Group Blog
 
 
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
12 มกราคม 2555
 
All Blogs
 
Knight At Night ... สงครามรัตติกาล Ch.1

1/0


หล่อนแหงนหน้ามองขึ้นไปเบื้องบนที่ดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้า

คืนนี้ฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีทั้งก้อนเมฆกลุ่มหมอกใดๆขวางกั้น ทุกพื้นที่ในแอเรีย 7 ภูมิภาคบูรพา สามารถมองเห็นดวงดาวกระจ่างได้ด้วยตาเปล่า

แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่สาละวนกับการตั้งอุปกรณ์สำหรับส่องมองดาวและบันทึกสภาพท้องฟ้าอยู่เป็นจำนวนมาก หรืออาจจะเรียกได้ว่าคนเหล่านั้นแทบจะเป็นทั้งหมดของผู้ที่ใส่ใจมองดวงดาวเบื้องบน

หล่อนไม่ใช่คนกลุ่มนั้น และไม่ใช่คนที่ใส่ใจมองด้วยเช่นกัน

หญิงสาวเดินผ่านผู้คนที่กำลังขะมักเขม้นกับงาน ก้าวเท้าเข้าไปยังอาคารก่อด้วยอิฐสองชั้นและขึ้นบันไดไปสู่ดาดฟ้าที่เปิดโล่งและว่างเปล่า

“มีธุระอะไร”

เสียงถามโดยปราศจากตัวตน แต่เป็นสิ่งที่เธอชาชิน มือที่อยู่ในถุงมือผ้าหนาสีดำขยับซุกในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาวสีเทา ขณะที่เงยหน้าขึ้นไปจับจ้องท้องฟ้า

“คืนนี้ดวงดาวเป็นยังไง”

ไอสีขาวบางจากความเย็นหลุดจากปากพร้อมถ้อยคำให้หญิงสาวถอนหายใจเฮือก ขณะที่เบื้องหลังมีอีกเสียงตอบกลับ

ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นการเคลื่อนไหว

เธอยังไม่ขยับตัว แม้จะมีคนมายืนอยู่ข้างๆ

“เป็นคืนที่ดี” คำตอบมาในที่สุด “คืนที่ดวงดาวทุกดวงส่องสว่าง เป็นแสงเล็กๆระยิบระยับ ไม่มีสีสันอื่นๆแต้มเติม จนกระทั่งกลางคืนก็ยังดูน่าเอ็นดูขึ้นมาได้ ไม่คิดอย่างนั้นรึ ?”

เธอต้องทำความเข้าใจกับมันอยู่ครู่

“หมายความว่า คืนนี้เป็นคืนที่ดีจริงๆงั้นเหรอ ?”

“ถ้าจะพูดให้ชัดๆกว่านั้นก็คือดาวนักขัตตะต่างๆสถิตในเวลาที่ดี” ปลายนิ้วที่เหี่ยวย่นชี้ขึ้น “ส่วนดาวร้ายเกือบทั้งหมดจะซ่อนตัวอยู่หลังเมฆในคืนนี้ ....จะเป็นคืนที่ปลอดจากการฆ่าฟัน”

“แต่...” เขาเอ่ยต่อ ก่อนที่ผู้ฟังจะทันได้ทอดถอนใจอย่างโล่งอก “ในเวลาดวงดาวอย่างนี้ ใครบางจะต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะความฝันกับความจริงที่กำลังจะซ้อนกันจนแยกไม่ออก”

หญิงสาวถอนหายใจจนได้ในที่สุด ทว่าคราวนี้เจือความหงุดหงิดรางๆ

“อะไรอีกล่ะนั่น...”

คนเอ่ยข้อความบรรยายแปลกประหลาดหันกลับมามองคู่สนทนา เงาไฟจางสะท้อนสีหน้าของแต่ละฝ่ายที่ล้วนแฝงความกังวลรางๆไว้ใต้ท่าทางนิ่งสงบ

“ค่ำคืนที่ไม่มีการฆ่าฟัน ย่อมเป็นเวลาที่ดี” คำตอบถูกย้ำชัดอีกครั้ง “เพียงแต่ในที่ใดที่หนึ่ง ที่ดาวดวงนั้นส่องสว่าง เจ้าของที่เกิดมาภายใต้อิทธิพลของสิ่งนั้นอาจต้องสะดุ้งเพราะอะไรบางอย่างรบกวนในยามค่ำคืน”

หล่อนตวัดตามองตามปลายนิ้วที่ชี้ขึ้น ดวงดาวบนท้องฟ้ามากมาย แต่น่าแปลก ที่หล่อนยังพอมองเห็นดาวดวงที่อีกฝ่ายว่า... มันเป็นดาวเล็กๆที่อยู่ในกลุ่มดาวหนึ่ง ซึ่งคลับคล้ายคลับคลาจะถูกบอกมาก่อนหน้านี้ แต่กลับจำมันไม่ได้เสียแล้ว

“คนทั่วไปเคยเรียกมันว่า กลุ่มดาวลูกไก่” ฝ่ายตรงข้ามบอกราวนึกรู้ “เป็นดาวดวงเล็กๆ เคยแสดงถึงความรุ่งเรืองหรืออย่างอื่นอีกมากมาย และมีอีกมากคนที่เกิดมาโดยเกี่ยวพันกับมัน”

หญิงสาวนิ่งฟัง เพราะไม่มีอะไรที่จะทำได้ดีกว่านั้น ความรู้ในด้านนี้ของเธอคงเทียบได้กับเด็กเล็กๆเมื่อเปรียบกับอีกฝ่าย ลำพังแค่แหงนหน้ามองเบื้องบน แล้วพอรู้ตำแหน่งแห่งที่มืออีกฝ่ายชี้โดยไม่ต้องเสียเวลามาก เธอก็แทบจะหมดแรงแล้ว

สิ่งที่เธอเรียนรู้และเติบโตมาไม่ใช่สิ่งนี้

“คนมากมาย” หล่อนใช้คำที่เขาว่า “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าใครที่ไหน ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น ก็น่าจะมีเบาะแสอย่างอื่นสิ”

คนที่เอ่ยปากเรื่องราวจากดวงดาวมากมายสาวเท้าตรงไปข้างหน้า ผละจากข้างกายหญิงสาว เขาแหงนเงยมองเบื้องบนด้วยสีหน้าที่ราวกำลังอ่านหนังสือด้วยความเพลิดเพลิน ดังดวงดาวน้อยใหญ่ที่พริบแสงในชั่ววูบคือตัวอักษรที่แปรเปลี่ยนไม่รู้จบบนหน้ากระดาษสีทึม

“ถ้าเธอนึกอยากเจอ เธอจะได้เจอ” เขาเอ่ย “บางที...มันอาจนำทางไปแก้ไขสิ่งที่เธอทำ “พลาด” ไป “ตอนนั้น” ได้ก็ได้....”



1/1


แอเรียที่ 7 ประจำภูมิภาคบูรพา
วันที่ 24 เดือน 4 ปี 2214
เวลา 02.37 น.


เธอสะดุ้งตื่นจากความฝัน พร้อมยกมือขึ้นตะปบลงบนคอโดยอัตโนมัติคล้ายจะสำรวจตรวจตรา

ไม่มีร่องรอยของคมเขี้ยวบนนั้น ไม่มีแม้แต่ริ้วรอยขีดข่วนของบาดแผลใดๆ ให้หัวใจที่โลดขึ้นมาค่อยสงบลงพอจะลดมือควานไปแตะสวิตซ์ดูเวลาได้

ตีสองครึ่ง...เพิ่งจะตีสองครึ่งเท่านั้น

หญิงสาวถอนหายใจอย่างไร้สาเหตุ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนฟูกหนานุ่มอีกครั้ง อากาศในยามดึกเย็นเฉียบแต่หน้าผากของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

แต่ก็ยังไม่ประหลาดเท่าฝันนั่น

ความฝันที่ทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดผวา ก้ำกึ่งกับความรู้สึกที่อัดแน่นจนยากจะบรรยาย ยามเมื่อมองไปที่ผืนทรายสีขาวสะอาดสุดลูกหูลูกตา

ทรายทับถมกัน ให้หวนนึกถึงทะเลทรายที่เคยเห็นแต่ในหนังสือภาพ หากทรายเหล่านั้นควรเป็นสีส้มแกมน้ำตาล ไม่ใช่ขาวพร่างพรายจนดูใกล้เคียงกับหิมะเช่นนั้น

ทว่าในความฝัน เธอไม่มีเวลาไปแปลกใจเรื่องนั้น เพราะความสนใจของเธอไปอยู่ที่อีกสิ่ง

ในทะเลทรายที่อ้างว้างและว่างเปล่า นอกจากเธอแล้ว ยังมีอีกคน

นัยน์ตาสีราตรีราวผืนฟ้าเบื้องบนจับจ้องมาที่เธอ จนขยับตัวไม่ได้ แทบลืมกระทั่งวิธีหายใจ เมื่อเขาเอื้อมมือมาสัมผัส ดึงร่างเข้าไปหาอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล

เป็นชั่วแวบ ที่เธอทันเห็นนัยน์ตาคู่นั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงสด...สีที่ชวนให้สั่นสะท้านแต่ก็ลุ่มลึกเกินกว่าจะนึกกลัว

นอกจากเศร้าสร้อย

เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ที่เธอจดจำได้ ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงมา และฝากฝังความเจ็บปวดจนแทบด่าวดิ้นไว้ที่คอของเธอ

คิดมาถึงตรงนี้ หญิงสาวก็อดยกมือขึ้นแตะที่ลำคออีกครั้งไม่ได้ หัวใจที่เคยสงบลงเล็กน้อยกลับมาเต้นไม่เป็นส่ำอีกครั้ง จนการนอนกลิ้งไปมาบนฟูกหนานุ่มไม่อาจช่วยบรรเทา เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้น

“เปิดไฟ” เสียงหวานออกคำสั่ง เพิ่งรับรู้ว่าลำคอของต้นแห้งผาก จนต้องเอื้อมไปที่หัวเตียง กดสวิตซ์เครื่องทำน้ำดื่มใส่แก้ว กลืนไปหนึ่งอึก แล้วออกคำสั่งต่อ “เปิดบราวเซอร์ เข้ารายการโปรดลำดับที่ 1”

ชุดคำสั่งรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งปรับปรุงใช้งานได้ดี มันแทบไม่ต้องใช้เวลาเดินเครื่องเพื่อจะสั่งงานดึงชุดโปรแกรมที่ใช้ออกมาอีกต่อไป โดยเฉพาะการใช้งานบราวเซอร์ ซึ่งเป็นชุดคำสั่งเพื่อเข้าระบบเครือข่ายออนไลน์ต่าง ๆ โดยการปรับปรุงนี้คล้ายจะสามารถป้อนค่าให้ตั้งสแตนบายด์ไว้ได้ตลอดเวลา มันจึงใช้เวลาเล็กน้อยเท่านั้น ในการดึงข้อมูลจากระบบเครือข่ายมาแสดงเบื้องหน้าหญิงสาวตามที่ตั้งค่าไว้

“ระบุชื่อเข้าระบบ อรอินทุ หลง รหัสประจำตัว 4168529 ยืนยันด้วยรหัสผ่าน k7swj5243”

เธอออกคำสั่งอีกครั้ง และระบบก็ทำงานได้อย่างไม่มีผิดพลาด มันใส่ข้อมูลตามที่เธอกล่าวไว้ เนื่องจากอรอินทุไม่ชอบยืนยันการเข้าระบบด้วยเสียงหรือส่วนหนึ่งของร่างกายเหมือนอย่างคนอื่นๆ รหัสผ่านของเธอจึงเป็นแบบรุ่นเก่าอย่างที่นานๆจะมีใครใช้สักคน

รายการโปรดลำดับที่ 1 ในระบบเครือข่ายของอรอินทุคือชุมชนออนไลน์สำหรับสถาบันศึกษาระดับ C อันเป็นสถานศึกษาของเธอเอง หญิงสาวเข้ามาที่นี่เพราะรู้ดีว่าในเวลาเช่นนี้ หากไม่อยากออกไปไหน และต้องการหาใครสักคนคุยด้วยโดยไม่ต้องเกรงว่าคนๆนั้นจะหลับ ก็มีแต่เข้ามาในเครือข่ายนี้เท่านั้น

และก็เป็นอย่างที่หญิงสาวคาด ทั้งนอกจากสาเหตุที่ยกมาอ้างก่อนแล้ว สาเหตุอีกประการที่ทำให้อรอินทุนึกได้ก็คือข้อมูลบนหน้าระบบ เมื่อเธอออกคำสั่งชุดต่อไป

“เข้าเครือข่ายสำหรับสาขาวิชาดาราศาสตร์”

นั่นเป็นวิชาเอกที่เธอเรียน ข้อมูลระบบเครือข่ายของสาขาจะระบุว่าคืนนี้มีใครขออุปกรณ์ไปใช้ที่ไหนบ้าง และใครกำลังอ่านข้อมูลออนไลน์ในการเฝ้าสังเกตการณ์ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวคืนนี้บ้าง

ความจริงอรอินทุก็ไม่รังเกียจการเฝ้าสังเกตท้องฟ้า อย่างไรวิชาในสาขาของหล่อนก็ไม่ค่อยมีเรียนตอนเช้าเพราะความเห็นใจนักศึกษาอยู่แล้ว แต่คืนนี้เธอขอลาจากกิจกรรมนี้ เพราะอาการง่วงเหงาหาวนอนที่จู่โจมตั้งแต่อาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้า

อรอินทุไม่แปลกใจ ก่อนหน้านี้เธออดนอนติดๆกันมาสามสี่คืนแล้ว เพราะเพิ่งสรุปข้อมูลการสังเกตกลุ่มดาวหนึ่งเสร็จไป ร่างกายจะรู้สึกเพลียสะสมก็เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ความฝันที่ไร้เค้าลางนั่น...ทำให้เธอต้องการใครสักคนมาคุยด้วย

“ติดต่อ มิคาเงะ ฟรองทีชาร์ส” เธอเอ่ย เมื่อเหลือบเห็นชื่อที่คุ้นเคยแสดงสถานะชัดเจนว่ากำลังอยู่ในระบบพร้อมกับเฝ้าดูท้องฟ้าอยู่ที่จุดใช้งานหนึ่งของมหาวิทยาลัย

มิเคาเงะไม่ให้เธอรอนาน แค่ไม่ถึงอึดใจดี หญิงสาวร่างสูงโปร่งในเสื้อรัดรูปสีดำกับกระโปรงมินิสเกิร์ตสีแดงตัดผิวขาวผ่องและเส้นผมสีทองสลวยหยักเป็นลอนก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอรอินทุ

หญิงสาวเชื้อสายลูกครึ่งฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นคลี่รอยยิ้มบนเรียวปากบางอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ฟากแม่ และเป็นสิ่งที่เจ้าหล่อนชอบมันที่สุดพราวระยับเมื่อมองเห็นเพื่อนสนิทอยู่อีกฟากของระบบสื่อสาร

“สวัสดียามค่ำ อินทุ สนใจจะมาร่วมสนุกด้วยกันไหม”

หล่อนมองแม่สาวลูกครึ่งที่สะบัดผมยาวไปด้านหลัง พลางขยับเรียวขางามซึ่งเร้นอยู่ในถุงเท้ายาวถึงครึ่งต้นขาสีดำตัดกับกระโปรงแดงขึ้นไขว่ห้างอย่างเก๋ไก๋ แล้วได้แต่สั่นหน้า

“ไม่ดีกว่า” หล่อนตอบตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก “กว่าฉันจะไปถึง ดาวก็เคลื่อนไปหลายแล้ว บางจุดอาจมองไม่เห็นอีก ไหนๆก็ไหนๆ พักผ่อนให้เต็มที่ดีกว่า”

“โอ้” มิคาเงะห่อปากคล้ายล้อเลียน ขณะหันไปกดปุ่มสำหรับบันทึกข้อมูลท้องฟ้า ปากก็สนทนาไปพลาง “งั้นคนที่ควรนอนหลับให้เต็มที่โทรมาหาฉันในเวลาแบบนี้ทำไมกันล่ะ ?”

อรอินทุยิ้มให้สำนวนคำพูดนั้น เวลาอยากเล่นลิ้นหรือเจ้าคารมขึ้นมา มิคาเงะทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว

“ฉันฝันร้าย” หล่อนตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องต้องปิดบัง “เลยนอนไม่หลับ และกำลังต้องการใครสักคนคุยด้วยไง”

“ว่าไง” หางเสียงบอกความสนใจ แต่มือของมิคาเงะยังสาละวนกับอุปกรณ์

อรอินทุนิ่งไปเล็กน้อย ปากขยับจะเล่าในทีแรก แต่แล้วก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่าจะเริ่มจากที่ใด จนเพื่อนสาวที่รอฟังจนเซ็ตอุปกรณ์ต่างๆเสร็จหันมามอง

“อินทุ ? เป็นอะไรหรือเปล่า?”

ลงท้าย เมื่อคิดไม่ออก อรอินทุก็ใช้วิธีบอกตรงๆอีกตามเคย

“ฉันไม่รู้ว่าฝันแบบนั้นไปได้ไง” เธอออกตัว “รู้แค่...อยู่ๆก็ยืนอยู่กลางทะเลทรายสีขาว คล้ายๆทะเลทรายที่เราเคยเห็นในหนังไง มิคาเงะ นึกออกไหมล่ะ ? นั่นล่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองไปอยู่ที่นั่น แล้วจู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งมา เขาดึงฉันเข้าไป แล้วก็กัดคอฉันจนฉันสะดุ้งตื่น!”

เพื่อนสาวจ้องกลับมาด้วยสีหน้าพิศวง ให้อรอินทุพยักหน้าคล้ายจะเพิ่มความหนักแน่นในคำพูดและเติมความรู้สึกลงไปด้วยประโยคถัดมา

“มันน่ากลัวมากเลยนะ มิคาเงะ ฉันรู้สึกเจ็บมากๆตอนที่เขากัด เจ็บจนเหมือนจะขาดใจจนสะดุ้งตื่นมา หัวใจยังเต้นเร็วจนนอนหลับต่อไม่ลงด้วยซ้ำ”

มิคาเงะเป็นฝ่ายรับฟังที่ดี หล่อนรอจนแน่ใจว่าอรอินทุพูดจบ ทั้งยังเลิกคิ้วคล้ายจะถามยืนยัน ครั้นเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้อีกที เจ้าหล่อนถึงได้ฤกษ์เอ่ยปาก

“อินทุ...” หล่อนเรียกด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้เจ้าของชื่อตะครั่นตะครอแปลกๆ “เพื่อนรัก วันพรุ่งนี้เธอว่างหรือเปล่า ฉันคิดว่าเราควรจะไปที่ๆหนึ่งด้วยกันซะหน่อยนะ ฟังจากฝันของเธอแล้ว...”

“ฉันไม่ถึงขนาดต้องไปหาหมอสักหน่อย!” อรอินทุขัดทันที เริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาครามครันที่เพื่อนสาวทำให้ความฝันเป็นเรื่องใหญ่โต แม้ตนจะเป็นคนเริ่มเล่าให้อีกฝ่ายฟังก็ตาม

ทว่ามิคาเงะกลับยิ้มเก๋ เห็นเขี้ยวเล็กที่มุมปาก และตอบด้วยคำที่ทำให้อรอินทุอ้าปากค้างยิ่งกว่าเดิม

“ใครว่าต้องพาเธอไปหาหมอกันจ๊ะ ?” หล่อนถามเสียงดังฟังชัด ไหวไหล่ให้ลมราตรีเคลียเรือนผมเป็นลอนไปด้านหลัง “ที่ๆเธอควรจะไปคือบาร์สบายๆสักแห่งที่เราจะนั่งดื่มกินอะไรเล็กๆน้อยๆ และมองหนุ่มหน้าตาดีเป็นอาหารตาหรือไม่ก็อ่อยให้พวกนั้นมาเอาใจเราต่างหาก”

คนถูกชวนเที่ยวกะทันหันขยับจะถามว่านั่นมันเกี่ยวอะไร....คนชวนก็อธิบายเสียก่อนราวอ่านใจออกทันทีว่า

“ตัดเรื่องที่ว่าเธอสะดุ้งตกใจอะไรออกไปก่อนนะเพื่อน ลองนึกถึงฉากสิ ทะเลทรายขาวสะอาดตา..บรรยากาศที่มีแค่เธอกับเขา แล้วจากนั้นเขาก็ดึงเธอไปหาและซุกหน้าลงกับซอกคอเธอ... ฟังดูน่าเคลิบเคลิ้มไม่ใช่เล่นเลยนี่นา”

อรอินทุอยากปฏิเสธ แต่เมื่อนึกทบทวนในฝันดีๆ หล่อนก็ค้านไม่ออก เพราะก่อนที่ความเจ็บปวดจะกระชากหล่อนออกจากฝัน มันก็ทำท่าว่าใกล้เคียงกับที่อีกฝ่ายว่าเสียด้วยสิ

มิคาเงะคบกับอรอินทุมานานพอ ครั้นมองเห็นเพื่อนสาวนิ่งไป หล่อนก็ยิ่งมั่นใจในข้อสมมติฐานของตัวเอง

“มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกน่า เรานั่งคร่ำเคร่งกันตั้งกี่อาทิตย์กว่ารายงานตัวก่อนจะเสร็จน่ะ อินทุ พูดจริงๆก็นอกจากหน้าคนในกลุ่มเดียวกันกับดาวข้างบนแล้ว มนุษย์คนอื่นๆหน้าตาเป็นยังไง ฉันยังเผลอเกือบลืมไปวูบเหมือนกันนั่นแหละ”

อรอินทุหลุดหัวเราะให้กับคำนั้นอย่างอดไม่ได้ ความรู้สึกขุ่นเคืองค่อยกลายเป็นความขบขัน เมื่อนึกตามที่อีกฝ่ายว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเท่าไร เวลาทำรายงานส่วนมาก ทุกคนในสาขาวิชามักจะใช้ชีวิตตั้งแต่ยามบ่ายยาวนานไปจนตลอดคืน บ้านช่องไม่ค่อยได้กลับ แม้อรอินทุจะมาเช่าห้องอยู่ในเขตเมืองห่างจากครอบครัวอยู่แล้ว แต่หล่อนก็ต้องยอมรับว่า ในช่วงเวลาเร่งโหมงานเช่นนั้น หล่อนเคยติดต่อครอบครัวหรือเพื่อนคนอื่นๆแทบจะนับนิ้วถ้วนด้วยมือเดียวด้วยซ้ำ

“ฉันเองก็กะว่าจะไปเที่ยวอยู่แล้วล่ะ” มิคาเงะว่าต่อ “แต่พอดีเห็นเขาว่าคืนนี้ท้องฟ้าโปร่ง เห็นดาวชัดมาก ก็เลยอดใจไม่ไหว แต่พ้นจากคืนนี้ไป ฉันจะยังไม่ลงทำรายงานตัวใหม่เด็ดขาด จนกว่าจะจำหน้ามนุษย์เพิ่มได้กับเขาสักสี่ห้าคน ไม่งั้นได้ลืมแน่ ว่านอกจากสองตา หนึ่งจมูก หนึ่งปากแล้ว หน้าตาคนอื่นเป็นไง”

“พอแล้ว” อรอินทุแหวเสียงกลั้วหัวเราะใส่อีกฝ่าย หล่อนแทบจะลงไปนอนขำบนเตียงให้อีกฝ่ายดูด้วยซ้ำไป หากก็ตระหนักว่าความง่วงงุนกำลังจะเข้าจู่โจมตนเองอีกครั้ง หล่อนจึงยั้งตัวเองไว้เอ่ยคำลากับเพื่อนสาวก่อน

“ขอบใจเธอมาก มิคาเงะ” อรอินทุเอ่ยด้วยความจริงใจ “พรุ่งนี้ฉันจะไปเที่ยวกับเธอแน่ๆ เพราะงั้น คืนนี้ฉันจะนอนให้เต็มที่อย่างที่ว่าไว้ให้ได้”

มิคาเงะคลี่ยิ้ม พลางยกนิ้วให้เพื่อนสาวเป็นทำนองชมเชย

“ต้องอย่างนั้นแหละ อินทุ อย่าให้การเสียสละของดวงดาวสวยๆที่จะหลุดจากสายตาเธอคืนนี้ต้องเสียเปล่า เพื่อนรัก”

“มันสวยมากหรือ” อรอินทุอดปากถามไม่ได้ หล่อนปิดม่านในห้องของตัวเองไว้สนิทหมดทุกทิศ เพราะเกรงว่าถ้าเห็นความงามของค่ำคืนที่ดาวพราวแสงเข้าจริงๆ จะอดใจไม่ไหว และยอดอดนอนในที่สุด

มิคาเงะเองก็รู้นิสัยหล่อนดีเช่นกัน เพราะแม้ฝ่ายนั้นจะปรับให้สามารถมองเห็นตนเองได้ชัดเจน แต่หล่อนไม่ยอมให้ถ่ายติดแม้แต่ดาวน้อยสักดวง อรอินทุจึงเห็นเพียงแนวผนังครึ่งตัวสีขาวกับสีดำของท้องฟ้าราตรีเท่านั้น

“พรุ่งนี้เธอจะได้เห็น” มิคาเงะเลือกจะตอบแบบนี้แทน พลางหลิ่วตาให้ “ดังนั้น ฉันไม่มีคำบรรยายอะไรให้เธอหรอกอินทุ เพื่อให้เธอนอนได้เต็มอิ่ม จงภาวนาหาพรุ่งนี้ที่ฉันค่อยเอาภาพให้เธอดูเถอะ”

หญิงสาวไม่ใส่ใจจะดูอะไรอย่างอื่นอีก หล่อนสั่งออกจากระบบและปิดบราวเซอร์ ก่อนทิ้งตัวลงนอนแผ่อย่างสบายอารมณ์

ภาวะจิตใจที่ดีขึ้นช่วยให้จมูกของอรอินทุได้กลิ่นหอมจางๆในเครื่องปรับอากาศที่หล่อนซื้อ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพลิกกาย หยิบผ้าห่มขึ้นคลุมและเอ่ยคำสุดท้าย

“ปิดไฟ”


1/1 P.2


มิคาเงะสะบัดผมยาวของหล่อนอีกครั้ง หลายหนที่นึกรำคาญ แต่ลงท้ายพอจะเข้าร้านไปตัดกันขึ้นมาจริงๆ หล่อนก็ไม่เคยทำใจได้จริงๆเสียที

หญิงสาวกดสวิตซ์อุปกรณ์อีกครั้ง ข้อมูลกำลังบันทึกลงไป พร้อมแสดงวันเวลาไปพร้อมกัน

แอเรียที่ 7 ประจำภูมิภาคบูรพา
สถาบันศึกษาระดับ C ประจำเมืองหลวง
สาขาวิชาดาราศาสตร์ จุด 462
วันที่ 24 เดือน 4 ปี 2214
เวลา 03.12 น. อีก 2 ชั่วโมง 27 นาที ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น


สาวลูกครึ่งบิดตัว เวลาที่แสดงบอกชัดว่าหล่อนต้องอยู่ตรงนี้ไปอีกอย่างน้อยสองชั่วโมงครึ่ง มิคาเงะรักดวงดาว แต่พักนี้หล่อนก็เริ่มตระหนักมาแล้วเหมือนกัน ว่าถ้าหากหล่อนไม่ทำอย่างอื่นนอกจากนั่งมองมัน โดยเฉพาะการออกกำลังกายขยับร่างเคลื่อนไหวให้มากกว่านี้ หล่อนต้องมีปัญหาสุขภาพแน่ๆ

หญิงสาวร่างระหงจึงบิดตัวไปทางซ้ายทีขวาที สลับเป็นจังหวะสักพัก ตามที่นักบำบัดสุขภาพแนะนำ ก่อนเงยหน้ามองด้านบนตามวิสัยที่อดไม่ได้จนแล้วจนรอด

น่านฟ้าที่ความจริงไม่ได้ดำสนิท แต่ระบายแรด้วยสีน้ำเงินอันเข้มข้นจนดูทะมึนคือม่านผืนงานและเวทีที่เหล่าดวงดาราพากันเต้นระบำ เมื่อวัยเด็ก มิคาเงะเคยแหงนเงยแล้วต้องมนต์ขลังของมันเช่นไร เวลานี้ก็แทบไม่แตกต่าง

หญิงสาวกะพริบตาปริบ เมื่อทัศนียภาพอันงดงามถูกทำลาย

บนท้องฟ้า...ที่รู้กันดีว่าจะไม่มีอะไรมาบดบังหรือเฉียดผ่านให้กวนใจเด็ดขาดในจุดสังเกตการณ์ของภาควิชาดาราศาสตร์ กลับมีสิ่งแปลกปลอมได้

ใครกันที่เล่นแผลงๆ ?

คำถามผุดมาในใจมิคาเงะทันที เพราะสิ่งที่ปรากฏหรือควรเรียกว่าเฉียดผ่านไปเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นเงาร่างของมนุษย์เพศชายคนหนึ่ง !

หญิงสาวขยับตัว หมายจะจับจ้องหาคนแปลกปลอมนั้นให้ถนัดตาอีกครั้ง พลางตระเตรียมเครื่องมือสื่อสารไว้แจ้งข้อมูลของคนที่ทำผิดกฎหมายบดบังทัศนียภาพในจุดสำรวจดาราศาสตร์ของสถาบัน

แต่บนท้องฟ้า...กลับกลายเป็นความงามที่สะกดหล่อนไว้อีกครั้ง

มิคาเงะขมวดคิ้ว มันไม่น่าเป็นไปได้ ที่ใครสักคนจะเคลื่อนหายไปเร็วได้ขนาดนั้น อย่าว่าแต่มันน่าจะมีเค้าลางของการร่อนลง หรือเสียงโวยวายของคนที่น่าจะอยู่ในจุดอื่นและเห็นสิ

นักศึกษาสาวถือเครื่องสื่อสารไว้มือหนึ่ง ขณะที่อีกมือเอื้อมไปปรับอุปกรณ์สำหรับส่องด้านบน พลางปรับโฟกัสพยายามมองขึ้นไปเบื้องบน

ต่อให้เกิดคนๆนั้นร่อนลงที่ไหนเร็วพอ มิคาเงะก็เชื่อว่าน่าจะยังพอเห็นอากาศยานที่อีกฝ่ายโดยสารก่อนทิ้งตัวลงมาได้ อย่างน้อยก็เค้าลางล่ะ

ขอแค่บันทึกภาพได้สักนิด การจะตามรอยและแจ้งก็ไม่ยากแล้ว อย่างน้อยก็ต้องตักเตือนไว้ไม่ให้พวกนั้นมาบินในจุดสังเกตการณ์แบบนี้อีก

หญิงสาวสาละวนกับอุปกรณ์ของตนเอง สนใจแต่เงยหน้ามองเบื้องบน

เพราะเหตุนี้เอง หล่อนจึงไม่ได้มองด้านหลัง บนพื้นที่เดียวกับหล่อน

ที่บัดนี้ ปรากฏเงาร่างบุรุษเพศ.....เช่นเดียวกับที่หล่อนเคยเห็นเมื่อวินาทีก่อนบนผืนฟ้าราตรี !



1/1 P 2.5


อรอินทุหลับสนิทไปแล้ว ห้องของหล่อนมืดสนิท ยิ่งกว่าฟากฟ้าด้านนอกเสียอีก

กระจกบานใหญ่แข็งแรงเป็นปรากการกั้นระหว่างด้านในกับเบื้องนอก ถัดด้วยม่านหนาขนาดกั้นแสงได้อีกชั้น

นี่คือแหล่งพำนักชั้นดี สำหรับผู้มาเยือน

กระจกที่เคยเปิดปิดด้วยชุดคำสั่งที่ต้องใช้เสียงสั่นไหวคล้ายใบไม้ต้องลมแรงอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะเผยอแง้มจากกัน เป็นช่องเล็กๆขนาดไม่ถึงคืบ

ขนาดที่เล็กเกินกว่าใครสักคนจะเข้ามาได้

แต่มากเกินพอสำหรับบางอย่างที่เล็ดลอดเข้ามา

บานกระจกปิดสนิทอีกครั้ง ม่านนิ่งงัน ปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ

ดวงตาสีแดงเข้มกวาดมองรอบห้อง เห็นได้ชัดถึงชุดคำสั่งริมผนัง ที่แสดงสถานะระบุตัวตนของเจ้าของห้องเอาไว้ชัดเจน

อรอินทุ หลง

ผู้บุกรุกเหลือบมองร่างที่นอนขดตัว หล่อนผู้มีวงหน้ารูปไข่ และเรือนผมสีดำสนิท กับเครื่องหน้าชวนมองนี้ คือคนเดียวกันไม่ผิดแน่

สายตาที่เรืองแสงรางๆในความมืดเลื่อนลง ก่อนจับจ้องลงบนลำคอขาวผ่อง....


1/2


อรอินทุมานึกได้ก่อนเข้าเรียนยามบ่ายไม่นาน ว่าหล่อนลืมนัดเวลาเจอกันกับมิคาเงะซะสนิท

หล่อนมีเรียนจึงต้องมาที่สถาบัน แต่มิคาเงะยังไม่ได้ลงอะไรเพิ่มเติม และเจ้าตัวก็ประกาศกับหล่อนไว้แล้วด้วยว่าจะไม่ลงเพิ่มจนกว่าจะจำหน้ามนุษย์ที่หล่อนพึงใจเพิ่มได้อีก 5 คน

หญิงสาวตัดสินใจใช้วิธีที่ง่ายที่สุด คือฝากข้อความไว้ว่า เธอจะรออีกฝ่ายที่ห้องหมายเลขเท่าใด หลังจากเรียนเสร็จ

อรอินทุจึงชะงักด้วยความแปลกใจ เมื่อหล่อนเดินเข้าไปในห้องแล้ว เจอกันกับคนที่หล่อนเพิ่งส่งข้อความหานั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะตัวหนึ่ง

“อินทุ” เพื่อนคนหนึ่งเรียกไว้ ก่อนที่หล่อนจะสาวเท้าไปหามิคาเงะ “อาจารย์สแตนด์ลีย์เรียกให้เธอไปพบเรื่องรายงานที่จะทำ ด่วนนะ”

หญิงสาวพยักหน้าพึมพำขอบใจ อีกฝ่ายก็หัวเราะเบาๆแล้วบุ้ยใบ้ไปทางมิคาเงะที่นอนฟุบอยู่

“มิคาเงะฝากบอกด้วยว่าถ้าเธอมาแล้ว อย่าเพิ่งปลุกเขา แต่ถ้าอาจารย์มาให้ปลุกด้วย”

อรอินทุพลอยหัวเราะไปกับคนพูดด้วย หล่อนพยักหน้าลงรับคำด้วยความเข้าใจอันดีทันที

“งั้นฉันจะไปปลุกเขาว่าอาจารย์มาเอง”

เพื่อนร่วมวิชาตบบ่า ก่อนหันไปสนใจอ่านงานในเครื่องบันทึกขนาดเล็กของตนเอง ปล่อยให้อรอินทุเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนสาว

อรอินทุกำลังจะเอื้อมมือไป หล่อนก็ได้ยินเสียงแว่วจากเบื้องหลัง

“ไฮ”

หญิงสาวเหลียวกลับ มองด้วยความแปลกใจ

เขาคลี่ยิ้มให้ และทำให้อรอินทุกแปลกใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เว้นจากดวงตาที่เป็นสีน้ำตาลอ่อนไม่ใช่สีทับทิมนั้นแล้ว อรอินทุได้แต่แปลกใจเป็นทวีคูณ ทั้งการที่ตนเองจดจำได้ถึงเพียงนั้น และทั้งการที่ได้เห็นอีกฝ่าย

เขาคือผู้ชายที่หล่อนฝันถึงเมื่อคืน ไม่ผิดแน่ !



+ + + + +



คุณสามปอยหลวง - ขอบคุณที่แวะมาติดตามนะคะ แอบรองานใหม่ของคุณสามปอยหลวงเช่นกันค่ะ !


ยินดีต้อนรับท่านอื่นๆที่แวะมานะคะ มาส่งต่อใหม่แล้วค่ะ ตามกำหนดไม่มีพลาดค่ะ (แหงล่ะ แอบสต็อกไว้หน่อยนี่นา >< ) อ่านได้อย่างสบายใจนะคะ

และถ้าท่านมีคำติใดๆ ก็จะยินดีมากๆค่ะ


Create Date : 12 มกราคม 2555
Last Update : 12 มกราคม 2555 3:42:39 น. 0 comments
Counter : 287 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อมราวตี
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





ครั้งหนึ่ง.....เคยนั่งอยู่
วันหนึ่ง.......เคยลุกมาก้าวเดิน
และอีกวัน...อาจหยุดนิ่งไม่ขยับไปไหน
-- -- -- -- -- -- -- -- -- --
"คนเรามักจดจำความเจ็บปวดของตนเอง แต่หลงลืมความเจ็บปวดของผู้อื่น"




New Comments
Friends' blogs
[Add อมราวตี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.