Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
3 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
วีซ่านักเรียน

หลังเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลสหรัฐได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด เรื่องการออกวีซ่าทุกประเภท รวมทั้งวีซ่านักเรียน โดยกำหนดระบบ SEVIS (The Student and Exchange Visitor Information System) ขึ้นมาใช้ ระบบนี้กำหนดว่าโรงเรียนต่างๆ ที่สามารถออก I-20 ให้นักเรียนต่างชาติได้ ซึ่งได้รับการรับรองจาก DHS จะต้องลิงค์ข้อมูล นักเรียนต่างชาติไปที่อิมมิเกรชั่น ดังนั้นข้อมูลทุกอย่าง เช่น ขาดเรียน ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนโรงเรียน ไม่ได้ลงทะเบียน ฯลฯ ทางอิมมิเกรชั่นจะสามารถตรวจสอบได้ทันที ระบบนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 31 Jan 2003 ส่วนนักเรียนที่มาเรียนก่อนหน้านั้น เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 Aug 2003

ปกติทางสถานทูตจะออกวีซ่าให้นักเรียน 5 ปี แต่ปัจจุบันนี้มีหลายรายที่สถานทูตออกวีซ่าให้เพียงหนึ่งปี ซึ่งเป็นกรณีที่ไปเรียนคอร์สสั้นๆ พอคุณเดินทางเข้าอเมริกาทาง ตม จะเขียนใน I-94 ของคุณว่า D/S (Duration of Status) แต่จะไม่ประทับวันหมดอายุเหมือนวีซ่าประเภทอื่น ดังนั้นตราบใดที่คุณยังคง สถานภาพนักศึกษาซึ่งระบุใน I-20 คุณก็จะอยู่ไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าคุณเลิกเรียน ถึงแม้ว่า F-1 ของคุณยังไม่หมด แต่คุณไม่ได้เรียนแล้วเท่ากับวีซ่าขาดทันที ถ้าคุณยังเรียนต่อ แต่ F-1 หมดอายุไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณเดินทางกลับไทย คุณต้องนำ I-20 ที่เป็นปัจจุบันไปขอวีซ่า F-1 มาใหม่ค่ะ

ส่วนใหญ่คนชอบขอวีซ่านักเรียนมาอเมริกาหรือมาวีซ่าท่องเที่ยว แล้วมาเปลี่ยนสถานะเป็นนักเรียน โดยการซื้อ I-20 จากโรงเรียนสอนภาษา เพราะผู้ถือวีซ่านักเรียนสามารถจะขอทำใบขับขี่ และขอหมายเลข SSN ได้ ถึงแม้จะเป็น SSN ที่มีตราประทับว่าห้ามทำงานก็ตาม และหลายคนใช้ SSN นี้ทำงานข้างนอก และมีหลักฐาน การหักจ่ายภาษี ซึ่งตรงนี้ไม่เป็นผลดีในระยะยาว เพราะหากคุณทำเรื่องขอกรีนการ์ดเมื่อไหร่ ทางการจะทราบทันทีว่าคุณเคยทำงานในขณะที่ถือวีซ่านักเรียน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฏ ที่ทุกคนควรทราบคือ ฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลหลายหน่วยงาน เชื่อมโยงถึงกันหมด อาทิ USCIS, IRS, SSA, DMV, Department of Justice, ฯลฯ ดังนั้น การคิดจะซิกแซกไม่ควรทำค่ะ

หลังจากปี 2003 เป็นต้นมา ผู้ถือวีซ่านักเรียนต้องไปเรียน มิฉนั้นคุณจะโดนขึ้นบัญชีดำทันที และจะถูกอิมมิเกรชั่นตามจับถึงบ้าน การนี้ใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ที่อิมมิเกรชั่นจะมาตามตัวถึงบ้าน ถึงคุณจะย้ายบ้านก็ไม่พ้นความรับผิดชอบ เพราะว่าเป็นความผิดของคุณที่

หนึ่ง… ไม่ไปเรียน ปล่อยให้วีซ่าขาด

สอง… ตามกฏหมายแล้ว หากคุณย้ายที่อยู่ คุณต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วันหลังจากย้ายแล้ว ดังนั้นอิมมิเกรชั่นสามารถออกหมายดำเนินเรื่องเนรเทศคุณได้ แม้จะยังไม่เจอตัว

ถ้าคุณถือวีซ่านักเรียน อย่าปล่อยให้สถานภาพขาด ถ้าคุณป่วยหรือมีความจำเป็นต้องขาดเรียน ต้องแจ้งให้ Foreign Student Advisor ที่โรงเรียนทราบทันที เพื่อที่เขาจะได้ไม่รายงานอิมมิเกรชั่น คุณควรศึกษากฏระเบียบ เรื่องการลาของโรงเรียนให้เข้าใจ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ทำอะไร ที่ผิดเงื่อนไข อันจะเป็นเหตุให้ทางโรงเรียนรายงานอิมมิเกรชั่นได้

ถ้าคุณต้องการเลิกเรียนและตั้งใจจะแต่งงานกับซิติเซ่น อย่าทิ้งช่วงนาน รีบแต่ง ก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะออกหมาย ดำเนินการเนรเทศคุณ

ผลพวงของการที่คุณปล่อยให้วีซ่าขาด ก็คือ พอคุณไปแต่งงานกับซิติเซ่นและยื่้นเรื่องขอกรีนการ์ด ทางอิมมิเกรชั่นก็จะพบทันทีว่าคุณมีเรื่องการเนรเทศค้างอยู่ ตรงนี้จะเป็นเหตุ ให้อิมมิเกรชั่นปฏิเสธกรีนการ์ดคุณทันที ในกรณีอย่างนี้คุณต้องยื่นเรื่องขอผ่อนผัน (waiver) พร้อมกับยื่นเรื่องขอกรีนการ์ด หากอิมมิเกรชั่นอนุมัติคำร้องขอผ่อนผันของคุณ ถึงจะเดินเรื่องกรีนการ์ดได้ หลายคนมักจะชอบบอกว่า ใครๆ เขาก็ทำกันได้ไม่เห็นเป็นไร ตรงนี้ขึ้นอยู่กับจังหวะค่ะ ถ้าวีซ่าขาด แต่อิมมิเกรชั่นยังไม่ได้ออกหมายดำเนินการเนรเทศคุณ คุณก็รอดตัวไป แต่ถ้ามีหมายออกแล้วกรีนการ์ดคุณ จะโดนปฏิเสธทันทีค่ะ

กรณีที่ถือวีซ่านักเรียนอยู่แล้วจะแต่งงาน ส่วนมากจะไม่ศึกษากฏระเบียบให้ดี ทำให้ตัดสินใจผิดๆ ปัญหาหลักๆ ที่ดิฉันเจอบ่อยๆ คือ มีแฟนปั๊บ ก็เลิกเรียนปุ๊บ เพราะถือว่าเดี๋ยวก็ขอกรีนการ์ดได้ ตรงนี้มีสองพวกคือ

แต่งงานกับซิติเซ่น แต่สามีมีปัญหานุงนัง เช่น ไม่ได้เสียภาษีติดต่อกันหลายปีและไม่อยากจะเสียให้ถูกต้อง สามีกำลังยื่นเรื่องล้มละลาย ทำให้ขาดคุณสมบัติ ในการเป็นสปอนเซ่อร์ หรือสามีเคยมีคดีมาก่อน ทีนี้พอแต่งงานแล้วมารู้ทีหลัง ก็ทำให้ยื่นเรื่องไม่ได้ เลยเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้น ทางที่ดีคือ ศึกษากันให้ดีก่อนแต่งงาน และรักษาสถานภาพนักเรียนเอาไว้ อย่าให้วีซ่าขาดจนกว่าจะได้กรีนการ์ด ซึ่งก็ไม่กี่เดือนเท่านั้น

แต่งงานกับกรีนการ์ด ปกติการแต่งงานกับกรีนการ์ดนั้น คุณต้องรอถึงห้าปี กว่าจะได้กรีนการ์ด และภายในห้าปีนี้ คุณเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ ถ้าไปก็จะกลับเข้าอเมริกาไม่ได้ ไม่สามารถขอ work permit หรือใบขับขี่ ฯลฯ นอกจากนั้นปัญหาหลักที่พบบ่อยมากคือ หลายต่อหลายคู่เลิกกัน ก่อนที่จะได้กรีนการ์ด ดังนั้นเรื่องก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกตรงที่ วีซ่าขาดไปนานแล้ว กรีนการ์ดก็ไม่ได้ และ้ถ้าไปแต่งงาน และยื่นขอกรีนการ์ดใหม่ ทาง USCIS ก็จะตั้งข้อสังเกตว่าคุณนี่แต่งงาน เพราะอยากได้กรีนการ์ดหรือเปล่า ฯลฯ หลายคนมาปรึกษาว่าจะเลิกเรียนดีไหม ในกรณีอย่างนี้ ดิฉันมักจะ แนะนำให้ยอมเสียเงิน ลงทะเบียนเรียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้กรีนการ์ดหรือหาทางเปลี่ยน เป็นวีซ่าทำงานก่อนค่ะ เพราะอย่างน้อยถ้าชีวิตสมรสไปไม่รอด ตัวคุณก็ไม่มีปัญหานุงนังแก้ไม่ตก สามารถตั้งต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายกว่ามากค่ะ

http://lawanwadee.com/

© 2007 Lawanwadee



Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 1 มีนาคม 2551 2:36:04 น. 0 comments
Counter : 830 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Lawanwadee
Location :
California United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]




ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อดิฉันได้ที่ http://lawanwadee.com/

หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่อง domestic violence เช่น สามีทำร้ายร่างกาย สามีเอาข้าวของๆ คุณออกมาโยนไว้หน้าบ้าน ไล่คุณออกจากบ้าน เปลี่ยนกุญแจ หรือสามีบังคับให้คุณขายบริการทางเพศ บังคับให้เข้าร่วมกลุ่มสวิงกิ้ง หรือทำการใดๆ ที่เป็นการบังคับขู่เข็ญ คุณสามารถติดต่อดิฉันได้ ทางฟอร์มข้างล่างนี้ กรุณาเล่ารายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่คุณมาด้วยวีซ่าอะไร เมื่อไหร่ แต่งงานมานานเท่าไหร่ เกิดอะไรขึ้น ฯลฯ และระบุชื่อเมือง รัฐ และ zip code มาด้วย ถ้าเป็นกรณีเร่งด่วน กรุณาให้เบอร์โทรศัพท์ของคุณมาด้วยค่ะ
Friends' blogs
[Add Lawanwadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.