Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
4 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 

สวัสดีค่ะ

สวัสดีค่ะทุกคน
เพิ่งเคยเขียนบล็อกครั้งแรกค่ะไม่รู้ว่าจะผิดพลาดยังไงบ้าง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้ามาอ่านหรือเปล่า
ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อตุ๊กค่ะ (พิการทางสายตา)
ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นม.ปลายค่ะ
ก็ไม่รู้จะแนะนำอะไรค่ะ ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้ามาอ่านหรือเปล่า
ยังไงแล้วจะเข้ามาเช็คอีกรอบนะคะ
ถ้าผิดพลาดยังไงต้องขออภัยด้วยนะคะ รวมถึงถ้าบล็อกไม่สวยด้วยค่ะ
หวังว่าคงไม่ว่ากันเพราะไม่รู้จะแต่งยังไงค่ะมองไม่เห็น




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2553
18 comments
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2553 0:22:27 น.
Counter : 336 Pageviews.

 

สวัสดีครับ
ผมชื่อลุงทวีศักดิ์ นามสกุลถาวรรัตน์ เป้นพ่อของน้องโรส ที่เรียนอยู่ หาดใหญ่ ที่น้องไปเยี่ยมนะแหละครับ

ก็ขอขอบใจ ที่ได้ไปเยี่ยมน้องโรส และเขียนข้อความไว้ ทำให้ลุงได้รู้ว่า มีบล้อคนี้อยู่ ไม่ทราบว่าทำทุกอย่างเองหรือเปล่า ถ้าทำเองก็ขอบอกว่า เก่งมากๆ ครับ

เรื่องใครจะมาอ่านหรือเปล่า ไม่ต้องกังวลนะลุงว่า นี่เป้นช่องทางหนึ่งที่เราจะสามารถสท่อสารได้ กับบุคคลอื่น เราสามารถจะเขียนความรู้สึก นึกคิดของเรา เรารู้สึกอย่างไร ต่อสิ่งที่เราได้พบ ได้ยิน ได้เจอ

คนอื่นเขาต้องการจะรู้ว่าคนตาบอดสนิท คิดอย่างไร เขาไม่ต้องการจะรู้โดยผ่านคนอื่นหรอก ตอนที่ลุงทำให้น้องโรสตอนแรกๆ ก็ไม่คิดว่าใครเขาจะมาอ่านหรอก แต่เมื่อน้องโรสเขียนหลายเรื่องเข้า มีคนมาเห็น มาอ่าน ก้บอกต่อๆกันไป เราอัปเดทบ่อยๆ หาเรื่องราวที่เราอยากจะบอก เขียนลง ต่อมาเมื่อมีคนมาพบ ก็จะมีคนมาสื่อสารกับเราเองแหละครับ

อย่าท้อ พยายามต่อไป นะครับ ลุงขอเป็นกำลังใจช่วย

 

โดย: ทวีศักดิ์ ถาวรรัตน์ IP: 113.53.19.202 6 กุมภาพันธ์ 2553 16:11:46 น.  

 

สวัสดีดุ๊ก โรสเอง อยากรู้จักมาก ๆ เหมือนกัน พ่อเราอ่านเรื่องของเธอให้เราฟังแล้วนะ

เราอายุ 19 ปี อยู่ม. 5 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย แต่บ้านเราอยู่แหลมสมิหลา เคยมาเที่ยวไหม

ดุ๊ก เราเคยไปเที่ยวโรงเรียนตาบอดสุราษฏร์แล้ว ไปอบรมที่นั่น 15 วัน ตอนเราอยู่ ป. 5 ตอนนั้นเราเศร้ามาก เรียกว่าซึมไปเลยแหละ เพราะเป็นครั้งแรกที่เราจากบ้านมาอยู่ต่างจังหวัด เราได้ไปเยี่ยมโรงเรียนตาบอดสุราษฏร์ครั้งแรกสุดก็ตอนป. 2 ตอนนั้นแม่ไปประชุมที่โรงแรมสยามธานี พ่อเราก็เลยพาเราไปเยี่ยมโรงเรียนของเธอ ได้รู้จักกับอ. สิริขวัญ นุ่มลึก แต่ตอนนี้ครูคงออกไปนานแล้ว เพราะตอนที่เราไปอบรมครูก็ไม่อยู่แล้ว แต่ดุ๊กอย่าบอกใครเด็ดขาดเลยนะ เหยียบไว้เลยนะ เอ่อ เรากลัวครูซันมากับครูฟาเดียมาก ๆ เลย เฮ้อ เข้มงวดมาก แต่เราชอบครูสุรีย์มาศ ครูฟาตินี ครูประยูร ครูสนอง ส่วนครูคนอื่น ๆ เราไม่ขอพูดถึง เพราะหลายคนมาก

เราได้รู้จักกับเอ๋ด้วยนะ คุยกับเอ๋ทีไรก็สบายใจแล้วก็สนุกสนานมาก เพราะเอ๋เป็นคนตลกขบขัน เออ ดุ๊กรู้เบอร์โทรศัพท์ของเราแล้วยัง รู้จักกันทางโทรศัพท์ดีกว่านะ ทางโทรคอมมันไม่ค่อยสะดวก นะ
0869638683 จะ ว่าง ๆ โทร มาหาได้เลยนะ เราพักกลางวันตอนเที่ยง ๆ หรือตอนเย็น ๆ ก็ได้ เพราะเราเลิกเรียนแล้ว เราอยากฟังเสียงเธอด้วยไง ไม่ใช่อะไรหรอก กับโทรคอมนะได้ฟังแต่นิ้ว ฮ่า ๆ ๆ

ดุ๊ก เจอกันตอนไปแข่งอ่านอักษรเบรลล์นะ ได้ข่าวว่าเธอตาบอดสนิทใช่ไหม ไม่เป็นไรหรอก จะบอดสนิทหรือเห็นบ้าง ก็เป็นคนเหมือนกัน จริงปะ เราก็พอมองเห็นข้างหนึ่ง เห็นประมาณหนึ่งฟุต ต้องดูใกล้ ๆ แนะถึงจะเห็นชัด ก็จัดว่ามองไม่เห็นเลยแหละ

บ๊ายบาย แล้วเจอกัน พ่อมาตามแล้ว

 

โดย: คนตาพิการ 6 กุมภาพันธ์ 2553 16:34:47 น.  

 

ถ้าไม่เข้าบล็อกของพี่ปุ้ย...ผมก็ไม่ทราบเลยนะครับว่า มีคนตาบอดอีกรายหนึ่งแล้วที่มาตั้งทู้ในบล็อกแก๊ง

อย่างคุณทวีศักดิ์ว่าแหละครับ...อยากพูดอะไรก็พูดไปเลย...อยากบอกอะไรก็บอกไปตรง ๆ อย่างไรเสียคนอื่นก็จะได้ทราบว่า “เรา” คิดอะไร
จะอย่างไรก็ดี ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายและศีลธรรมอันดีด้วย

อีกอย่างหนึ่ง การที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกในบล็อกแก๊งด็อทคอม ก็มีข้อดีหลายประการ
ประการสำคัญ คือ หากเราจะคอมเม้น ก็ไม่ต้องใส่รหัสที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ หวังว่าคุณตุ๊กจะเข้าใจ

ผมเองนั้น จะบอกดีไหมน้าว่าเป็นเหมือนกัน (ในวงการเขารู้ศัพท์เฉพาะแบบนี้)

เพิ่งสมัครบล็อกแก๊งไปเมื่อวันคล้ายวันสึนามิ (ปีที่แล้ว)
ก็ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก การตกแต่งก็ยังไม่ดี แต่พอทราบเทคนิคบางอย่าง ก็จะลองดูก่อน

พยายามแล้วกันครับผม ผมจะเป็นกำลังใจให้อีกคน

จะบอกว่า อย่าเพิ่งแอ๊ดผมไว้ในเฟรนด์นะครับ เพราะไม่แน่ว่า มีนานี้ผมอาจจะยกเลิกบล็อกแก๊ง
แต่...อย่าตกใจไป คือ ผมจะสมัครใหม่ เพราะรู้สึกว่า สิ่งที่ผมทำมันยังไม่เวิร์ค ทั้งในด้าน Presentation
และอะไรหลาย ๆ อย่าง จึงเรียนให้ทราบโดยทั่วกัน

แต่ที่แน่ ๆ ถ้าอยากจะคุยกับผม คุยในเมล์ผมได้
(ice_thamawat_sutthipong@thaimail.com)

สุดท้ายนี้ ผมขอให้คุณตุ๊กโชคดี และเพลิดเพลินกับการสร้างบล็อกนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี
นาย ถามวัต สุทธิพงศ์

 

โดย: ถามวัต สุทธิพงศ์ (khoon-time ) 6 กุมภาพันธ์ 2553 16:45:56 น.  

 

น่ากลัวนะครับคุณโรส ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าพยายามนำเบอร์โทรศัพท์มาแจก เด๋วจะประสบปัญหาเหมือนผู้คนรายอื่น ๆ เขา

ถ้าคุณตุ๊กเคยอ่านในบล็อกของพี่ปุ้ย ก็น่าจะเคยอ่านคำเตือนคำนี้ และผู้ถูกแนะ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนกัน (ผมเอง)

อย่างไรก็ดี เด๋วผมจะลองแนะนำให้เพื่อนมาลองอ่านดูนะครับ พยายามอั๊บบล็อกให้ได้ทุกสัปดาห์ จะได้ดูน่าสนใจ

 

โดย: ถามวัต สุทธิพงศ์ (khoon-time ) 6 กุมภาพันธ์ 2553 17:00:53 น.  

 

สวัสดีค่ะ ขอบคุณทุกคนมากค่ะที่ได้เข้ามาบล็อกของตุ๊ก ทั้งพ่อของน้องโรส โรส และคุณถามวัตน์
อยากบอกว่าเพิ่งสมัคร blonggang ได้แค่สองสามวันเอง ก็ยังลองถูกๆผิดๆไปเรื่อย เขียนบล็อกน่ะเขียนได้แต่เรื่องตกแต่งนี่ลำบากเพราะมองไม่เห็นน่ะ
โรสคะ ได้ยินชื่อโรสมานานแล้วค่ะแต่ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักสักที ไว้ว่างๆแล้วจะโทรไปคุยนะคะ แต่ก็เหมือนคุณถามวัตน์ว่าแหละค่ะ ให้เบอร์อย่างนี้นี่น่ากลัวนะคะสมัยนี้ เคยได้อ่านบล็อกของพี่ปุ้ยแล้วค่ะเรื่องเบอร์โทรนี่น่ากลัวจริงๆ ตุ๊กเองก็ไม่กล้าให้เบอร์โทรใครเหมือนกัน อ๋อ ! ส่วนคุณถามวัตน์นี่ได้ยินชื่อมาสักพักแล้วเหมือนกันค่ะจากบล็อกพี่ปุ้ย
ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ ส่วนโรส ช่วงมกราที่ผ่านมาเราก็ไปแข่งเบรลล์เหมือนกันนะ ได้อ่านรายบุคคลที่สามน่ะ
แล้วเราก็อยากถามโรสว่าเรียนอยู่สายอะไรหรอที่ญ.ว.นะ
ครูศิริขวัญและครูฟาเดียนั้นออกไปแล้วล่ะ เอ๋นั้นเราก็รู้จักนะตอนนี้อยู่ม. 6 แล้วนะ ได้ที่เรียนแล้วด้วย เขาสอบได้ที่ธรรมศาสตร์กับม.ส.ว.
ส่วนคุณถามวัตน์นี่ก็ได้ข่าวว่าชอบงานเขียนเหมือนกันใช่ป่าว ว่างๆก็เอามาแลกกันอ่านบ้างก็ได้นะ

 

โดย: ตุ๊ก (แสงสว่างแห่งรัตติกาล ) 7 กุมภาพันธ์ 2553 13:08:04 น.  

 

เมื่อเทิมที่แล้ว อาจารย์ให้เขียนเรียงความเรื่องอะไรก็ได้ ตอนแรกก็กลุ้มๆ แต่พอนึกถึงคำอาจารย์ว่าถ้าเขียนเรื่องที่เรารู้เราถนัดจะเขียนดีที่สุด
ก็เลยเขียนเรียงความเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องว่า "มุมมืดที่คุณมองข้าม" เก็บไว้นานแล้วก็เลยเอามาลงให้ได้อ่านกัน
เขียนไม่ค่อยดีหรอกค่ะอย่างไรแล้วใครที่เข้ามาอ่านก็แสดงความคิดเห็นได้นะคะ
นี่เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริงๆค่ะ

มุมมืดที่คุณมองข้าม
ขึ้นชื่อว่า “มุมมืด” แล้ว คงไม่มีใครอยากไปอยู่ ณ จุดนั้น
และถ้าหากทุกคนเลือกเกิดได้ ก็คงไม่มีใครเลือกเกิดมาลำบากเช่นเดียวกัน
คุณคงสงสัยว่า เกิดมาลำบากกับอยู่ในมุมมืดเกี่ยวข้องกันอย่างไร
แต่เพราะเลือกเกิดไม่ได้ หลายคนจึงต้องเกิดมาอยู่ในความมืดตลอดชีวิต ไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่าแสงสว่างเป็นอย่างไร
แต่พวกเขาก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนทั่วไป แม้คนส่วนใหญ่ไม่เคยเข้าใจพวกเขาเลยก็ตาม
“แล้วปัญหาอะไรล่ะ ที่คุณไม่เข้าใจ”
“คนตาบอด” คือคนพิการประเภทหนึ่งที่คนส่วนใหญ่พบเห็นอยู่บ่อยๆ เช่น ตามสถานที่ต่างๆ
เวลาข้ามถนน หรือในโรงเรียน ไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นคนตาบอด มักมีคำถามผุดขึ้นในใจต่างๆนานา
เช่น “เขากินข้าวได้เองหรือเปล่า ทำกิจวัตรส่วนตัวได้อย่างไร” บางคนถึงกับต้องถามว่า “เขาพูดได้ไหม”
ทุกๆคำถาม ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่น่าขบขันและตลกที่สุดสำหรับพวกเขา
มีคนเคยเล่าว่า คนตาบอดคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นบันได เมื่อใครๆเห็นก็ชมว่าเก่ง
ผู้ที่เล่าให้ฉันฟังนั้นกล่าวว่า “แค่คนตาบอดเดินได้ เขาก็ชมว่าดี วิเศษณ์ เก่งแล้ว”
ช่างเป็นสิ่งที่แสนประหลาดมหัศจรรย์จริงๆ สำหรับมุมมองของคนทั่วไป ที่คนตาบอดสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง
ฉันเป็นคนพิการทางสายตาคนหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่าบอดสนิทเลยก็ว่าได้
ด้วยเหตุที่ฉันมองไม่เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้ฉันทำกิจวัตรต่างๆได้ด้วยความเคยชิน อย่างแทบจะไม่มีปัญหา
เมื่อฉันออกไปเรียนร่วมกับเด็กปกติ ก็มีคำถามมากมายจากทุกคน เช่น ทำโน่นนี่ได้หรือเปล่า ทำได้อย่างไร
เมื่อรู้จักกันนานๆทุกคนก็จะชินไปเอง แน่นอน เมื่อออกไปสู่สังคมภายนอกแล้วก็ต้องมีปัญหาตามมา
เมื่อไปไหนมาไหน เพื่อนๆหรือคนรอบข้างก็ต้องคอยเป็นผู้นำทาง ในห้องเรียนก็ต้องอ่านหนังสือให้ฟัง
อ่านในกระดานให้จด และอีกสารพัดอย่าง ผู้คนไม่น้อยที่ถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นภาระที่หนักอึ้ง แต่ก็มีอีกหลายคน
ที่สามารถช่วยเหลือคนตาบอดได้โดยไม่ถือเป็นภาระและคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง บ่อยครั้งที่ฉันมีความรู้สึกว่า
ถึงแม้จะเรียนห้องเดียวกัน แต่ก็เหมือนอยู่ห่างไกลกันคนละโลก เพราะเวลาเพื่อนๆคุยกับฉัน
ก็มักพูดจาอย่างสนิทสนม แต่เมื่อพูดกับคนอื่น สรรพนามที่ใช้เรียกฉันก็คือ “เขา” ซึ่งฟังแล้วเหมือนคนไม่รู้จักกัน
ไม่ใช่ฉเพาะฉันเท่านั้นที่รู้สึกอย่างนี้ แต่ยังมีเพื่อนตาบอดสนิทเหมือนฉันอีกหลายคนที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน
ยังมีปัญหาอีกมากมาย ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา
เมื่ออาจารย์ให้แบ่งกลุ่มทำงาน หลายคนเริ่มไม่มั่นใจว่าคนตาบอดจะสามารถทำงานได้อย่างสำเร็จลุล่วง
จึงไม่กล้ารับเข้ากลุ่ม ฉันเคยคิดว่า ให้ฉันออกเงินเอง เขียนเอง พิมพ์เอง พรีเซ๊นท์เอง
ให้ฉันทำทุกอย่างเพียงคนเดียวฉันก็ยอม ขอแค่ให้ฉันมีกลุ่มทำงาน ก็เท่านั้น
บางครั้ง อาจารย์สั่งงานแล้วเพื่อนๆมักคิดว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำ ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ” ทั้งที่ฉันสามารถทำได้
ทำให้มีความรู้สึกว่า ในสายตาของคนปกตินั้น คนตาบอดด้อยกว่าจนเทียบไม่ติด
ส่วนเรื่องคำพูดคำจาก็สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้เช่นเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป
หลายคนชอบพูดว่า “ช่วยคนตาบอดแล้วได้บุญ” คุณรู้ไหมว่า เมื่อคนตาบอดได้ยินประโยคนั้นแล้วรู้สึกอย่างไร
มันก็เหมือนกับว่า เมื่อช่วยคนตาบอดแล้วสิ่งที่หวังเป็นการตอบแทนก็คือ “บุญ”
แล้วถ้าไม่ได้บุญล่ะ คุณยังจะช่วยเหลือคนตาบอดอีกหรือเปล่า
หากจะให้พรรณนาอีกสารพัดปัญหาก็ยังไม่หจบ แต่ที่แน่นอนก็คือ
คนตาบอดและคนปกติ สามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้โดยไม่มีเส้นกั้นขวาง ถ้าทุกคนมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน
เมื่อเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นได้ แม้ไม่มีโอกาสมองเห็นแสงสว่างแต่พวกเขาก็สามารถทำกิจวัตรต่างๆได้แทบทุกอย่าง
จะมีอุปนิสัยใจคอดีงามอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของครอบครัวเหมือนคนทั่วไป
แม้ความคิดและมุมมองของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าคุณเข้าใจและไม่นำความพิการมาเป็นเส้นขั้นกลางระหว่างมิตรภาพ
ทุกคนก็จะสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้โดยไม่รู้สึกว่ามีข้อด้อยหรือข้อแตกต่างมากจนเกินไป
ดังนั้น คนพิการทางสายตา จะชั่ว จะดี จะทำกิจวัตรใดๆก็เหมือนคนปกติแทบทุกอย่าง
เพียงแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้น “มองไม่เห็น” ก็เท่านั้นเอง

 

โดย: ตุ๊ก (แสงสว่างแห่งรัตติกาล ) 7 กุมภาพันธ์ 2553 18:51:01 น.  

 

หวัดดี ดุ๊ก เราอยู่ศิลป์ทั่วไป ไทยสังคมจะ ทีแรกตอนม. 4 อยู่ศิลป์ฝรั่งเศส โอ๊ย ยากก็ยาก เครียดก็เครียด ก็เลยตัดสินใจย้ายแผนซะเลย สนุกมากเลยดุ๊กตอนมาอยู่แผนไทยสังคมเนี่ย เพื่อนก็ดี เกรดก็เพิ่มขึ้นกว่าเก่าด้วยนะ แถมมีพ่อช่วยด้วย ก็เลยลดความเครียดลงไปได้โขเลย ฮิ ๆ
เอ้อ เราขอแทนตัวเองว่า "พี่" กับเธอก็แล้วกันนะ เพราะเธออยู่ม. 4 ได้มั๊ย
ดุ๊กถามว่า เป็นยังไงบ้างใช่ไหมตอนเรียนอยู่ญ. ว. เอาละ พี่จะเล่าให้ฟังนะ
ด้านการเรียน ตอนอยู่ศิลป์ฝรั่งเศสก็อย่างที่เล่าไปแล้ว ต้องท่องแวบโน่นแวบนี่ ผันกริยาอย่างนั้นอย่างนี้ แถมอยู่ที่โรงเรียนตาบอดธรรมสากลหาดใหญ่ก็ไม่ค่อยสะดวกแบบที่บ้าน พอย้ายมาอยู่ไทยสังคมตอนม. 5 บวกกับตอนนี้เดินทางไปกลับเองก็สะดวกมากขึ้น เพราะมีพ่อเป็นตัวช่วย พอได้เกรดดีก็ต้องยกความดีให้พ่อนะ จะบอกหื้อ
ด้านการใช้ชีวิตในญ. ว. ก็สนุกสนานมาก ๆ ๆ ๆ เลย เพราะ เวลาพี่ไปไหนมาไหน จะไปติดต่อธุระกับหมวดนั้นหมวดนี้ อาทิ จะไปส่งงานให้กับอาจารย์หมวดภาษาไทย จะไปสอบกับอาจารย์หมวดสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ก็ไปเองคนเดียว ใช้ชีวิตโดด ๆ อิสระเสรี เดินถือไม้เท้าหิ้วกระเป๋าคนเดียว จะไปรับประทานอาหารเที่ยงก็ไปคนเดียว สนุกออก เรียกว่าใช้ชีวิตแบบอิสระ เหมือนผีเสื้อที่บินได้อย่างใจปรารถนาไงละ นึกออกไหม ไม่ต้องมีใครมากะเกณฑ์ให้เราว่า เออ ต้องไปทางนั้นนะ ทางนี้นะ ไม่มี
แต่บางครั้งก็ต้องหมั่นสร้างมนุษยสัมพันธ์กับรุ่นพี่รุ่นน้องหรือเพื่อนด้วยเหมือนกัน เพื่อเขาจะได้ช่วยเหลือเราได้ อย่าขี้อาย แหม แนะนำเพื่อนได้ เรายังทำไม่ได้เลย ยายโรสเอ๋ย
เอาละ แค่นี้ก่อนนะ พอดีพี่ต้องไปทำการบ้านต่อแล้ว จะเข้านอนแล้ว เดี๋ยวต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อทานอาหารเช้า แล้วก็ไปขึ้นรถตู้หกโมง แล้วเจอกันเทอมหน้านะดุ๊ก แต่ถ้าดุ๊กจะมาเรียนที่ญ. ว. เนี่ย ก็เสียดายแย่เลย เพราะได้เจอกันแค่ปีเดียว เพราะพี่ต้องอยู่ม. 6 แล้ว จะสอบเอ็นท์ แล้ว เฮ้อ แต่ไม่เป็นไรหรอก เด็กตาบอดตั้ง 6 คนแนะ มาทำความรู้จักกันได้ รุ่นเดียวกับดุ๊กทั้งนั้นแหละ เด็กตาบอดสนิทก็มี 1 คน แต่เป็นผู้ชาย เขาไม่ได้ทำบล็อคหรอก เออ ไปละนะ มัวแต่โม้เพลิน อย่าลืมกรี๊งมาหากันบ้างนะ บอกเบอร์ของน้องมาด้วย เผื่อพี่จะได้ตื๊ดไปหา ไปละ จุ๊บ ๆ

 

โดย: คนตาพิการ 7 กุมภาพันธ์ 2553 20:08:47 น.  

 

พอได้อ่านเรียงความของคุณตุ๊กเข้าไป ต้องบอกได้คำเดียวว่า

“โดนเต็ม ๆ โดนไปจังเบอ”

เพราะทุกสิ่งอย่าง มันจริง และมันก็ใช่ไปเสียทุกกรณี

ด้วยเพราะผมเคยประสบพบเจอมาจริง ๆ (แต่ก็ชินชาแล้ว)

อยากจะอ่านจริง ๆ เหรอะ เอ แต่ผมไม่ทราบว่า เรียงความอันนี้คุณตุ๊กได้อ่านไปหรือยัง

แต่ถือว่า หาง่าย และใกล้มือผมมาก

26 ตุลาคม 2552 วิชาการเงินส่วนบุคคล
นายถามวัต สุทธิพงศ์ นักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 2 สาขาการขาย
อาชีพที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝัน
คนทุกคนย่อมมีความใฝ่ฝัน มีจินตนาการ และมีความตั้งใจเป็นของตนเองมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งถ้ามีแรงกระตุ้นหรือแรงผลักดันจากทรัพยากรบุคคลที่ดีก็จะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้ายก็จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ข้าพเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งในบุคคลที่มีความใฝ่ฝัน มีจินตนาการ และความตั้งใจเป็นของตนเองมาตั้งแต่เด็ก เดิมทีแล้วข้าพเจ้ามีความประสงค์ที่จะรับราชการครู ด้วยในยามที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กชายตัวเล็กข้าพเจ้าก็ได้ใกล้ชิดกับเหล่าครูบาอาจารย์มากที่สุด แม้ว่าข้าพเจ้าจะมีพ่อแม่ประกอบอาชีพค้าขาย (ประกอบธุรกิจขนาดย่อย) แต่ทุกๆเย็นหลังจากการเรียนข้าพเจ้ามักจะกลับบ้านมาเปิดห้องที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาใช้งานแล้วทำการเปลี่ยนแปลงให้เป็นห้องเรียน สมมุติตนเองว่าเป็นครูและให้ความว่างเปล่าเป็นนักเรียน ช่วงเวลานั้นข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขมากกว่าช่วงเวลาไหนๆ แต่บางครั้งอุปสรรคนานาประการก็เข้ามาขัดขวางจนกระทั่งตัวข้าพเจ้าเองรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังและทำการตัดรายชื่อของอาชีพนั้นออกจากบัญชี และทุกอาชีพก็มักจะเริ่มต้นและจบลงเช่นนี้อยู่เป็นนิจ
ณ ปัจจุบันข้าพเจ้าก็มีอาชีพที่ใฝ่ฝันอยู่อาชีพหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าอาชีพนั้นจะลงเอยเช่นไร อาชีพนั้นคือ “อาชีพนักเขียน” หลังจากข้าพเจ้าประสบปัญหาในการใช้สายตาเมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 นั้น ข้าพเจ้าก็มักจะเก็บตัวเอง ปิดตัวเอง จมจ่อมกับความทุกข์ จนกระทั่งมีบุคคลหนึ่งให้คำแนะนำว่าข้าพเจ้าควรหากิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อมิให้ข้าพเจ้ามีความเครียด ข้าพเจ้าจึงพยายามค้นหาตัวเองจนมาหยุดอยู่ที่หนังสือเสียงของสมาคมคนตาบอด และนั่นจึงเป็นจุดประกายเล็กๆที่ส่องสว่างให้กับข้าพเจ้าอีกครั้ง แต่ก็อย่างที่ได้อธิบายไว้ตั้งแต่ต้นว่าข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าอาชีพนี้ข้าพเจ้าจะทนกับอุปสรรคได้มากน้อยเพียงใด ด้วยว่าผลงานใดๆที่ข้าพเจ้าได้คิดริเริ่มนั้นยังไม่เคยเป็นรูปธรรมสักที แต่ข้าพเจ้าก็แอบหวังไว้เล็กๆว่าอาชีพนี้ข้าพเจ้าจะไม่ถอยแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้น เพราะข้าพเจ้าอยากพิสูจน์ตนเองว่าข้าพเจ้าไม่ใช่คนหยิบโหย่ง (ทำอะไรหลายๆอย่างได้ แต่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน)
จะอย่างไรก็ตามในเรียงความฉบับนี้ก็มิได้เป็นสิ่งยืนยันว่าข้าพเจ้าจะประกอบอาชีพนั้นจริงๆ เพราะทุกสิ่งอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและโอกาสที่จะอำนวยให้ อนาคตข้าพเจ้าอาจจะได้กลับมาประกอบอาชีพรับราชการครูก็ได้ ดังนั้น อนาคตจึงเป็นสิ่งที่ยังมืดดำ ทว่า คนเรานั้นย่อมมีความใฝ่ฝัน ความหวัง จินตนาการ และความตั้งใจเป็นของตนเอง เพื่อเป็นแรงผลักดัน แรงกระตุ้น หรือ ยาชูกำลังให้ตนเองมีกำลังใจที่ดี
สุดท้ายข้าพเจ้าขอให้ทุกคนจงมีความใฝ่ฝัน ความหวัง จินตนาการ และความตั้งใจไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับตนเองกันดีกว่า แม้ว่าอนาคตสิ่งต่างๆเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนคิดฝัน แต่นั่นก็ทำให้ทุกคนมีความสุขมิใช่หรือ

 

โดย: ถามวัต (khoon-time ) 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:20:21 น.  

 

เฮ้ ตุ๊ก ชื่อจริงของน้องชื่อ จิรัชยารึเปล่า เราเคยเจอกันแล้วนะตอนที่ตุ๊กไปร้องเพลงประกวดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พี่จำได้ว่าตุ๊กร้องเพลงจูบและลา ใช่ไหม เดาไม่ผิดแน่ เพราะตอนนั้นพี่ไปฟังด้วย เซฟร้องได้ที่ 1 จำได้ว่า เอ่อ ตุ๊กกอดครูแล้วก็บอกว่าขอแก้ตัวใหม่ใช่ไหม เออ ไม่ว่ากันนะ พี่จำได้เท่านี้แหละ เสียงตุ๊กนะเพราะมากเลย ฟัง ๆ ดูก็เหมือนกับการประกวดชิงช้าสวรรค์ยังไงยังงั้นแหละ ไม่ได้ยอนะ

เอ้อ ไหน ๆ เราก็รู้จักกัน ( ตั้งนานแล้ว ) เพียงแต่เพิ่งมาเข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋นี่เองว่าคือตุ๊กที่ไปประกวดร้องเพลง เกทแล้ว
ตุ๊กถามพี่ว่า เรียนที่โรงเรียนญ. ว. การเข้าแถวเป็นยังไงใช่ไหม มีห้องเสริมวิชาการเรียนร่วมไหม เอาละ พี่จะตอบให้ แต่ ตุ๊กอย่ามาเรียนเลย เพราะ พี่ว่าตุ๊กเรียนที่สุราษฏร์นะดีแล้ว จะได้จบม. 6 เลยไง ญ. ว. นะ เขารับม. 1 และม. 4 จะ ย้ายแบบระหว่างม. 2 กับม. 5 เนี่ยไม่ได้ ยังไม่มี

ตุ๊ก การเข้าแถวของโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยเนี่ยจะแบ่งเป็น 2 ฟาก ฟากแรกเป็นของน้องม. 1 ถึง 3 มีจำนวนเด็กค่อนข้างน้อย พื้นที่ก็เลยเล็ก ส่วนม.ปลายนะเหรอ ไม่ต้องพูดถึง อู๊ย เต็มฟากสนามฟุตบอลใหญ่ ๆ เลย เพราะเด็กญ. ว. มีตั้ง 4,000 กว่าคน ม.ต้น 13 ห้อง ม.ปลาย 18 ห้อง พี่อยู่ห้อง 18 แผนไทยสังคมนะมีห้องเดียวเท่านั้นแหละ อ้อ เซฟก็อยู่แผนเดียวกับพี่ด้วย เป็นน้องรหัสพี่เลยนะ เขาเล่าเรื่องตุ๊กให้พี่ฟังหลายครั้งแนะ บอกตรง ๆ ว่าตอนที่ตุ๊กกับเซฟแข่งกันร้องเพลงนะ เพราะคนละแบบนะ

ห้องเสริมเรียนร่วมนะมี อยู่ใกล้ตรงที่พวกเราเข้าแถวนะแหละ มีแอร์เย็นฉ่ำเลย เป็นที่สิงสถิตของพวกเราชาวตาบอดเลยก็ว่าได้นะ
เอ้อ เด็กตาบอดรุ่นเดียวกับตุ๊กก็มี เซฟ ไลลา กอล์ฟ แค่นี้แหละ ม. 4 มีแค่ 3 คน ส่วนม.ต้นก็มี แอน คนเดียว ม. 5 มีพี่ แล้วก็พี่นารีฉัตร ตุ๊กคงรู้จักหรอกนะ เพราะว่าจบมาจากสุราษฏร์เหมือนกันนี่

การทำข้อสอบก็ ส่วนมากจะเป็นครูอ่านให้ฟังมากกว่านะ ข้อสอบเบรลล์ก็มีวิชาเดียว คือ ภาษาอังกฤษจะ อย่างอื่นครูอ่านหมด
ตุ๊ก พี่ได้ฟังเรื่อง "มุมมืดที่คนมองข้าม" ของน้องแล้วนะ รู้สึกว่ามัน "ใช่เลย โดนใจมากเลย" เก่งนี่เรา อย่างนี้แหละตรงกับชีวิตพี่ตอนอยู่ญ. ว. ขณะนี้เลย

เป็นต้นว่า ตอนที่แบ่งกลุ่มกันแสดงละครนะนะ แสดงทั้งห้อง พี่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวเดียวดายมากเลยนะ เพราะตอนที่เค้าประชุมแบ่งบทอะไรกันเสร็จ พี่ก็เข้าไปถามเค้าว่า
"นี่ แล้วจะให้เราเป็นอะไรเหรอ"
เพื่อนก็ตอบเป็นทีเล่นทีจริงว่า
"โรสไม่มีบทอะไร ไม่ต้องแสดงหรอก"
โถ ตุ๊ก เรานี่สไตลด์เดียวกันเลย เปะ ๆ เลย
แล้วตอนที่พี่เดินขึ้นบันไดอีก เดินขึ้นเร็วมาก ถือไม้เท้าต๊อกแต๊ก ๆ หลายคนทั้งรุ่นน้องรุ่นพี่ หรือแม้แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันก็จะกระซิบกระซาบกันว่า
"พี่เขาเดินคล่องนะ พี่เขาเดินเร็วนะ เก่งจัง" อะไรประมาณนี้แหละ

พี่ก็เคยถามพ่อว่า ทำไมเขาชอบถามว่า คนตาบอดทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม ทำได้ไง พี่ก็รู้สึกว่ามันน่าขัน จริงอย่างที่น้องว่านะแหละ พ่อก็ตอบว่า เราก็ต้องอธิบายชีวิตของเราให้คนปกติได้รับรู้ ก็เหมือนกับเราที่สงสัยว่า คนปกติมองเห็นอย่างไร ทำไมถึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้

ดีเท่าไรแล้วที่เขาไม่หัวเราะออกมาเพราะคำถามของเรา
พี่นะพอมองเห็น แต่พี่ก็เคยลองปิดตาเดินดู เอ้อ มันลำบากจริง ๆ มิได้ล้อเล่น แต่พอคิดอีกที โลกของคนตาบอดสนิทมันก็สุขไปอีกแบบ คือถ้าทำใจให้สุขมันก็สุขได้นะนะ ว่ามะ

แค่นี้นะ แล้วค่อยแวบมาคุยกันใหม่ เพิ่งจะเกทวันนี้นี่แหละว่าเป็นตุ๊ก จิรัชยา คนที่เคยฟังเสียงเพลง "จูบและลา" คนนี้นี่เอง งงอยู่ตั้งนาน

 

โดย: คนตาพิการ 8 กุมภาพันธ์ 2553 18:51:45 น.  

 

เพิ่งจะได้อ่านเม้นในเว็บบล็อกของตัวเอง ก็เลยเพิ่งได้ทราบชื่ออีเมล์ของตุ๊ก ก็ถ้ามีอะไรจำเป็นจริง ๆ ค่อยส่งข้อความไปแล้วกันนะ

คุณโรสครับ คนที่ชื่อ save นี้ คุ้น ๆ นะ เขาอยู่จังหวัดสงขลาหรือเปล่าครับ รู้สึกจะมีเบอร์อยู่นะ

รายนี้ ผมเคยฟังเขาร้องเพลงอยู่ (แต่เป็นแนวสะตริง) ถ้าจะได้ฟังแนวลูกทุ่ง (ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร)

ช่วยอธิบายมาด้วยครับ เพื่อข้อมูลที่ตรงกัน save คนนี้มีเบอร์ขึ้นต้นด้วย 08226x8xxx

 

โดย: ถามวัต สุทธิพงศ์ (khoon-time ) 9 กุมภาพันธ์ 2553 19:07:30 น.  

 

แวะมาทักทายและเยี่ยมชมบล็อคของตุ๊กค่ะ
ถามวัตไม่ต้องน้อยใจนะ เดี๋ยวแวะไปเยี่ยมเหมือนกัน ไม่ต้องจุดธูปเรียกพี่

 

โดย: พี่ปุ้ย-กิ่งฉัตร IP: 203.144.144.164 11 กุมภาพันธ์ 2553 20:12:05 น.  

 

มาเม้นให้ตุ๊กครับ

สงสัยจังว่า ทำไมคุณป่วยบ่อยจังเลย มีปัญหาทางด้านสุขภาพหรือครับ

พี่ปุ้ยเข้าไปตอบให้ผมแล้วแหละครับ

เอ๊ ทำไมพูดไม่รู้ฟัง ทั้งพี่ปุ้ยและคุณตุ๊กว่า อย่าเพิ่งแอ๊ดง่ะ

เพราะผมจะยกเลิกแล้วสมัครใหม่

 

โดย: ถามวัต (khoon-time ) 13 กุมภาพันธ์ 2553 20:04:21 น.  

 

คุณถามวัตน์คะ

อย่างที่เคยบอกว่าวันก่อนก็ไม่สบายใช่ไหมคะ ก็แบบว่า... จะเล่าให้ฟังค่ะ

คือตุ๊กเริ่มไม่สบายมาตั้งแต่เสาร์อาทิตย์ที่แล้วแน่ะ กินยาจนคิดว่าเกือบๆหายแล้วก็หยุด

วันจันทร์ไปเรียนตามปกติ ไข้เจ้ากรรมก็เริ่มกลับมาเยี่ยมด้วยความที่ยังไม่หายดีเพราะหยุดกินยาไปเสียงั้น

ตอนเย็นกลับมากินยาแล้วก็พักผ่อนหวังว่าจะหาย วันต่อๆมาก็เป็นเหมือนเดิมคือตอนกลางวันฝืนไปเรียนเพราะแข็งใจว่าน่าจะไหว ตอนเย็นไข้เริ่มขึ้นสูงก็กินยา

ด้วยความที่ห่วงเรียนไม่ยอมพักสักวันให้ไข้หายดี มันก็เป็นอย่างนี้มาเรื่อย จนวันพฤหัสฯ นี่เริ่มหนักมาก ตอนเย็นไข้ขึ้นสูงมากกว่าทุกวัน
เช้าวันศุกร์ก็เลย... ไปโรงเรียนไม่รอด พักทั้งวันรู้สึกว่าหายดีแล้วค่ะ แข็งแรงขึ้นตั้งเยอะ

 

โดย: ตุ๊ก (แสงสว่างแห่งรัตติกาล ) 13 กุมภาพันธ์ 2553 22:07:35 น.  

 

Happy Valentine Day

วัน 14 กุมภา วาเลนทาย สื่อความหมายแห่งรักด้วยอักษร

ความในใจฝากไว้ในบทกลอน ทุกฉากตอนรักนี้ไม่มีจาง

 

โดย: ตุ๊ก (แสงสว่างแห่งรัตติกาล ) 14 กุมภาพันธ์ 2553 8:52:40 น.  

 

แฮะ ๆๆๆๆ

คุณตุ๊กครับ ผมโดนพี่ปุ้ยตีด้วยแหละ เจ็บมาก เชื่อไหมว่า ตอนที่นั่งฟังโปรแกรมจอส์อ่านนั้น ผมแอบร้อนบนแผ่นหลังด้วยแหละ

อย่างนี้นี่เอง รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

ว่าแต่ว่า ที่สุราษฎร์ เอ่อ ใช่ปะ ฝนตกไหม พยายามอย่าโดนฝนนะครับ

ที่กรุงเทพฯแสนร้อน แสนอบอ้าวเจียวหละ ร้อนจนตับจะแลบ

ก็เข้ามาสำนึกผิดที่นี่ด้วยนะครับพี่ปุ้ย

 

โดย: ถามวัต (khoon-time ) 14 กุมภาพันธ์ 2553 15:50:48 น.  

 

หากคุณตุ๊กได้เข้าไปอ่านในบล็อกของพี่ปุ้ยในตอนนี้ ก็อาจได้อ่านข่าวหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการช็อกวงการหรือเปล่า แต่จะบอกว่า ผมคงไม่ได้เล่นบล็อกแล้ว ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ แต่ที่ผิดสัจจะคือ ผมไม่ได้เปลี่ยนชื่อผู้ใช้ใหม่ตามที่ได้พูดไว้ครับ

ก็อย่างไรก็ลองไปอ่านดูนะครับผม บ๊ายบายครับผม

 

โดย: ถามวัต (khoon-time ) 20 กุมภาพันธ์ 2553 18:19:39 น.  

 

สวัสดีค่ะทุกคน

ไม่ได้เข้ามาเสียนานค่ะเพราะยุ่งๆกับกิจกรรมแล้วก็คอมพิวเตอร์มีปัญหาด้วย แต่ถึงไม่เข้ามาก็คงไม่เหงาค่ะเพราะอย่างไรแล้วก็ไม่มีใครเข้ามาเยี่ยมอยู่ดี
ก็แบบว่าคุยไม่เก่งน่ะค่ะ เมื่อช่วงวันที่ 17 ที่ผ่านมาตุ๊กเดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อแสดงและแข่งทักษะที่เมืองทองธานีในงานศิลปหัตถกรรมค่ะ
การแสดงก็มีแค่เพลงประกอบแด๊นเซอร์ค่ะ ส่วนทักษะก็มีสามรายการค่ะ ได้ที่หนึ่งหมดเลย
แต่ที่ภูมิใจที่สุดคือการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งค่ะได้ที่หนึ่ง ที่ดีใจและภูมิใจเพราะการร้องเพลงลูกทุ่งนั้นคือสิ่งที่ตุ๊กชอบเป็นชีวิตจิตใจค่ะ
แต่บอกตรงๆนะคะ จริงๆก็ไม่ได้หวังค่ะเพราะตอนนั้นวุ่นวายมากๆ ไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าเราทำได้แย่แค่ไหน พอแสดงเสร็จก็รีบมารอคิวแข่งเป็นคนสุดท้าย เกือบจะมาประกวดไม่ทันค่ะ

ส่วนงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ศิริกิติ์ ไม่ได้ไปเช่นเคยค่ะ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ไปกับเขาบ้าง เป็นงานที่อยากไปมากกกกจริงๆค่ะ

 

โดย: ตุ๊ก (แสงสว่างแห่งรัตติกาล ) 26 เมษายน 2553 21:35:05 น.  

 

สวัสดีคุณตุ๊ก
ถ้าไม่ได้เข้าบล็อกของคุณกิ่งฉัตรก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่า คนตาพิการจะสามารถตั้งทู้ได้เหมือนกะคนตาดี ๆ ด้วย

แต่ดูเหมือนว่าคนจะเข้ามาพูดคุยน้อยอย่างที่คุณตุ๊กว่าจริง ๆ นะ

อย่างไรก็คงต้องเข้ามาเยี่ยมชมบ่อย ๆ เสียแล้ว คืออยากทราบด้วยไงว่า คนตาพิการอย่างพวกคุณนี่มีความคิด มุมมอง หรือทัศนคติต่อโลกใบนี้อย่างไร

หวังว่าคงจะไม่รังเกียจกันนะจ๊ะ

ขอขอบคุณล่วงหน้าด้วยจ้า

อ้อ...ลืมบอกด้วยว่า (ขพจ.) ขอแอ๊ดบล็อกคุณตุ๊กไว้ในบล็อกของ (ขพจ.) ด้วยน้า

Block quote
‘บ้านที่ไม่มีอะไร
จักหาสิ่งใดจึ่งยาก
ดั่งเหมือนไร้ผู้อาศัย
สุดท้ายบ้านผุทรุดโทรม’
***
‘ไม่มีอะไรในบ้าน
แม้เพียงขื่อคานฐานที่
สาระอื่นใดก็ดี
ไม่มีแม้แลบออกมา’
Block quote end

***เอวังด้วยประการฉะนี้แล***

 

โดย: (ขพจ.) (บ้านที่ไม่มีอะไร ) 27 เมษายน 2553 9:31:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แสงสว่างแห่งรัตติกาล
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แสงสว่างแห่งรัตติกาล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.