รวยเงินทำยาก รวยสุขภาพ ง่ายนิดเดียว
เมื่อกี้เข้าไปเม้นเรื่องสุขภาพในบล๊อกๆ หนึ่ง รู้สึกว่า เอ้อ เรานี้ก็มีสาระเหมือนกันนี่อ่า ไหนๆ ก็เป็น LamoonMan Version 2.0 เลยขอสถาปนาปีนี้ให้เป็นปีแห่งสุขภาพแล้วกัน ไหนๆ ก็ทำงานมาเกือบ 20 ปี แต่ทำยังไงก็ยังไม่รวยซะที ทำงานประจำก็แล้ว ลาออกมาทำส่วนตัวก็แล้ว สงสัยชาติที่แล้วทำบุญมาน้อย อย่ากระนั้นเลยครับ ขอเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสซักหน ในเมื่อมันรวยเงินไม่ได้ ก็ขอเปลี่ยนมารวยสุขภาพแล้วกัลลลลล์...(ยังไงก็รวยเหมือนกันสิน่า )

ที่ผมเม้นในบล๊อกนั้นเป็นดังนี้ครับ

...ผมเป็นคนทำงานหนัก ไม่ใช่แบกอิฐ หิน ปูน ทราย นะครับ แต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำยังไงก็ไม่รวยซักที เป็นคนที่มุ่งมั่นและดันทุรังสูงมาก ถ้าใครเคยดูหนังฮอลลีวูดเรื่อง Tin Cup (ที่เควิน คอสเนอร์ แสดง) นั่นแหละผมเลยล่ะ

ทีนี้พออายุมากขึ้น ก็เริ่มเห็นผล คือตาพร่ามัว ตาแดง เคืองตา ไม่สู้แสง น้ำตาไหล ปวดหัว และเหมือนมีฝุ่นเข้าไปอยู่ในตาตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นก็ยังดันทุรังนั่งทำงานอยู่นั่นแหละ อ้อ ลืมบอกไป ผมทำงานเกี่ยวกับคอมพ์ ต้องใช้คอมพ์ตลอดครับ ปรึกษาเพื่อน เพื่อนบอกอาจเป็นต้อหิน ซึ่งอันตรายมาก อาจทำให้ตาบอดได้ (เหมือนทูน หิรัญทรัพย์)

กลัวมากเลยครับ เลยตัดสินใจเดินเข้าโรงบาล ทั้งๆ ที่ไม่เคยเข้ามาเลยเป็นสิบปี ไปหาหมอโรคตา ให้หมอเช็คให้ว่าเป็นต้อหินหรือเปล่า หมอเค้าจะเอาน้ำยาเช็คความดันมาหยอดตา แสบมากๆ เลยครับผม กลิ่นเหมือนทินเจอร์ หมอบอกว่า ความดันปกติ แล้วก็วัดสายตาให้ ปรากฎว่า ผมมีสายตาสั้น + เอียง + ยาวนิดหน่อย ซึ่งนั่นอาจเป็นที่มาของอาการปวดหัวเมื่อเพ่งอะไรมากๆ

ส่วนอาการเคืองตา และแพ้แสง หมอวินิฉัยว่า อาจเกิดจากอาการของคนเป็นโรค "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" ซึ่งเกิดกับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้พักผ่อน หมอแนะนำว่าให้พักผ่อนเยอะๆ แล้วจัดยาหยอดตาให้ แล้วก็ให้ไปตัดแว่นใส่ซะ

ผมเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จากเดิมทำงานทั้งวัน ทั้งคืน นอนตีสี่ตีห้า ตื่นเก้าโมง มาเป็น นอนไม่เกินเที่ยงคืน ตื่นเจ็ดโมงเช้า (ประมาณ 7 ชั่วโมง) ออกกำลังกายโดยการวิ่งวันละ 20 นาที เกือบทุกวัน เลือกกินผักผลไม้สด โดยเฉพาะน้ำแครอท กินอาทิตย์ละ 3 ขวด (ขวดเล็กๆ) กินข้าวให้ตรงเวลา งดไขมัน โชคดีเป็นคนไม่กินเหล้าสูบบุหรี่อยู่แล้ว (แต่ตอนวัยรุ่น ประจำ) ทำอย่างงี้มา 3 อาทิตย์แล้วครับ ปรากฎว่า ดีขึ้นมากๆ สายตาดีขึ้น มองชัดขี้น อาการปวดหัวหายไป อาการเคืองตาก็หาย มีความรู้สึกเหมือนโลกเป็นของเราอีกครั้งหนึ่ง

ที่เล่ามา ก็เพื่อจะแนะนำว่า สิ่งที่เราเคยเรียนในวิชาสุึขศีกษาตอนสมัยประถมนั้น มันถูกต้องทุกอย่างครับ เพียงแต่พอโตขึ้น พวกเรามาบ้างาน บ้าเที่ยว บ้า... จนลืมรักษาสุขภาพร่างกาย ผมแนะนำเพื่อนๆ ไปหลายคนแล้วครับ เรื่องรักษาสุขภาพเนี่ย พวกเราทำงานหนัก แต่กว่าจะประสบผลสำเร็จ ก็ตอนที่เราเป็นโรคต่างๆ นาๆ ต้องเข้าโรงบาล แล้วเราจะบ้าทำงานไปทำไม การทำให้รวยมันเป็นเรื่องยาก กว่าจะสำเร็จอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต แต่การทำให้สุขภาพดีนั้น ทำได้เลย ไม่ต้องลงทุนอะไรมากด้วย แค่ 4 ข้อต่อไปนี้

1) กินผักผลไม้ (สด) งดไขมัน
2) ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน
3) พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนหลังเที่ยงคืน (เวลาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์คือ 3 ทุ่ม)
4) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ดังนั้น พวกเรามาเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสกันดีกว่า ทำให้รวยเงินไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาทำให้รวยสุขภาพกันดีกว่า ซึ่งมันก็คือรวยเหมือนกัน แต่รวยสุขภาพน่าจะมีความสุขกว่า พวกที่มีเงินทองร่ำรวย พวกเค้าอาจอิจฉาพวกเราที่รวยสุขภาพหน้าตาแจ่มใส เพราะพวกที่ร่ำรวยเงินทอง ตอนนี้อาจกำลังนอนอยู่ในโรงบาล ด้วยโรค เบาหวาน มะเร็ง ... แต่พวกเราที่ไม่ร่ำรวยอะไร แต่มีชีวิตสดใสร่าเริงอยู่ในโลกภายนอก




Create Date : 30 มกราคม 2551
Last Update : 30 มกราคม 2551 8:49:05 น.
Counter : 329 Pageviews.

6 comments
  
เหนด้วยค่ะ เมื่อก่อนพีไม่ชอบออกกำลังกายเรยนะ

ไม่เคยเล่นกีฬาอะไรกะเค้าด้วย เล่นไม่เปนซักกะอย่าง

แต่ตอนนี้......เพิ่งสำนึกอยากจาว่ายน้ำเปน ก้อไป

ลงเรียนว่ายน้ำ อยากจาออกกำลังกายกะเค้าบ้าง อิอิ

โดย: Snakkes OleBrumm วันที่: 30 มกราคม 2551 เวลา:20:00:01 น.
  
เห็นด้วยครับผม
ถ้าทุกคนคิดได้อย่างคุณก็ดีสินะ ทุกคนจะได้สุขภาพแข็งแรงเจ็บป่วยน้อยลง คนไข้น้อยงานที่เราทำอยู่ก็จะไม่หนักไงครับ
โดย: tthann (phaclam ) วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:1:47:42 น.
  
กลับมาตอบคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ในบล๊อก(ที่เกือบจะว่างเปล่าวันก่อนนะคะ)...
วันนี้คุณออกกำลังกายรึยังครับ

อยากจะบอกคุณว่าที่คูณเขียนมาทั้งหมดนะเห็น

ด้วยเพราะปกติแล้วดิฉันเองเป็นคนนึงที่ออกกำลังกายมาตลอดหนึ่ง

เพราะกลัวอ้วนสองความเคยชินมี๊งคะ...วันไหนไม่ได้อยู่เวรดึกก็จะ

วิ่งตอนเช้าเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทุกวัน วิ่งพร้อมมือถือถุงใส่ของเตรียม

ตักบาตรเพราะต้องวิ่งสวนทางกับพระที่มาบิณฑบาตรตอนเช้า...พอ

ดีว่าอยู่ ตจว...การดำเนินชีวิตก็เลยสบายๆ...บางวันเวรเช้าก็จะวิ่ง

ตอนเย็นปั่นจักรยานกัน...ว่ายน้ำบ้างแต่ไม่บ่อย...ที่สำคัญไม่ตามใจ

ปากก็โอเค..แล้ว...แต่ข้อเสียที่แก้ไมได้คือไม่กินผัก...เชื่อปะบางที

คนที่ไม่กินผักอาจจะสุขภาพดีกว่าคนที่กินผักก็ได้เพราะไม่ได้รับสาร

ตกค้างจากผักงัยครับ ลองคิดดูน๊าตอนนี้ใช้สารเคมีกันเยอะมักๆ...

(คิดแบบเข้าข้าวตัวเองน่ะค่ะ)...
โดย: tthann (phaclam ) วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:1:57:17 น.
  
ตอบคูณ phaclam ครับ

แบบคุณ phaclam ถือเป็นการใช้ชีวิตที่เยี่ยมมากครับ (แอบอิจฉาที่อยู่ต่างจังหวัด อากาศดีๆ) แบบที่ผมบอก บางทีคนรวยคนมีกะตังค์เค้าอาจกำลังอิจฉาพวกเราที่มีสุขภาพดี ผมเคยเห็นคนรวยเป็นโรคแปลกๆ เป็นโรคประเภทกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากแล้วไม่ออกกำลังกาย เช่น โรคเก๊าท์ (อาผมเองแหละ) ต้องนอนโรงบาล อาผมเป็นคนทำงานหนัก สมัยผมเด็กๆ อาผมชอบออกกำลังกาย ชวนผมไปวิ่งบ่อยๆ ตอนนั้นเค้าแข็งแรงมาก แต่พออาเริ่มทำงาน วิถีชีวิตอาเริ่มเปลี่ยนไป ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น วิถีชีวิตก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้น กินมากขึ้น(เพราะต้องออกสังคม ยิ่งถ้าติดต่อฝรั่งเนี่ย สเต็กทั้งนั้น) พักผ่อนน้อยลง และไม่ออกกำลังกาย (เพราะต้องทำงานหนัก) จนเดี๋ยวนี้อาผมเป็นสารพัดโรค ผมถือว่านั่นเป็นภาพอนาคตของผม (เฉพาะในส่วนที่เป็นโรคนะครับ)

แต่เรื่องกินผักเนี่ยก็เห็นด้วยนะ สารตกค้างเพรียบ แต่ผมว่าประโยชน์ที่ได้รับจากผัก น่าจะมีมากจนสามารถชดเชยกับโทษที่ได้รับจากสารพิษก็ได้ (อันนี้คิดแบบเข้าข้างตัวเองเหมียนกัน) เพราะผักส่วนใหญ่จะมีสารป้ิองกันอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนที่ให้เกิดโรคมะเร็ง (ที่มันไม่ยิงซะที เล็งอยู่นั่นแหละ) ตอนนี้ที่กลัวมากคือโรคมะเร็งครับ เพราะเห็นคนรู้จักร่วงไปทีละคน สองคน และอย่างหนึ่งที่คนเหล่านี้่เหมือนกันคือ ไม่ชอบกินผัก (สด) เน้นกินเนื้อ ไม่ออกกำลังกาย และนั่งทำงานดึกๆ ไม่นอนตอนกลางคืน ถึงแม้พวกเค้าจะไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ก็ตาม ผมถึงคิดกฎเหล็ก 4 ข้่อที่ต้องกระทำทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งครับ

ไม่ทราบคุณphaclam ทำงานเกี่ยวกับพวกหมอหรือเปล่าครับ เผื่อมีอะไรจะได้ขอคำแนะนำ คือช่วงนี้กำลังบ้าสุขภาพน่ะครับผม
โดย: LamoonMan วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:25:31 น.
  
หวัดดีตอนสายสาย...ของเช้าวันหยุดที่ฝนตกและอาอาศเย็นจัด

คุณlamoonMan ครับดิฉันไม่ได้เป็นหมอหรอกนะคะแต่ทำงานที่ต้องใกล้ชิดหมอๆๆแค่นั้นแหล่ะค่ะ...ดิฉันเป็นพยาบาลประจำที่ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉินค่ะ...ลองถามมาก่อนน่ะข้อมูลเกี่ยวกับโรคและสุขภาพถ้าตอบได้ก็จะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็จะหาคำตอบให้นะคะ...เพราะคิดว่าตัวเองก็รักสุขภาพไม่น้อยไปกว่าคุณแนแท้..
แต่โรคมะเร็งไม่ต้องไปเครียดกับมันมาก...เหนือการควบคุม...กรรมพันธุ์น่าจะมีส่วนอยู่มาก...อย่าเผลอเคีรดเชียวนะ...เดี๋ยวจะเป็น
ตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งนะครับ555
โดย: phaclam IP: 124.157.189.163 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:11:16:12 น.
  
ขอบคุณคุณphaclam ครับ ปกติเป็นคนไม่เครียด แต่พอคนรอบข้างเข้ามาวุ่นวายก็จะเครียด เข้าใจว่าพวกเค้าหวังดี แต่ถ้าเราทำได้แค่นี้มันก็แค่นี้ คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ขอเพียงแต่คนรอบข้างไม่มาตอกย้ำความล้มเหลวของเรา แค่เนี้ยผมก็ไม่เครียดแล้วล่ะครับ ก็พยายามพูดให้คนพวกนี้เข้าใจ ก็ดูเหมือนเค้าจะเข้าใจเหมือนกัน พอผ่านไปซักพัก เอาแระ มาตอกย้ำกันอีกแระ เซ็งจริงๆ เข้าใจเลยว่าพวกที่คิดฆ่าตัวตายเนี่ย มาจากสาเหตุอะไร (พ่อแม่นี่แหละสาเหตุหลักเลยหล่ะ)
โดย: LamoonMan วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:52:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

LamoonMan
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





มกราคม 2551

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31