ตอนที่ 13(2) สายลมแห่งอัลลาส ได้โปรดตอบฉันที...(The Wind of Allas, Please Respond…)


           ตอนค่ำวันนั้นในพระราชวังแวร์ซายส์ ได้เวลาสำหรับการชมคอนเสิร์ตแล้ว แต่พระนางอังตัวเน็ตหายตัวไป มาดามโนอิลจึงออกตามหาพระนางอังตัวเน็ต เพื่อตามพระนางไปชมคอนเสิร์ต

มาดามโนอิล : “พระนางอังตัวเน็ตพระนางอังตัวเน็ต! พระนางอังตัวเน็ต!” มาดามโนอิลเดินตามหาพระนางอังตัวเน็ตอยู่ในสวน แล้วก็พบกับพระนางอังตัวเน็ตที่กำลังยืนมองเงาตัวเองอยู่บริเวณน้ำพุด้วยความเบื่อหน่ายกับชีวิต “อยู่นี่เอง ทุกคนกำลังรอฝ่าบาทอยู่ที่ห้องโถงเพคะ”

อังตัวเน็ต : “ชั้นไม่อยากชมคอนเสิร์ต”

มาดามโนอิล : “ตรัสแบบนั้นไม่ได้นะเพคะ!”

อังตัวเน็ต : “ชั้นเบื่อและก็เหนื่อยกับการดูละคร แต่งตัวและก็ไปงานเลี้ยงเต้นรำ!” พระนางพูดด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต แต่มาดามโนอิลนั้นก็ไม่ได้สนใจความรู้สึกของพระนางเลย มาดามโนอิลพยายามขยั้นขยอให้พระนางไปดูคอนเสิร์ตให้ได้

มาดามโนอิล : “รีบไปเถอะเพคะ ทุกคนกำลังรออยู่ มาเร็ว มาเร็ว” มาดามโนอิลฉุดแขนอังตัวเน็ตไปตามทางเดินเพื่อไปที่ห้องชมคอนเสิร์ต เมื่อเดินเข้ามาใกล้ห้องโถง อังตัวเน็ตก็เริ่มได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพระนางมาถึงห้องโถงที่แสดงคอนเสิร์ต พระนางก็ต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาสวยสง่า กับเสียงร้องเพลงโอเปร่าที่นุ่มนวล และไพเราะ “เสียงของเธอเพราะจังเลย!”

อังตัวเน็ต : “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน?” พระนางอังตัวเน็ตถามกับมาดามโนอิล

มาดามโนอิล : “เธอคือ โยลอง เดอโปลินยัค เพคะ”

อังตัวเน็ต : “มาดาม เดอ โปลินยัคเธอเปรียบเสมือนร่มเงาของต้นไม้ เธอดูนุ่มนวลเหมือนนางฟ้า ชั้นอยากจะเป็นเพื่อนกับเธอ...!” อังตัวเน็ตคิด พระนางอังตัวเน็ตรู้สึกประทับใจในตัวมาดามโปลินยัคมาก

          หลังอาหารค่ำในโรงแรมอัลลาส ออสการ์และอังเดรยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร

อังเดร : “อ๊า อิ่มจังเลย! รู้สึกดีจัง คืนนี้เรานอนพักกันก่อน พรุ่งนี้เราจะได้ไปสำรวจรอบๆกัน”

ออสการ์ : “อืม” ออสการ์ยังคงนั่งหลับตานิ่งครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ จนอังเดรต้องเอ่ยถาม

อังเดร : “เธอดูหดหู่นะ เธอคิดอะไรอยู่หรอ? อย่ากังวลในคำพูดของโรเบสปิแอร์เลย พระนางอังตัวเน็ตถูกเข้าใจผิดเอาได้ง่ายๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่”

ออสการ์ : “แต่...” แต่ยังไม่ทันที่ออสการ์จะได้เอ่ยปากพูด ทันใดนั้นก็มีเสียงของอะลัสเอะอะโวยวายดังอยู่หน้าห้อง “งั้นหรอ โชคร้ายจังเลย”

อังเดร : “เกิดอะไรขึ้น?” แล้วอะลัสก็เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ

อะลัส : “ท่านออสการ์! มีเด็กป่วยเป็นไข้และกำลังจะตาย!”

ออสการ์ : “ฮะ! แถวนี้ไม่มีหมอหรอ?” ออสการ์ตกใจกับข่าวร้ายที่ได้ยิน

อะลัส : “ในหมู่บ้านเราไม่มีหมอเลยและอีกอย่างถึงแม้ว่าจะมีหมอ แต่ค่ารักษาก็คงจะแพงมาก โถ่...ซูกานผู้น่าสงสาร”

ออสการ์ : “เด็กที่ว่านี้คือลูกของซูกานหรอ?”

อังเดร : “เด็กคนนั้นก็ต้องเป็นจิลเบิร์ทน่ะสิ!” ออสการ์และอังเดรรู้สึกตกใจที่รู้ว่าเด็กคนนั้นคือลูกของซูกานที่เขาพึ่งได้เจอเมื่อเย็นนี้

     ออสการ์ อังเดรและอะลัสรีบเดินทางไปที่บ้านของซูกานทันที  บ้านหลังเล็กๆของซูกานตั้งอยู่กลางทุ่งนาสภาพซอมซ่อ ภายในบ้านไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์อะไรมากมาย ในห้องนอน จิลเบิร์ทนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง โดยมีแม่ของเขาคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

แม่ของจิลเบิร์ท : “จิลเบิร์ททำใจดีๆ ไว้นะลูก! โอ้พระเจ้า ได้โปรดช่วยเค้าด้วย! ได้โปรดช่วยชีวิตลูกของชั้นด้วย!” ที่โต๊ะรับแขกด้านนอกออสการ์ อังเดรและอะลัสมาถึงบ้านของซูกานพอดี ซูกานนั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะโดยมีพี่สาวของจิลเบิร์ทนั่งอุ้มน้องคนสุดท้องอยู่ด้วย

อะลัส : “อาการของจิลเบิร์ทเป็นยังไงบ้าง?” ซูกานส่ายหน้าด้วยความหมดหวัง

ออสการ์ : "ซูกาน ถ้าเราไม่รีบพาเค้าไปหาหมอตอนนี้มันอาจจะสายเกินไปนะ!” ออสการ์ออกความเห็น

พี่สาวของจิลเบิร์ท : “พ่อคะ เราขายตู้กับเตียงก็ได้ค่ะ หนูนอนบนพื้นได้!” แม่ของจิลเบิร์ทเดินออกมาสมทบด้วยอีกคน

แม่ของจิลเบิร์ท : “ถ้าไม่พอ ที่รัก เราขายวัวเถอะ”

พี่สาวของจิลเบิร์ท : ใช่เราขายวัวเถอะค่ะ!” แต่ซูกานยังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ที่โต๊ะ

อะลัส : “ใช่ เร็วๆเข้าเถอะ จะได้พาเค้าไปหาหมอในเมือง ซูกาน!” แต่ซูกานกลับลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วพูดว่า

ซูกาน : “ไม่ ชั้นทำแบบนั้นไม่ได้ ชั้นไม่สามารถพาเค้าไปหาหมอได้!”

ทุกคนที่อยู่ในที่นั้น ต่างตกใจกับการตัดสินใจของซูกาน

พี่สาวของจิลเบิร์ท : “พ่อค่ะ!”

ออสการ์ : “ทำไมล่ะ?” ออสการ์ถามด้วยความสงสัย

ซูกาน : “ถ้าชั้นขายวัวพวกเราก็จะไม่รอด พืชไร่ทั้งหมดถูกนำไปจ่ายภาษี ลำพังแค่การขายนมกับชีสเราก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว! ถ้าพวกเราขายวัว พวกเราก็ต้องอดตายกันหมด” ซูกานจำเป็นต้องฝืนใจตังเอง เพราะนี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเค้า ซูกานหันหน้าเข้าผนังเพื่อปิดบังน้ำตาที่ไหลออกมา

ออสการ์ : “วัวมีค่ามากกว่าลูกของท่านงั้นหรออย่าโง่สิ ท่านยังเป็นพ่อคนอยู่รึป่าว?” ออสการ์ต่อว่าซูกาน

ซูกานหันหน้ามาหาออสการ์ด้วยน้ำตานองหน้า

ซูกาน : “ใครบ้างจะไม่รักลูกของตัวเอง?! ชั้นเป็นหัวหน้าครอบครัว ชั้นไม่สามารถจะเลือกให้ทุกคนต้องอดตายเพื่อรักษาชีวิตลูกเพียงคนเดียวได้! จิลเบิร์ทผู้น่าสงสาร...แต่เราจำเป็นต้องปล่อยเค้าไป”

ออสการ์ : “ชีวิตของท่าน...!” ออสการ์ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า พวกเค้าต้องอยู่อย่างลำบากยากแค้นขนาดนี้

ซูกาน : “ชั้นไม่เข้าใจเลย ชั้นทำงานอย่างหนักแต่ทำไม...ทำไมพวกเราถึงได้กินแต่เกลือกับมันฝรั่ง?! มีบางคนพูดว่ามันเป็นความผิดของพระราชินี แต่ชั้น...ชั้นไม่รู้...” คำพูดของซูกานเหมือนมีดที่กรีดลงบนหัวใจของออสการ์ แล้วทันใดนั้นเด็กน้อยจิลเบิร์ทก็พยุงร่างที่อ่อนแรงของตัวเอง ออกมาจากห้อง

จิลเบิร์ท : “พ่อครับ”

แม่ของจิลเบิร์ท : “จิลเบิร์ทลูกต้องนอนอยู่บนเตียงนะ!” แม่รีบเข้าไปโอบกอดลูกชายเอาไว้

จิลเบิร์ท : “อย่าโกรธพ่อของผมเลยท่านออสการ์ วัวมีความสำคัญกับเรามาก ถ้าเราขายมัน พวกเราต้องแย่แน่ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ได้โปรดอย่าโกรธพ่อผมเลย!” ถึงแม้จิลเบิร์ทจะเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆแต่เค้าก็เข้าใจในความจำเป็นของพ่อ ที่ไม่สามารถพาเค้าไปหาหมอได้

แม่ของจิลเบิร์ท : “จิลเบิร์ท!” แม่กอดจิลเบิร์ทและร้องไห้ออกมาอย่างหนัก สิ่งที่ออสการ์ได้เห็นและได้ฟังนั้นไม่อาจจะทำให้เธอนิ่งเฉยอยู่ได้ ออสการ์เดินเข้าไปอุ้มร่างของเด็กน้อยจิลเบิร์ทขึ้นมา

ออสการ์ : “อังเดร ไปเอาม้ามาโรงพยาบาลอยู่ที่ไหน ซูกาน?!”

     ออสการ์อุ้มร่างของจิลเบิร์ทและรีบควบม้าไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยมีอังเดรขี่ม้าอีกตัวตามไปติดๆ

ออสการ์ : “ชั้นไม่เคยคิดเลยว่าที่ดินที่เป็นสมบัติของตระกูลจาร์เจจะอนาถาแบบนี้!”

ตลอดทางไปโรงพยาบาลออสการ์ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

ในคืนนั้นเองออสการ์และอังเดรได้ควบม้าพาจิลเบิร์ทมาที่โรงพยาบาลเล็กๆ ในหมู่บ้านใกล้ๆกัน ระหว่างที่หมอกำลังตรวจอาการของจิลเบิร์ทอยู่ในห้อง ออสการ์และอังเดรยังคงนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง

อังเดร : “ชั้นหวังว่าจิลเบิร์ทคงจะปลอดภัยดี ถึงแม้ว่าจะป่วย แต่ก็ไม่สามารถไปหาหมอได้งั้นหรอมันเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเราเนี่ย?” ทันใดนั้นหมอก็เดินออกมาจากห้องพอดี ออสการ์และอังเดรรีบเข้าไปถามอาการของจิลเบิร์ท

ออสการ์ : “หมอ เค้าเป็นยังไงบ้าง?”

อังเดร : “อาการของจิลเบิร์ทเป็นยังไงบ้างครับ?”

หมอ : “ผมยังบอกอะไรไม่ได้ตอนนี้ ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของเค้า แต่ร่างกายของเค้าอ่อนแอมาก เราจะรู้ผลพรุ่งนี้เช้า” ออสการ์กับอังเดรรีบเดินเข้าไปดูอาการของจิลเบิร์ทที่ข้างเตียง

ออสการ์ : “จิลเบิร์ท...”

ออสการ์ได้แต่อ้อนวอนต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้าได้โปรดช่วยชีวิตเด็กน้อยจิลเบิร์ทด้วยเถอะ และชั้นขอสวดอ้อนวอนให้ประชาชนโกรธแค้นพระนางอังตัวเน็ตน้อยลงด้วย ชั้นขอสวดอ้อนวอนให้ประชาชนได้เข้าใจในพระทัยของพระนางด้วย!”

       ในขณะเดียวกันนั้นที่ห้องของพระนางอังตัวเน็ต พระนางกำลังยืนมองพระจันทร์อยู่ที่ระเบียงเพื่อรอให้มาดามโปลินยัคมาเข้าเฝ้าตามที่พระนางรับสั่งไว้ แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น มาดามโปลินยัคเดินเข้ามาหาพระนางอังตัวเน็ตที่ระเบียงห้อง

มาดามโปลินยัค : “ฝ่าบาทเรียกหาหม่อมชั้นหรอเพคะ?”

อังตัวเน็ต : “เข้ามาใกล้ๆสิมาดามโปลินยัค ชั้นอยากจะคุยกับท่าน”

มาดามโปลินยัค : “หม่อมชั้นรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเพคะฝ่าบาท” มาดามโปลินยัคโค้งคำนับด้วยความยินดี พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้พระนางอังตัวเน็ตมากขึ้น

อังตัวเน็ต : “ชั้นได้ยินมาว่าท่านเคยมาที่แวร์ซายส์เมื่อครึ่งปีก่อน แต่ทำไมท่านไม่ค่อยได้เข้ามาในวังเลยล่ะ?”

มาดามโปลินยัค : “เป็นเพราะว่า...เพราะว่าพวกเราไม่มีเงินมากพอที่จะมาแสดงตัวในวังหรอกเพคะ” มาดามโปลินยัคตีสีหน้าเศร้าสลด

อังตัวเน็ต : “โอ้ ชั้นถามอะไรที่ทำให้ท่านรู้สึกอับอายรึป่าว?”

มาดามโปลินยัค : “ไม่เลยเพคะ เพราะว่ามันเป็นความจริงเพคะ”

“ไม่มีเงิน...เธอไม่ลังเลเลยที่จะพูดในสิ่งที่น่าอับอายเช่นนี้ เธอช่างมีจิตใจซื่อตรงจริงๆ” พระนางอังตัวเน็ตรู้สึกประทับใจมาดามโปลินยัคมากขึ้นอีกเพราะเธอกล้าที่จะพูดในสิ่งที่น่าอับอายเช่นนี้ออกมา

อังตัวเน็ต : “มาดามโปลินยัค ได้โปรด ชั้นอยากจะเป็นเพื่อนกับท่าน”

มาดามโปลินยัค : “ฝ่าบาท...” มาดามโปลินยัครู้สึกตกใจที่พระราชินีขอเป็นเพื่อนกับเธอ พระนางอังตัวเน็ตเดินเข้าไปจับมือของมาดามโปลินยัค อย่างสนิทสนม

อังตัวเน็ต : “ย้ายครอบครัวของท่านมาอยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์เลยนะ ชั้นจะได้พูดคุยกับท่านเมื่อไหร่ก็ได้ ตั้งแต่พรุ่งนี้เลยนะ”

มาดามโปลินยัค : “ฝ่าบาท...หม่อมชั้นรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยเพคะ” มาดามโปลินยัคย่อเข่าคำนับและจูบที่ฝ่ามือของพระราชินีอังตัวเน็ตอย่างนอบน้อม

จากนั้นเป็นต้นมามาดามเดอโปลินยัค ผู้กุมหัวใจของพระนางอังตัวเน็ต ก็ได้มีอำนาจครอบงำแวร์ซายส์มากว่าทศวรรษโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า เธอมีบทบาทที่ทำให้พระนางอังตัวเน็ตต้องกลายเป็นราชินีที่น่าอนาถ

       ในกลางดึกคืนนั้นเองซูกานและภรรยาได้เดินทางตามมาที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการของลูกชายอย่างใกล้ชิด โดยที่แม่ของจิลเบิร์ทนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงจนเผลอหลับไป โดยมีออสการ์และอังเดร นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง จนรุ่งสาง จิลเบิร์ทเริ่มรู้สึกตัว เค้าเริ่มขยับฝ่ามือที่แม่ยังคงกุมอยู่

จิลเบิร์ท : “แม่...แม่...แม่!” จิลเบิร์ทร้องเรียกแม่ที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง เมื่อแม่ของจิลเบิร์ทตื่นมาเห็นว่าจิลเบิร์ทอาการดีขึ้นแล้วเธอก็ดีใจเป็นอย่างมาก เธอรีบโผเข้ากอดลูกชายแล้วร้องไห้โฮ ซูกานเองก็ดีใจจนน้ำตาไหลออกมาเช่นกัน

แม่ของจิลเบิร์ท : “จิลเบิร์ท! จิลเบิร์ท!”

ซูกาน : “ขอบคุณพระเจ้า! ปาฏิหาริย์จริงๆ” ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันด้วยความดีใจ ออสการ์กับอังเดรเองก็ยืนดูอยู่หน้าห้องด้วยความดีใจเช่นกัน

อังเดร : “เยี่ยมเลยออสการ์!” เมอซิเอออะลัสเดินทางมาถึงโรงพยาบาลพอดี เค้ารีบตรงเข้ามาถามอาการของจิลเบิร์ทกับออสการ์

อะลัส : “ท่านออสการ์! จิลเบิร์ทเป็นยังไงบ้าง?”

ออสการ์ : “เค้าไม่เป็นไรแล้ว”

อะลัส : “ขอบคุณพระเจ้า และก็ขอขอบคุณท่านด้วย ท่านออสการ์ ถ้าท่านไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วล่ะก็...เค้าคงไม่ได้มาหาหมอหรอก ในประชากร 20 ล้านคนของฝรั่งเศส มีขุนนางอยู่แค่ 4% เท่านั้น แต่ประชากรส่วนใหญ่อีก 96% จะต้องมาคอยรับใช้ขุนนางและคนในวัง และ 96% นั้นยากจนและอดอยากและไม่สามารถมาหาหมอได้เมื่อพวกเค้าป่วย” เมอซิเอออะลัส เผลอตัวพูดความในใจของตนเองออกมาโดยที่เค้าเองก็ลืมไปว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเค้าอย่างท่านออสการ์นั้น ก็เป็นขุนนางเช่นกัน “อ...เออ...ชั้น...ชั้นพูดมากไปแล้วสิ”

ในวันนั้นเองออสการ์กับอังเดรก็ได้เดินทางกลับปารีส ออสการ์ควบม้าอย่างเร็วด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นภายในใจ ออสการ์ควบม้าเร็วมากจนอังเดรรู้สึกเป็นห่วง

อังเดร : “เดี๋ยวเธอก็ตกม้าหรอก! เป็นอะไรไปออสการ์?!”

ออสการ์ : “ชั้นโกรธตัวเองที่ไม่รู้อะไรเลยชั้นไม่เคยรู้เลยว่าประชาชนต้องยากจนและทุกข์ทรมานจากการจ่ายภาษีที่สูงมาก!”

อังเดร : “ชั้นเข้าใจว่าพระราชาและพระราชินีทรงมีพระทัยดีนะแต่พระองค์ไม่เคยสนพระทัยในความทุกข์ยากของประชาชนเลย!”

ออสการ์ : “และตอนนี้ภายในจิตใจของประชาชนก็เริ่มต่อต้านพระองค์ทั้งคู่แล้วมันเป็นความผิดของใครกัน?!” ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ด้วยความที่ออสการ์ควบม้าเร็วมากและม้าเกิดเสียหลักทำให้ร่างของออสการ์ลอยละลิ่วและร่วงลงที่พื้นอย่างแรง อังเดรรีบวิ่งเข้ามาดูออสการ์

อังเดร : “ออสการ์ เป็นอะไรรึป่าว?” จากการหล่นกระแทกพื้นอย่างแรงทำให้ออสการ์สลบไป

อังเดร : “ออสการ์ ภายนอกเธอดูเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง แต่ในหัวใจของเธอร้อนเหมือนไฟ! และชั้นก็รักที่เธอเป็นแบบนี้!” อังเดรคิด

อังเดรพาร่างของออสการ์มานอนพักอยู่ใต้ต้นไม้เพื่อรอให้ออสการ์ฟื้น

ในขณะที่ออสการ์สลบอยู่นั้น เธอก็ฝันถึงเหตุการณ์ต่างๆในขณะที่อยู่ในหมู่บ้านอัลลาส

โรเบสปิแอร์ : “พวกเรามีความคาดหวังที่ดีต่อพระราชาองค์ใหม่ พวกเราคิดว่ายุคใหม่กำลังจะมา แต่ดูตอนนี้สิ! ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราไม่ได้เปลี่ยนไปเลยซักนิด”

ซูกาน : “ชั้นไม่เข้าใจเลยชั้นทำงานอย่างหนัก แต่ทำไมพวกเราถึงได้กินแค่เกลือกับมันฝรั่ง?!”

อะลัส : “ในประชากร 20 ล้านคนของฝรั่งเศส มีขุนนางอยู่แค่ 4% แต่ประชากรส่วนใหญ่ 96% นั้นยากจนและอดอยาก!”

ลมพัดมาอย่างแรง จนออสการ์สะดุ้งตื่น

ออสการ์ : “นั่นเสียงอะไรน่ะ?”

อังเดร : “มีอะไรหรอ? เสียงลมน่ะ”

ออสการ์ : “ใช่ มันก็แค่เสียงลม...”

มันเป็นแค่เสียงของลมจริงหรือมันจะใช่เสียงของยักษ์ที่เรียกว่า “ประชาชน” ผู้ซึ่งถูกล่ามแขนล่ามขากำลังทอดถอนใจจากความทุกข์ทรมานหรือไม่? เสียงที่ออสการ์ได้ยินนั้นอาจจะเป็นสัญญาณแรกที่นำไปสู่การปฏิวัติก็เป็นได้

จบตอนที่ 13

หน้าถัดไป




Create Date : 15 กรกฎาคม 2555
Last Update : 4 กรกฎาคม 2560 12:56:43 น.
Counter : 1642 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Lady Oscar
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]



New Comments
กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog