My Life; My Destiny.
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
18 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 

ประสบการณ์ขอสัญชาติอเมริกัน ตอนที่ 2 (จบ)


ใครยังไม่ได้อ่าน ตอนที่ 1 เชิญได้ที่นี่ค่ะ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=lilacgirl&group=2




และแล้ววันสอบมาถึง ได้นัดมา 8 โมง 50 นาทีค่ะ เราก็บอกจอมยุ่งว่า ไม่ต้องไปด้วยกันหรอก เสียเวลา เพราะถ้าไป ก็ไปนั่งรอเฉย ๆ อยู่ดี เราก็บอกว่า ไว้ตอนบ่าย ๆ ตอนไปทำพิธีสาบานตน ค่อยไปด้วยกัน (คือ ที่เมืองเราเนี่ย ถ้าสอบผ่านแล้ว ก็ทำพิธีสาบานตนได้วันนั้นเลย)

เอกสารหลัก ๆ ที่ต้องเตรียมไปในวันนั้น ก็มี กรีนการ์ด, ใบขับขี่ (หรือ ID Card), หนังสือเดินทางไทย, ใบเกิดของนายจอมยุ่ง, ทะเบียนสมรส, ใบหย่า (ถ้ามี), Tax Return 3 ปีย้อนหลัง, เอกสารที่แสดงความเกี่ยวข้องกับคู่สมรส เช่น บัญชีธนาคาร หรือ บัญชีบัตรเครดิต ที่เปิดร่วมกัน ฯลฯ ทาง INS จะส่ง Interview Checklists มาให้ พร้อม ๆ กับจดหมายนัดสัมภาษณ์ค่ะ ถ้ามีเอกสารไม่ครบ ก็ไม่ต้องกังวลมาก เอาไปเท่าที่มีก่อน



เมื่อไปถึงที่ INS ต้องผ่านด่านตรวจความปลอดภัยก่อน ตอนไปสัมภาษณ์ เค้าไม่ให้นำโทรศัพท์มือถือ (ที่มีกล้องถ่ายรูป) เข้าไปด้วย เลยต้องเดินมาเก็บไว้ในรถอีก จากนั้นเดินกลับไปนั่งรอคิว

ตอนนั่งรอ มองไปรอบ ๆ คนอื่น ๆ ที่เค้ามารอสัมภาษณ์ เค้านั่งอ่านหนังสือสอบกันทั้งนั้นเลย ไอ้เรานึกในใจ…ตายห่า ทำไมเราไม่เอาหนังสือมาอ่านแบบเค้าบ้างว่ะ ? เริ่มเกิดอาการประสาทแดกเล็กน้อย กลัวสอบตกง่ะ ประมาณ 15 นาทีได้ เจ้าหน้าที่ก็ออกมาตามไปขั้นเขียง …ไม่ช่ายยยยยยยยยย ตามไปสัมภาษณ์ค่ะ



เมื่อเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ก่อนจะนั่งเก้าอี้ เจ้าหน้าที่ก็ให้ยกมือสาบานว่าจะพูดความจริงทุกประการ เราก็ตอบว่า “Yes, I do” ไป จากนั้นก็นั่งประจำที่ได้ จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็เริ่มยิงคำถามเลยค่ะ เริ่มจากการถามว่า วันนี้เรามาสัมภาษณ์เพิ่มขอสัญชาติอเมริกันใช่มั้ย ? เอ่อ…ก็ใช่น่ะสิ !

จากนั้นเค้าก็จะให้เราบอกชื่อ นามสกุล วันเกิด หมายเลขประกันสังคม จริง ๆ เค้าก็ถามคำถาม ที่เรากรอกในฟอร์ม N-400 นั่นแหละ คือ ถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราและคู่สมรส ก็มีถามว่า เราเคยถูกจับมั้ย เคยเป็นโสเภณีมั้ย เคยลักลอบนำคนเข้าประเทศสหรัฐมั้ย เคยร่วมพรรคนาซีมั้ย แนว ๆ นี้แหละค่ะ ก็ตอบ No ทุกคำถามไปเลย



เมื่อถามคำถามในฟอร์ม N-400 เสร็จ เค้าก็จะถาม Civic Test ค่ะ เจ้าหน้าที่จะเตรียมไว้ 10 คำถาม แต่ถ้าเราตอบถูก 6 คำถามปุ๊ป เค้าก็จะเลิกถามทันที เราตอบ 6 คำถามแรกถูกต้อง เลยไม่ต้องตอบคำถามที่ 7-8-9-และ 10

เมื่อผ่าน Civic Test แล้ว ก็จะเป็น Reading Test เค้าก็จะมีประโยคมาให้อ่าน ถ้าอ่านประโยคแรกผ่าน ก็คือผ่าน ถ้าอ่านไม่ออก เค้าก็จะให้อ่านประโยคถัดไป ในส่วน Reading Test มีให้เลือกทั้งหมด 3 ประโยค ถ้าอ่านไม่ออกเลยซักประโยค ก็หมายถึง “สอบตก“ ค่ะ

เมื่อผ่าน Reading Test แล้ว ก็จะเป็น Writing Test เจ้าหน้าที่จะบอกให้เราเขียนประโยค 1 ประโยค เช่นกัน ถ้าเขียนผิด เค้าก็จะให้เขียนอีก 1 ประโยค ในส่วนนี้มีให้เลือก 3 ประโยคเช่นกัน ถ้าเขียนไม่ได้เลย ถือว่า “สอบตก“ เช่นเดียวกันค่ะ

ข้อสอบทั้ง 3 ส่วนนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยค่ะ ถ้าอ่านหนังสือมา และจำคำตอบได้ ยังไงก็สอบผ่านค่ะ เค้าไม่ถามอะไรที่เกินไปกว่าในหนังสือเลย

โอเค…เสร็จสิ้นกระบวนการสอบ เจ้าหน้าที่ก็บอก “Congratulations” ยินดีด้วย ผมจะเสนอให้คุณได้รับสัญชาติอเมริกัน



แต่ว่า…ฮั่นแน่ มีแต่อีกแล้ว

เรื่องของเรื่อง คือ ตั้งแต่เราแต่งงานมา เราไม่เคยใช้นามสกุลของนายจอมยุ่ง (อย่างถูกกฎหมาย) คือ กรีนการ์ด และ บัตรประกันสังคมเรา เป็นนามสกุลเก่าทั้งหมด เหตุเนื่องจากว่า เราไม่อยากไปเปลี่ยนนามสกุลในหนังสือเดินทางไทย (เพราะถ้าจะเปลี่ยนนามสกุล ต้องไปเปลี่ยนคำนำหน้าในทะเบียนบ้านที่เมืองไทย ให้เป็น “นาง“ ด้วย อยู่เป็นนางสาวง่ะ ! )

พอมาถึงตอนขอสัญชาติ เราสามารถเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลได้ เราก็เลยตั้งใจจะเปลี่ยนนามสกุล แต่ปรากฎว่า เนื่องจากเราทำเรื่องที่เมือง Omaha แต่วันที่สัมภาษณ์ เราย้ายมาอยู่ Minneapolis แล้ว เจ้าหน้าที่เลยบอกว่า เค้าต้องส่งเรื่องของเราไปให้ทาง Minneapolis เพราะต้องให้ผู้พิพากษาของเมืองนี้ เป็นคนสั่งเปลี่ยนชื่อเรา และเค้าก็บอกว่า ก็คงจะต้องใช้เวลานานอีกหลายเดือน กว่าจะได้เข้าพิธีสาบานตน



เราก็เริ่มหงุดหงิดแล้ว…เพราะตั้งใจว่า วันนี้ได้สาบานตน แล้วจะได้จบ ๆ กันไป ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับทาง Immigration อีก ก็เลยถามเค้าว่า มีวิธีไหนมั้ย ที่จะไม่ต้องส่งเรื่องไปให้ทาง Minneapolis ?

เจ้าหน้าที่เค้าก็ดีค่ะ เค้าก็บอกว่า ทางเดียวที่จะได้เข้าสาบานตนวันนี้เลย ก็คือ ไม่ต้องเปลี่ยนนามสกุล เราก็บอกว่า ตกลง เอาแบบนั้นล่ะกัน เค้าก็บอกว่า ถ้ายังอยากจะเปลี่ยนนามสกุลจริง ๆ ไว้ค่อยไปเปลี่ยนที่ Courthouse เอาล่ะกัน



สรุปว่า…Certificate of Naturalization ของเรา ก็เป็นชื่อเสียงเรียงนามเก่าค่ะ ตอนแรกว่าจะไปเปลี่ยนนามสกุลที่ Courthouse อยู่เหมือนกัน เพราะอยากให้พาสปอร์ตอเมริกัน เป็นนามสกุลของนายจอมยุ่ง แต่ก่อนไปทำพาสปอร์ต ได้คุยกับคุณอา ท่านก็บอกว่า ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนนามสกุล ก็ทำพาสปอร์ตเป็นนามสกุลสามีได้ แค่เอาทะเบียนสมรสไปแสดงเท่านั้น …ซึ่งวันไปทำพาสปอร์ต เราก็ทำดังนั้นค่ะ ก็ได้ใช้นามสกุลสามีสมใจ หมดเรื่องไป…



อ่ะค่ะ…กลับไปวันสัมภาษณ์ต่อ เจ้าหน้าที่บอกว่า เดี๋ยวบ่าย 2 ค่อยกลับมาทำพิธีใหม่ พร้อมกับให้กระดาษมาแผ่นหนึ่ง เป็นแบบสอบถาม ต้องนำกลับมายื่น ตอนเข้าพิธีสาบานตนค่ะ พร้อม ๆ กันนั้น ต้องในกรีนการ์ดมาคืนเค้าค่ะ ขั้นตอนการสัมภาษณ์ ใช้เวลาราว ๆ 40 นาทีค่ะ

ตอนบ่าย เราไปถึง INS ประมาณ 15 นาทีก่อนกำหนด มีคนมานั่งรอกันเยอะแล้ว นายจอมยุ่งจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ เพราะเหนื่อยจากการย้ายบ้านมาก ๆ เราเลยบอกว่า นั่งงีบไปก่อน เดี๋ยวเค้าเรียกแล้วจะปลุก

บ่าย 2 โมงตรง เจ้าหน้าที่ก็ออกมา ให้พวกเราเข้าแถว เพื่อขอแบบสอบถาม และกรีนการ์ดคืน พร้อม ๆ กับขอให้เราออกเสียงชื่อให้ฟัง เพื่อที่ว่าเวลาทำพิธีเค้าจะได้เรียกชื่อเราถูก พร้อมทั้งแจกเบอร์ที่นั่งให้ จากนั้นทุกคน รวมทั้งญาต ๆ ก็ถูกต้อนเข้าไปยังห้องทำพิธี ถึงห้องแล้ว เราต้องไปนั่งตามเบอร์ที่เค้าให้ไว้ ส่วนญาต ๆ ให้ไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง

คนที่จะเข้าพิธีวันนี้ รวมทั้งตัวเราด้วย มีแค่ 32 คนค่ะ มีเพื่อนบ้านจากเอเชียมาแค่ 2 คนเท่านั้น คือ จากเวียดนาม และเกาหลี นอกนั้นเป็นคนจากอเมริกาใต้ หรือว่าแอฟริกา



พิธีเริ่มจากเคารพธงชาติ และกล่าวคำปฎิญาณ (Pledge of Allegiance) จากนั้นเป็นการสาบานตน โดยเค้าก็จะให้พวกเราลุกขึ้นยืน แล้วสาบานว่าจะเป็นพลเมืองที่ดีของสหรัฐ จะสนับสนุนและปกป้องกฎหมาย และรัฐธรรมนูธของสหรัฐ จะรบเพื่อชาติ (หากมีความจำเป็น) แนว ๆ นี้อ่ะค่ะ ก็พูดตามเค้าไปเรื่อย ๆ จากนั้นก็เป็นการฉายภาพยนตร์ เกี่ยวกับประเทศอเมริกา เริ่มจากภาพชาวอพยพจากยุโรป ในยุคแรก ๆ มีหลากหลายเชื้อชาติมาก สมกับชื่อ ดินแดน “Melting Pot” จริง ๆ

ตอนสาบานตน บอกตรง ๆ ว่า ใจหนึ่งทำใจไม่ได้ มันเหมือนกับทรยศแผ่นดินไทย เหมือนเค้าให้พูดว่า เราจะ “ละทิ้ง“ แผ่นดินเดิม ซึ่งในความจริง ๆ มันไม่ใช่ เอาเป็นว่ารักทั้งสองประเทศล่ะกันค่ะ



นายจอมยุ่ง “ซึ้งจัด“ น้ำตาไหล !


ขอยอมรับว่า วีดีโอที่เค้าฉายให้ดู “ซึ้ง“ จริง ๆ ค่ะ ขนาดเราไม่ได้เกิดและโตในประเทศของเค้า แต่เนื่องจากอยู่มานาน ก็มีความผูกพันในระดับหนึ่ง ได้เห็นว่า ประเทศนี้ตั้งขึ้นมาแบบแข็งแกร่งจริง ๆ นั่งดูแล้วขนลุกอ่ะ อินจัด ! เฮียเรานี้เป็นประเภท “Proud American” อยู่แล้ว รักจังเลย ประเทศตัวเองเนี่ย (แม้ว่า พักหลัง ๆ จะงุ้งงิ้ง ๆ ว่าจะหนีไปอยู่แคนาดาซะแล้ว ! แต่อย่าให้ต้องพูดว่า เนื่องจากสาเหตุอะไรเลยค่ะ เดี๋ยวเรื่องจะยาว)

จบวีดีโอเกี่ยวกับประเทศแล้ว ก็เป็นวีดีโอที่ประธานาธิปดีโอบาม่า ออกมากล่าวต้อนรับ New Citizen จากนั้น เค้าก็เริ่มแจกประกาศนียบัตร คือ Certificate of Naturalization นี่แหละค่ะ เมื่อเสร็จกิจ ทั้ง 32 ชีวิต ก็เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนอเมริกันอย่างสมบูรณ์ค่ะ



นายจอมยุ่งเดินมากอด (ตาคนนี้ก็อินซะไม่มีอ่ะค่ะ) เฮียบอก “ตื้นตันใจ น้ำตาจะไหล“ ฮ่า ฮ่า เธอบอกว่า วีดีโอที่เค้าฉาย มันกินใจจริง ๆ รวมทั้งดีใจที่เราได้เป็นคนอเมริกันเหมือน ๆ กับเค้า คือ นายคนนี้รอหลายปีค่ะ เราเพิ่งมาตัดสินใจขอสัญชาติปีนี้ เพราะว่าเวลาเดินทางไปไหน ๆ มันจะได้สะดวกหน่อย สำคัญเลย !

ไปนั่งในรถปุ๊ป…เฮียเราต่อมน้ำตาแตกอีก เราก็ประมาณว่า โอ้ย…มันจะอะไรกันนักกันหนาว่ะ ? เฮียก็แพร่มไปเรื่อย ๆ Now this country is yours as much as it is mine. (ประเทศนี้เป็นของเราเท่า ๆ กันแล้ว) Blah Blah Blah เราก็ฟังไปเรื่อย ๆ รู้เลยว่า เดี๋ยวต้องมีคำถามคลาสสิค แหม…ซื้อหวยน่าจะถูกแบบนี้ค่ะ เพราะอีกอึดใจต่อมา เฮียถามเลยว่า “So who will you vote for?” กะแล้วว่า เดี๋ยวต้องชวนไปร่วมพรรคการเมือง ประสาทจัด เราเลยบอกว่า “ฉันจะโหวต ให้คนที่ชั้นเห็นว่าดีเท่านั้น“



เฮียแพร่มจนเหนื่อยมั้ง เลยบอกว่า “วันสำคัญแบบนี้ต้องฉลอง“ แหม…หิวข้าวก็บอกเถอะ ต้องมาอ้าง สรุปว่า เราขับรถไปฉลองกันที่เสต็กเฮ้าส์แห่งหนึ่ง แต่ดื่มฉลองไม่ได้ เพราะวันรุ่งขึ้น ต้องย้ายบ้านค่ะ

อ่ะค่ะ จบแล้ว หลังจากผ่าด่าน Immigration มาหลายปี เสียตังค์ไปก็เยอะ วันนี้ทุกอย่างบรรลุไปแล้ว ดีใจที่ต่อไปนี้ ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับ INS อีก อ้อ…ลืมบอกค่ะว่า ทุกขั้นตอนในการยื่นเอกสาร ตั้งแต่เริ่มต้นขอกรีนการ์ด จนถึงการขอสัญชาติ เราทำเองทั้งสิ้น นายจอมยุ่งไม่ได้แตะอะไรด้วยเลย ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยค่ะ เพื่อน ๆ ไม่ต้องไปเสียตังค์จ้างทนายทำเรื่องกันหรอกค่ะ เปลืองเงินเปล่า ๆ



เพลงนี้เป็นหนึ่งในวีดีโอ ที่เค้าโชว์ระหว่างพิธีค่ะ ทำเอานายจอมยุ่งของเรา "ต่อมน้ำตาแตก" ไปค่ะ



God Bless the USA




ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่แวะมาทักทายกันนะคะ









 

Create Date : 18 ตุลาคม 2552
24 comments
Last Update : 18 ตุลาคม 2552 23:41:41 น.
Counter : 8146 Pageviews.

 

ปลื้มๆๆ ค่ะ สาวแพท ดีใจด้วยนะ แล้วก็อึ้งๆนิดๆที่นายจอมยุ่งของแพทอินจัด เขาก็คงดีใจอ่ะนะ ได้เป็นเหมือนกัน ยังดีกว่าทางยุโรปบางประเทศนะ ไม่ให้สัญชาติแล้วก็มี ไว้จะตามไปติดๆนะคะ ข้อมูลดีเยี่ยมค่ะเพื่อนสาว

 

โดย: Nok IP: 124.121.150.74 19 ตุลาคม 2552 0:11:08 น.  

 

วันนี้สาวนก เข้าวินที่หนึ่ง ดีใจด้วย ตบมือ ๆ

 

โดย: Lilac Girl 19 ตุลาคม 2552 0:24:18 น.  

 

ดีใจด้วยครับ
บางทีเวลาอยากเปลี่ยนสัญชาติ ก็ใช่ว่าเราไม่รักประเทศไทยแล้วเมื่อไหร่
บางครั้งมันมีความจำเป็น ความอยาก...หลายๆความมารวมกัน
ก็เลยจำเป้นต้องเปลี่ยน

พูดไปผมยังไม่ได้เปลี่ยนหรอก
แต่เหตุผลนึงคล้ายๆจขบ. คือ มันขอวีไไหนมาไหนง่าย ห้าๆๆ



ปล.ผมชอบเพลง God bless the USA เหมือนกันครับ ชอบเวอร์ชันที่ Kristy Lee Cook ร้องใน The American Idol มากกว่า

 

โดย: teddyblooh 19 ตุลาคม 2552 4:13:41 น.  

 

แพท .. ก่อนที่โตสจะอ่าน ขอถามก่อนเลยนะก่อนที่จะลืมเหมือนครั้งที่แล้ว
คือจะถามแพทว่า แพทเสียค่าใช้จ่ายไปกับตรงนี้เท่าไหร่เนี่ย.. โตสเห็นว่าเค้าขึ้นค่าสมัครทุกปีๆ .. ว่าแต่ว่า.. แพทเริ่มสมัครตั้งกะเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย .. โตสล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าจะต้องเสีย "อีกเท่าไหร่" ให้กับการย้ายมาเป็นพลเมืองประเทศนี้

อื่ม... อ่านเจอเอกสารที่แพทนำไปวันสอบ .. เห็นมีพาสปอร์ตไทยด้วย ก็ทำให้สงสัยว่าแพทสละสัญชาติไทยเลยเหรอ.. หรือว่าสละไม่สละก็ต้องเอาไปด้วยอ่ะ .. อันนี้ถ้าแพทไม่อยากตอบหน้าบล๊อก ก็หลังไมค์ก็ได้นะแพทนะ .. แต่โตสอยากรู้จริงๆ ง่ะ

การสอบดูไม่น่ากลัวดีจริงๆ ล่ะแพท .. มีก็แต่ civic test อะไรนั่นแหละเนอะที่ต้องใช้ความจำหน่อย .. และอีกอย่างที่โตสได้จากบล๊อกแพทวันนี้ก็คือ .. ต้องจำหมายเลขประจำสังคม .. จนป่านนี้ยังจำเต็มๆ ไม่ได้ซักที แต่เพราะว่ายังไม่ได้พยายามจำอ่ะนะ

อิอิอิ .. ขำเฮียดีนตอนที่อยู่ในรถอ่ะ .. Now this country is yours as much as it is mine. .. อะไรมันจะอินขนาดนั้น .. แล้วก็ลงท้ายเรื่องการเมือง .. เชื่อเลยว่าอเมริกันของแท้แน่นอน

ที่แท้นายดีนก็ร้องไห้อันเนื่องมาจากการ Proud to be American นี่เอง .. เพลง God Bless America เนี่ยนะแพท อย่าว่าแต่อเมริกันแท้ๆ เลย.. แม้กระทั่งโตสเองที่เพิ่งอยู่ประเทศนี้มาแค่หกปี แต่ได้ยินเพลงนี้ทีไรก็ขนลุกแล้วก็รู้สึกจุกๆ ในอกเหมือนๆ จะร้องไห้ทุกทีเหมือนกันนะเออ


ตกลงสืบรู้มาหรือยังเนี่ยว่ามีเพื่อนบ้านใหม่เป็นคนไทยหรือเปล่าแพท
แพทชอบกินแกงส้ม ครั้งหน้าทำกินอีกลองใส่แครอทลงไปด้วยดิ .. แล้วจะติดใจขอบอก

 

โดย: Chini 19 ตุลาคม 2552 5:15:07 น.  

 

อ้อ... ลืมไปหน่อยนึง .. ดีใจด้วยนะแพท .. ต่อไปนี้จะเดินทางไปไหนมาไหนก็คงจะสะดวกมากขึ้นแล้วอ่ะเนอะ

เหตุผลเดียวกันกะโตสเด๊ะๆ ที่อยากได้ American Citizen

 

โดย: Chini 19 ตุลาคม 2552 5:19:06 น.  

 

ตอบโตส

ค่าธรรมเนียม คือ 675 เหรียญจ๊ะ ที่นอกเหนือไปจากนั้น ก็คงจะเป็นค่าถ่ายรูปอีกราว ๆ 8 เหรียญ

ค่าพาสปอร์ต 75 เหรียญ + ค่า Processing fee อีก 25 เหรียญ รวมเป็น 100 เหรียญจ๊ะ

จ่ายเงินดังนี้แล้ว ก็จะได้พาสปอร์ตอเมริกันมาครองจ๊ะ

ที่ต้องถือพาสปอร์ตไทยไปด้วย ไม่ได้นำไปเพื่อสละสัญชาติไทยจ๊ะ แต่นำไปเพื่อแสดงว่า เราเข้ามาในประเทศอย่างถูกกฎหมาย ไม่ได้แอบข้ามแม่น้ำ หรือภูเขาเข้ามาจ๊ะ

อืม...จริง ๆ แหละ ได้ยินเพลงนี้ แล้วขนลุกจริง ๆ

 

โดย: Lilac Girl 19 ตุลาคม 2552 7:24:30 น.  

 

ยินดีด้วยจ้า เข้ามาอ่านเป็นประสบการณ์ ของเราอีกตั้งปีมั้งกว่าจะมีสิทธิ์สอบ จริงแล้วอยากสอบต้นปีหน้าเลย แต่ต้องเปลี่ยนเป็นกรีนคาร์ดถาวรอยู่เลย เพราะตอนยื่นเรื่องต้องย้ายบ้านเลยช้าไปกันใหญ่ แอบเซ็ง

 

โดย: kiriya 19 ตุลาคม 2552 8:24:23 น.  

 

ขอคุณคะ ได้ความรู้ปีหน้าอาจะสอบ
แต่ทำไมค่าธรรมเนียแพงเหลือเกิดกลัวสอบไม่ได้เสียดายจังอะคะ

 

โดย: namfonJC 19 ตุลาคม 2552 10:32:20 น.  

 

ดีใจด้วยนะแพท...

 

โดย: grippini 20 ตุลาคม 2552 1:39:48 น.  

 

ยินดีกับอเมริกันชนคนใหม่ด้วยค่ะ เ้ก่งมากๆเลยค่ะพี่แพท

 

โดย: BeauUSA IP: 69.181.201.155 20 ตุลาคม 2552 2:06:29 น.  

 

หวัดดีค่ะคุณแพท

หายไปเลยค่ะเพราะทำใจเรื่องน้องหมาอยุ่ เพิ่งเริ่มดีขึ้นวันนี้เองก็เลยเข้ามาหาค่ะ แต่จิตใจยังเศร้าอยู่ค่ะ อาทิตย์ที่ผ่านมาร้องไห้ทุกวัน เหมือนญาติเสียเลยค่ะ ก็เลี้ยงเ้ค้ามาจะ 14 แล้วน่ะ แล้วที่ไม่เอาเค้ามาอยู่เมกาด้วยก็เพราะที่บ้านก็รักเค้าสุดๆเหมือนกัน ก็เลยให้อยู่ที่นั่น

เรื่องที่เขียนเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากขอซิติเซ่นนะคะ สำหรับกุ้งได้กำหนดขอมาเป็นปีแล้วแต่ยังไม่ขอเพราะยังคิดอยูว่าจะเอาไปทำไม เพราะเดี๋ยวก็จะย้ายกลับกันแล้ว แต่เฮียบอกว่าขอไว้ก็ดี ไว้เวลาเราอยากมาเที่ยวอีกจะได้ไม่มีปํญหาอะไร แต่กุ้งก็ยังขี้เกียจอยู่ดีหละค่ะ มานั่งนึกว่าย้ายกลับเมืองไทยแล้วไม่คิดอยากจะมาเที่ยวอีกเล๊ย.... เบื่อเมกามากๆ ชอบเมืองไทยมากกว่าค่ะ

แต่อย่างคุณแพทไม่ได้คิดจะกลับในเวลาอันสั้นนี้ขอไว้ก็ดีอยู่แล้วหละค่ะ เพราะดูเหมือนจะลงหลักยาวๆที่นี่ ยังไงก็ขอให้มีความสุขมากๆกับประเทศนี้นะคะ ส่วนกุ้งยังไม่รู้เลยค่ะ รออีกสักพักค่อยคิดอีกที ตอนนี้ขอคิดเรื่องกลับไปเทียวบ้านที่เมืองไทยก่อนค่ะ

 

โดย: amskye 22 ตุลาคม 2552 7:46:10 น.  

 

ยินดีด้วยนะคะ

คิดถึงพี่จังเลย ไม่ได้มาอ่านมาเม้นต์เลย

จะพยายามแว้บๆ มาหาบ่อยนะคะ

หนูลงรูปไว้ใน multiply ยังไงก็ลองเข้าไปดูนะคะ http://redzcheek.multiply.com

 

โดย: by my hand 23 ตุลาคม 2552 18:47:22 น.  

 

ยินดีด้วยนะคะคุณแพท เข้ามาเก็บข้อมูล แต่คงอีกนานเหมือนกันค่ะ

 

โดย: 2fast2farious 24 ตุลาคม 2552 12:49:14 น.  

 

ดีใจด้วยนะครับ ของผมก็เพิ่งได้เป็นเมื่อปีที่แล้ว ไงก็ Happy New Year สุขสันต์ปีใหม่นะครับ

 

โดย: น้องพีค (peak2get ) 30 ธันวาคม 2552 14:26:40 น.  

 

 

โดย: น้องพีค (peak2get ) 1 มกราคม 2553 2:35:24 น.  

 

Congrats!!!
Finally !!

 

โดย: นายคลิค IP: 76.172.119.102 19 มกราคม 2554 21:01:11 น.  

 

สวัสดีคะ
เพิ่งเคยเข้ามาอ่านบลอคของพี่เป็นครั้งแรก ชอบบบคะ
ขอบคุณนะคะ

 

โดย: gift IP: 110.77.168.175 2 ตุลาคม 2554 23:39:24 น.  

 

ตามติดด้วยคนคร่าาาาา

 

โดย: หนังสือเล่มใหม่ IP: 125.27.138.84 6 พฤศจิกายน 2554 22:12:25 น.  

 

สวัสดีค่ะ ดิฉันก็เป็นอีกคนที่ต้องไปสอบซิตี้เซ่นเหมือนกัน กลัวมากค่ะ กลัวไม่ผ่าน เห็นพี่เขียนประสบการณ์สอบมาแล้วยิ่งกลัวใหญ่เลย ที่กลัวก็เพราะว่า ฉันไม่เก่งอังกฤษเลยสักนิด ดีนะค่ะที่พี่แต่งงานกับคนอเมริกัน แต่ฉันไม่ได้แต่งงานกับคนอเมริกัน ภาษาก็ต้องเรียนรู้เอง บอกตรงๆก็ว่ายากมากๆ อย่างไงก็ขอบคุณพี่มากๆนะค่ะที่นำประสบการณ์สอบซิตี้เซ่นมาโฟสต์ไว้ อย่างไงฉันก็จะ สู้ๆค่ะ

 

โดย: ลูกปัด IP: 24.163.141.126 22 พฤศจิกายน 2554 22:00:27 น.  

 

อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอเมริกามากเลยเพราะจะไปแล้ว แต่แฟนจ้างทนายนะคะ มีใครแนะนำบ้างคะ

 

โดย: chow IP: 183.89.3.201 16 กุมภาพันธ์ 2555 0:22:26 น.  

 

สวัสดีค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ หลงเข้ามาเจอคลังข้อมูลสุดยอด กำลังจะเดินทางไปอล้าสก้าเดือนหน้า ขออนุญาตแอ๊ดเป็นเพื่อนนะคะ
ขอให้คุณ Lilac พบแต่สิ่งดีๆ สมกับที่ได้ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเพื่อนมนุษย์

 

โดย: filmgus 13 พฤษภาคม 2556 17:17:25 น.  

 

สวัสดีคะ อยากถามว่าถ้าเราแต่งงานกับคนอเมริกา ประมาณ6ปี แต่เราไปเที่ยวนอกประเทศบ่อย. จะมีปัญหาในการขอcitizen. ใหมคะ

 

โดย: นุช IP: 192.99.14.36 3 กรกฎาคม 2557 22:09:14 น.  

 

มีแฟน เป็นคนอเมริกา อยู่นิวยอร์ก เค้าก็บอกว่าจะพาไปอยู่ด้วย แต่ในหัวก็คิดอยู่ว่า มันจำเป็นต้อง ย้ายสัญชาติด้วยใช่ไหม เพราะ แค่ไปอยู่ด้วยกันมันไม่ง่ายแน่ๆ หลังจากเรียนจบปริญญา ก็กะว่าจะไปอยู่กับเค้าถาวรเลย ไม่รู้ว่าต้องทำไงบ้าง ตอนนี้รู้แล้ว ถ้าจะยุ่งยากขนาดนั้นนะ 55+ อีกอย่างแฟนอายุน้อยกว่า อายุเท่าน้องชายเลย ห่างกัน 5 ปี... แต่ความคิดดีเป็นผู้ใหญ่มากเลย

 

โดย: Moommim IP: 171.4.251.52 9 ตุลาคม 2557 13:34:10 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะ ที่สละเวลามาเขียนบล็อคที่มีสาระประโยชน์แบบนี้
ขอให้คุณและครอบครัวมีความสุขค่ะ

 

โดย: From Ocala, Horse Capital of the World IP: 192.99.14.34 27 กุมภาพันธ์ 2559 14:20:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Lilac Girl
Location :
The Land of 10,000 Lakes United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชม Blog ของเรานะคะ มีอะไรแนะนำจะให้เขียน รบกวนเขียนฝากไว้ด้วยค่ะ

Disclaimer: ทุกข้อความใน Blog นี้ เราเขียนเรื่องจากประสบการณ์เท่านั้น ไม่มีเจตนาว่าร้ายใคร และหากเรื่องที่เขียนไปกระทบใจใคร ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ส่วนข้อมูลต่าง ๆ ที่ให้ไว้ ก็เป็นเพียงข้อมูลจากประสบการณ์จริงเท่านั้นค่ะ

***ประกาศ : ท่านที่นำเนื้อหาในบล็อคของเราไปแปะไว้ในเว็ปอื่น ยินดีอย่างยิ่งค่ะ ที่ช่วยกันเปิดเผยข้อมูล แต่ขอความกรุณาซักนิด แจ้งให้เราทราบด้วยนะคะ ให้เครดิตคนเขียนกันบ้างค่ะ ***

New Comments
Friends' blogs
[Add Lilac Girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.