Group Blog
 
 
สิงหาคม 2548
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
17 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 

การใช้ Rhetoric ในงานเขียน

วันนี้เราจะมาคุยเรื่อง Rhetoric กันนะครับเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ เวลาผมสอน writing ผมมักจะใช้หลัก Rhetoric (ภาษาไทยเรียก วาทวิทยา) มาช่วยให้นักเรียนสร้างงานเขียนที่เป็นเหตุเป็นผล ดึงดูดใจผู้อ่านครับ

Rhetoric เป็นศาสตร์โบราณที่มีที่ใช้ในการวิพากษ์และการโต้แย้งอย่างมีเหตุผล (ไม่ใช่โต้เถียงนะครับ) การศึกษาวิชา Rhetoric มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณทีเดียว ต่อมานักเขียนชาวโรมันก็ได้สืบทอดศาสตร์นี้มาและมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากันกับวัฒนธรรมโรมัน และศาสตร์แขนงนี้ก็ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

หลัก Rhetoric ที่สามารถนำมาใช้ในงานเขียนได้
นักวาทวิทยากรีกโบราณเชื่อว่า การที่จะทำให้งานเขียนเราดึงดูดผู้อ่าน(หรือผู้ฟัง) ได้ดี จำเป็นต้องมี ปัจจัยดึงดูด สามข้อนี้ (three appeals)

1. Logos (โลโกส) แปลง่ายๆว่า Logic หรือ ตรรกะ เป็นการโต้แย้งโดยใช้หลักวิธีทางตรรกวิทยา ซึ่งแบ่งได้เป็นสองชนิด คือ
-induction เป็นวิธีอ้างเหตุผลแบบหาตัวอย่างมาหลายๆอัน เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปใหญ่หนึ่งอัน (ย่อยไปใหญ่) เช่น
นาย ก ตาย , นาย ข ตาย, นาง ค ตาย.....นาง ฮ ตาย สรุปได้จากตัวอย่างเหล่านี้ว่า คนเราทุกคนต้องตาย (ข้อสรุปมาจากตัวอย่างที่เก็บสำรวจหลายๆอัน) ข้อดีของหลัก induction คือ ได้ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นจากการสังเกตุ และเก็บข้อมูล ถ้าข้อมูลยิ่งเยอะ ข้อสรุปยิ่งแม่นยำ วิธีนี้ใช้มากในงานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์ ต่อมาเป็นวิธีที่สอง

-deduction เป็นวิธีที่ตรงข้ามกับอันแรก เป็นการอ้างเหตุผลแบบหาหลักใหญ่มาหนึ่งหลัก แล้วนำไป apply ให้กับตัวอย่างย่อยๆ เช่น

จากหลักที่ว่า มนุษย์ทุกคนต้องตาย เพราะฉนั้น ถ้านาย ก เป็นคน นาย ก ก็ต้องตาย เป็นต้น (ข้อสรุปที่ว่า นาย ก ต้องตาย มาจากหลักข้อใหญ่ที่ว่า คนทุกคนต้องตาย) ข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถนำหลักที่รู้อยู่แล้วว่าถูกต้อง ไป apply กับตัวอย่างเล็กๆ เพื่อขยายผล แต่ข้อเสียคือ เราไม่ได้ความรู้ใหม่ๆ (เพราะว่าเอาหลักใหญ่ๆ ที่เรารู้อยู่แล้วไปใช้เท่านั้นเอง) วิธีนี้ใช้มากในงานเขียนเชิง มนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์

ในทรรศนะส่วนตัว ผมคิดว่า งานเขียนหรืองานวิจัยที่ดี จะต้องมีทั้งสองวิธีอ้างเหตุผลรวมกัน เพราะเราต้องการได้ทั้ง ความรู้ใหม่ (ที่ได้จากวิธี induction) และการได้ความรู้ใหม่ก็ต้องอาศัยความรู้เก่าที่จำเป็นที่ต้องนำมาใช้เพื่อต่อยอดไปด้วย (ได้จาก deduction) เพราะฉะนั้นงานเขียนที่ดีก็น่าจะมีสองอย่างนี้ครับ

ตัวอย่าง การเขียน claim โดยใช้ logos

Beer should be sold in our university because it generates addinal revenues that can be used to develop our university.

หลักเหตุผลของ claim นี้คือ

Major premise: anything that generates additional revenues and that can be used to develop our university should be allowed.

Minor premise: Beer generates additional revenues and beer can help develop our university.

Conclusion: Beer should be allowed.

claim นี้มีจุดโหว่ คือ ดังนั้น ถ้าอะไรก็ได้ที่เพิ่มรายได้ให้แก่มหาลัย และ รายได้นั้นจะนำไปพัฒนามหาลัยได้ ก็ควรจะอนุโลมให้ขายได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปตามหลักตรรกะนี้ บุหรี่ ก็น่าจะอนุโลมให้ขายได้ เฮโรอีน ก็น่าจะอนุโลมได้ รวมถึงยาบ้า และอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มรายได้ให้มหาลัยได้ จะเห็นได้ว่า claim อันนี้ไม่รัดกุมพอ ดังนั้นจึงต้อง เพิ่ม contraint บางอย่างลงไปครับ เช่น Beer should be allowed to be sold in our university because not only it generates additional revenues which could be used in developing our university but it also would not put our students at risk because only those above 25 years of age will be allowed. ทำนองนี้นะครับ


2. appeal อย่างที่สอง คือ Pathos (พาโตส) สิ่งดึงดูดอันนี้เป็นการจูงใจทางอารมณ์กับผู้อ่านหรือผู้ฟัง เป็นการใช้ภาษา ใช้ตัวอย่าง ใช้คำ หรือใช้รูปภาพ หรือวิธีอื่นใดที่จะกระตุ้นให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมกับผู้เขียน

ทั้งนี้ทั้งนั้นมิใช่ให้ไปบอกโต้งๆในงานเขียนว่า “ต่อไปนี้ผู้อ่าน ต้องรู้สึกโมโหกับสิ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนต่อไปนี้” แต่หมายความว่าจะต้องปลุกอารมณ์ผู้อ่านโดยวิธีที่แยบยล เช่น เขียนว่า “มีแต่พวกขี้ขลาดเท่านั้นแหละที่ไม่โดดเรียน” หรือ “คนที่กล้าหาญเท่านั้น ที่จะกล้าโดดเรียน” ประโยคแรก เป็นการใช้ปลุกอารมณ์ทางด้านลบ (negative appeal) เพื่อจะให้ผู้อ่านเกิดความกลัวเสียหน้าถ้าไม่โดดเรียน ในขณะที่ประโยคที่สอง เป็นการปลุกอารมณ์ทางด้านบวก เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกฮึกเหิม ในการหนีเรียน เป็นต้น (สังเกตงานโฆษณาจะใช้ทั้งด้านลบและด้านบวก เช่น ไม่อยากอ้วนใช่ไหม แต่ไม่มีเวลาไปฟิตเนส นี่เลยต้องลองใช้....ซึ่งจะทำให้คุณประหยัด.....อะไรก็ว่าไป)

3. Ethos อีโตส เป็น appeal ข้อสุดท้าย แปลได้ตรงๆตัวว่า เสน่ห์ ความมีอำนาจในงานเขียน (authority) ผู้เขียนจะต้องแสดงว่า เรามีเสน่ห์ และเรามีอำนาจในงานเขียน เพื่อผู้อ่านจะได้คล้อยตามเราครับ ทำได้โดยวิธีแสดงคุณสมบัติเหล่านี้ครับ

-แสดงว่า เราเป็นคนที่พูดจริง ทำจริง ซื่อสัตย์ และเที่ยงตรงในงานเขียน (เหมือนที่นักการเมืองชอบทำ) เช่น ในการเขียน เราให้เกียรติคนที่มีความคิดไม่เหมือนเรา และยอมบอกข้อเสียของข้อโต้แย้งของเรา (เพื่อแสดงว่าเราไม่ปิดบัง) เช่น ในงานโฆษณาชิ้นหนึ่ง “ถึงแม้ผลิตภัณฑ์เราจะมีราคาสูงกว่าสินค้าชิ้นอื่นๆในท้องตลาด แต่...” เราไม่ปิดบังข้อเสียของเราเกี่ยวกับราคาสูง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเราซื่อสัตย์ เป็นต้น

-แสดงว่าผู้เขียนเป็นผู้มีความสามารถ และรู้จริงในสิ่งที่เขียน(หรือพูด) เช่น มีการค้นคว้ามาอย่างดี มีการ back up ข้อมูลด้วยงานวิจัยที่เป็นที่เชื่อถือชิ้นอื่นๆ ไม่สะกดคำผิด หรือ ใช้ไวยากรณ์ผิด เป็นต้น เหมือนกับถ้าจะโฆษณายาแก้สิว คงไม่ใช้ พรีเซนเตอร์ที่หน้าเป็นสิวมา ดูไม่น่าเชื่อถือครับ

-แสดงว่าเราเป็นผู้เขียนที่ใจกว้าง เปิดรับความคิดเห็นที่ต่างไป และไม่มีอคติ และไม่เขียนเพื่อประโยชน์ของเราฝ่ายเดียว เช่น ไม่คิดแต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้าม (คือคู่แข่งหรือไอเดียที่ไม่เหมือนของเรา) แต่ต้องแสดงให้เห็นว่างานเขียนของเรามีดีกว่าหรือน่าเชื่อถือกว่าของคนอื่นๆอย่างไร โดยที่ไม่ใช้คำหยาบคาย ดูถูก เสียดสี งานเขียนหรือเหตุผลของงานเขียนหรือคนอื่นๆเป็นต้น

หลักทางวาทวิทยาสามข้อที่กล่าวข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้กับงานเขียนทุกประเภทครับ และรับรองว่าถ้าใช้อย่างถูกต้องแล้วจะทำให้งานเขียนของคุณดูหนักแน่น และดึงดูดผู้อ่านหรือผู้ฟังได้เลยล่ะครับ

อริสโตเติลบอกว่า appeal ชนิดแรกนี้ สำคัญที่สุด เพราะว่า argument จะดีหรือไม่ จะอยู่ที่ตัวของมันเอง ในขณะที่ appeal อื่นๆ สามารถ "หลอก" กันได้นะครับ เช่น pathos ถ้าเรามีศิลปะการใช้คำ หรือวัจนศิลปะ เราสามารถใช้คำ หรือ กระสวนประโยคเพื่อชักจูงให้ผู้อ่านคล้อยตาม ตามเราได้

ยกตัวอย่าง ถ้าจะเขียนเรื่อง การทำแท้งเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม (Abortion is immoral) ก็สามารถนำหลักสามข้อมาใช้ได้ (อย่างคร่าวๆนะครับ) เช่น

-น่าจะใช้หลัก deduction อ้างพระไตรปิฏกว่า การฆ่าสัตว์ทุกชนิดเป็นบาป การทำแท้งเป็นการฆ่ามนุษย์ เพราะฉะนั้นการทำแท้งเป็นบาป หรือแม้กระทั่งอ้างถึงไบเบิลก็ได้ครับ

หรือ เราจะเขียน claim ของเราไปในทางที่ว่า ถึงแม้ว่าต่างศาสนา จะมีมุมมองปลีกย่อยทางด้านศีลธรรมต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันในทุกศาสนา คือ มีมุมมองว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ผิด และถึงแม้ว่า คัมภีร์ในแต่ละศาสนาจะไม่ได้ระบุไว้อย่างเด่นชัดว่า "การทำแท้งเป็นบาป" แต่เราสามารถหาหลักฐานได้จากนิทานชาดก หรือ parable ต่างๆ ดังที่จะชี้แจงต่อไปนี้

-pathos หรืออารมณ์ที่น่าจะใช้ในกรณีนี้คือ อารมณ์ด้านลบ เช่น ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้อ่านรู้สึก กลัวบาป ที่เกิดจากการฆ่าเด็กในท้อง และทำให้ผู้อ่านรู้สึกสงสารเด็กตาดำๆที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เป็นต้น เช่น มีการนำ testimony ของผู้หญิงที่ทำแท้งไปแล้ว แล้วเสียใจที่ได้ทำไป มีการนำภาพศพของเด็กที่โดนทำแท้ง และอื่นๆ เพื่อสื่อถึงความน่าสมเพช และความรุนแรงของการทำแท้ง

-ethos ทำให้งานเขียนของเรามีน้ำหนัก เช่น คัดลอกความเห็นของพระผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพนับถือกันมาก (ในงานเขียนนี้ พระน่าจะเป็น"พรีเซนเตอร์" ที่ดีที่สุด เพื่อแสดงว่า การทำแท้งเป็นบาป และผิดศีลธรรม ) หรือ เราอาจจะโต้แย้ง counter argument (อย่างมีเหตุผล) ต่อเหตุผลที่ฝ่ายตรงข้ามชอบเอามาเป็นข้ออ้างให้ทำแท้งได้ เช่น การทำแท้ง ไม่ถือเป็นการฆ่าเพราะว่า เด็กยังไม่ออกมาเป็นตัวเป็นตน ไม่ถือว่ามีชีวิต อันนี้ก็ต้องหาเหตุผลมาหักล้างละครับว่า ทรรศนคติของพุทธศาสนา และหรือวิทยาศาสตร์ว่า ชีวิตเริ่มตั้งแต่เมื่อไร (เช่น ปฏิสนธิ หรือ เมื่อคลอดเท่านั้น) ครับ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ appeal ในงานเขียนครับ อย่างที่กล่าวข้างต้น appeal พวกนี้สามารถนำไปประยุกต์ได้ในทุกกรณีครับ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การโฆษณา และอื่นๆครับ




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2548
17 comments
Last Update : 7 ธันวาคม 2548 16:25:44 น.
Counter : 6625 Pageviews.

 

อ่านสนุกและน่าสนใจมากค่ะ
รู้สึกเหมือนกลับไปนั่งเรียนในห้องเล็คเชอร์
ที่อาจารย์สอนได้สนุก

 

โดย: ป้าติ๋ว (nature-delight ) 17 สิงหาคม 2548 10:05:20 น.  

 

ขอแสดงความเห็นเลยนะคร้าบ--อ่อความเห็นของผม based on แค่สิ่งที่พี่เขียนนะครับ (ผมไม่รู้แนวคิดที่พี่มีแต่ยังไม่ได้พูดถึง)

ก่อนอื่นต้องบอกว่าหัวข้อนี้น่าสนใจมากๆ ครับ ผมไม่เคยอ่านแนวคิดเกี่ยวกับการเขียนในแนวนี้มาก่อน แต่ยังไงก็ตาม ผมเห็นว่าวิธีการสอนการเขียนแบบนี้เป็นการเน้นทฤษฎีมากกว่าการปฎิบัติ คือดูเหมือนว่ามีกฎโน้นนี่มาให้จำ มา

ให้ปฎิบัติตาม เช่น การเขียนที่ดีต้องมี ethos, pathos, และ logos จริงๆ เป็นหลักที่ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าวิธีการ approach การเขียนแบบนี้ (แบบมีกฎ) เป็นเหมือนกับมองว่าการเขียนเป็นสิ่ง "ใหม่" ที่ทุกคนต้องฝึก ทั้งๆ

ที่จริงๆ แล้วผมกลับเห็นว่าความสามารถในการเขียนเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้ว และทุกคนเขียนได้โดยไม่ต้องโยงไปยังกฎต่างๆ ถ้าเราเขียนได้ดีและน่าสนใจ กฎต่างๆ เหล่านี้จะปรากฎออกมาเอง นั่นคือเริ่มจากงานเขียนของคุณไป

ยังกฎ แต่แนวคิดของพี่ดูเหมือนจะเริ่มจากกฎไปการเขียน

ผมเข้าใจว่าหลักของพี่จะเน้นไปที่เรื่องของ the how (how to write) มากกว่า และไม่ค่อยเน้นไปที่ the what (what to write) แต่สิ่งที่สำคัญใน composition ตามความคิดผมคือ the "relationship" between the what (what are we composing?) and the how (how are you composing?) นั่นก็คือเมื่อคุณหาอะไรที่น่าสนใจที่อยากบอกคนอื่นได้ เมื่อนั้นแหละวิธีการเขียนจะออกมาเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าจะให้เพอร์เฟคก็ต้องฝึกการเรียงลำดับความคิดอะไรพวกนี้ ซึ่งผมถือเป็นส่วนรองในการเขียน

ป.ล. ผมใช้ composition/composing และมักเลี่ยงการใช้คำว่า writing ถ้ามีโอกาส เพราะผมเห็นว่าการเขียนคือ การ compose (เรา compose ทุกวันตลอดเวลา "ทุกวินาที" แต่เราไม่ได้เขียน (write) ตลอดเวลา การเขียนก็เป็นสื่อกลางในการแสดงผลของการ compose นั้น (ผลออกมาคือ composition))

แค่นี้แหละคร้าบ

 

โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง 17 สิงหาคม 2548 12:39:35 น.  

 

โพสใหม่นะครับ ข้างบนอ่านยากจัง
---
ขอแสดงความเห็นเลยนะคร้าบ--อ่อความเห็นของผม based on แค่สิ่งที่พี่เขียนนะครับ (ผมไม่รู้แนวคิดที่พี่มีแต่ยังไม่ได้พูดถึง)

ก่อนอื่นต้องบอกว่าหัวข้อนี้น่าสนใจมากๆ ครับ ผมไม่เคยอ่านแนวคิดเกี่ยวกับการเขียนในแนวนี้มาก่อน แต่ยังไงก็ตาม ผมเห็นว่าวิธีการสอนการเขียนแบบนี้เป็นการเน้นทฤษฎีมากกว่าการปฎิบัติ คือดูเหมือนว่ามีกฎโน้นนี่มาให้จำ มาให้ปฎิบัติตาม เช่น การเขียนที่ดีต้องมี ethos, pathos, และ logos จริงๆ เป็นหลักที่ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าวิธีการ approach การเขียนแบบนี้ (แบบมีกฎ) เป็นเหมือนกับมองว่าการเขียนเป็นสิ่ง "ใหม่" ที่ทุกคนต้องฝึก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมกลับเห็นว่าความสามารถในการเขียนเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้ว และทุกคนเขียนได้โดยไม่ต้องโยงไปยังกฎต่างๆ ถ้าเราเขียนได้ดีและน่าสนใจ กฎต่างๆ เหล่านี้จะปรากฎออกมาเอง นั่นคือเริ่มจากงานเขียนของคุณไปยังกฎ แต่แนวคิดของพี่ดูเหมือนจะเริ่มจากกฎไปการเขียน

ผมเข้าใจว่าหลักของพี่จะเน้นไปที่เรื่องของ the how (how to write) มากกว่า และไม่ค่อยเน้นไปที่ the what (what to write) แต่สิ่งที่สำคัญใน composition ตามความคิดผมคือthe "relationship" between the what (what are we composing?) and the how (how are you composing?) นั่นก็คือเมื่อคุณหาอะไรที่น่าสนใจที่อยากบอกคนอื่นได้ เมื่อนั้นแหละวิธีการเขียนจะออกมาเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าจะให้เพอร์เฟคก็ต้องฝึกการเรียงลำดับความคิดอะไรพวกนี้ ซึ่งผมถือเป็นส่วนรองในการเขียน

ป.ล. ผมใช้ composition/composing และมักเลี่ยงการใช้คำว่า writing ถ้ามีโอกาส เพราะผมเห็นว่าการเขียนคือ การcompose (เรา compose ทุกวันตลอดเวลา "ทุกวินาที" แต่เราไม่ได้เขียน (write) ตลอดเวลา การเขียนก็เป็นสื่อกลางในการแสดงผลของการ compose นั้น (ผลออกมาคือ composition))

แค่นี้แหละคร้าบ

 

โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง 17 สิงหาคม 2548 12:40:37 น.  

 

ตอบคุณเมื่อลมแรงฯ นะครับ

จะอธิบายยังไงดีล่ะ...ตอบยากจัง... คือ จุดมุ่งหมายที่ผมใช้ Rhetoric ในการเขียนนั้น กลุ่มคนฟังของผม คือ กลุ่มนักเรียนที่สนใจในสาขาวิชาต่างๆกัน และ ได้มีทักษะการค้นคว้าหาข้อมูล การเขียนเชิงวิชาการมาบ้างพอสมควร เพราะฉะนั้น เนื้อหา (content) เป็นสิ่งที่ผมเบาใจไปได้พอสมควร (แต่ไม่ใช่ไม่สนใจเลยนะครับ) ผมเน้นทักษะ (อย่างที่คุณเมื่อลมแรงฯว่า) ในทำนอง เขียนอย่างไร มากกว่า ที่จะเน้น เขียนอะไร ครับ

แต่การเน้น how to มากไป ก็มีข้อเสียคืออย่างที่คุณกล่าวไว้ครับว่า ความสัมพันธ์กับ what to write ก็จะหายไป แต่เนื่องจากตัวผู้สอน (คือผมเอง) ไม่มีความสามารถรอบด้าน ที่จะไปตัดสินพิจารณา content ได้อย่างมากมาย (เพราะนักเรียนมาจากหลายสาขาเหลือเกินครับ) ก็ต้องทำใจว่า เอาวิธีการเขียนไว้อันดับแรก และ เขียนอะไร จะมาเป็นอันดับรองครับ

สิ่งที่ผมดูเวลาตัดสินงานเขียนคือ

1. ดูว่า claim หรือ thesis sentence เนี่ย มัน arguable หรือเปล่า คือ มันน่าที่จะเอามาเป็น central idea ของงานเขียนหรือเปล่า เช่น The Earth is the third from the Sun คงใช้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ ไม่ต้องมาเขียนแล้วครับ หรือ I like Pizza Hut better than Domino's คงเป็นอะไรที่ non-arguable เพราะเป็นทรรศนคติความชอบส่วนตัว
2. ดูว่า claim นั้น complex พอที่จะใช้ในงานเขียนระดับมหาวิทยาลัยหรือไม่
3. ดูการ organisation ว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร (ให้สัมพันธ์กับ claim)
4. ดู evidence และ argumentation ว่า มีการใช้หลักฐานสนับสนุน และการอ้างเหตุผลที่ถูกหลักหรือไม่
5. ดูเรื่องอื่นๆ เช่น การใช้คำ การใช้รูปแบบ style format ดูการเขียน บรรณานุกรม เป็นต้น (เป็นสิ่งสำคัญอันดับรองๆลงมา)

จากเกณฑ์ข้างต้น จะว่าว่า ผมไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง content ก็ไม่ถูก เพราะว่าผมต้องประเมิน การใช้ evidence in support of your claim ว่ามัน effective หรือไม่ด้วย และถ้าไม่ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดประสงค์ที่ผมนำ Rhetoric มาใช้ในการสอนการเขียน นั้นคือ อยากให้นักเรียนมีความรู้แบบ conscious knowledge คือ เป็นความรู้ที่รู้จริง ซึ่งตรงกันข้ามกับที่คุณ เมื่อลมแรงฯบอกไว้ว่า ถ้ารู้ว่าจะเขียนอะไรแล้ว สิ่งพวกนี้จะออกมาเอง ครับ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบเหมือนกับว่า ฝรั่งพูดภาษาอังกฤษได้ครับ เพราะฉนั้นแปลว่า เขา "รู้" ไวยากรณ์ แต่คำว่า "รู้"ในที่นี้ มิใช่ความรู้แบบ conscious คือ ถ้าไปถามว่า ไหนลองอธิบายการใช้ subjunctive ซิ ฝรั่งคงตอบไม่ได้ครับ (ถึงแม้จะใช้พูดได้ก็ตาม) ฉันใดก็ฉันนั้นครับ ผมต้องการให้นักเรียนมีความรู้แบบ conscious knowledge เกี่ยวกับหลักการเขียนที่ดี (ถึงแม้ว่านักเรียนจะรู้ว่าจะเขียนอะไรอยู่แล้ว) ก็เลยนำหลักการพวกนี้มาใช้ครับ (เหมือนกับให้คนไทยที่พูดภาษาไทยได้อยู่แล้วไปเรียน ระบบเสียง ระบบไวยากรณ์ภาษาไทย ครับ)

ถ้าจะให้สรุป จุดมุ่งหมายของผมคือ your writing (or composition) must be guided, but not governed, by rhetorical principles and argumentation theories. ครับ คือ ให้ใช้เป็น guidelines แต่ไม่ใช้ให้ เป็นทาสของ ทฤษฏีทางวาทศาตร์ครับ และ ตลอดเวลาการเขียนขอให้รู้อยู่ว่าทำอะไร รู้อยู่ว่าใช้อะไร ครับ และในขณะเดียวกัน ถ้าเรารู้หลักการเขียนพวกนี้ เวลาไปอ่านงานเขียนชาวบ้าน (หรือแม้แต่อ่านหนังสือพิมพ์ โฆษณา ก็ต้อง "รู้" ด้วยว่าผู้เขียนเขากำลังทำอะไรอยู่ครับ) คือ รู้ทัน น่ะครับ

ถ้าจะคุยให้ลึกจริงๆถึงเรื่องการสอนการเขียน ผมว่ายากทีเดียวครับ เพราะว่าจุดประสงค์อันเดียวกัน อาจจะสอนได้หลายทางครับ (และผมก็มิได้เชี่ยวชาญทางนี้เสียด้วย ฮิฮิ)

ถ้ายังไงๆ ก็ลองแวะๆมาอ่านๆบทความชิ้นต่อๆไปของผมด้านการเขียนแล้วกันครับ เผื่อว่าอาจนำไปประยุกต์เข้าได้กับแนวทางการสอนที่คุณเมื่อลมแรงฯถนัดครับ



 

โดย: krisdauw IP: 202.57.168.142 17 สิงหาคม 2548 16:15:29 น.  

 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเห็นด้วยคร้าบว่ายากมากๆ เนี่ยกว่าผมจะเขียนค.ห. ข้างบนได้ ใช้เวลานานมากๆ เหอๆ แต่ยังไงก็ขอขยายความและแสดงความเห็นอีกหน่อยนะครับ

"แต่เนื่องจากตัวผู้สอน (คือผมเอง) ไม่มีความสามารถรอบด้าน"
--ผมว่าตรงนี้ เราสามารถเลือกหัวข้อที่ไม่จำเพาะเจาะจงได้นะครับ เช่น เรื่องการทำแท้ง เรื่องการศึกษาแบบนี้อะครับ เป็นเรื่องที่นักเรียนและตัวผู้สอนเองสามารถ comment ได้


"ดูว่า claim หรือ thesis sentence เนี่ย มัน arguable หรือเปล่า"
--ผมว่าจุดนี้ก็คือ what to write ครับ ดังนั้นถ้าเราจะละเลย what to write ไปเลย (และไปเน้น the how) ก็เหมือนเราไม่ได้สอนให้นักเรียนเขียนเลย--ไม่มี what แล้ว how จะเกิดได้อย่างไร หรือว่า ถ้า what ไม่น่าสนใจ rhetoric ก็อาจจะช่วยไม่ได้มากอะครับ

"ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดประสงค์ที่ผมนำ Rhetoric มาใช้ในการสอนการเขียน นั้นคือ อยากให้นักเรียนมีความรู้แบบ conscious knowledge คือ เป็นความรู้ที่รู้จริง ซึ่งตรงกันข้ามกับที่คุณ เมื่อลมแรงฯบอกไว้ว่า ถ้ารู้ว่าจะเขียนอะไรแล้ว สิ่งพวกนี้จะออกมาเอง ครับ"
--สิ่งที่ออกมาเองสำหรับผมคือ the how ครับ ถ้าเรารู้ว่าเราจะเขียนอะไรแล้ว สิ่งต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ วิธีการเขียนก็จะออกมาค่อนข้างอัตโนมัติ ผมเชื่อว่าเป็นธรรมชาติของการสื่อสารของมนุษย์ครับ

คำถามต่อมาก็อาจจะเป็นว่า แล้วนักเรียนควรเลือกที่จะ "อะไรเขียน" หละมันถึงเป็นหัวข้อที่สำคัญและน่าสนใจ

สำหรับผมถ้ามีโอกาสได้สอนจริง (คงอีกนานเหอๆ) ผมจะเน้นหัวข้อเดิมครับ คือ ทำให้นักเรียนเห็นว่า writing แท้จริงแล้วคือ composing เป็นสิ่งที่เค้าทำอยู่ตลอดเวลา นั่นคือต้องให้เค้าเข้าใจว่าในชีวิตประจำวันทุกๆ วันของเค้า ถ้าสิ่งไหนไม่น่าสนใจ เค้าก็จะไม่นำไปเล่าต่อ แต่ถ้าสิ่งไหนน่าสนใจ เค้าก็จะนำไปเล่าต่อ (ตรงนี้ผมเอาประสบการณ์จากการเรียน discourse analysis มาผสมนิดหน่อยครับ) ดังนั้นถ้าให้นักเรียนเข้าใจจุดนี้ มันก็จะมีโอกาสมากที่เค้าก็จะเลือกหัวข้อที่จะเขียนได้น่าสนใจ และเมื่อหัวข้อและ content น่าสนใจแล้ว วิธีการนำเสนอ (the how) ข้อมูลเหล่านั้นผ่าน writing ก็จะออกได้ดี นอกจากนี้นักเรียนยังเป็น author(ity) อีกด้วยครับ แต่น.ร. ส่วนมาก (รวมถึงผมตอนแรกๆ ของการเรียน) ไม่เห็นจุดนี้ กลับเห็นว่า writing เป็นสิ่งไกลตัว มีอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น ดังนั้นเขียนๆ ไปเถอะ อ.ตรวจเสร็จก็จบ ผลออกมาก็คือ the what เป็นอะไรที่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ และเมื่อเค้าไม่สนใจโอกาสที่จะให้เค้าทำ research เพื่อให้เกิดความรู้จริงๆ ก็น้อยลงครับ

อธิบายยากจัง หวังว่าคงไม่งงนะครับ เหอๆ

 

โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง 18 สิงหาคม 2548 1:09:57 น.  

 

อืม....
ขอเล่าเรื่องจากประสพการณ์นะครับ ถึงแม้จะไม่เกี่ยวโดยตรงกับข้างบน แต่ก็ยังอยู่ในหัวข้อนะครับ

เกี่ยวเนื่องกับข้อความนี้นะครับ
"ดังนั้นถ้าให้นักเรียนเข้าใจจุดนี้ มันก็จะมีโอกาสมากที่เค้าก็จะเลือกหัวข้อที่จะเขียนได้น่าสนใจ"

ที่ผมจะพูดคือบางทีมันมีข้อจำกัดนะครับ ทั้งผู้สอนทั้งผู้เรียน
ข้อจำกัดทางด้านผู้สอนคือ เวลาสอน เราจำเป็นต้องกำหนด theme ของคอร์ส เช่น ในคอร์สนี้จะสอนอะไร และสอนงานแนวไหน ส่วนมากผู้สอนก็จะสอนสิ่งที่ไม่ไกลจากความถนัดของตัวเอง เช่น ผมถนัดด้าน stylistic analysis ก็จะเอาบทอ่านที่เกี่ยวเนื่องกับด้านนี้มาให้นักเรียนอ่าน ในขณะที่ผู้สอนอีกคนนึงถนัดด้าน Medieval literature ก็อาจจะเอาเรื่อง Gawain and the Green Knight มาให้นักเรียนอ่าน ครับ

การเรียนการเขียนในระดับมหาวิทยาลัยของฝรั่งนั้น ต่างกับของไทยตรงที่ว่า ของไทยเราสอนรูปแบบ (เช่น cause-effect, compare/contrast, explanation, process, etc) และเน้นไวยากรณ์มากกว่า ในขณะที่ฝรั่งเน้นการเขียนอย่างเป็นระบบ คือ อ่านงานชาวบ้าน ตั้งคำถาม ถกและวิพากษ์ หา claim ที่เหมาะสม ค้นคว้าหาข้อมูล ลงมือเขียน และ revise ครับ

จุดเริ่มต้นในคอร์สการเขียนคือ อาจารย์เป็นผู้กำหนดบทอ่าน ให้นักเรียนไปอ่านมา แล้วอภิปรายเชิงสัมนาในห้อง ส่วน หัวข้อรายงาน นักเรียนจะเลือกเอง แต่ต้องให้สัมพันธ์กับสิ่งที่เราคุยกันในห้อง และเกี่ยวโยงกับบทอ่าน

เพราะฉนั้น นักเรียนมี อิสระที่ถูกจำกัดครับ (คือ ถึงแม้จะเลือกเขียนอะไรก็ได้ แต่ต้องให้อยู่ภายใต้เรื่องที่เราคุยกัน) ตรงนี้ต่างกับการเรียนเขียนในประเทศไทยที่อาจารย์จะให้เขียนอะไรก็ได้ เช่น เปรียบเทียบซุปเปอร์มาเกต กับตลาดสด หรือ บอกความเห็นของคุณกับเรื่องของการทำแท้ง ครับ (การเขียนแนวนี้จะเห็นใน TOEFL ซะมากกว่า)

เพราะฉนั้น เมื่อมีข้อจำกัดด้านหัวข้อ หรือ สิ่งที่จะเขียน ทำให้ผมเอนเอียงไปทาง how to มากกว่าครับ (แต่มิใช่ละทิ้ง what to write เสียทีเดียวครับ)

บ่อยครั้งที่นักเรียนมาหาผม แล้วบอกว่า ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ เพราะเขียนๆไปแล้วเหมือน rambling ไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะนักเรียนไม่ถนัดในงานเขียนประเภท discourse analysis หรือ ด้านภาษาครับ

วิธีแก้ปัญหาของผมคือ เริ่มต้นจาก claim ว่ามัน arguable ไหม แล้วต่อยอดจาก claim นั้นอีกทีว่า ควรจะเขียนอะไรบ้าง ควรจะใช้หลักฐานประเภทไหน ควรจะ argue อย่างไร ใช้วิธี induction หรือ deduction หรือ ควรจะโต้แย้งอย่างไร และตรงนี้เองครับที่ rhetorical theories จะมามีบทบาทมากๆในการช่วยนักเรียนครับ

ตำรา writing สมัยใหม่ จะอิง rhetorical theories เป็นหลัก เพื่อเอามาช่วยในการเขียนครับ เช่น Everything is an argument (จำชื่อผู้เขียนไม่ได้แล้ว แต่มีสามคนแต่งร่วม) หรือ The Shape of Reason: An Introduction to College Writing ของ John Gage และตำราอื่นๆอีกมากมายครับ

 

โดย: krisdauw IP: 202.57.171.102 19 สิงหาคม 2548 0:18:37 น.  

 

เก่งๆ กันทั้งนั้นเลยค่ะ
ว่าแต่........มีใครรับตรวจ writing บ้างอ๊ะป่าว แฮ่ะๆๆๆ


ขอเป็นแฟนขาประจำของคุณ krisdauw นะคะ (ตามมาจากพันทิพอ่ะค่ะ อิอิ)


Fr: Pinkypuppypopularpoopuu (ไม่ได้ล้อคอินนะคะช่วงนี้)

 

โดย: Pinkypuppypopularpoopuu IP: 61.91.93.43 19 สิงหาคม 2548 0:35:10 น.  

 

กลับมาอ่านคร้าบ

 

โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง 19 สิงหาคม 2548 11:59:54 น.  

 

ผ่านมาเจอ เลยต้องพิมพ์ลายเกือกม้าไว้ก่อนค่ะ

ม้ามีความเห็น จากประสบการณ์ตื้นๆค่ะว่า การรู้จักวาทกรรม-วาทวิทยาพวกนี้มีประโยชน์กับผู้เขียนในฐานะ "ผู้อ่าน" ได้ด้วยค่ะ คือ นักเขียนทุกคนนั้นมีนิสัยรักการอ่าน ฟันธง! รู้ทฤษฎี (ที่มาทีหลังแต่บัญญัติไว้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ)อันเป็นพื้นฐานจะทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยหยุดพินิจ คือเคยเห็นเคยรู้แต่ไม่จับมาพินิจให้เป็นกระบวน ผ่านกระบวนคิดแล้ว นักอ่านจะไม่ให้นักเขียนมีพลังเหนือกว่า ก็ขณะที่รู้เห็นกระบวนคิดการเขียนก็เป็นไทแล้ว พลังอำนาจทางปัญญามันถ่ายโอนถึงกันแบบเสมอกัน สนุกแล้วรู้แล้วก็วางลง ไม่ต้องเป็นสาวกนักเขียนคนไหน แค่นี้ก็สนุกแล้วค่ะ

 

โดย: หน้าม้าแถวบ้าน IP: 74.134.59.11 10 สิงหาคม 2549 3:09:41 น.  

 

กำลังจะออกไปสอบเลยคะ
ต้องเขียนEssay สองพันคำ
กำลังแย่อยู่เลย

พอมาอ่านแล้วมีกำลังใจสอบขึ้นมากเลยคะ
ขอบคุนนะคะ

 

โดย: Rynn IP: 210.185.12.137 5 กันยายน 2549 7:04:40 น.  

 

ดีจังเลยครับบทความนี้ ผมจะสอบ วาทวิทยา ในวันพรุ้งนี้พอดี บังเอิญหาความหมายของ rhetoric, ethos, pathos, logos อย่างละเอียดและยังไม่เข้าใจดีพอ และเป็นความบังเอิญอีกที่บทความนี้ทำให้ทราบรายละเอียดมากขึ้นและนำไปประยุคต์ใช้ได้ครับ ไว้ว่าง ๆ ผมจะมาอ่านอีกนะครับ

 

โดย: guitar IP: 125.25.42.48 26 กันยายน 2549 18:57:53 น.  

 

กำลังเรียนวิชา Critical Reading อยู่พอดี อาจารย์เอาก็เอาทฤษฎีการเขียน การอ่าน มาให้เรียน คอร์สที่แล้วเรียนการเขียน ชื่อวิชา Exposite Writing ก็ฝึกเขียนแบบ cause and Effect, Compare and Contrast, Insightful writing, etc.

ก้อยว่าวิชาแบบนี้ นักเรียนไทยยังขาดทักษะอยู่ ยังเขียนกันไปค่อยเป็น... ยังไงพี่ๆช่วยกันเอื้อความรู้ด้านนี้ให้กับน้องๆด้วยนะคะ ....

-อนาคตของชาติ-

 

โดย: Chonny IP: 58.136.225.75 22 ธันวาคม 2549 16:06:52 น.  

 

ก่อนกระทู้จะวายและหายไป
ขออนุญาตแปะข้อความที่คุณโพสต์ไว้ใน Gratฯเก็บไว้ก่อนนะคะ
ถ้าคุณนำมา Up blog เมื่อไหร่ช่วยลบออกทีหลัง

กลัวหายสาบสูญเหมือกระทู้ดีๆอีกหลายๆอันน่ะค่ะ


ความคิดเห็นที่ 6

ในฐานะที่เป็น non-native English speaker แต่สอนการเขียน academic writing ให้ native English speaker ผมขอให้เหตุผลจากประสบการณ์ตัวเอง ที่พบเจอทั้งจากงานเขียนของ native speakers ใน academic writing และ non-native speakers นะครับ

1. กรณีแรกคุณต้องดูว่า (และแยกแยะให้ถูก) ว่าสิ่งที่คุณกำลังค้นหา (นั่นคือ การแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองในการเขียนเชิงวิชาการ) นั้น เป็นสิ่งที่เป็น non-native speaker's errors หรือไม่ นั่นคือ คุณต้องสังเกตว่าที่อาจารย์แก้มาให้นั้น เป็นข้อผิดพลาดที่ได้มาจากความไม่เป็นเจ้าของภาษาหรือไม่ เช่น การผิดไวยากรณ์บางชนิด หรือ การใช้คำศัพท์โดยไม่ถูก sense ของมัน เป็นต้น


ถ้าคุณ identify ตรงนี้ได้ คุณก็รู้ถึงปัญญาที่แท้จริง ถ้าใช่ คุณก็ต้องเรียนรู้ไปทีละนิด แต่ถ้าไม่ใช่ (นั่นคือ เป็นข้อผิดพลาดที่แม้คน native speaker ยังทำได้) คุณก็ต้องทำใจ (อ่านข้อ 2 ต่อ)

2. ถ้าเป็นข้อผิดพลาดที่เป็นของ native speaker เช่น การเขียนบางคนวกไปวนมา การเขียนบางคนเขียนแล้วไม่มี logical flow การเขียนบางคนออกนอกเรื่องไป การเขียนของบางคนไม่มี claim หรือ การเขียนบางคนผิดหลัก logical fallacy นั้น อันนี้ ทางที่ดีที่สุดคือลองไปลงคอร์สการเขียนในมหาลัย (ที่เค้าเปิดสอน undergrad นั่นเเหละครับ) แต่ไม่ใช่คอร์สการเขียนโทเฟิลนะครับ จะได้รู้หลักและฝึกหัดไปเรื่อยๆ ซึ่งความผิดชนิดนี้ ก็เกิดได้กับพวก native speaker ครับ เช่นนักเรียนอเมริกันที่ผมสอนๆอยู่ก็ทำผิดแบบนี้ครับ (ไม่งั้นมหาลัยเค้าคงไม่ require ให้ลงคอร์สนี้ทุกคน)

มากไปกว่านั้น นักวิชาการทางด้าน teaching writing บางท่านได้ให้ข้อสังเกตว่า การเขียนเชิงวิชาการ (academic writing or argumentative writing or expository writing) นั้น ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมด้วย นั่นคือวัฒนธรรมในการโต้แย้ง ซึ่งในวัฒนธรรมตะวันตก (โดยเฉพาะอเมริกัน)นั้นนิยมการเขียนที่เป็น linear writing นั่นคือ เขียนตรงประเด็น อย่าเอาน้ำ เริ่มต้นจากการชี้ ปัญหาที่นำไปสู่การเขียนบทความชิ้นนี้ (ที่เป็นปัญหาที่บทความชิ้นอื่นๆไม่ได้นำเสนอมาแล้ว) เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาในรูปแบบของ claim และแสดงวิธีการคิดหรือการแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป (วัฒนธรรมตะวันออกบางประเทศ นั้นนิยมการพูดแบบอ้อมๆ ซึ่งใช้ไม่ได้กับวัฒนธรรมตะวันตก)

3. ความผิดพลาด (?) บางประเภท ที่ advisor คุณ หรือ editor ของ journal แก้ไขให้ ไม่ได้สัมพันธ์กับทั้ง native หรือ non native ข้างต้น แต่สัมพันธ์กับ personal preference แทน นั่นคือ เป็นความชอบส่วนบุคคล ซึ่งเลียนแบบกันไม่ได้ หรือ ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน เช่น ประโยคนี้ควร rewrite เสียใหม่ให้เข้าใจได้ดีกว่าเดิม เป็นต้น ( แต่ประโยคเดียวกันนี้ไม่ได้ผิดไวยากรณ์หรือไม่ได้คลุมเครือเลยในความคิดของคนอีกคนหนึ่ง เป็นต้น)

ถ้าเป็นดังนี้ขอให้คุณทำใจว่า ช่างมันฉันไม่แคร์ เพราะว่า advisor คุณก็"แค่"เป็นคนอ่านคนหนึ่งเท่านั้น คนอื่นๆ(รวมทั้งคุณ)อาจไม่คิดเเบบเขา ถ้าเป็นความผิด
พลาด (?) ชนิดนี้ ต่อให้ร้อยคนแก้งานคุณ ก็ไม่เหมือนกันครับ

เพราะฉะนั้นอยากให้เข้าใจถึงกระบวนการเขียนว่า ทุกๆ participant (ผู้เข้าร่วม ?) ในกระบวนการนั้นได้มีส่วนในรูปแบบของงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นผู้เขียนเอง (native or non-native) หรือ ผู้อ่าน (ซึ่งอาจจะเป็น editor, advisor ที่ maintain certain expectation about your writing) หรือ อาจจะเป็นรูปแบบของขนบของการเขียน (genre of writing) เองที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมก็ได้ครับ

เพราะฉะนั้นคุณต้อง identify ให้ได้เสียก่อนว่าสิ่งที่คุณต้องการแก้ไขนั้นมันเกี่ยวเนื่องกับปัจจัยใดข้างต้น เพื่อแก้ไขให้ตรงจุด (หรือบางครั้งคงไม่ต้องแก้ไข)

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว เช่น ผมเคยส่ง paper ไปลง journal ของเคมบริจจ์อันหนึ่ง ก่อนส่งผมตรวจทานว่าไม่มี non-native error แพลมไปแน่ๆ และ make sure ว่า ทุกอย่างเข้าใจง่าย ตรงประเด็น ฯลฯ แต่ผลตอบรับที่ได้ (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ให้ revise ใหม่) editor นั้นแก้ไขงานบางส่วน ผมตรวจทานอีกรอบ เปรียบเทียบกับของเก่า สรุปได้ว่าเป็น editorial (i.e. personal) preference ดังนั้นจึงปล่อยมันไปครับ นั่นคือหน้าที่เขา ผมไม่คิดมากครับ

ในทางตรงกันข้าม บางครั้งที่ผมซื้อหนังสือที่เป็นผลงานวิจัยของอาจารย์ไทยมาอ่าน (จากมหาลัยชั้นนำของเมืองไทยด้วยนะครับ) อาจารย์บางคนเขียนด้วยภาษาไทยแท้ๆ แต่ยังเอาดีไม่ได้ นั่นคือ เขียนน่ะอ่านไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่าใจความหลักคืออะไร บางทียังกับแปลมาจากภาษาอังกฤษอย่างชนิดที่ว่า กลิ่นนมเนยนี่ยังอยู่แบบไม่จาง (ซึ่งการแปลที่ดีควรจะเปลี่ยนมาเป็นกลิ่นกะปิแบบไทยๆ) ตัวอย่างที่สองนี้แสดงให้เห็นว่า การเขียนเชิงวิชาการที่ดีนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับ native หรือ non-native แต่อย่างใด เพราะว่า ขนาดภาษาไทยเขียนแล้ว คนไทยด้วยกันยังอ่านไม่เข้าใจ


ขอเขียนแค่นี้ก่อนนะครับ ผมต้องไปเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์งาน (เป็นอาจารย์ด้านการเขียนนี่แหละ) วันนี้เช้าสิบโมง ไม่รู้จะเจอคำถามอะไรบ้างวันนี้

อ้อ ตอนนี้ผมอยู่ Philadelphia นะครับ เพราะว่ามี Modern Language Association Conference ที่นี่ และหลายๆมหาลัยในอเมริกาเลยถือโอกาสเอาคนสมัครอาจารย์ด้านภาษามาสัมภาษณ์ด้วยเลย เพราะนั้นถ้าเพื่อนๆใน club ท่านใดที่เข้ามาอ่านและอยู่ philadelphia ก็หลังไมค์มาหาได้นะครับ ผมจะอยู่อีกสองวันครับ เผื่อจะนัดเจอกันครับ

จากคุณ : krisdauw (krisdauw) - [ 28 ธ.ค. 49 17:30:12 ]
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H5000572/H5000572.html


ขอบคุณมากๆจริงๆ สำหรับพื้นที่ทางปัญญาที่คุณให้พวกเรา
และแรงใจแรงกายที่ลงมือเขียนให้พวกเราอ่านเสมอๆ

และขอโทษที่มักจะอ่านเฉยๆโดยไม่ได้มาบันทึกขอบคุณ
เพราะเวลามีไม่มาก

อายุมากแล้วค่ะ ไม่ได้ใช้ข้อมูลคุณไปเป็นประโยชน์ด้านอื่นเลย
นอกจากประเทืองปัญญาเท่านั้นค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกดี รู้สึกชื่นชม รู้สึกมหัศจรรย์ค่ะ

 

โดย: ดอกเหมย IP: 58.147.90.220 6 มกราคม 2550 12:48:56 น.  

 

วันนี้รู้สึกเป็นวันหนึ่งที่โชคดีมาก ถึงแม้จะนอนดึกเพราะต้อง search ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเขียน Academic writting รู้สึกชื่นชมและขอบพระคุณอาจารย์ ( ขออนุญาตเรียกอาจารย์นะคะ ) ที่กรุณาให้ข้อมูลความรู้ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าที่ยากจะหาอ่านได้โดยทั่วไป ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่กำลังศึกษาในแวดวงของภาษาศาสตร์ ( กำลังศึกษา MA.Vietnamese Study ค่ะ ) ต้องขอเรียนอาจารย์ว่าภาษาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่น่าหลงใหล และน่าเรียนรู้จริงๆ ค่ะ และในโอกาสต่อไปคงต้องขอคำแนะนำจากอาจารย์ด้วยนะคะ

 

โดย: Em-Nga IP: 115.67.104.185 22 มกราคม 2552 1:10:15 น.  

 

ความรู้สึกหลังการอ่าน

ผมขอบคุณต่อการอธิบายวิธีการเขียนงานวิชาการ ใช้ภาษาได้เข้าถึงง่ายครับ มีประโยชน์มากสำหรับผม ซึ่งเริ่มเขียนงานไปแล้วแต่ไม่เข้าใจวิธีเขียนเชิงวิชาการอย่างท่องแท้และเป็นระบบอย่างที่ทางกลุ่มได้ถกกัน

สำหรับผม ผมรู้ว่า inductive,deductive เป็นยังไง แต่ไม่เฉลียวใจในการนำมาปรับใช้ในงานเขียน นึกแต่ว่ามันเป็นเพียงแนวทางการทำวิจัยเพี่ยงเท่านั้น

เมื่อได้อ่านข้อมูลและข้อถกเถียง จึง get ในประเด็นปัญหาของงานที่กำลังเขียนอยู่ ที่ไม่ได้แสดง agument ที่ชัดเจน (แม้ Rhetoric, argument ผมยังไม่เข้าใจการใช้เลยครับ ก่อนหน้านี้เคยได้ยินอยู่บ้าง)

ในมุมมองผม ทั้งประเด็นที่ว่า what to write กับ how to write มันมีความสำคัญขึ้นอยู่กับบุคคล แต่สำหรับผมแล้ว การได้รู้ how to write ทำให้นึกภาพออกว่าจะต้องปรับงานยังไงให้ตรงประเด็นและน่าสนใจ

ความเข้าใจครั้งนี้ ทำให้มีกำลังใจนั่งเขียนงานต่อ แม้อยากออกไปทำอย่างอื่นที่มันน่ารื่นรมณ์กว่านั่งหน้าคอมฯ

 

โดย: รปศ IP: 222.149.252.71 6 เมษายน 2556 8:49:57 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะ พอดีกำลังเรียนเรื่อง Rhetorical เป็นภาษาที่สาม งงง มันคืออะไร ช่วยได้มากเลยค่ะ

 

โดย: จากป่าไผ่สู่ป่าสน IP: 94.23.252.21 4 กุมภาพันธ์ 2558 17:11:05 น.  

 

ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ที่ช่วยอธิบายให้เข้าใจยิ่งขึ้น กำเลังเรียน Rhetoric อยู่พอดีเลย

 

โดย: Molly IP: 192.99.15.166 14 มิถุนายน 2559 1:24:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


krisdauw
Location :
Washington, Seattle United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Friends' blogs
[Add krisdauw's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.