Thë KêarÐ : ชีวิตยิ่งใช้ยิ่งคุ้ม
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
ความจริงกับความฝัน : อุดมรัฐ

“การเริ่มต้น ทำไมมันยากอย่างนี้” แม้ว่าจะเป็นครั้งที่ 2 แล้วของการเขียนบทความ แต่ความรู้สึกของผู้เขียนก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากการเขียนครั้งแรก ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี ผู้เขียนก็ได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่ามันจะเป็นเรื่องง่ายในสักวัน ถ้าเราทำมันบ่อยๆ

แต่สำหรับ “ยูโทเปีย” หรือ “อุดมรัฐ” ของโทมัส มอร์ คงจะต้องใช้คำว่า “การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวต่อไป(ในโลกของความเป็นจริง)เป็นเรื่องที่ยากกว่า”

ยูโทเปียเป็นแนวคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับโลกอันสมบูรณ์ที่ โทมัส มอร์ นักปรัชญามนุษยนิยมชาวอังกฤษ เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1516 ในยุคสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ โดยเขียนขึ้นเป็นภาษาละตินและต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยราล์ฟ โรบินสัน ในปี 1551 มอร์ เป็นนักการศาสนาที่เคร่งครัด จนได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญเมื่อปี 1935 และ มอร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 1535 จากการถูกประหารชีวิตด้วยการตัดหัว เนื่องจากความเห็นขัดแย้งทางการเมือง ต่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8

เขาเห็นความลำบากยากแค้นของประชาชน ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างขุนนางกับชาวนา ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนจากรัฐ ไปเจรจาการค้าที่แฟลนเดอร์ หลังจากที่พระเจ้าชาร์ลส์แห่งเนเธอร์แลนด์ ขึ้นภาษีนำเข้าขนสัตว์ในอัตราที่สูงลิ่ว ระหว่างการเดินทาง มอร์เกิดแรงบันดาลใจให้นึกถึงหนังสือ Republic ของเพลโตที่ว่าด้วยการปกครองที่ดี และเมื่อย้อนนึกถึงความทุกข์ยากของอังกฤษในเวลานั้น มอร์จึงเขียนถึงสังคมในอุดมคติที่มีชื่อว่า "ยูโทเปีย" ขึ้น โดยตั้งใจเขียนเป็นวรรณกรรมเสียดสีล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของสังคมในสมัยนั้น สังเกตจากการตั้งชื่อต่างๆ อาทิ ยูโทเปีย มาจากภาษากรีก หมายถึงเมืองที่ดีหรือเมืองที่ไม่มี ณ แห่งหนใด (eu-topia = good place และพ้องเสียงกับความหมายที่ว่า no place เช่นกัน)

ยูโทเปียเป็นประเทศตั้งบนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ส่วนกว้างที่สุดยาวถึงสามร้อยยี่สิบกิโลเมตร มีแม่น้ำล้อมรอบ และมีแผ่นดินล้อมรอบอีกชั้นเพื่อกันพายุและการบุกรุก มีทางเข้าทางเดียวตรงหน้าเกาะที่มีป้อมซึ่งเป็นคุกสูงตั้งอยู่ คนไม่ชำนาญก็เข้าไม่ถูกทางเพราะจะหลงกระแสน้ำ ยูโทเปียมีการปกครองแบบสาธารณรัฐ ประกอบด้วย 54 เมือง โดยแต่ละเมืองมีระยะทางห่างกันด้วยการเดินไม่เกินหนึ่งวัน บ้านเรือนของชาวยูโทเปียด้านหลังของทุกบ้านเป็นสวนปลูกดอกไม้ ผลไม้หรือพืชผัก และมีถนนอยู่ด้านหลังของสวนอีกด้วย ประตูบ้านมีสองทาง เปิดปิดได้โดยง่าย ปราศจากกลอน เพราะไม่จำเป็น เนื่องจากทรัพย์สินเป็นของส่วนรวม จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังหรือไม่ให้คนอื่นใช้ นอกเมืองมีที่ทำการเกษตรจำนวนมาก ชาวยูโทเปียจะคัดเลือกชาวเมืองปีละสามสิบครอบครัวไปอยู่ที่ฟาร์ม หรือสวนเพื่อทำงานสร้างผลผลิตให้เมือง เป็นเวลาสองปี คนที่กลับมาก็จะสอนชาวเมืองอื่นๆ ให้ทำการเกษตรเป็น แล้วพอถึงเวลาก็ไปผลัดเปลี่ยน ทุกสามสิบฟาร์มหรือสวนจะมีผู้ดูแลปกครองหนึ่งคนที่คัดเลือกขึ้นกันเอง เรียกว่า ไซโฟแกรนท์ (เทียบได้กับสมาชิกสภา) อยู่ภายใต้การดูแลของทาร์นิบอร์ (เทียบได้กับรัฐมนตรี) สิบไซโฟรแกรนท์ เจ้าผู้ครองนคร และทาร์นิบอร์ไม่สามารถออกกฎหมายโดยไม่ผ่านพิจารณาของสภา และกฎหมายฉบับหนึ่ง ต้องผ่านการอภิปราย หรือถกเถียงในสภาไม่ต่ำกว่าสามครั้ง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ในรัฐจึงทำได้ยาก หากคนส่วนใหญ่ในเมืองไม่เห็นด้วยว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ชาวยูโทเปีย อยู่ดีกินดี มีการแบ่งสันปันส่วนอย่างเป็นระบบ ไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งกัน เพราะสิ่งจำเป็นในชีวิตมีพร้อม ชาวเมืองต่างทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช้เวลาว่างไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ แต่ก็มิได้ทำงานแบบเอาเป็นเอาตาย ในแต่ละวันทำงาน เพียงสามชั่วโมงตอนเช้า พักรับประทานอาหารกลางวัน แล้วทำงานอีกสามชั่วโมงตอนบ่าย เข้านอนตอนสองทุ่ม โดยนอนไม่ต่ำกว่าวันละแปดชั่วโมง ที่ยูโทเปียไม่มีร้านเหล้า ไม่มีการพนัน หรือสิ่งยั่วยุอื่นๆ พวกเขาจึงแสวงหาแต่ความรู้หรือเพิ่มความชำนาญต่างๆ การอ่านและการถกเถียงกันเพื่อเพิ่มพูนความรู้เป็นเรื่องปกติของชาวยูโทเปียพวกเขาสนใจในหลากหลายวิชา แต่ที่นิยมเป็นพิเศษ คือฟิสิกส์ ส่วนเกมการละเล่นที่ถนัดคือเกมคณิตศาสตร์ซึ่งต่อสู้กันด้วยตัวเลข เกมต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม หรือการฟังดนตรี และไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ โดยเห็นว่าเงินและทองเป็นสิ่งหยาบช้า ไม่มีค่า มีไว้สำหรับทำโซ่สำหรับทาส หรือจ้างคนชั่วไปทำสงครามแทน (เป็นการกำจัดสิ่งชั่วร้ายไปในตัว) ยูโทเปียไม่มีกฎหมายออกมาบังคับประชาชนมากมาย พวกเขาอยู่ร่วมกันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายคล้ายคลึงกัน เสื้อผ้าแต่ละชุด ใช้ทนทานนานถึงเจ็ดปีและผู้คนในระดับผู้ปกครองก็ไม่มีสิ่งบ่งบอกด้วยวัตถุใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ หรือสิ่งประดับที่ชี้ให้เห็นว่าแตกต่างจากประชาชนอื่นๆ

ในจินตนาการของผู้เขียน “ยูโทเปีย” หรือ “อุดมรัฐ” ของโทมัส มอร์ น่าจะมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม มองไปที่ไหนก็จะเห็นแต่พื้นที่สีเขียว อาจจะเป็นเพราะว่าในสมัยนั้นยังไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประชาชนในยูโทเปียอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะต่างมีคุณธรรมและศีลธรรม หรืออาจจะมีกิเลสอยู่บ้างเป็นส่วนน้อยมากซึ่งกิเลสนั้นก็เป็นกิเลสที่เบาบางไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนของส่วนรวมมาก ระบบการปกครองมองโดยรวมแล้วน่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างสังคมนิยมและเสรีนิยม กล่าวคือประตูบ้านที่ปราศจากกลอน เนื่องจากทรัพย์สินเป็นของส่วนรวม น่าจะเป็นระบบสังคมนิยม และการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ในรัฐทำได้ยาก หากคนส่วนใหญ่ในเมืองไม่เห็นด้วยน่าจะเป็นเสรีนิยม ในยูโทเปียดูเหมือนวิทยาการจะสวนทางกับจิตใจคือถึงแม้เทคโนโลยีอาจจะไม่สูงเท่ากับปัจจุบันแต่ว่าจิตใจของผู้คนสูงส่ง ซึ่งถ้าหากมองกลับมาในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าต่างกันมาก อาจจะว่าเป็นคนละขั้วกันเลยก็ได้คือเทคโนโลยีสูงแต่จิตใจคนกลับตกต่ำลง ความก้าวหน้าและการแข่งขันทำให้มนุษย์ถูกกีดกันจากความเป็นมนุษย์ในเชิงคุณภาพ เกิดความขัดแย้งโดยอ้างแต่สิทธิและเสรีภาพทั้งที่ไม่รู้ว่าแก่นของมันคืออะไร หน้าหนังสือพิมพ์ของแต่ละวัน มีข่าวอาชญากรรม ฆาตกรรม เกิดขึ้นทุกวันจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทรัพยากรต่างๆและสิ่งแวดล้อมกำลังสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว มลภาวะมากมายเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ เกิดโรคและความเจ็บป่วยอื่นๆอีกมากมาย ช่องว่างระหว่างคนรวยจำนวนน้อย และคนจนจำนวนมากเห็นอย่างได้ชัด โลกตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะของความทุกข์ยากลำบาก

ส่วนรัฐในอุดมคติของผู้เขียนนั้นผู้เขียนไม่สนใจว่ารัฐจะมีอาณาเขตมากน้อยเพียงใด แต่ผู้คนภายในรัฐยึดถือคุณธรรม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ไม่ตกเป็นทาสของระบบทุนนิยม เทคโนโลยีและธรรมชาติสามารถเดินไปด้วยกันอย่างลงตัว ระบบในการปกครองนั้นเป็นการผสมและลองผิดลองถูกของระบบต่างๆที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วรัฐในอุดมคติของผู้อ่านหละเป็นอย่างไร??


อ้างอิง : ชำนาญ จันทร์เรือง กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551



Create Date : 31 กรกฎาคม 2552
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 23:11:58 น. 30 comments
Counter : 374 Pageviews.

 
สู้ๆ ขยันเขียนบ่อยๆนะจ๊ะ จะได้เก่งๆ




^O^


โดย: นายอึเหม็น IP: 58.8.109.132 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:14:03 น.  

 
เป็นวิชาการมาก
แน่นปึ้กเลยค่า


โดย: เห็บ IP: 202.28.78.70 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:35:23 น.  

 
ยูโธเปียก็คือรับในอุดมคติ

อุดมคติ คือ อุดมคติ

ความจริง คือ ความจริง


โดย: เด็กป๊อต IP: 202.28.78.138 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:0:41:34 น.  

 
ยูโทเปีย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทยโดยส่วนรวมแน่ ๆ

(แต่กุคิดว่าที่บ้านกุสามารถเป็นแบบยูโทเปียได้ ฮ่า ๆ ๆ )

ประเทศชาติไทยสยาม มันเดินมาถึงจุดตันแบบสุด ๆ

คุณธรรมอะไรก็ไม่สามารถเยียวยาได้ทั้งนั้น

คิดเล่น ๆ ... ถ้าเกิดย้อนไปเมื่อ 75 ปีก่อนที่เราเรียกร้องให้เป็นประชาธิปไตย ในเมื่อประชาธิปไตยมันไม่ดี

อีกไม่นานเราก็คงมีการปกครองแบบใหม่

แต่มันคงไม่ง่าย ที่เราจะไปเปลี่ยนอะไรเร็วขนาดนั้นได้

เราก็คงต้องอยู่กับสังคมทุนนิยมแบบนี้ต่อไป...









โดย: เด็กชายพยุง IP: 202.28.78.81 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:12:35:12 น.  

 
ยูโทเปียน่าอยู่จังเนอะ

เค้าคงมีบาปน้อยก่าคนไทยแยะอ่าาา


โดย: SIis" IP: 114.128.56.83 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:13:44:15 น.  

 
คุณธรรมเป็นเครื่องมือนำพาชีวิต..

ถ้าคนในสังคมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน รัฐที่เป็นยิ่งกว่ารัฐในอุดมคติ ก็อาจจะเกิดขึ้นมาได้


(^_____^X)


โดย: oOoARToOo IP: 203.156.32.17, 203.130.159.3 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:15:33:39 น.  

 
ชอบสังคมเกษตรกรรมจัง

แต่ต้องมีคุณธรรมนะ



โดย: JEwz IP: 114.128.56.83 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:16:01:58 น.  

 
แม้จะเป็นครั้งที่2 แล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยากอยู่ดี เห็นด้วย

ไม่ตกเป็นทาสของระบบทุนนิยม ยึดถือในหลักคุณธรรม

ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็คงจะดี

แต่ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้หามีไม่

เห้อ......


โดย: m IP: 202.28.78.136 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:16:48:12 น.  

 
เอ่อ ..คือ

เวลาเขียน มันจนลืมเพื่อนมั๊ย
ทำไมมันยาวอย่างนี้ ยาวหยังเขียด


โดย: โซ้ยตี๋ IP: 125.24.157.126 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:18:44:48 น.  

 
“ยูโทเปีย” ถือว่าเป็นสังคมที่มีจริยธรรมสูงมาก
และการดำเนินชีวิตที่ราบเรียบ

ตรงกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและการทำความดีที่ในหลวงของพวกเราทรงมุ่งเน้นให้ประชากรคนไทยได้ทำกัน

สังคมแบบนี้น่าจะคล้ายๆกับสังคมไทยสมัยก่อนแต่สมัยนี้คงจะเทียบเคียงไม่ได้แน่

หากสังคมและคนไทยในปัจจุบันเป็นแบบ “ยูโทเปีย” ก็คงดีมาก


โดย: ก้อย เอกจิตฯ IP: 202.28.78.179 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:18:47:28 น.  

 
อ่ะนะ


เรื่อง "อุดมรัฐ" เนี่ย

เค้าเคยเรียนนะวิชาโทรู้สึกว่ามันยากสืมากอ่ะ


แต่บทความเบลล์ยาวได้ใจจริงๆจัง และรู้สึกว่าอีตาโทมัส มอร์เนี่ย ใช้ได้เลยยย


อิอิ


โดย: เอ็มเลิฟ IP: 202.28.78.180 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:19:01:38 น.  

 
อีกครั้งหลังอ่าน


good place กับ no place หรอ
ก็จริงนะ ถ้า ยูโธเปีย เป็นงั้นจริง
ก็คงจะตรงกับความหมายเลยหล่ะ
สภาพสังคมในปัจจุบันนี้ คงหา เมืองยูโธเปีย ได้ยาก หรืออาจหาไม่ได้เลย

ยูโธเปียคงไม่เหมาะกับคนที่ขยันทำมาหากินมากกว่าคนอื่นแน่ๆ
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นเป็นคนเห็นแก่เงิน เอาแต่ทำงานเพื่อให้ได้เงินเยอะๆหรอกนะ
คือบางคนก็อาจจะไม่ชอบ ถ้าไปอยู่ในที่ที่ทุกๆอย่างเป็นของส่วนรวมอย่างรัฐสังคมนิยม
สมมติว่า รัฐกำหนดให้ทำ 10
คนบางคนขยัน ทำ 11
คนบางคนทำ 10
คนบางคนทำแค่ 8
แต่ของที่ได้มาเป็นคนทุกคน คนที่ทำ 11 คงบอกว่าไม่แฟร์
แต่เมื่อคุณยอมที่จะอยู่ในสังคมแบบนี้ ก็คงต้องยอมที่จะเสียส่วนที่ทำมากกว่านั้นเสี๊ยะ
คงไม่มีใครยอมขาดทุนเป็นแน่ เขาคงหารัฐที่ดูจะแฟร์สำหรับเขามากกว่านี้
ส่วนไอ่คนที่อยู่กับความพอเพียงแบบนี้ได้ ก็อยู่กันไป
มองกลับมาดูคนที่เห็นแก่ตัว ทำน้อยกว่า แต่รับเท่าคนอื่น สังคม ก็คงต้องหาบทลงโทษกับคนแบบนี้ไว้
ไม่เช่นนั้นคงจะมีคนเอาเยี่ยงอย่าง

ส่วนยูโธเปียของเรา ไม่รู้ว่าเราได้รับอิทธิพลจากความสำคัญของเงินหรือเปล่า
เราก็ได้ไม่ต้องการเงินมากมายนัก แต่ก็อย่างที่บอก ทำมากแต่ได้เท่ากับคนทำน้อยกว่า มันก็เหนื่อยเปล่าๆ
เราไม่ขออยู่ในรัฐสังคมนิยม
รัฐที่มีกฎที่เคร่งครัด ตั้งอยู่บนความยุติธรรมแก่ทุกคนในรัฐ
ไม่แยกปฏิบัติโดยดูจากฐานะทางสังคมและการเงิน
มีความสงบสันติ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คงเป็น " อุดมรัฐ " สำหรับเรากระมัง ^^
มันอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบสำหรับบางคน
เพราะความต้องการของคนเราก็ต่างกันไปอยู่แล้ว
ถ้าไม่อย่างนั้น มันคงเรียกว่า " (เอก) สมบูรณ์รัฐ "
มากกว่าจะเป็น "อุดมรัฐ" หรือที่เรียกกันว่า "ยูโธเปีย" นั่นหล่ะ


โดย: โซ้ยตี๋ IP: 125.24.157.126 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:19:25:06 น.  

 
รัฐในความฝันของผมหรือครับ ทุกคนต้องเท่ากัน ไม่มีตำรวจไม่มีทหาร ไม่มีข้าราชการ การวัดว่าใครจะเป็นผู้นำวัดจากตัวเลขของเงินและทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้นใครจะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ผิดศีลผิดธรรมก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด เงินที่ใช้ต้องใม่ใช่เป็นแผ่นหรือเป็นเหรียญ แต่เป็นในรูปแบบอีเลคโทรนิคส์ เพราะฉะนั้นมันจะโอนย้ายไปใหนก็ได้ในโลกใบนี้ ดังนั้นมือใครยาวก็สาวได้สาวเอา การฆ่าแกงเพื่อความรวยเป็นเรื่องธรรมดา บุคคลไร้ซึ่งศีลธรรม ไร้ซึ่งความละอาย การคิดเรื่องบุญเรื่องบาปไม่มี วัฒนธรรมไม่มี เงินอย่างเดียวเท่านั้น


โดย: หสหส IP: 113.53.162.75 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:21:08:04 น.  

 
อ่านแล้วอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบยูโธเปียอ่ะ

แต่คงจะยาก - -"

เพราะยูโธเปียเป็นเมืองในอุดมคติ(เท่านั้น)


โดย: น.ส.เพล้งงง IP: 125.24.5.131 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:21:29:20 น.  

 
สาระเยอะๆจัง.....

จะมาอ่านบ่อยๆๆ

ออิ


โดย: นางฟ้า IP: 125.26.44.52 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:21:31:29 น.  

 
หากความรู้สูงเยี่ยมถึงเทียมเมฆ
แต่คุณธรรมต่ำเฉกยอดหญ้านั่น
อาจเสกสร้างมิจฉาสารพัน
ด้วยจิตอันไร้อายในโลกา

หากคุณธรรมสูงเยี่ยมถึงเทียมเมฆ
แต่ความรู้ต่ำเฉกเพียงยอดหญ้า
ย่อมเป็นเหยื่อทรชนจนอุรา
ด้วยปัญญาอ่อนด้อยน่าน้อยใจ

หากความรู้สูงล้ำคุณธรรมเลิศ
แสนประเสริฐกอปรกิจวินิจฉัย
จะพัฒนาประชาราษฎร์ทั้งชาติไทย
ต้องฝึกให้ความรู้คู่คุณธรรม


โดย: Bonus IP: 125.27.9.81 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:22:48:58 น.  

 
เมื่อก่อนสังคมไทยก็มีส่วนคล้ายยูโทเปีย

การเอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน

แต่เดี๋ยวนี้ทุนนิยมเข้ามามากคนให้ความสำคัญกับเงิน

หากคนปัจจุบันมองย้อนไปหาอดีตที่แสนหวานบ้างก็คงจะดีไม่น้อย


โดย: ทวีรัก IP: 119.31.90.96 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:3:41:23 น.  

 
ยูโทเปีย

ช่างต่างจากประเทศไทยลิบลับ


ดีค่ะชอบๆๆๆๆๆ


สู้ๆๆๆนะคะ


พี่สาว


โดย: นางฟ้านะคะ IP: 202.28.78.131 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:11:56:49 น.  

 
ผมมีความคิดว่านะครับ ยูดทเปียเป็นจริงได้ครับ
ไม่ง่าย แต่ ไม่ยากเกิน
ไม่ต้องทำลายของเก่า และ ไม่ต้องสร้าอะไรใหม่
ขอเพียงมี "ธรรม" จริงๆ ที่ไม่ใช่ลมปากครับ
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในโลกของ "ทุนนิยม" ก็ตามที แต่ถ้าทุกคนมีธรรม ไม่ทำร้ายทำรายกัน ทุกคนมีชีวิตตั้งโดยธรรม แม้แตกต่างก็ไม่แตกแยก ทั้ง ประวัติศาสตร์ ศาสนา เชื้อชาติ เพศ อายุ หรือรวยจนก็ตามครับ
โอ้วจอร์จมันยอดมาก

ป.ล.ช่วยมาเมนต์ด้วยครับ
http://thanaphat00.blogspot.com


โดย: MON IP: 202.28.78.14 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:12:19:21 น.  

 
ถึง...เดอะเขียด ณ บางแสน
เบลอธิบาย "ยูโธเปีย" ได้เข้าใจดี
เบล ไล่เรียงลำดับเรื่องได้สมเหตุสมผล
แต่..หัวใจของเรื่องคือ "ประเทศของเรา...สยามประเทศ"
ยังขาดน้ำหนัก ขาดความหนักแน่น และความเห็นคล้อยตามไปนิด..นิดเดียวไม่มาก
ยังไงก็ตาม...นับเป็นพัฒนาการที่ "ดียิ่ง" สำหรับผู้เริ่มต้น
ฝึกฝนต่อไป พยายามต่อไป
...เอาใจช่วย...
อาจารย์แรก


โดย: อาจารย์แรก IP: 124.122.29.57 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:13:06:03 น.  

 
กลับมาคราวนี้ประเด็นหนักอึ้งเลยทีเดียว แต่ก็ยังอ่านเข้าใจได้ง่ายเป็นลำดับเช่นเคยนะคะ ถ้าเพิ่มความยืดหยุ่นลงไปผ่อนคลายเนื้อหาบ้างนิดๆ ก็จะดีนะคะ ยังไงก็จะเป็นกำลังใจให้นะคะ เขียนเรื่อยๆ นะ


โดย: Jaiko IP: 118.173.238.242 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:14:20:27 น.  

 
อ่านไปนึกถึงประเทศตัวเองไป
ถ้าประเทศไทยได้ครึ่งยูโทเปียก็ยังดี
อยากเห็นคนไทยมีความสุข


โดย: whan_whan IP: 202.28.78.138 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:15:00:35 น.  

 
ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบไหน

ก็มีแต่พวกเห็นแก่ตัวทั้งนั้น

น่าเศร้าที่ไม่มีคนดีดีแล้ว


โดย: kanyarat IP: 202.28.78.172 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:22:51:11 น.  

 
สังคมเกษตรกรรม มองไปที่ไหนก็จะเห็นแต่พื้นที่สีเขียว

อ่านแล้วรู้สึกอยากไปอยู่ยูโทเปีย

คงจะมีแต่ความสุข


โดย: ปลาวาฬสีรุ้ง งุ๊งๆ IP: 202.28.78.171 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:23:07:37 น.  

 
จะไปทำนา คับพี่น้อง
เพื่อทุกนาสีเขียวขจี แล้วจับเดอะเขียด มาผัดเผ็ด
^^

ยิ่งทำบทความไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึก หดหู่ กับสยามประเทศยังไงชอบกล
เรื่องของเรื่องคือ กุ ขี้เกียจ แระแงะ

ส่วนตัวแล้วชอบอ่านแบบ
เนื้อหา และมี ทรรศนะ ของผู้เขียน ควบคู่ไปด้วยกัน
ทำให้อ่านง่าย ดี ไม่หนักกับวิชาการมากไป

สู้ๆ นะ ค้าฟ


โดย: เปาเปา IP: 222.123.111.198 วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:0:36:55 น.  

 
สวัสดีครับ
เว็บของผมชื่อ ยูโทเพียไทย คำยูโทเพียนี่ผมสะกดตามดิก.ของนายสอน่ะครับ คงเป็นคำออกเสียงของคนอังกฤษ ซึ่งคงผิดไปจากภาษากรีกหรือละติน

อุดมรัฐหรือสังคมที่พึงปรารถนาของผมคือ สังคมที่เป็นธรรมและอยู่ดีมีสุข หางานทำง่าย ค่าแรงกายแรงสมองสูงโดยไม่ต้องใช้กฎค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะ:

ไม่เก็บภาษีจากการผลิตการค้า ส่วนที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นสิทธิร่วมกัน รับรู้สิทธิเท่าเทียมกันของผู้อื่น โดยการจ่ายค่าถือครองที่ดิน ค่าเอกสิทธิ์สัมปทาน ค่าใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ค่าถ่ายเทของเสียออกสู่โลก
ซึ่งจะทำให้เกิดการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ การนำกลับมาใช้ใหม่ และระบบกำจัดของเสียที่มีประสิทธิภาพ
อันจะทำให้โลกเป็นที่อยู่ที่ทำกินได้ยั่งยืนต่อไป.

เหตุผลของผม:
“เมื่อเราเก็บภาษีจากบ้าน พืชผล เงิน เครื่องเรือน ทุน หรือทรัพย์สมบัติในรูปแบบใด ๆ
นั่นคือเราเอามาจากปัจเจกบุคคลซึ่งสิ่งอันเป็นของเขาโดยชอบ
เราละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน และทำการชิงทรัพย์ในนามของรัฐ
แต่เมื่อเราเก็บภาษีมูลค่าที่ดิน เราเอามาจากปัจเจกบุคคลซึ่งสิ่งอันมิใช่ของเขา แต่เป็นของประชาคม
และซึ่งมิสามารถปล่อยให้เป็นของปัจเจกบุคคล โดยไม่เป็นการชิงทรัพย์ของปัจเจกบุคคลอื่น ๆ”
- เฮนรี จอร์จ, The Single Tax: What It Is and Why We Urge It
http://www.schalkenbach.org/library/george.henry/SingleTax.htm

ตลอดเวลามานานแล้ว ระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมของแทบทุกรัฐในโลกกำลังเบียดเบียนผู้ลงทุนลงแรง ที่สาหัสคือคนจน ผู้ได้ประโยชน์คือเจ้าของที่ดิน และทำให้มีการเก็งกำไรสะสมที่ดิน ซึ่งซ้ำเติมให้การเบียดเบียนรุนแรงทับทวี ราคา-ค่าเช่าที่ดินแพงเกินจริง ทำให้ผลตอบแทนต่อแรงงานและทุนต่ำเกินจริง เมื่อรวมกับการสะสมที่ดินไว้โดยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ก็ทำให้แรงงานและทุนพลอยไม่ค่อยมีงานทำไปด้วย ผลผลิตของชาติต่ำกว่าที่ควร คนว่างงานมากขึ้น ค่าแรงยิ่งต่ำ

ภาษีเงินได้และภาษีกำไรยิ่งไปลดรายได้ และภาษีการผลิตการค้าทำให้ของแพง คนจนยิ่งเดือดร้อน อ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อนายทุนผู้จ้าง นายทุนเงินกู้ และผู้หลอกลวงโดยง่าย

อีกทั้งการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ผสมกับสาเหตุทางการเงิน ยังก่อวัฏจักรเศรษฐกิจที่เหวี่ยงตัวรุนแรง เกิดความเสียหายใหญ่หลวงดังเช่นปี 2552 นี้ในสหรัฐฯ และลามไปทั่วโลก

(ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มีการกู้เงินอย่างกว้างขวาง
ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มีวัฏจักรราคาที่ดินที่เหวี่ยงตัวรุนแรง
วิกฤตการเงินที่รุนแรงลามไปทั่วโลกก็ไม่เกิด เก็งกำไรที่ดินมีในที่ดินนิยม มิใช่ทุนนิยม)

เชิญอ่าน ผลดีและความเป็นธรรมของการมุ่งเก็บภาษีที่ดิน และ เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุน
http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=242&c=1
และ ผสมสองทฤษฎีสกัดเศรษฐกิจฟองสบู่
http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=46&c=1

ขอบคุณครับ
สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com


โดย: สุธน หิญ วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:9:22:23 น.  

 
More, Sir Thomas (1478-1535) ประธานศาลสูงสุด
และประธานสภาขุนนางอังกฤษ ผู้เขียนเรื่อง Utopia และศาสนูปถัมภกในนิกายโรมันคาทอลิก (defender of the Roman Catholic faith) ถูกประหารเพราะไม่ยอมปฏิเสธอำนาจทางศาสนาและไม่ยอมสนับสนุนให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงหย่ากับพระนางแคธรีน ภายหลังได้รับยกย่องขึ้นเป็นนักบุญ (จากอภิธานหนังสือความก้าวหน้ากับความยากจน http://utopiathai.webs.com/PP-p567-584glossary.doc )


โดย: สุธน หิญ วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:9:53:53 น.  

 
เขียนได้ดี เราอ่านแล้ว เราชอบมาก


โดย: กาจู๋ IP: 115.67.26.179 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:10:17:37 น.  

 
เขาเชื่อกันว่าคนเรายิ่งได้ลองทำมากๆแล้วจะเกิดความชำนาญ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงเริ่มต้นก็ตาม และปัจจุบันยูโธเปียก็ไม่มีมีแต่ในอุดมคติ


โดย: ลิลลี่ IP: 202.28.78.138 วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:12:12:56 น.  

 
เป็นรัฐที่อยู่กันอย่างพอเพียง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน
มีความซื่อสัตย์..
เขียนดีอ่ะอ่านแล้วเข้าใจดี


โดย: poo IP: 124.122.250.160 วันที่: 7 สิงหาคม 2552 เวลา:13:39:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

น้องกิ้งก๊มกม
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add น้องกิ้งก๊มกม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.