม่ได้เห่าเสียงดังดุเดือดอย่างที่พวกมันมักทำประจำกับคนแปลกหน้า

มือผอมเหี่ยวย่นร่วงโรยตามวัยวางพัดสานราคาถูกแต่ใช้งานได้ทนทานนัก คว้าสมุดฉีกและปากกาที่มักจะวางไว้ใกล้ตัว

การขยับกายแม้จะช้าลงกว่าแต่ก่อนมากนักแต่ก็ถือว่า...เร็ว และคล่องสำหรับคนที่อายุมากเท่านี้

ประตูรั้วเหล็กเลื่อนสูงพอที่จะบังร่างของคนที่อยู่ทั้งสองฟากประตูได้มิดชิดถ้าจะเห็นกัน ก็เพราะช่องเล็กๆที่เป็นรอยเชื่อมระหว่างเสาหนาของประตูรั้วเลื่อนกับ ประตูเล็กๆที่ใช้ไว้เปิดเข้าออกสำหรับโดยที่ไม่ต้องเปิดประตูใหญ่

“ไหน…จ่ายเท่าไหร่”หากยังไม่สิ้นสุดคำถามธนบัตรใบละพันก็ลอดมาตามช่องของประตู จนคนข้างในอุทาน “อุวะนี่คืนต้นด้วยใช้ไหมเนี่ย”

“ป้าซิต้องจ่ายผม”

คราวนี้เสียงของคนข้างนอกช่างฟังคุ้นหูนักและรอยยิ้มสดใสทีเห็นเพียงเสี้ยวผ่านช่องเล็กก็คุ้นตา จนคุณเพลินจิตอุทาน “ตาแรก!”

“ก็จะใครเสียอีกล่ะจ๊ะ”

เสียงแจ๋วชัดเจนไม่ได้ดัดให้ทุ้มใหญ่กว่าปรกติเหมือนเมื่อครู่ทำให้อีกฝ่ายตวัดสายตาเสียงหัวเราะ

“แกล้งข้าอีกแล้วนะตาแรกข้าก็คิดว่าใคร ออกจะดีใจเพราะวันนี้ ยังไม่มีใครเอาดอกเอาต้นมาจ่ายเลย”

“ก็มีพันนึงนี่แล้วไง” ภากรไขกุญแจของประตูเหล็กบานเล็กสำหรับคนเข้าออกผลักเปิดกว้างพอที่เขาจะก้าวเข้ามาในบริเวณบ้าน

ร่างสูงของชายหนุ่มก้มตัวลงสวมกอดผู้เป็นป้าพาเดินมาที่เฉลียงหน้าบ้าน โดยมีเจ้าสุนัขสองตัวกระดิกหางตามไม่ห่าง

“เดี๋ยวผมไปเอารถเข้ามาจอดในบ้านก่อน”ว่าแล้วเขาก็วิ่งเหยาะๆ กลับไปหน้าบ้าน เปิดประตูรั้วเหล็กออกกว้าง แล้วก้าวขึ้นรถค่อยๆ ขยับรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นเก่าเข้ามาภายในบริเวณของบ้านอย่างระมัดระวัง

ทางลาดด้วยปูนสั้นพอแบ่งอาณาเขตของสวนหน้าบ้านที่อยู่ทั้งสองฟากด้านหนึ่งทำเป็นโรงรถที่ใหญ่พอรองรับรถเพียงสองคัน สร้างเยื้องๆ ใกล้กับบ้านไม้สองชั้นขนาดกลางรูปทรงเก่าที่มักมีให้เห็นจนเกลื่อนในต่างจังหวัด

ภากรนำรถเข้าจอดในหนึ่งที่จอดรถปิดเครื่องยนต์แล้วถอนหายใจรอยยิ้มละมุนปรากฏเพียงมุมปากเมื่อมองหญิงชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ณ เฉลียงหน้าบ้าน

ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตทำงานแขนยาวสีอ่อนพับแขนขึ้นลวกๆ เปิดประตูลงเดินไปด้านหลังของรถ คว้าบรรดาถุงข้าวของมาจนเต็มล้นมือทั้งสองข้างหิ้วมันมาวางไว้บนพื้นของเฉลียงหน้าบ้านก่อนจะสั่งเมื่อเห็นผู้เป็นป้าวางพัดสานลง

“เดี๋ยวผมไปปิดเอง”ชายหนุ่มหันวิ่งเหยาะๆ กลับไปที่ประตูหน้าบ้าน จัดแจงเรียกลูกสมุนทั้งสองตัวเข้ามาแล้วเลื่อนปิดประตูบานใหญ่ ดวงตาคมเป็นประกายกวาดสายตาไปรอบๆ บ้าน

แสงอาทิตย์รอนๆที่แม้อ่อนเบาและกำลังเลือนหายในเวลาห้าโมงเย็น ยังคงจับไปไอ ให้อากาศอบอ้าวในช่วงปลายฤดูฝน ทำให้เหงื่อเม็ดน้อยก็ยังพร่างพร้อยบนใบหน้าคมคาย

ภากรย่อตัวลงลูบเล่นหัวกับเจ้าสุนัขสองตัวที่กระดิกหางเหวี่ยงตัวไปมาดีใจคึกคักจนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นต้นไม้พุ่มใหญ่ที่ปลูกชิดริมกำแพงคอนกรีตหนาของบ้านเขาสูดลมหายใจเข้าลึก เก็บความหอมจางๆ ของนางแย้มที่ออกดอกสะพรั่งเป็นช่อแน่นจับปลายกิ่ง

“แล้วนี่สองคนอาหลานจะกลับมากี่โมงจ๊ะ”ชายหนุ่มหันไปถามผู้เป็นป้าที่บัดนี้วุ่นอยู่กับการพลิกเปิดสมุดเล่มยาวคู่ใจที่มีรายชื่อของบรรดาลูกหนี้ทั้งหลาย

“น่าจะค่ำๆทำไมล่ะ” คุณเพลินจิตเงยหน้าตวัดสายตาถาม “เอ็งจะรีบกลับหรือ”

“จ้ะช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่ง คืนนี้ต้องเตรียมข้อมูลให้เสร็จทันต้อนรับนายใหม่ที่จะมาพรุ่งนี้”

“งั้นก็กลับไปเถอะทำงานของเอ็งให้มันเสร็จ”

“นี่ผมซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้ป้ากับแม่แล้วก็มีของเล่นให้เจ้าตัวเล็ก” ร่างสูงลุกยืน สาวเท้ากลับมายังตรงเฉลียงหน้าบ้าน“แล้วแม่ล่ะจ๊ะ”

“รายนั้นก็เตรียมกับข้าวอยู่แต่ว่าเอ็งเถอะตาแรก ไม่ได้รีบกลับจนไม่กินค่งกินข้าวใช่ไหม”

“จ้ะ” เขาตอบก้มลงหยิบบรรดาถุงเกือบสิบใบกระชับมันแน่นในมือ มือ…กำแน่นขึ้นเมื่อได้กลิ่นนางแย้มช่อใหญ่ที่คุณเพลินจิตตัดเอามาใสแจกันบนโต๊ะกลมที่อยู่ข้างๆ“ผมเอาของเข้าไปเก็บก่อนนะ”

ถ้าคุณเพลินจิตไม่ค้านนั่นแสดงว่า…โอเค

ไม่เป็นปัญหา

และเมื่อนั้นชายหนุ่มจึงผลักบานประตูมุ้งรวดสีทึบเข้าไปด้านใน



บ้านหลังขนาดกลางเคยเป็นหนึ่งในบรรดาบ้านหกหลังในอาณาเขตเกือบสิบไร่ ทว่าปัญหาญาติพี่น้องทรัพย์สินไม่ลงตัว จึงต้องตัดแบ่งออกไปทีละหลัง ทีละไร่ของใครของมัน

คุณเพลินจิตเป็นพี่สาวคนโตเสียงดังมาแต่ไหนแต่ไร คนอื่นจะเอาบ้านหลังใหญ่โต หลังไหนก็เอาไปบอกเพียงว่าจะเอาบ้านหลังนี้เพราะพ่อแม่ยกให้ ก็จะเอาตามนั้นหากคุณเครือแก้วที่เป็นเพียงสะใภ้ เป็นม่ายของหนึ่งในน้องชายของคุณเพลินจิต ไม่มีเสียงไม่มีสิทธิ์ เพราะเมื่อสามีเสียแล้ว การที่ได้อาศัยอยู่ในบ้านก็เพียงเพราะความกรุณาปราณีของพี่น้องคนอื่นๆเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อต้องแบ่งก็จำต้องยกบ้านหลังงามที่เคยอยู่กับลูกๆให้พี่น้องคนอื่นๆ ของสามี

เสียสละให้ไปโดยไม่ได้ผลตอบแทนแม้แต่สตางค์แดงเดียว

ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ

ชีวิตแม่ลูกพบที่พึ่งเมื่อคุณเพลินจิตประกาศ‘น้องสะใภ้กับหลานๆ ของข้า ข้าเลี้ยงเอง’

สาวโสดอย่างคุณเพลินจิตไม่มีลูกหากมีแต่ความขยัน จึงมีเงิน…มีที่มีทาง

ห้าสิบปีก่อนคุณเพลินจิตปลูกบ้านไม้หลังไม่ใหญ่ไม่เล็กพออยู่บนที่เกือบสองไร่ที่พ่อและแม่ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์เพราะเป็นลูกคนโตที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเลี้ยงดูน้องๆ อีกห้า ซ้ำยังรับภาระดูแลธุรกิจเรือขนส่ง ท่าเรือและเรือเมล์ที่ทำมานานจนกระทั่งผู้คนเริ่มใช้ถนนเป็นการคมนาคมสัญจรกันมากขึ้นและสุดท้ายก็ต้องหยุดตัวไปเมื่อไม่มีน้องๆ คนไหนสานต่ออย่างจริงจัง

หากเมื่อตอนที่…หยุดฐานะทางบ้านก็มั่นคง และฐานะคุณเพลินจิตก็มั่งคั่งพอตัว

‘ข้าทำงานจนลืมมีผัว’สาวโสดอย่างคุณเพลินจิตมักหยอกล้ออย่างสนุก หากก็ไม่เคยลืมย้ำ ‘ก็ให้พวกมันได้เรียนกันสูงๆ’

และเพราะทั้งไม่ได้แต่งงานและไม่ได้เรียนระดับมหาวิทยาลัยสูงๆเหมือนน้องๆ พ่อจึงยกธุรกิจเรือขนส่ง ท่าเรือและเรือเมล์และที่ในอำเภออีกหลายแปลง ส่วนลูกๆ คนอื่น ได้เป็นที่ในกรุงเทพ หรือไม่ก็ที่นาบางคนแถมเงินแถมทองด้วย และทั้งเงินทองและที่ดินนับวันเวลาพ้นผ่านน้องๆก็ใช้สอยจนร่อยหลอหมดไป

สมัยก่อนที่นา...มีค่าเพียงปลูกข้าวแต่ไม่มีราคา หลานคนจึงขาย เพื่อแปรเป็นเงิน

ขายให้คนอื่นก็แทบไม่มีใครเอาเพราะเป็นที่ๆต่างจังหวัด แต่ก็มีคุณเพลินจิตที่เอาไว้

ที่ดินในกรุงเทพก็ถูกขายไปหมดบ้างก็ให้คนอื่นที่สนใจ แต่ก็มีบ้างที่จำนองไว้กับคุณเพลินจิตหวังเพียงว่าผู้เป็นพี่จะยกหนี้เล็กๆ น้อยๆ ให้

แต่คุณเพลินจิต…ตรง

เข้ม

และเคี่ยว

ชำระหนี้ไม่ได้ตามที่ตกลงยึดเป็นยึด ไม่ปราณี

‘ขนาดเลี้ยงพวกมันมาก่อนหน้านี้มันยังจะมาทำเป็นม้าพยศกับข้า ดูถูกข้าว่าไม่ได้เรียนสูงๆ อย่างพวกมันและนี่ถ้าข้าไปติดหนี้พวกมัน คิดเหรอว่าพวกมันจะปราณีข้า’คุณเพลินจิตมักปรารภกับน้องสะใภ้คนโปรด ‘ก็ขนาดเธอกับลูกๆ ยังไม่ยอมแม้แต่จะยกที่สักไม่กี่ตารางวาให้อยู่’

ใช่…คุณเพลินจิตพูดถูกแต่จะทำถูกหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมองของผู้ออกความเห็นแต่สำหรับภากรแล้ว เขาเลือกที่จะมองว่าผู้เป็นป้า…ทำถูก

ป้าเพี้ยนที่คนเกือบทั้งจังหวัดเรียกผู้เป็นป้ามาตั้งแต่สมัยยังสาวจนกระทั่งบัดนี้ก็เพราะความคิดแผลงๆ เพี้ยนๆ และอารมณ์เด็ดๆ เผ็ดมัน แบบไม่ยอมใครแต่ร้อยทั้งร้อยๆ ก็ปรากฏให้เห็นในที่สุดแล้ว ป้าเพี้ยน…ถูกเสมอ

พี่น้องค้านไม่ให้ป้าเพี้ยนเอาที่ดินในอำเภอมาทำเป็นตลาดเล็กๆ…แต่ป้าเพี้ยนทำ

พี่น้องยุให้ป้าเพี้ยนขายที่ตรงถนนตัดใหม่เมื่อสมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ…แต่ป้าเพี้ยนไม่ทำ

ดังนั้นหญิงชราในผ้าถุงที่ใช้มาเป็นสิบปีและเสื้อลูกไม้เก่าๆ จึงกลายเป็นเศรษฐีนีแบบไม่ง้อธนาคารไหนๆ

‘มันดูถูกข้าพูดจาไม่ดี ข้าเลยจะถอนมันให้หมด เอาไปฝากที่อื่น’

ป้าเพี้ยนไม่เอาเป็นเช็ค…ต้องการเป็นเงินสดอย่างเดียวเดี๋ยวนั้น ถ้าไม่มีก็จะไปแจ้งความว่าธนาคารปล้นเงินไป

ตอนแรกพนักงานก็เฉยๆเตรียมถอนเงินให้อย่างไม่ค่อยเต็มใจนักแต่พอเปิดสมุดเงินฝากเห็นวงเงินเท่านั้นแหละ ทั้งพนักงานและผู้จัดการมือไม้สั่น

‘ป้าผมผ้าขี้ริ้วทำจากไหมนะครับแล้วถึงเอามาห่อทอง’ ภากรในวัยเพียงสิบกว่าขวบเสริมเช่นนั้น

และประสบการณ์นั้นและอีกหลายอย่างที่เขาเห็นและได้เรียนรู้จากป้าเพี้ยนทำล้วนหล่อหลอมความคิดและจิตใจ

อย่าดูถูกคนเพียงภายนอก

อย่ายึดติด

อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

ปล่อยวาง…และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง

แต่ที่สำคัญ…ป้าหลานเคี่ยวพอกัน หาเงินเก่งเหมือนกัน

‘เงินของป้าป้าเก็บไว้ใช้ ไม่ต้องห่วงผม มือเท้าผมก็มีผมหาเงินเองได้’

และเมื่อได้ยินทุกครั้งคุณเพลินจิตก็หัวเราะชอบใจทุกที เสริมพอเป็นกระสัย

‘เอ็งมันเก่งเหมือนข้า’



“เสาร์อาทิตย์นี้กลับบ้านหรือเปล่าแรก”

คุณเครือแก้วหันไปถามลูกชายคนเดียวที่กำลังช่วยซอยขิงแล้วยังอะไรอีกจิบปาถะ

“กลับครับไม่ต้องเดินทางไปไหนช่วงนี้ มีแต่คอยต้อนรับเจ้านายคนใหม่”

“บริษัทที่ยังคงทำงานกันแบบครอบครัวน่ะมักเหนื่อยกว่าบริษัทที่เขามีระบบแล้ว ก็ดูอย่างย้งยี้ซิ กลับบ้านมาบ่นกับแม่ทุกวัน”

“นี่มันครอบครัวเล็กๆของเรา ตลาดเล็กๆ คนเช่าก็มีแต่คนเก่าคนแก่ เงินค่าเช่าค่าโน่นนี่หมุนกันปีละน้อยนิด ย้งยี้ก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา”เขาจัดแจงปาดขิงลงจากเขียงใส่ชามเล็กๆ แล้วหั่นไก่ เป็นชิ้นๆ พอดีคำ“แต่บริษัทที่ผมทำอยู่นั่นเขาธุรกิจพันล้านนะครับ ทำตลาดทั่วประเทศและนี่กำลังขยายไปต่างประเทศอีก เถ้าแก่เขาก็พยายามปรับเปลี่ยนจะมีก็พวกอนุรักษ์นิยมบางพวกที่ไม่ปรับตามสภาพ”

ภากรไม่อยากเสริมเลยว่าเขาออกจะดีใจอยู่ครามครันที่พวกอนุรักษ์นิยมเหล่านั้นไม่ได้ถูกคัดสรรให้ตามมาอยู่แผนกต่างประเทศกับเขาด้วย

“ไม่ว่ายังไงไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทน” เขามักย้ำยืนยันเสมอ และความอดทนนี้ก็ทั้งคุณเพลินจิตและคุณเครือแก้วเป็นผู้หล่อหลอมมันขึ้นมาแต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า…ต้องจำทนอยู่ในวงการนี้เพื่ออะไร “เอาไว้ทนไม่ไหวแล้วค่อยว่ากันอีกที”

“แต่กว่าจะถึงวันนั้น”

“ไม่แน่บริษัทฝรั่งอาจจะซื้อตัวผมกลับไปบ้างว่าแต่ช่วงหลังแม่ถามผมเรื่องนี้หลายครั้ง มีอะไรหรือเปล่า” คนช่างสังเกตย่อมสงสัย

“เจมส์โตขึ้นทุกวันถามถึงพ่อ…แม่”

เสียงเศร้าระทมทุกข์ทำให้มือของชายหนุ่มพลอยชะงัก

“หรือว่าผมควรเอาเจมส์ไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพแต่แม่อาจจะต้องไปอยู่กับผม ให้เลี้ยงคงเดียวผมไม่ไหวแน่ๆ”

คำบอกของลูกชายไม่สามารถลบรอยวิตกกังวลให้คลายไปจากใบหน้าผู้เป็นแม่

ภากรคล้ายแม่…ผิวขาวแต่ไม่ขาวจัดคร้ามเพียงนิดทำให้น่าดู ปากเป็นกระจับแต่ดวงแต่คมเป็นประกายและจมูกโด่งนั่นถอดเคล้ามาจากผู้เป็นบิดาราวว่าเขาเลือกเอาส่วนดีของพ่อและแม่มารวมไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ

“ย้งยี้ติดหลาน”นั่นก็อีกปัญหาหนึ่ง

“อ้าว…แล้วจะให้ทำยังไง”คนอุทานไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้น่ากังวลแต่อย่างใดเพราะรอยยิ้มขบขันคลี่ออกชัดเจนจากดวงหน้า

“หรือว่าแรกจะกลับมาอยู่นี่”

ก็เพราะคำถามเช่นนี้ไม่ได้มีเป็นครั้งแรกภากรจึงไม่มีวี่แววตระหนกตกใจ ตรงกันข้ามเขากลับคิดว่าเป็นเรื่องขบขัน

“แม่ก็รู้ผมไม่ชอบอยู่ที่ไหนนิ่งๆ นานๆ ต้องออกไปโน่นไปนี่ ทำโน่นนี่”

“ก็ไป…”

“แต่ถ้าออกมาทำเช่นนั้นมันก็ไม่ใช่ทุกวันอีกอย่างตอนนี้ผมก็สามสิบกว่าแล้ว คงเหลือไฟอีกไม่มากที่จะทำธุรกิจนี้”

“แม่ไม่เคยเข้าในเลยว่าแรกจะอยากทำบริษัทยาให้เหนื่อยทำไม”ผู้เป็นแม่รู้ว่างานของลูก…หนักนัก งานขายที่ต้องลงรายละเอียด ซ้ำต้องเอาใจคนอื่นสารพัดแล้วยังสมัยก่อนที่ต้องวิ่งต่างจังหวัดเสมอๆ “การศึกษาความรู้ด้านภาษาของแรกแล้วยังประสบการณ์ที่เมืองนอกอีก จะทำที่ไหนก็น่าจะได้ นั่งออฟฟิศสบายๆ ไม่ต้องวิ่งไปทั่วแบบนี้”

“ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้วิ่งแล้วจ้ะมาอยู่ฝ่ายต่างประเทศ ก็อยู่แต่ในออฟฟิศ อีเมล์ โทรฯ หาลูกค้าที่อยู่แต่ละประเทศจะมีก็แค่บินไปหาเขาทุกๆ สองสามเดือน ไม่ต้องวิ่งไปโน่นมานี่เหมือนเคย”เขาเปิดก๊อกน้ำล้างมือก่อนจะลงสบู่เพื่อขจัดคราบของคาวไก่ที่ติดอยู่ “เอาเป็นว่าตอนผมสี่สิบค่อยว่ากันเรื่องกลับมาเป็นลูกน้องของย้งยี้ก็แล้วกัน”

“แล้วเจมส์”อีกแล้วที่การสนทนามุ่งกลับมาที่ประเด็นสำคัญ“เราทุกคนไม่อยากโยนปัญหาเรื่องนี้ให้แรกคิดคนเดียว แต่เพราะแรกเป็นพ่อนั่นคือเหตุผลว่าทำไม แรกต้องคิดและตัดสินใจ”

และคุณเครือแก้วย่อมรู้อาการเงียบ คิ้วเข้มขมวดตึงแบบนี้ ผู้เป็นลูก…คิด

คิดมากเสียด้วย

เหมือนที่คนฉลาดเช่นภากรเคยต้องคิดในหลายๆเรื่อง มาเกือบทั้งชีวิต



จากที่ทุกคนในแผนกต้องเตรียมตัวเตรียมใจในการต้อนรับผู้เป็นเจ้านายคนใหม่หัวหน้าแผนกในวันนี้กลับมีประกาศออกมาผ่านทางอีเมล์จากผู้เป็นเลขาของเถ้าแก่ศรุต

…เจ้านายของพวกคุณจะยังไม่เข้างานวันนี้…

และนั่นทำให้มีเสียง

“อ้าว” หรือ“เฮ้ย”

หากก็มีบ้างที่มีการกู่ร้องอย่างยินดีโล่งอก “อู้งานได้อีกวัน” หรือไม่ก็ “ได้พักก่อนงานหนักๆ จะมา”

แผนกการค้าต่างประเทศจัดตั้งขึ้นด้วยนโยบายของศรุตที่อยากเปิดโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศมากขึ้นเพราะบริษัทไบโอซิส เมดิเคล ยังคงพึ่งพาตลาดและลูกค้าในประเทศเกินไปและเน้นผลิตภัณฑ์...ปลายน้ำจนเกินไป

“งานในประเทศก็ตั้งไม่รู้กี่พันล้านนี่จะขยายไปต่างประเทศอีก ไม่รู้จะรวยไปถึงไหน…” บางคนวิพากษ์วิจารณ์

“ต้อนรับ AEC ABC DEF…” และอีกหลายคำย่อที่คิดมาล้อเล่นกันได้ “รับกันตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำยันปลายน้ำ”

“รวยแล้วก็จะได้รวยยิ่งๆขึ้นไปอีก เอาเงินมาซื้อที่สร้างตึก”

ออฟฟิศหรูบนตึกสูงแห่งนี้มองออกไปเห็นสุดขอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นตึกที่ตั้งอยู่บนที่ดินของเถ้าแก่แล้วนำมาสร้างเป็นอาคารออฟฟิศให้เช่าโดยจ้างบริษัทอื่นมาบริหารจัดการและแบ่งโซนอีกส่วนเป็นโรงแรมหรู ซึ่งจ้างแบรนด์ดังมาบริหารเช่นกัน

นั่นทำให้เหล่าพนักงานต่างรู้…เถ้าแก่ที่ไม่ชอบออกสังคมชื่อเสียงที่ไม่เป็นที่คุ้นเคยในสังคมนั้น ‘มี’ ทรัพย์สินมากแค่ไหน

รวยเงียบ…เงินเพียบนะจ๊ะ

และก็มีที่ต่อด้วย…ลูกก็เพียบนะจ๊ะ

เถ้าแก่รวยทรัพย์สมบัติพอๆกับที่รวย…ลูก

กับเมียคนปัจจุบันก็…สาม

คนก่อนก็…สอง

แล้วก่อนหน้านั้นก่อนหน้า…หน้านั้นอีกไปไม่รู้ตั้งกี่หน้า

จนต้องมีคนถาม“แล้วลูกคนไหนที่จะมาเป็นนายเรา”

“คุณทิชาหรือไม่ก็คุณการุญมั้ง”ทว่าก็ยังมีความไม่แน่ใจ “สองคนนั่นเขาดูแลลูกค้ารายใหญ่ กับฝ่ายบัญชีการเงินนี่”

เนื้องานของลูกเจ้าของบริษัททั้งสองคนนั้นสบายเพราะมีคนช่วยเยอะแยะ

มีทรัพยากรพร้อมครันเหมาะสำหรับลูกสาวและลูกชายเจ้าของบริษัทเพราะงานบุกตลาดต่างประเทศเพิ่งเริ่มไม่นาน เป็นงานหนักที่ลูกทีมน้อย อีกทั้งลูกค้าต่างประเทศไม่ง่ายและแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป

“คุณการุญทำงบผิดๆถูกๆ บัญชีการเงินยังแทบไม่รอดถ้าไม่มีทีมช่วยเป็นโหล และยิ่งคุณทิชายิ่งแล้วใหญ่ลูกค้าไม่มีใครชอบสักราย บางโรงพยาบาลนี่…หมอก็พากันยี้เอาลูกค้าในประเทศยังไม่รอดแล้วจะมาต่างประเทศได้หรือ”

แต่ในเมื่อเป็นลูกเจ้าของ…ตำแหน่งจึงมีรองรับอยู่เสมอ

ซึ่งเป็นไปได้ว่า…รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศก็คงไม่พ้น…หนึ่งในลูกทั้งสองคนนี่

หรือจะเป็นลูกคนอื่นคนไหนของเถ้าแก่ศรุต



“โทรศัพท์จากวันดีครับพี่แรก”

เสียงเรียกจากหนึ่งในน้องร่วมทีมทำให้ภากรละความสนใจจากการพูดคุยหยอกล้อของกลุ่มที่ตั้งแก็งค์นินทานายหากกระนั้นรอยยิ้มขบขันก็ยังไม่จางจากใบหน้าเมื่อเขากรอกเสียงไปในสายถามอย่างยียวน

“ว่าไงคิดถึงพวกเราอีกแล้วหรือ”

“ไม่คิดถึงก็ไม่ได้อีสองคนพี่น้องโรคจิตบอกว่าไม่อยากได้หนูเอาไปทำงานด้วยเพราะว่าหนูเคยเป็นแม่บ้านมาก่อน”หญิงสาวกรอกเสียงอย่างโมโห

“สองคนนั่นเจ้ายศเจ้าอย่างก็ช่างเขาเถอะแต่ฉันทำเรื่องของเธอเข้ามาช่วยงานที่แผนกนะ ไม่รู้จะได้หรือเปล่าเพราะต้องรอหัวหน้าคนใหม่”

“หนูโทรฯมาบอกพี่เรื่องก็เพราะนี้แหละ” คราวนี้น้ำเสียงดี๊ด๊าตื่นเต้น

“อ้าวเขาแจ้งไปแล้วเหรอ”

“ใช่!”เสียงแข็งตื่นเต้นดีใจยืนยัน และถ้าทำได้ ก็คงเอาเท้ายันลึกเข้าไปบนพื้น“นี่ทางฝ่ายบุคคลแจ้งว่า หัวหน้าใหม่ของเรา ขอเอาตัวหนูไปเป็นเลขา”

“เป็นเลขา?จะไหวเหรอ เลขาฯ ของลูกเสี่ยอีกคนเนี่ยนะ” คนทั้งบริษัทรู้…ลูกแต่ละคนของเถ้าแก่…มีปัญหา

“ไหว…คนนี้ดีไม่เหมือนพี่น้อง หนูได้เจอแล้ว”

“ใคร”เสียงกระหายใคร่รู้ เพราะเรื่องนี้ใครๆ ก็อยากรู้ลูกคนไหนของเถ้าแก่ที่จะมาคุมแผนกนี้

“คนนี้ผิดพี่ผิดน้องเอาเรื่อง จริงจัง แต่พูดจาดี มีเหตุผล ท่าทางจะเก่งด้วยนะโอย...ดีกว่าอีสองคนพี่น้องเลยแหละ นายชื่อคุณปราง”

“ปราง…”ภากรขมวดคิ้วทวนชื่อนั้นไปมาด้วยความคิดเพราะความ…เหมือน

เขา…รู้ ว่าเถ้าแก่มีลูกกี่คน ชื่ออะไรกันบ้าง อย่าว่าแต่เถ้าแก่บริษัทนี้ให้เป็นเจ้าของบริษัทยาคนอื่นๆ เขาก็ย่อมรู้ประวัติจนจำขึ้นใจ

“เถ้าแก่มีลูกชื่อนี้ด้วยเหรอ”

และแค่พูดเพียงเท่านี้ก็มีอีกหลายเสียงที่ประสานมาจากข้างหลัง ใคร่รู้ ใคร่สงสัย จนในที่สุด ภากรตัดสินใจวางสาย และสรุปสั้นๆ เพียงว่า

“วันดีจะบอกว่าเจ้านายใหม่ของเราเป็นลูกของเถ้าแก่แต่ท่าทางจะดีผิดเหล่าผิดก่อ ไม่เหมือนกับทิชาและการุญ”

คำบอกนั่นตามมาด้วยเสียงแซ่ซ้อง…สาธุ

ขออย่าให้เหมือนเลย

เพราะถ้าเหมือนก็แสดงว่า…นรกในออฟฟิศจะเริ่มประเดิมอีกรอบ


========================================================


ขอลงให้ก่อนนะคะ ต้อนรับปีใหม่ และต้อนรับการสู้รบในชีวิตจริงของผู้เขียนค่ะ
ความสุขก็คือการทำให้ผู้อื่นมาความสุข แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆก็ตาม :)

และเช่นเคย ขอน้อมรับคำติชมจากทุกท่านค่ะ


...เมื่อรอยรักประจักษ์เป็นรอยร้าว
รักแม้มอดไหม้ดับไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเหลือร่องรอยอดีตไว้ให้อาลัย...





========================================================

ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน 

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====






Create Date : 08 มกราคม 2560
Last Update : 8 มกราคม 2560 14:20:06 น. 2 comments
Counter : 641 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
แค่ตอนแรกก็สนุกแล้วค่ะ มีลุ้นว่าคุณปรางจะเป็นแฟนเก่าของภากรไหม อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่ะ ขอบคุณมากกกกกกกก


โดย: Arunsri IP: 182.232.70.83 วันที่: 8 มกราคม 2560 เวลา:18:08:30 น.  

 
ลุ้นดีกว่าว่าภากรจะได้แฟนเก่ามาเป็นเจ้านายไหม

ฝันร้ายของคนแทบทุกคนค่ะ


โดย: Sentimentally Smooth วันที่: 15 มกราคม 2560 เวลา:21:37:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.