จะไปต่อไหวไหม ?



บางครั้งเราก็แค่อยากจะ "หนีปัญหา" อะไรสักอย่างที่มันทำให้ไม่สบายใจ แต่มันต้องต่อสู้กับสามัญสำนึกอยู่อย่างมาก เพราะลึกๆ การที่เราเป็นคนที่คิด....มันทำให้อดไม่ได้ที่จะคิดอะไรที่คนปกติเค้าคิดกัน นั่นก็คือ การหนีปัญหามันไม่ใช่หนทางที่จะแก้ไขปัญหา มีครั้งแรก ครั้งต่อๆ ไปก็จะตามมา เราเป็นคน ต้องสู้กับมัน ต้องฝ่าฟันให้มันถึงที่สุด แต่ใครเคยคิดไหมว่า เวลามันเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ และไม่มีใครจะรู้ได้ว่าตัวเอง มีเวลาเหลืออยู่อีกสักเท่าไร ทำไมเราแทนที่จะอยู่กับอะไรที่มันรู้สึกไปต่อไม่ไหว ให้เราเลือกเส้นทางเดินใหม่ หรือหยุดตั้งหลักอีกครั้ง มันจะสักแค่ไหนกัน (เราเองก็คิดมันง่ายๆ ซะแบบนี้ทุกที)


เรื่องของเรื่องที่เวิ่นเว้อวันนี้ คือ เรื่องงาน พอดีช่วงที่ผ่านมา ยอดขายของทางร้านตก เข้าใจเสมอว่ามันก็เป็นธรรมดา มีขึ้นมีลง แต่คนรอบข้างก็เป็นห่วงและร้อนใจ กลัวเราจะไม่ไหวกับภาระต่างๆ เราก็พยายามหมุนเงินเต็มที่ เดือนที่แล้วก็ผ่านมาได้กับยอดขายที่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เป็นแบบนี้มาสักประมาณ 3-4 เดือนได้แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นคนที่อ่อนไหว ก็เลยยอมไปสมัครงาน เพื่อให้คนรอบข้างสบายใจ เราก็ผิดที่เป็นคนอารมย์ไม่มั่นคงพอที่จะยึดมั่นในสิ่งที่เป็นไปและการตัดสินใจของตัวเอง


การไปสมัครงานก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเรา ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว ก็ไปอัพเดทประวัติในเว็บไซต์สมัครงานก็มีเรียกไปสัมภาษณ์ 4 ที่ แต่ก็เงียบๆ หรือเราเองที่พลาดการรับโทรศัพท์ ช่วงหลังสัมภาษณ์งาน(เป็นช่วงที่ครบกำหนดที่ทางบริษัทที่นัดสัมภาษณ์ต่างๆ แจ้งว่าจะตอบกลับ) เรากลับกลัว และหวาดหวั่นกับการรับโทรศัพท์ ทำให้ไม่ได้รับโทรศัพท์ไปหลายสาย พยายามสงบสติอารมย์อยู่หลายวัน หลังจากตั้งสติได้อีกครั้ง ก็ตกลงใจจะบากหน้าไปโรงพยาบาลก่อน เพื่อไปขอนัดคุณหมอใหม่ (มันเกี่ยวอะไรกับหมอ??) เนื่องจากก่อนหน้านั้น เรามีนัดกับคุณหมอด้านจิตเวช ซึ่งก็นัดเป็นระยะ เดือนหรือสองเดือน แล้วแต่ทางคุณหมอจะนัด แต่รอบนี้เรากลับจำวันที่หมอนัดผิด เลยทำให้ไม่ได้ไปตามที่นัด ผ่านไปประมาณ 10 กว่าวัน เราจึงตั้งสติและไปขอนัดหมอใหม่กับทางโรงพยาบาล



ใครว่าประกันสังคมรักษาไม่ได้เรื่อง ไม่ใส่ใจ จ่ายยาเกรดต่ำ เราคนนึงที่จะบอกว่า ไม่เสมอไปนะ เราเองวันที่ไปขอนัดพบคุณหมออีกครั้ง ก็ได้ไปขอยามาเพิ่มเติมด้วย เพราะยาที่ต้องทานประจำหมด และนัดคุณหมออีกครั้งได้ เดือนกว่าๆ ถัดไป ก็อีกนานกว่าจะได้พบคุณหมอ แต่อาการของเรามันต้องทานยาติดต่อกันสม่ำเสมอ (ทางคุณหมอว่ามายังงั้น) .... สำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้า...อย่างเรา (คิดว่าตัวเองดีขึ้นแล้วนะ) แต่การขอยา มันทำให้เราได้พบกับคุณหมอเวรที่อยู่ตรวจโรคทั่วไปในวันนั้น ปกติที่เรามาแล้ว ไม่ได้เจอคุณหมอประจำ จะได้เจอคุณหมอเวร ครั้งก่อนๆ ไม่ได้มีอะไรมากเลย คุณหมอแค่สั่งยาให้เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ต่างไป คุณหมอเปิดดูประวัติและถามไถ่ (แลดูคุณหมอเป็นคุณหมอจริงๆ คือไม่ใช่แค่สุ่มสี่สุ่มห้าให้ยามา) คุณหมดูเอาใจใส่คนป่วยดีมาก ถามอาการเรา สภาพแวดล้อมต่างๆ ประวัติครอบครัว ซึ่งไม่เคยมีคุณหมอคนไหนถามมาก่อน ตั้งแต่หาหมอมา ติดๆ กัน เกือบปีที่ผ่านมานี้


รอบนี้คุณหมอสั่งตรวจเลือดเพิ่มเติม เจาะเอาเลือดเราไปตรวจหลอดนึง เพราะคุณหมอสงสัยว่าจะเป็นไทรอยด์หรือเปล่า เผื่อใช่เราจะได้รักษา และไม่ต้องทนกับภาวะอาการหงุดหงิดที่ชอบเกิดขึ้นเสมอๆ และแน่นอนถ้าใช่ เราจะได้หายเป็นปกติสักที (ความฝัน อย่างน้อยมีโอกาสได้ฝัน) แต่ผลเลือดออกมาไม่มีอะไร ทำให้เราก็ต้องรักษากับจิตแพทย์ต่อไป คุณหมอสั่งยามาและให้กลับบ้าน เราก็ต้องทานยาไปเรื่อยๆ ตามปกติ และไปเจอคุณหมอเฉพาะทางอีกครั้งในเดือนเมษา หลังสงกรานต์


มาว่ากันต่อเรื่องงาน หลังจากนั้น เราได้ตัดสินใจเปิดเว็บพันทิพย์มาร์เก็ต ซึ่งปกติก็เข้าบ่อยๆ อยู่แล้ว รอบนี้เข้าไปหมวดหมู่เรื่องงาน และหาข้อมูลงานที่น่าสนใจและเลือกสมัครไปหลายที่ มีตอบกลับมา 2 ที่ น่าสนใจมาก ที่แรกเป็นงานพาร์ททาม ที่เราอยากลองทำดูมานานแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาส อีกที่ทางบริษัทโทรกลับมาเลย เราทราบซึ้งมาก ที่เค้าให้ความสนใจ แต่เราดูรายละเอียดงานแล้ว มันเป็นเรื่องของอะไรที่เราเองก็อยากลองทำเหมือนกัน คิดว่ามันเป็นทางที่เรามา คือเราชอบทำเว็บไซต์ และเป็นโปรแกรมเมอร์ สำหรับเขียนโปรแกรมใช้กับเว็บไซต์ มันเป็นความชอบมาแต่ไหนแต่ไร จึงทำให้เราสนใจ และตกลงใจไปสัมภาษณ์ เพราะคิดว่ามันยังอยู่ในกรอบการเขียนโปรแกรมภาษาโปรแกรมที่เราใช้กับการทำเว็บไซต์


วันสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก ก็เหมือนที่อื่นๆ เราไปตามนัดเวลาก่อนเวลานิดหน่อย พี่ๆ ที่สัมภาษณ์ให้การต้อนรับอย่างดี สัมภาษณ์กับคนสัมภาษณ์ถึง 3 ท่านด้วยกัน จนท้ายสุดทางบริษัทตกลงจะจ้าง และให้มาเริ่มงานได้เลย ซึ่งเราเองก็ดีใจมาก (แต่อาการของเรา ปกติแล้ว ดีใจหรือไม่ดีใจ ร่างกายมันตอบสนองเหมือนกัน) ทำให้แลดูเหมือนเฉยๆ แต่จริงๆ ก็ดีใจ และอดแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมรับเร็วจัง แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก วันต่อมาเราก็ไปทำงาน พร้อมกับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างที่เราต้องการ......แต่ทว่า...ภาษาโปรแกรมนั้นเป็นภาษาเดียวกันจริง แต่มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบเท่านั้น ยังมีอะไรอื่นๆ ใหม่ๆ ที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นอะไรที่แอดวานซ์สุดๆ สำหรับเรา แบบที่ว่าประเมินเวลาไม่ออกเลยว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการศึกษา ....


วันแรกๆ ก็ยังไม่มีอะไร เหมือนคนอื่นๆ ยังไม่มีงานทำเป็นเรื่องราว ทำสิ่งที่เค้าบอกให้ทำ โดยมีคนแนะนำว่าต้องทำ ต้องใช้งานเครื่องมืออะไรและทำอย่างไร แต่พอวันที่ 4 ก็ได้โจทย์หนัก คือให้ทำหน้าฟอร์มออกมาหนึ่งฟอร์ม คำว่าฟอร์มสำหรับเราไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย หากมันเป็นฟอร์ม HTML หรือสร้างออกมาจากโค๊ดภาษาโปรแกรมที่เราทำประจำ แต่กรณีนี้มันแตกต่างโดยสิ้นเชิง วันนี้เพิ่งเข้าใจลึกซึ้งว่า การทำงานที่นี่ เราเหมือนการเริ่มนับ 0 ใหม่ ทุกๆ อย่างที่ทำมา เอามาใช้ไม่ได้ การคิดต้องคิดแบบใหม่ ทำแบบใหม่ ตอนแรกยังพยายามจะเข้าใจ ยังไม่รู้ว่ามันจะต้องพยายามสักแค่ไหนกัน กลับบ้านมา รีบไปซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม จากวันนี้ถึงวันนี้ ประมาณ 10 วันเราซื้อหนังสือมาเกิน 10 เล่มได้ แต่ละเล่มไม่เกี่ยวกับงานโดยตรงแต่มันเป็นความรู้ที่เราควรจะมีพื้นฐาน


มาถึงตอนนี้เราเริ่มงงว่า ทำไม บริษัทรับเราเข้าทำงาน หรือว่าผลทดสอบเรามันออกมาดี แต่สิ่งที่เราเห็นในเรื่องของงาน มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาเรียนรู้แล้วทำได้ภายในอาทิตย์เลย ....ใช่แล้วผ่านมาอีก 1 อาทิตย์ เรายังทำงานนั้นไม่ได้ และกดดันมาก เราพยายามที่จะเข้าใจแนวคิดก่อน กลับมาด้วยอาการปวดตาทุกวัน วันๆ นึงตื่นเช้ามาด้วยความตื่นตัว เพราะนอนไม่ค่อยหลับ กินไม่ค่อยลง มันพะวงกับงานที่เราทำไม่ได้ และไม่รู้จะเริ่มอะไรตรงไหน ถามพี่ในออฟฟิตที่ทำมาก่อน ซึ่งเราเองก็ยังไม่เข้าใจ และไม่สามารถจะทำได้ฟอร์มอย่างที่เค้าต้องการ....กลายเป็นเรื่องที่กดดันตัวเองมาก ทั้งอาทิตย์ รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไปออฟฟิต นั่งๆๆๆๆ เก่งแต่นั่งทำหน้างงๆ แล้วก็กลับบ้านมานอน เช้าก็ตื่นไปทำงานอีก มันรู้สึกแย่มากเลย ทุกๆ วันเจ้านายจะมาถาม 2-3 รอบเป็นอย่างต่ำ ว่าเป็นยังไงบ้าง เราเองเป็นคนตรงๆ ก็ตอบไปตามตรงทุกวัน จนวันสุดท้าย เราบอกว่ากำลังพยายามศึกษาโค๊ดและแนวคิดของพี่คนที่ทำตัวอย่างให้ดู เค้ากลับตอบมาว่าไม่อยากให้เราเป็นเหมือนตัวโคลนของคนอื่น อยากให้เราเป็นเรา....แต่เราจะเป็นเราได้ยังไง ก็เราทำไม่เป็นจริงๆ.....



เราไม่รู้จะบอกตัวเองยังไง ทุกๆ สิ่งถูกนำมาปลุกใจภายในอาทิตย์ทุกๆ อย่าง ว่าเราต้องทำให้ได้ ต้องทำได้ ต้องทำได้ แต่การที่จะทำให้ได้ตามเวลาที่ทางผู้ว่าจ้างคาดหวังมันช่างยากยิ่งนัก จะทำอย่างไรดี วันๆ กลับมาก็อ่านหนังสือ ได้ไม่เกินเที่ยงคืนต้องนอน เพราะต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า ขับรถไปประมาณ 1.30 ชั่วโมง ไม่ค่อยได้คุยกับพ่อแม่ ซึ่งปกติคุยกับท่านทุกคืนก่อนนอน แต่มัวแต่ไปอ่านหนังสือและรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน จึงไม่ค่อยได้โทรไปหา แต่คุยกันทีท่านก็ถามเรื่องงาน ปกติถ้ามันมีปัญหาบ้างนิดหน่อยเราจะตอบว่าก็พอไปได้ แต่นี่มันเยอะสำหรับเรา ก็เลยตอบไปว่า ยากอยู่เหมือนกัน ต้องศึกษาอะไรใหม่ๆ พ่อกับแม่ก็ให้กำลังใจ บอกว่าเราเก่ง เราต้องหาทางออกได้ เราต้อทำได้ เราต้องผ่านมันไปได้ (พ่อแม่มองเราดีเกินไปหรือเปล่า??)


จริงอยู่งานยากไม่เคยทำให้ใครตาย แต่ก็เครียดนะ จริงๆ มันโมโหตัวเอง ที่ทำไม่ได้ ที่ไม่เข้าใจ ที่ดูไร้ค่า พูดกับแฟน แฟนก็บอกทำไปก่อน สู้ๆ เราต้องทำได้ ทุกคนดูจะเชื่อมั่นในตัวเราเสมอ ทั้งๆ ที่เราเองกลับหมดความเชื่อมันในตัวเองไปแล้ว.....เราไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนเราบ้างหรือเปล่า ในฐานะโปรแกรมเมอร์คนหนึ่ง หากว่าปกติคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ JAVA แล้ววันนี้บอกว่า ให้คุณทำ ASP.NET เราไม่รู้ว่าคุณคิดว่าตัวคุณเองจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเริ่มต้นและทำฟอร์มออกมาให้ได้สักฟอร์ม แต่สำหรับเรา มันไม่ได้ภายใน 1 อาทิตย์แน่ๆ (ปล. ไม่ใช่ฟอร์มธรรมดา เป็นฟอร์มที่ซ้อนฟอร์ม ลักษณะเป็นรายงาน ที่นำมาใส่ฟอร์มเพื่อใช้สำหรับปรับปรุงข้อมูลตามระเบียนนั้นๆ ซึ่งมีค่าที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไข)


ตอนนี้เราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี งานนอก 1 งานที่รับไว้ต้องหยุดชะงักไปเพราะไม่มีเวลาเลย และมีอีก 2 งานกำลังเข้ามา รอให้เราทำใบเสนอราคาไป ซึ่งตรงนี้ก็แปลกตอนไม่มีงานประจำก็ไม่มีงานเข้ามาหรอก พอเราไม่ค่อยว่างปุ๊บก็ดันมีกันเข้ามาเยอะแยะ


ตอนนี้อยากที่จะหางานใหม่ ที่มันใกล้บ้านมากขึ้น เดินทางไม่เกิน 30 นาที เป็นอะไรที่ใช้ความรู้เก่า ที่สามารถใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ โดยที่ไม่ต้องรบกวนเวลาเราตอนเย็นและเสาร์-อาทิตย์ทุกวินาทีแบบนี้ อาทิ เป็นเว็บมาสเตอร์ อะไรแบบนี้ก็ยังได้ เงินเดือนไม่ต้องเยอะเท่าที่ปัจจุบัน เพราะที่ปัจจุบัน หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือถึงครึ่งก็แปลกใจ ขับรถไปต้องเสียค่าที่จอดทุกวัน ข้าว+น้ำแพง ทุกอย่าง บวก/ลบ แล้วรู้สึกจะไม่ไหวด้วย


ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี.....ยังคงต้องคิดหนัก และยังคงต้องพยายามอย่างมาก ถามว่าสู้ไม๊ มันก็คงต้องสู้ แต่ในคำว่าสู้มันก็มีคำว่าท้ออยู่ด้วยเสมอๆ และมันบั่นทอนจิตใจทุกวินาทีเลย......

ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.freedigitalphotos.net


Create Date : 16 มีนาคม 2556
Last Update : 18 มีนาคม 2556 16:50:18 น. 4 comments
Counter : 434 Pageviews.

 
มาแปะโป้งไว้ก่อน แล้วจะมาอ่านวันหลังครับน้องกระติ๊บ

วันนี้ตาจะปิดแล้วครับ

ฝันดีน้า อิอิ ^^








โดย: วนารักษ์ วันที่: 16 มีนาคม 2556 เวลา:22:16:55 น.  

 
สวัสดีจ้ะคุณกระติ๊บ หายไปนานเลยนะ
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะจ๊ะ
สู้ๆๆค่า





โดย: mambymam วันที่: 17 มีนาคม 2556 เวลา:12:06:13 น.  

 
ปัญหารุมเร้าเลยนะครับสู้ถึงที่สุดถ้าไม่ไหวก็ถอยมาก็ได้
มันไม่ใช่การยอมแแพ้แต่ถอยมาเพื่อพักและมองปัญหา


โดย: Don't try this at home. วันที่: 17 มีนาคม 2556 เวลา:21:58:13 น.  

 
มาอ่านครับน้องกระติ๊บ ^^

การทำงานที่เกินความสามารถทำให้เครียดครับ ท่าน ว.วชิรเมธีว่าไว้ แหะๆ

เราจะเครียดน้อยลงถ้ามีคนให้ถาม และสอนแนะนำบ้าง

บอกกับเจ้านายตรงๆว่าเรายังไม่รู้อย่างนั้นอย่างนี้

อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ บอกไปตรงๆเลย

ถ้าเขาบอกว่าเราไม่เหมาะเราก็จะได้สบายใจที่ออกมา

แต่ถ้าเขาบอกว่า พอจะช่วยได้ ค่อยๆทำง่ายๆอะไรทำนองนี้

เราจะเครียดน้อยลงครับ แหะๆ เอาใจช่วยนะครับผม ^^








โดย: วนารักษ์ วันที่: 18 มีนาคม 2556 เวลา:16:11:43 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

SK_KS
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







Group Blog
 
<<
มีนาคม 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
16 มีนาคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add SK_KS's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.