Mameepee'blog แม้สิ้นลมหายใจ ขอฝากไว้ซึ่งบันทึกแห่งความทรงจำของความสุขเสี้ยวเล็กๆ บนโลกแสนสวยใบนี้ตราบนานเท่านาน
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 

Brussel มิใช่แค่ทางผ่าน(ของเรา)





การเที่ยวกรุงบรัสเซลของเราครั้งนี้ เหมือนไฟท์บังคับกลายๆ เพราะแรกเริ่มเดิมทีเรากะจะเที่ยวที่ Bruges แห่งเดียวแล้วยาวไป Amsterdam เลย แต่บังเอิญว่ารถไฟ Thalys จาก Bruges- Amsterdam ไม่มีต้องมาขึ้นที่บรัสเซลแถม Lowest Fares ก็ไม่อำนวยทำให้ Brussels ...จึงมิใช่แค่ทางผ่านของเราในครั้งนี้ค่ะ....

ความเดิมตอนที่แล้วหลังจากสำรวจ Bruges ยามค่ำ คุณแม่กับลูกชายต้องย่องเบาขึ้นไปยังห้องพักที่ชั้นสาม เพราะถ้าไม่ระวัง….ทุก ย่างก้าวของเราจะสร้างเสียงดังออดแอดๆ ปลุกแขกห้องอื่นๆที่กำลังหลับสบาย ...กว่าจะอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ปาเข้าไป เที่ยงคืนกว่า.....แต่เราก็หลับสบายฝันหวานถึง Bruges ที่รักไปตลอดคืน.....

เช้าวันนี้เราจึงตื่นกันสายโด่ง....อาบน้ำแต่งตัวเก็บข้าวของแล้วลงมากินอาหารเช้าที่ห้องอาหารข้างล่าง.... Hotel Van Eyck แม้ จะเป็นโรงแรมเล็กๆ แต่คุณผู้หญิงที่เป็นเจ้าของก็บริหารจัดการทุกอย่างเพียงคนเดียวได้อย่าง คล่องแคล่ว เรียบร้อย ดูเธอมีความสุขและใส่ใจกับสิ่งที่ทำจริงๆ อาหารเช้าของที่นี่นับว่าดีทีเดียวค่ะ...ที่ชอบที่สุดคือนอกจากมีผลไม้ให้ ทานแล้วเธอยังให้เราติดมือมาด้วยค่ะ...น่ารักจริงๆ
Check-out แล้วล่ำลาเจ้าของพร้อมสัญญากับเธอว่าถ้ามาเที่ยว Bruges จะมาใช้บริการกับเธออีก อ้อเราจะกลับไปแนะนำเพื่อนๆให้มาพักด้วย.....ว่าแล้วก็ลากกระเป๋ามารอรถ ที่ป้ายแถวหน้า Provincial Court ตรง Market Square เส้นทางไปสถานีรถไฟผ่านจุดที่น่าสนใจหลายที่แอบเปรยกับลูกชายว่า... “เสียดายจังไม่ได้เดินชมเมืองอีกสักรอบ” พอลงรถที่สถานีรถไฟ ปรากฎว่าฝาปิดหน้ากล้องหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ค่ะ เอ..หายไปไหน หลายคนเห็นเราหาๆๆ เข้ามาถามแล้วช่วยหาด้วย..สุดท้ายก็เจอตกอยู่บนรถค่ะ... ดูซินอกจากเมืองจะสวยแล้วคนยังน้ำใจงามอีกค่ะ




นั่งรถไฟ IC 510 Bruges – Brussels Zuid (midi) เวลา 10.58-11.55 น. ถ้าจำไม่ผิดราคาคนละ 12.9 ยูโร ที่พักของเราคืนนี้คือโรงแรม Continental ราคาห้องคู่รวมอาหารเช้าอยู่ที่ 75 ยูโร ทำเลถือว่าดีค่ะใกล้สถานีรถไฟ และมี Internet ให้ ใช้ด้วย การต้อนรับของที่นี่ค่อนข้างผิดหวังคุณเธอผู้เป็นเจ้าของไม่รู้กินรังแตนมา จากไหนหน้างอเป็นม้าหมากรุก กริยาเหมือนเรามาขออยู่อย่างไงอย่างงั้น..ขอข้ามเรื่องไม่ประทับใจดีกว่านะ คะ...

วันนี้ฤกษ์เที่ยวบรัสเซลดีน้อยนิดนึง...หลังจากผจญนางแก้วหน้า ม้าที่โรงแรมกันมาแล้ว ช่วงบ่ายเราเดินกลับมาที่สถานีรถไฟซื้อตั๋ววันราคาคนละ 4 ยูโร ที่แรกเราคิดว่าเป็นตั๋ว 24 ชม. กะว่าจะใช้จนถึงวันพรุ่งนี้ แต่เข้าใจผิดค่ะ จริงๆเป็นตั๋ววันใช้ได้แค่เที่ยงคืน....ซื้อตั๋วแล้วก็เดินไปขึ้นเมโทรสาย 2 (สายสีส้ม)ปลายทาง Simonis มาลงที่ Arts-loi(Kunst-wet) แล้วต่อสาย B1 สีแดงมาลงที่สถานี Park (parc) ที่อยู่ข้างสวน Parc de Bruxelles คุณแม่ชอบเมโทรที่นี่ขึ้นง่ายดีเพราะมีแค่สามสายเหมือนที่ Prague เลย ก่อนขึ้นอย่าลืม valid ตั๋วที่เครื่องนี้ก่อนนะคะ..



จากสถานีเดินไปตามถนน Rayale เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าถนน Rue des Colonies ไปหน่อยก็เห็นยอด Cathedral of Saints Michel and Gudule ที่ตั้งอยู่บนเนิน Treurenberg แล้วค่ะ...จากเวปของ Cathedral บอกว่าโบสถ์นี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่เซนต์ไมเคิล แต่เอทำไม... ? ชื่อ Cathedral of Saints Michel and Gudule......รูปลักษณ์ภายนอกดูใหญ่โต มีหอคอยสองยอดมองเผินๆคล้ายๆ มหาวิหาร Notre Dame ของปารีส นะคะ...



ปีที่เราไปจำได้ว่าไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่ปี 2010 ต้องเสียค่าขมมหาวิหารแห่งนี้คนละ 1 ยูโร ไม่รวมห้องใต้ดินซึ่งเป็นที่ฝังศพอีกต่างหาก ภายในวิหารแห่งนี้โดดเด่นด้วยเสาขนาดใหญ่ที่มีรูปปั้นเรียงรายดูสวยงามดีค่ะ...



อันนี้คือ Stained-glass windows ที่วาดโดย J.B. Capronnier ความที่เราไม่มีความรู้เห็นกระจกที่นี่ ..Notre Dame ในปารีส หรือที่ไหนๆ ก็คล้ายๆ กันไปหมด......ใช้เวลาชมภายในไม่นานเท่าไหร่เพราะเราไม่ได้ลงไปที่ชั้นใต้ดิน ไม่ชอบอะไรที่ทึมๆ และดูอึดอัดค่ะ...



ออกจาก Cathedral เดินผ่านไปทางสถานี Central Station แล้วยิงยาวผ่าน Albertinaplein ซึ่งสามารถเดินขึ้นเนินด้านซ้ายมือไปเที่ยวที่ Place Royale ได้ แต่ตอนนี้ขอไปดูหนูน้อย Manneken-Pis .ก่อนค่ะ....ถึงแล้วค่ะขณะนี้หนูน้อยยืนเปลือยกายอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่มุงดูแบบหาช่องว่าเข้าไปเก็บภาพได้ยาก แต่ลูกชายใช้ความสามารถพิเศษบวกกับความสูงเกือบร้อยแปดสิบได้มาตั้งสองภาพ.... หลังจากงานสำเร็จเราเหลือบไปเห็นร้าน Chocolate แถว นี้หลายร้านเชียว...กลัวจะมาไม่ถึงบรัสเซลเราเลยเลือกแวะเข้าไปที่ร้านแถว หัวมุมถนน เห็นหน้าตาน่ากินทุกอย่างแบบเลือกไม่ถูกลูกชายเลยสอบถามราคาแล้วหันมาบอกคุณ แม่เป็นภาษาไทยว่าสองยี่สิบ(อันละสองยูโรยี่สิบ) สาวน้อยคนขายพูดเรียนแบบ “สองยี่สิบ” ของเราได้อย่างชัดเจนจนสองแม่ลูกต้องหันไปมองหน้ากันแบบฉงน หือ......... แล้ว เธอก็เฉลยเป็นภาษาไทยชัดแจ๋วว่าเธอเคยมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศ ไทยอยู่แรมปี....อ๋อ....อย่างนี้นี่เอง...ถ้างั้นเราก็ต้องอุดหนุนเธอแล้ว ล่ะ ...เราบอกให้เธอช่วยแนะนำให้หน่อยว่าแบบไหนอร่อย เธอบอกว่าอร่อยทุกอย่างแล้วแต่ชอบ สรุปแล้วเราซื้อแบบสตอเบอรี่ชุบ Chocolate ในราคาห้ายูโรกว่าๆ... ได้มาแค่ห้าลูก



เดินกินกันไปวิจารณ์กันไป...แอบบ่นกันลับหลังว่าอะไรมัน โค -ตะ-ระ แพงขนาดนี้ สตอเบอรี่ชุบ Chocolate ลูกละห้าสิบบาท รู้งี้กินวัฟเฟิ้ลดีกว่า ว่าแล้วก็หาซื้อแบบราด Chocolate และครีมกับสตอเบอรี่สดมากินกันต่อ.....เดินชมนั่นดูนี่แป๊บเดียวเราก็ถึง Grand Place หรือ Grote Markt จัตุรัสแสนสวยแล้วค่ะ....



King's House หรือ Maison du Roi รูปแบบอาคารสวยงามสไตล์โกธิคที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม Town Hall, เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ภายใน โดยจ่ายเงินคนละ 2.48 ยูโรค่ะ....



Hôtel de Ville (Town Hall) เป็นอาคารสมัยกลางสไตล์ โกธิค ที่มีหอคอยด้านบนสูงเสียดฟ้าถึง 96 เมตรหน้าตึกจะตกแต่งด้วยรูปปั้นมากมาย ก่อสร้างขึ้นในช่วงปี 1402-1420 ออกแบบโดยสถาปนิก Jacob van Thienen และ Jan van Ruysbroek และวิศกรคือ Guillaume de Voghel (เสียดายภาพย้อนแสงแบบเต็มๆเลยล่ะ)



อาคารใหญ่โตหลังนี้มี Cave du Roy Restaurant ตั้งโต๊ะรอแขกที่ชอบบรรยากาศโรแมนติค มานั่งทานอาหารไปชมความงามของ Grand Placeไป ถ้าใครไม่ชอบกลางแจ้งก็เข้าไปในส่วนของ Cave ด้านในได้ค่ะ.....



แผงงานศิลป์สวยๆ มาตั้งรอลูกค้าเลือกชมและซื้ออยู่หลายจุดทีเดียว......



ละที่ขาดไม่ได้คือต้องแวะมาสัมผัสเพื่อความโชคดีนะคะ......





จาก Grand Place เราเดินเข้าถนน Heuvestraat เพื่อไปเดินเล่นที่ The St. Hubert gallery ( Koninginne Galerij) ซึ่งเป็น Shop galleries ที่ออกแบบโดยสถาปนิก Cluysenaar Jean-Pierre ที่มีความสูง 8 เมตร ยาว 230 เมตร โครงหลังคาเป็นกระจกโปร่งแสงดูสวยงาม...ส่วนของ gallery แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ Galerie du Roi และ Galerie de la reine ภายในเต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา และ Café สวยงาม เรียงรายอยู่ทั้งสองด้าน




ออกจาก The St. Hubert gallery เราเดินย้อนกลับมาทาง Grand Place อีกครั้ง...แล้วเดินไปเรื่อยๆแบบไม่มีทิศทาง จนมาถึงตรอกซอกที่เต็มไปด้วยร้านอาหารเรียงติดๆกันเต็มไปหมด.....ระหว่างทาง เจอผู้ชายจูงหมาสองตัวน่ารักเชียวตัวแรกเป็นอาเซเชี่ยนตัวใหญ่ส่วนอีกตัว เป็นหมาพันธุ์เล็กๆ ตอนแรกเรานึกแปลกใจว่าเอ...ทำไมพาหมามาเดินเล่นทีละสองตัวเลย ?... สมอง ยังไม่ทันคิดหาเหตุผลเจ้าของก็จัดการปูผ้าให้เจ้าตัวโตนอนแล้วสวมแว่นตาให้ ดูน่ารักจริงๆ พร้อมวางที่ใส่เงินและป้ายขอเงินค่าอาหาร(หมา) เราและนักท่องเที่ยวอีกหลายเข้ามามุงดู ทีแรกนึกอยากจะให้เงินเหมือนกัน....แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เจ้าของสัปดนสั่งให้หมาน้อยอีกตัวนึงขึ้นขี่ทำท่าพิเรน........ เท่านั้นเอง วงนักท่องเที่ยวก็แตกกระจายไปคนละทิศละทางพร้อมเสียงหัวเราะคิกๆ..




อีกสิ่งที่เราเห็นระหว่างเดินแบบเรื่อยเปื่อยคือ Comic Strip จากการ์ตูนเรื่อง Oliver Rameau -Roze Bottel (อ้างอิงข้อมูลจากรีวิวของคุณ Pop art ค่ะ...)



เริ่มเหนื่อยแล้วค่ะ....สองแม่ลูกเลยตัดสินใจขึ้นแทรมที่ Bourse (Beurs) ชม เมือง......เรานั่งออกไปไกลพอควรผ่านอาคารที่ไม่รู้จักไป(ตามภาพ) เริ่มเห็นมีแต่พวกแขก...เลยตัดสินใจลงตรงป้ายใกล้เมโทรสายนึง ระหว่างทางเดินไปยังสถานี เห็นร้านค้าแขกตั้งผลไม้สดน่ากินวางเรียงเต็มหน้าร้านเลยค่ะ.....เราแวะอุดหนุนองุ่นแสนอร่อยมาเกือบ กิโล แล้วนั่งเมโทรกับมาพักเอาแรงที่โรงแรม และเปลี่ยนเสื้อกันหนาวให้หนาขึ้นกว่าเดิม รอเวลาจนเห็นว่าฟ้าใกล้จะงามจึงออกไปสำรวจกรุงบรัสเซลยามค่ำกันอีกรอบ......



ยามค่ำ
จาก Gare du Midi ไปยัง Grand Place คุณแม่กับลูกชายขึ้นรถ Tram (สายที่ผ่าน 3, 4, 31, 32 , 33 ที่จอดอยู่ใต้ดินเหมือนเมโทร...ไปลงที่สถานี Bourse (Beurs) นั่งมาแค่สามป้ายก็ถึงแล้วค่ะ.... โห....ฟ้ากำลังสวยเชียวค่ะ ผู้คนแถวจัตุรัสก็ยังคึกคักเหมือนเดิม...



ขณะที่ลูกชายวางขาตั้งกล้องกำลังเล็งจะถ่ายภาพ King's House จู่ๆ ก็มีหนุ่มสาวฝรั่งคู่หนึ่งเดินมาขอให้ลูกชายถ่ายรูปคู่ให้โดยใช้กล้องของ เรา... ลูกชายไม่ปฎิเสธไมตรี พอถ่ายเสร็จทั้งคู่ขอบคุณโบกมือบ๊ายบายแล้วเดินจากไป เราสองคนนึกขันว่าอย่างนี้ก็มีด้วย..



คู่แรกที่ขอใช้บริการ...แถว Grand Place




คู่ที่สอง.....ระหว่างเดินตามซอย รูปไม่ค่อยชัดเพราะลูกชายตั้งแบบถ่ายกลางคืนแล้วลืมปรับค่ะ....





แต่บางซอยก็เงียบเหงาไร้ผู้คน....ไม่น่าเชื่อ...





แม้แต่คนเรียกลูกค้าก็ขอให้เราถ่ายรูปเขาเหมือนกัน แต่พอลูกชายนับถึงสาม พี่แกก็กระโดดเฉยเลยค่ะ..ภาพเลยออกมาเบลอจนมองไม่เป็นคน






เจอสองหนุ่มโดนผียุโรปหลอกเสียค่าถ่ายรูปด้วยจ้ะ...แต่เราหลอกผีฝรั่งแอบถ่ายมาแบบฟรีๆค่ะ.




จากย่านดื่มกินเราเดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อย




ดึกแล้วนะเนี่ย....ร้าน Chocolate ยังเปิดขายอยู่เลยค่ะ...





เดินมาจนถึง Manneken-Pis ถ่ายรูปหนูน้อยเสร็จก็เดินกลับมาขึ้นรถที่เดิมกลับโรงแรม...




เช้ารุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรม เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน....เจ๊แก้วหน้าม้าไม่ปฎิเสธ วันนี้ดูเธออารมณ์ดีกว่าเมื่อวานเยอะเลย..... เราออกสำรวจบรัสเซลกันอีกรอบ โดยขึ้นเมโทรสาย 2 ปลายทาง Simonis มาลงที่ Arts-Loi แล้วต่อสาย 1(ได้ทั้ง 1A ,1B )ไปลงที่ Shuman แล้วเดินเล่นผ่านสวน Parc du Cinquanteniare (Jubel Park) ไปเรื่อยๆ




เรามาแวะนั่งเล่นตรงม้านั่งแถวนี้กันแป๊บนึง..





ชมสวนกันไปเรื่อยๆ เริ่มมองเห็น Arc de Triomphe จุดหมายของเราแล้วค่ะ...หน้าตาประตูชัยแห่งกรุงบรัสเซลสวยไปอีกแบบ ให้คะแนนไม่ถูกถ้าจะเทียบกับประตูชัยที่ปารีส.... เท่าที่สังเกตเห็นนักท่องเที่ยวและทัวร์มาลงเยอะเหมือนกันค่ะ..



จาก Arc de Triomphe ถ้าใครไม่อยากเดินจนขาลากเหมือนเราสามารถขึ้นเมโทรสายเดิมที่สถานี Merode ต่อไปได้ค่ะ...แต่สองแม่ลูกเลี้ยวขวาเข้าถนน Avenue de la Chevaterie แล้วเลี้ยวขวาอีกทีเข้าถนน Avenue des Nerviens ผ่านสวนสาธารณะใหญ่อีกแห่งอีกแห่งชื่อ Leopold Park โอยเหนื่อยมากๆ ตั้งแต่เช้าสงสัยสัก 4- 5 กม.แล้วค่ะ แถมบางช่วงขึ้นเนินด้วย.....ถึงหน้าพระราชวัง( Royal Palace) ก็ถ่ายรูปไม่ได้ด้วยค่ะ(ย้อนแสงอย่างแรง)...เลยเดินต่อมาจนสุดถนนเลี้ยวซ้ายอีกก็ถึง Koningsplein ( Place Royale) จัตุรัสกว้างซึ่งเป็นที่ตั้งของ Sint Jacop op Coudenberg โบสถ์เก่าแก่คู่พระราชวัง





ตรงกลางจตุรัสนี้คือ อนุสาวรีย์ Godfry Bouillon





เดินต่อมาอีกหน่อยก็ผ่านอาคารหน้าตาสวยๆแห่งนี้คือ The Old England building ( The Musical Instrument Museum ) เป็นพิพิธภัณฑ์ดนตรี ค่ะ.....



เดินตรงตามป้ายไปทาง Mont des Arts อีกหน่อยก็สามารถเก็บภาพมุมสูงผ่านสวน มองไปเห็นด้านหลังอนุสาวรีย์รูปทรงม้าตรง Albertinaplein ที่เราเดินผ่านไปเมื่อวาน และยอดของ Town Hall แต่ไกลเลยค่ะ...






สองแม่ลูกเดินลงบันไดผ่านสวนและจัตุรัส Albertinaplein แล้วแวะไปแถว Place Saint-Jean จตุรัสอีกแห่งที่วันนี้มีตลาดนัด ผู้คนนำแผงสินค้ามาวางขายกันเต็มลานเลยค่ะ..




เราเดินเล่นชมสินค้ากันแป๊บนึง....ก็ชวนกันกลับไปขึ้นเมโทรที่ Central Station ไปลงที่ Gare du Midi แวะไปเอากระเป๋าที่โรงแรม แล้วย้อนมาขึ้นรถไฟ Thalys เวลา 13.52 น. เพื่อเดินทางต่อไปยัง Amsterdam ค่ารถที่ซื้อล่วงหน้าไว้สามเดือนราคาคนละ 31 ยูโร..ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆก็ถึง Amsterdam Centraal แล้วค่ะ....จัดการซื้อตั๋ว 96 hours ราคาคนละ 18 € 2 ใบสำหรับใช้เดินทางใน Amsterdam และ Strib ticket 45 ช่อง 1 ใบ 21 € (สำหรับใช้สองคนเพื่อเดินทางไปเที่ยว Volendam ,Edam) และไม่ลืมที่ซื้อตั๋วรถกับตั๋วเข้าสวน Keukemhof ที่เราจะไปในวันพรุ่งนี้กันด้วย.... เสร็จธุระเรื่องตั๋วเดินมาขึ้นแทรมไปลงที่ป้าย Postjesweg ( Hoofdweg‎) เพื่อเข้าที่พักของเราห้าคืนต่อไปค่ะ...




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2554
14 comments
Last Update : 16 ตุลาคม 2554 18:21:27 น.
Counter : 2069 Pageviews.

 

แวะมาเจิมค่า ..

โอ้โห ได้ความรู้พร้อมความเพลิดเพลินครบเลยนะคะ
กำลังแอบคิดถึงตัวเอง ที่เวลาไปเที่ยวไหน เหมือนจะใส่ใจกับสิ่งรอบข้างน้อยไปหน่อย

พอกลัีบมาแล้ว ก็เลยไม่ค่อยได้อะไรมาเลยค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ

ปล. ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนกันค่ะ

 

โดย: buabusaba 16 ตุลาคม 2554 18:42:00 น.  

 

ยินดีมากๆ เลยค่ะคุณบัวรวงค์ เอ๊ย...บัวบุศบา

คุณแม่เองที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักเดินทางรุ่นหลังๆ และเพื่อบันทึกความทรงจำของตัวเองด้วยค่ะ....



 

โดย: Mameepee 16 ตุลาคม 2554 21:03:48 น.  

 

เสียดายเหมือนกันค่ะ...
ตอนที่ไปก็คิดว่า เมืองนี้สวยงามน่าเที่ยวหลายแห่ง

แต่..ไปกับทัวร์ เลยต้องทำใจค่ะ....

 

โดย: @NBC 16 ตุลาคม 2554 21:17:31 น.  

 

แวะเข้ามาเที่ยวด้วยตอนดึกๆ ค่ะ

เข้ามาเที่ยวกะคุณแม่ทีไร
อยากเก็บตังค์ไปเที่ยวได้ไวๆๆ คิคิ

 

โดย: Harusang IP: 118.172.80.204 16 ตุลาคม 2554 21:24:17 น.  

 

คุณ @NBC ลองเที่ยวเองดูซิคะ...จะได้เอ้อระเหยลอยชายตามสไตล์ของเรา....

 

โดย: Mameepee 16 ตุลาคม 2554 21:42:29 น.  

 

น้อง Haru เหมือนคุณแม่เลยค่ะ...ชมรีวิวทีไร ใจมันอยากเที่ยวทุกที

 

โดย: Mameepee 16 ตุลาคม 2554 21:44:32 น.  

 

ตามมาเที่ยว Brussel กะพี่แดง
รูปสวยมากเลยค่ะ โดยเฉพาะรูปที่มีนางแบบกำลังลูบ Cave
กลับมาแล้วโชคดีหรือเปล่าคะ

ที่บ้านน้องน้ำยังไม่ท่วม แต่ใกล้แล้วค่ะ
วันมะรืนจะต้องบินไปทำธุระที่กระบี่ น้ำคงมาพอดี
ไม่รู้จะต้องทิ้งตั๋วหรือเปล่า 3 คนพ่อแม่ลูก ตั๋วไปกลับก็เกือบหมื่น
ใจไม่อยากไปไหนแล้ว ห่วงบ้านเหมือน ๆ กับชาวบ้านที่เดือดร้อนกันค่ะ

 

โดย: Ma Ma Pim 17 ตุลาคม 2554 5:24:00 น.  

 

เป็นเมืองที่ถ่ายรูปขึ้นมากเลยค่ะ

 

โดย: ป้ามด 17 ตุลาคม 2554 10:45:35 น.  

 

น้องอ้น...ได้รับโชคดีคือลืมกล้องทิ้งไว้บนรถไฟที่สวิสแล้วได้คืน แถมระหว่างทางท่องเที่ยวเกือบ 2 เดือนของพี่ส่วนใหญ่ก็พบแต่คนดีๆ

แต่มีแอบร้ายนิดหน่อยช่วงขากลับจากเวียนนาโดน Low cost ยกเลิกไฟท์ด้วยค่ะ....

เรื่องน้ำปีนี้มากจริงๆ ขอให้ทุกคนผ่านพ้นอุปสรรคครั้งนี้ด้วยเถอะเพี้ยง....


 

โดย: Mameepee 17 ตุลาคม 2554 14:44:22 น.  

 

โอ้โห...รู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณป้ามดที่แวะมาเยือนนะคะ..

เมือง Brussel ถ่ายรูปขึ้นจริงๆ ค่ะ เพราะโดยส่วนตัวก็ไม่ได้ประทับใจเมืองนี้เหมือนกัน...แต่ที่แวะเที่ยวก็เพราะเส้นทางบังคับ จะผ่านเฉยๆ ก็กลัวจะเสียเที่ยวค่ะ...

 

โดย: Mameepee 17 ตุลาคม 2554 14:49:03 น.  

 

อิอิ ข้าเจ้า มิใช่บัวระวงนะเจ้า
แต่เป็น บัวระวิง เจ้า

ทำงานทำการ เป็นระวิงเลยเจ้า อิอิ
แวะมาทักทายค่ะ วันนุง เราจะไปเที่ยวให้จงได้ โยว่

 

โดย: buabusaba 17 ตุลาคม 2554 21:46:27 น.  

 

ข้าน่อยจำผิดไปขนาดเน่อ...กึ๊ดว่าบัวระวิงคือแม่นางน่อย

อย่าเฮ็ดงานนักนะเจ้า แฮ๋มจะเจ็บไข้เน่อ...คริ คริ

 

โดย: Mameepee 17 ตุลาคม 2554 23:32:21 น.  

 

ขอบคุณค่ะที่นำภาพสวยๆ เรื่องราวดีๆมาเล่าสู่กันฟัง เห็นแล้วก็อยากไปเที่ยวมั่งจัง แต่คงไม่มีโอกาสแล้ว บ้านเมืองมีสภาพแบบนี้ เป็นห่วงจริงๆค่ะ

 

โดย: ฉวีวรรณ IP: 58.8.167.5 18 ตุลาคม 2554 17:05:33 น.  

 

ด้วยความยินดีค่ะคุณฉวีวรรณ...

น้ำท่วมครั้งนี้คนไทยน้ำตาท่วมไม่แพ้น้ำ สงสารและเห็นใจมากๆ เหมือนกันค่ะ

 

โดย: Mameepee 19 ตุลาคม 2554 12:36:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Mameepee
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




free counters
Free counters
Friends' blogs
[Add Mameepee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.