Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2555
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
1 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 

พญานาคหนองหาร

นิยาย

                        พญานาคหนองหาร

                บทที่๑

                 ท่ามกลางพระจันทร์นวลผ่อง ผิวน้ำหนองหารยารมนี้เงียบสงบ ผิวน้ำหนองหารสะท้องแสงกับพระจันทร์และหมู่ดาวบนฟากฟ้าอยู่วับวาว

                ยามนั้นมีเรือประมงของชาวบ้านทอดอยู่กลางลำน้ำหนองหาร ชายชาวประมงแหงนขึ้นไปมองบนท้องฟ้า แล้วเคลิบเคลิ้มไปกับแสงนวลผ่องของพระจันทร์และหมู่ดาว สลับกับการดูเบ็ดราวที่วางไว้กลางผืนน้ำหนองหาร

                ชายชาวประมงมองไปที่กลางน้ำหนองหาร เป็นเกาะดอนสวรรค์อยู่ไกลๆในความมืด

                ขณะนั้น ชายชาวประมงพลันสะดุ้งจนสุดตัว

            ตูม!

            เสียงเหมือนกับมีสิ่งหนึ่งซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลหล่นลงมากระทบผิวน้ำหนองหาร เสียงนั้นดังมาจากอีกฟากหนึ่งของเกาะดอนสวรรค์

                หลังจากเสียงตูมนั้น ชายชาวประมงอ้าปากค้างและสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ

                ผิวน้ำหนองหารที่เงียบสงบพลันมีลูกคลื่นแผ่กระจายเป็นวงกว้าง จนกระทั่งเรือของชายชาวประมงกระเพื่อมไปตามแรงของคลื่นนั้น

                หากชายชาวประมงได้เห็นอีกฟากฝั่งหนึ่ง ชายชาวประมงอาจจะหัวใจวายท่ามกลางน้ำหนองหารไปแล้วก็ได้ เพราะอีกฟากฝั่งหนึ่งของเกาะดอนสวรรค์ซึ่งอยู่กลางน้ำหนองหารนั้น มีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งกำลังชูคอขึ้นเหนือผิวน้ำประมาณสองวา หลังจากที่มันมันเอาหวงของมันฟาดลงไปบนผิวน้ำ ขณะนี้สัตว์ประหลาดตัวนี้ชูคอนิ่งสงบราวกับรูปสลักอยู่ใกล้ๆกับเกาะดอนสวรรค์

                ศีรษะของสัตว์ประหลาดตัวนี้มีขนอนแดงสะท้อนกับแสงนวลผ่องของพระจันทร์คืนเพ็ญที่แสนงดงาม เมื่อมันสะท้อนกับแสงจันทร์คล้ายกับมีประกายรัศมีวับวาว ศีรษะของสัตว์ประหลาดตัวนี้คล้ายกับรูปปั้นของสัตว์ที่อยู่ตามวัดทั่วไปที่ชาวบ้านเรียกว่า “พญานาค”

                ชายชาวประมงที่ทอดเรืออยู่อีกฝากหนึ่งของเกาะดอนสวรรค์เมื่อตั้งสติได้ รีบยกมือขึ้นไหว้เหนือศีรษะแล้วรีบพายเรือเข้าสู่ฝั่งอย่างรวดเร็วราวด้วยความสยองผองเกล้า ทั้งที่ยังไม่เห็นตัวจริงของสิ่งที่ทำให้เกิดระลอกคลื่นอยู่ในขณะนี้

                “พญานาค”

                ชายชาวประมองพึมพำเบาๆ แต่ยิ่งพึมพำก็ยิ่งจ้ำพายเรือให้เร็วขึ้น เพื่อจะเข้าไปสู่ฝั่งให้เร็วที่สุด

                ในขณะเดียวกัน สัตว์ประหลาดที่คล้ายกับที่คนทั่วไปเรียกว่าพญานาคก็มองขึ้นไปที่เกาะดอนสวรรค์และมองไปที่ฝั่งหนองหาร ดวงตาของสัตว์ประหลาดคล้ายกับซึมเศร้าและเลื่อนลอยจนสุดบรรยาย ไม่น่านนักมันก็ดำดิ่งลงไปสูงห้วงน้ำ

                ทว่าอีกไม่นานนักสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็โผล่ขึ้นมาอย่างเงียบใกล้ๆกับฝั่งหนึ่งของริมหนองหาร ด้วยตาอันเศร้าสร้อยของสัตว์ประหลาดเหม่อมองขึ้นไปบนฝั่ง คลับคล้ายกับกำกังเฝ้ามองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่ก็คลับคล้ายกับกำลังเฝ้ารออะไรสักอย่างที่มันกำลังรอคอยมาเนินนาน

                 --------------------

              เรือประมงหางยาวลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ฝั่ง ชายวัยห้าสิบปีเศษกำลังยืนมองไปยังเรือประมงลำนั้นซึ่งกำลังวิ่งตรงมายังเขาเหนือผิวน้ำหนองหารด้วยความกระวนกระวายใจ โดยมีลูกน้องของเขาสองคนยืนอยู่ซ้ายขวาก็กำลังมองตามสายตาของคนที่เป็นนายอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน

ขณะที่สายตายังคงจับจ้องเรือประมองลำนั้นอยู่ ชายวัยห้าสิบปีเศษก็กล่าวขึ้นว่า

           “ชิต ธง คิดว่าชาวประมงคนนั้นมันจะนำกระดูกกระกรอกที่มันพูดมาจริงหรือเปล่า”

ชิต กับธง หันมามองใบหน้าของผู้เป็นเจ้านาย จากนั้นชิตกล่าวขึ้นก่อนว่า

“ผมว่ามันต้องนำมาแน่นอนครับคุณไกรรบ เพียงแต่ว่ามันจะเป็นกระดูกกระรอกเหมือนในตำนานหรือเปล่า เราก็ไม่อาจจะรู้ได้”

ธงก็กล่าวขึ้นเช่นกันว่า

“ผมก็คิดอย่างนั้นเช่นกันครับ”

ธงทำท่าฉุดคิดแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

“ถ้าหากนำกระดูกมาจริง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า มันใช่กระดูกจริง”

ไกรรบหัวเราะขึ้น จากนั้นกล่าวว่า

“ไม่มีใครตบตาฉันได้หรอก”

ชิตกับธงรู้สึกสงสัยอย่างใหญ่หลวง

ชิตรีบถามขึ้นว่า

“ถ้าหากว่าชาวประมงคนนั้นนำกระดูกมา แล้วจะรู้ได้อย่างไรครับ”

ไกรรบยังคงจับจ้องอยู่ที่เรือประมงหางยาวที่กำลังวิ่งเข้าสู่ฝั่งนั้นอย่างสบายอารมณ์ พลางกล่าวกับลูกน้องของเขาว่า

“อย่าห่วงเลยเรื่องนั้น ฉันพิสูจน์ได้ ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่กระดูกของกระรอกในตำนานนั้นก็เถอะ แต่ขอให้เป็นกระดูกกระกรอกที่มีอายุใกล้เคียงกันกับยุคนั้นของตำนานก็นับว่าใช้ได้แล้ว”

ธงยังคงมีสีหน้างุงงง จึงกล่าวถามว่า

“ผมยังไม่เข้าใจว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ามันใช่หรือใกล้เคียง”

ไกรรบหัวเราะขึ้นอีกครั้ง ราวกับขบขันต่อลูกน้องของของตัวเอง ก่อนจะกล่าวว่า

“ฉันจะให้เพื่อนของฉันพิสูจน์อายุของกระดูกนะสิ”

ธงเกาศีรษะของตัวเองไปมา จากนั้นกล่าวขึ้นว่า

“ผมไม่น่าโง่เลย”

ชิตรีบกล่าวขึ้นว่า

“ก็มันโง่มานานเลยไง”

ธงฮึดฮัดถลึงตาใส่ชิต แต่ไกรรบรีบกล่าวขึ้นว่า

“อย่าทะเลาะกันด้วยเรื่องแค่นี้เลย พวกนายดูเรือนั่นกำลังจะถึงอยู่แล้ว”

อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เรือหางยาวลำนั้นก็แล่นเข้ามาจอดที่ริมฝั่ง ชายวัยสามสิบปีซึ่งเป็นผู้ขับเรือดับเครื่องยนต์ที่เสียงดับแสบแก้วหูนั้นลง จากนั้นชายวัยห้าสิบกว่าปีที่นั่งอยู่บนเรือก็กระโดดขึ้นจากเรือด้วยความคล่องแคล่วว่องไวราวกับยังเป็นวัยหนุ่ม ในมือถือถุงผ้าสีน้ำตาลใบหนึ่งติดมือขึ้นมาด้วย ส่วนชายผู้ขับเรือกำลังทอดสมอเรือไว้ ก่อนจะกระโดดตามขึ้นมา

ชายวัยห้าสิบกว่าปีที่เพิ่งก้าวขึ้นจากเรือรูปร่างสมส่วน ความสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเซ็นติเมตร ผมยังคงดำสนิท ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นเพียงเล็กน้อย โหนกแก้มสูง ดวงตาลึก ประกายตาซ่อนความลึกลับบางอย่าง ทว่าเปี่ยมไปด้วยความมีน้ำมิตร

ส่วนชายวัยสามสิบปีที่เป็นคนขับเรือรูปร่างสูงโปร่ง ความสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบห้าเซ็นติเมตร ผิวพรรณค่อนข้างขาว ใบหน้าคมสัน ดวงตาเป็นประกาย บุคลิกลักษณะบ่งบอกถึงความสุขุมนิ่งลึก ไม่คล้ายคล้ายกับคนขับทั่วประมงโดยทั่วไป

ไกรรบยิ้มต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พลางกล่าวขึ้นว่า

“สวัสดีครับลุงบุญ เรื่องกระดูกกระรอกขาวนั้นคงไม่น่ามีปัญหานะครับ”

ชายวัยห้าสิบที่ชื่อลุงบุญฉีกยิ้ม พลางกล่าวว่า

“คุณไกรรบไม่ต้องห่วง มันอยู่ในถุงผ้าใบนี้ของผมนี้แล้ว”

ลุงบุญยกถุงผ้าสีน้ำตาลในมือชูขึ้น

ไกรรบดีดนิ้วเสียงดัง แป๊ะ จากนั้นกว่าขึ้นอีกว่า

“ดี ดีมากลุงบุญ”

ชิตกับธงผู้เป็นลูกน้องของไกรรบก็พลอยยิ้มแย้มไปด้วย

ลุงบุญหันมาทางคนขับเรือที่มาด้วย แล้วกล่าวว่า

“แต่หากผมไม่ได้นรา มันก็อยากเหมือนกัน นราเขาว่ายน้ำดำน้ำเก่ง หากไม่ใช่เพราะเขา ลำพังผมคงจะยากครับ”

ไกรรบมองมาที่นรา ยิ้มให้แล้วกล่าวว่า

“งั้นก็คงต้องขอบใจคุณนรามากที่ช่วยให้เรื่องนี้สำเร็จ”

นรายิ้มนิดๆ จากนั้นกล่าวว่า

“ผมช่วยงานลุงบุญอยู่แล้วครับ เรื่องไหนที่ลุงบุญไหว้วานผมก็ทำอย่างเต็มที่ครับ”

ไกรรบยิ้มขึ้นอีก พลางกล่าว

“ดี ดี นับว่าเป็นคนที่แกร่งคนหนึ่ง การที่จะดำน้ำลงไปใต้น้ำในหนองหารนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเป็นคนที่จัดเจนเรื่องน้ำอย่างดี”

ไกรรบกล่าวแล้วมองสำรวจใบหน้าและเรือนร่างของนราด้วยความสนใจ ไกรรบคล้ายกับเกิดคำถามขึ้นในใจเกี่ยวกับนราผู้เป็นผู้ช่วยของลุงบุญ แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา

           ลุงบุญคล้ายกับคาดเดาความรู้สึกของไกรรบออก จึงกล่าวขึ้นว่า

“นราเติบโตกับน้ำหนองหาร น้ำหนองหารก็เหมือนชีวิตของเขาครับ”

ไกรรบหัวเราะขึ้นอีก แล้วกล่าวว่า

“นั่นแหละคือคนที่ฉันต้องการ”

ลุงบุญขยับถุงผ้าสีน้ำตาล พลางกล่าวว่า

“คุณไกรรบจะดูเลยไหมครับ”

ไกรรบยกมือขึ้น แล้วกล่าวว่า

“อย่าเพิ่งเลย เราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่า ในเมื่อนำมาแล้ว อย่างไรก็ต้องได้ดู ช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน ขอเพียงมันเป็นของจริงเท่านั้น”

ลุงบุญสะดุ้งจนสุดตัว ก้มศีรษะเล็กน้อย จากนั้นรีบกล่าวขึ้นว่า

“ผมรับประกันได้ครับคุณไกรรบว่ามันเป็นของจริง”

ไกรรบยิ้มพรายกลางกล่าวว่า

“ผมรู้ว่าลุงบุญไม่กล้าโกหกผมหรอก เพราะลุงบุญก็ทำตามคำสั่งของผมเท่านั้น หากไม่พบก็คือไม่พบ”

ลุงบุญก้มศีรษะต่ำลงอีกครั้งพลางกล่าวว่า

“ครับคุณไกรรบ”

นราก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเช่นกัน

ไกรรบกล่าวกับลุงบุญว่า

“อย่าเสียเวลาเลย เราไปนั่งดื่มกินอะไรกันให้สบายใจก่อนดีกว่า หาร้านที่อยู่ใกล้ๆ กับหนองหารนี้แหละ ทานหรือดื่มกันไปและก็ดูกระดูกเหล่านี้ไป ได้บรรยากาศจะตายไป จริงไหมครับ”

“ครับ” ลุงบุญรับคำ

..................

*** หมายเหตุ นวนิยายเรื่องนี้ร่างไว้ตั้งแต่ปี๒๕๕๔ ร่างไว้ประมาณ๒ตอน ตั้งใจจะเขียนร่วมกับเพื่อน แต่ก็ยังไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติม เมื่อมีเหตุการณ์ที่มีข่าวว่ามีปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าพญานาคปรากฎที่หนองหาร จึงนำมาลง และพยายามจะเขียนให้จบตามจินตนาการของตัวเอง




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2555
1 comments
Last Update : 1 พฤษภาคม 2555 23:55:27 น.
Counter : 633 Pageviews.

 

ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้กับริมฝั่งหนองหาร แม้ว่าจะไม่ติดกับหนองหารเสียทีเดียว แต่ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหนองหารได้เป็นอย่างดี ขณะนี้เป็นเวลาประมาณบ่ายสามโมงกว่าแล้ว ดวงอาทิตย์ที่กำลังอยู่ในมุมเฉลียงส่องสะท้อนกับผิวน้ำหนองหารที่อยู่ไกลออกไป ช่วยให้บรรยากาศของร้านน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านเปิดโล่ง สายลมพัดโชยเข้ามาเป็นระยะ

ภายในร้านมีลูกค้าเข้ามานั่งประมาณสิบกว่าโต๊ะ เมื่อคณะของไกรรบเดินเข้าถึง พนักงานต้องรับรีบเดินเข้ามาทักกทาย

“นั่งริมนอกไหมครับ จะได้มองเห็นทัศนียภาพของหนองหารได้เป็นอย่างดี”

ไกรรบยิ้มให้กับพนักงานของร้านแล้วกล่าวว่า

“ดี ในเมื่อมาทานริมหนองหารก้ต้องได้บรรยากาศของหนองหารไปด้วย แต่บริเวณริ้มฝั่งมีผักตบชวาเยอะไปหน่อย”

“เดือนที่แล้วทางจังหวัดก็เพิ่งจะรอกขึ้นไปครั้งหนึ่งครับ มันโตเร็วและไหลมาจากฝั่งอื่นด้วย”

พนักงานกล่าวขึ้น พลางรีบกระวีกระวาดผายมือและเดินนำหน้าไปที่โต๊ะที่บรรยากาศดีที่สุดที่เหลือของร้าย จากนั้นกล่าวขึ้นว่า

“เชิญทุกท่านนั่งเลยครับ”

ทุกคนนั่งลงแล้วก็อดที่จะมองทิวทัศน์ของหนองหารไม่ได้ ทั้งที่ก็เห็นกันจนชินแล้ว

“จะรับอาหารที่เป็นปลาจากหนองหารดีไหมครับ สดๆ เลยครับ”

ไกรรบมองหน้าพนักงานของร้านด้วยความชื่นชมในการบริการแล้วกล่าวว่า

“ก็ดีเหมือนกันนะ ไหนแนะนำรายการอาหารหน่อยเด็ดของร้านหน่อยสิ”

พนักงานโค้งคำนับอีกครั้ง จากนั้นเอารายการอาหารที่มีอยู่ในมือออกมา แม้จะมีรายการอาหารที่วางไว้ประจำโต๊ะลูกค้าทุกรายแล้วก็ตาม จากนั้นกล่าวว่า

“อาหารที่ขึ้นชื่อของเราก็มี ปลาหมอหนองหารย่างเกลือ ปลาช่อนหนองหารต้มยำ ปลาสลิดหนองหารทอดกรอบ ปลาไหลต้มยำหรือจะเป็นผัดเผ็ดปลาไหล ปลาขาวปีกแดงทอด ซึ่งปลาขาวปีกแดงนี้หายากนะครับ จะมีมากก็เฉพาะฤดูน้ำหลากเท่านั้น นอกนั้นก็จะเป็นส้มตำปลาร้า หรือส้มตำปูนาก็มีครับหรือส้มตำปูทะเลก็ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่นก็ไก่บ้านต้มยำ”

ไกรรบยิ้มพราย เมื่อพนักงานของร้านแนะนำรายการอาหารอาหาร จากนั้นกล่าวว่า

“ใช่ปลาเลี้ยงหรือปลาหนองหารกันแน่”

พนักงานหัวเราแล้วกล่าวว่า

“จริงครับ”

ไกรรบหันมากล่าวกับลุงบุญว่า

“ลุงบุญสั่งได้เลยครับ จะทานอะไรก็สั่งได้เต็มที่ครับ ไม่ต้องเกรงงใจ แม้เป็นอาหารพื้นบ้านผมทานได้ บ้านเกิดของผมก็อยู่ที่นี่ ลุงบุญก็รู้”

“ครับ งั้นผมไม่เกรงใจแล้ว” ลุงบุญกล่าวขึ้น

“เครื่องดื่มอย่างอื่นก็ได้นะครับลุงบุญ คุณนรา” ไกรรบกล่าวขึ้นอีก

“เครื่องดื่มของผมกับนราขอแค่นน้ำขอแค่น้ำเปล่าก็พอครับ” ลุงบุญกล่าว

ไกรรบ หันไปสั่งอาหารกับพนักงานว่า

“งั้นผมสั่งปลาหมอหนองหารย่างเกลือ ปลาช่อนหนองหารต้มยำ ปลาสลิดหนองหารทอดกรอบ เผ็ดปลาไหล ปลาขาวปีกแดงทอด ส้มตำปูนา แล้วก็เบียร์”

ไกรรบหันมาที่ชิตกับธง แล้วกล่าวว่า

“สั่งเพิ่มเติมเลย กลัวจะทานไม่ได้”

“ทานได้ครับ” ชิตกล่าว

“มาถึงนี่ผมขอทานอาหารท้องถิ่นดีกล่าครับ” ธงกล่าวขึ้นอีก

ถัดไปประมาณสองโต๊ะ มีชายวัยฉกรรจ์สี่คนกำลังนั่งรัประทานอาหาร พลางดื่มเบียร์ไปหลายขวดแล้ว ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนคล้ายกับสนใจมองมาที่โต๊ะของไกรรบหลายครั้ง

ไกรรบสังเกตเห็นสี่คนนั้นมองมาที่โต๊ะบ่อยครั้ง แต่ไกรรบก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก หันมาสั่งอาหารและขะยั้นขะยอให้ลุงบุญสั่งอาหารอย่างไม่ต้องเกรงใจ

“ถือว่าเป็นคนกันเอง” ไกรรบกล่าวขึ้น

ลุงบุญยิ้มพราย

“ครับ”

เมื่อทุกคนสั่งอาหารแล้ว ลุงบุญจึงหยิบถุงผ้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะกล่าวว่า

“ดูเหมือนคุณไกรรบจะยังไม่ได้ดูของนี้เลยนะครับ”

ไกรรบยิ้ม แล้วกล่าวว่า

“ดูตอนไหนก็เหมือนกัน เพราะว่าผมเชื่อว่ามันต้องเป็นของจริง”

ลุงบุญเลื่อนถุงผ้าไปที่เบื้องหน้าไกรรบ จากนั้นกล่าวว่า

“หรือว่าคุณไกรรบคิดว่ามันไม่จริง”

ไกรรบหัวเราะขึ้นพลางกล่าวว่า

“ผมเชื่อใจ”

ไกรรบเอื้อมือหยิบขึ้นมา จากนั้นคลี่ปากถุงผ้าออก ค่อยๆ ล้วงเอาสิ่งที่อยู่ข้างในถุงผ้าออกมา แล้ววางลงบนโต๊ะ มันเป็นประดูกขาวโพลนขนาดเท่ากำปั้นสามชิ้น แต่รูปทรงแตกต่างกัน ไกรรบลูบคลำมันเบาๆด้วยความพอใจ

ไม่นานนัก อาหารที่สั่งก็ถูกยกมาจนครบทุกรายการ แล้วทุกคนก็ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร โดยยังวางกระดูกโบราณสามชิ้นนั้นอยู่บนโต๊ะ

หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารจวนจะอิ่มนั้น พลันชายสี่คนก็เดินมายืนอยู่ข้างโต๊ะ

“เอาของนั้นมา” ชายฉกรรจ์หนึ่งในสี่กล่าวขึ้น

ทุกคนหันหน้าขึ้นมอง แล้วก็พบว่าทั้งสี่เอาปืนเล็งมีที่ไกรรบและลูกน้องของเขาทั้งสองคน ลุงบุญและนราแม้เป็นอิสระจากปลายกระบอกปืน แต่ก็ไม่ได้ขยับเยื้อนเช่นกัน

ไกรรบขมวดคิ้วเข้าหากัน จากนั้นกล่าวว่า

“พวกคุณรู้หรือว่าของพวกนี้เป็นอะไร”

ชายคนเดิมที่กล่าวขึ้นไม่ตอบคำของไกรรบ แต่สำทับว่า

“หยิบมันใส่ถุงผ้านั้นแล้ว เอามา”

ไกรรบได้แต่จำใจหยิบกระดูกโบราณทั้งสามชิ้นใส่ถุงผ้าแล้วยื่นให้กับชายแปลกหน้า เมื่อชายแปลกหน้ารับไป ชายอีกสามคนก็คอยระวัง ให้ชายคนที่ถือถุงผ้าเดินออกไปก่อน

ชิตกับธงท่าทางขยับตัวเล้กน้อย แต่ไกรรบยกมือห้ามไว้ ทั้งสองจึงได้แต่เบิ่งตามองตามชายทั้งสี่ค่อยๆเดินออกจากร้าน จากนั้นทั้งสี่ก็เดินไปที่มอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่ด้านหน้าจากนั้นขับออกไปโดยชายสองคนขับอีกสองคนซ้อนท้าย

“ห้ามทำไมครับคุณไกรรบ” ชิตถามขึ้น

“เราสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว”

“แล้วกระดูกนั้น เราอุตส่าห์ได้มา มันก็ต้องสูญเปล่าสิครับ” ธงกล่าวขึ้นบ้าง

ไกรรบ มองเลยออกไปยังหนองหาร ก่อนจะหันกลับมามองทุกคน จากนั้นกล่าวว่า

“ถ้าหากมันใช่กระดูกกระรอกในตำนานจริง เราคงจะได้เห็นอะไรสักอย่างในเร็วๆนี้”

ทุกคนมีสีหน้างุ่นงงกับคำกล่าวของไกรรบ ลุงบุญกล่าวขึ้นว่า

“คุณไกรรบหมายถึงอะไรครับ”

ไกรรบยิ้มขึ้น ราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไร

“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็ไม่มีความหมายอยู่แล้ว”

นราซึ่งเงียบอยู่ตลอดเวลากล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกว่า

“คุณไกรรบพูดราวกับว่ามันจะมีอะไรสักอย่าง”

ไกรรบ สบตากับนราแล้วกล่าวว่า

“ผมแค่สงสัยอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือกระดูกสามชิ้นนี้มันมีอาถรรพณ์จริงหรือไม่ สองคือใครกันที่รู้เรื่องนี้ แล้วเชื่อมั่นอย่างนั้นหรือ จึงสั่งให้คนมาดักแย่งเอาไปอย่างนี้ นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่ผมสนใจ และไม่อยากให้วู่วาม ที่สำคัญวู่วามไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาถือปืนอยู่ครบทุกคน”

ไกรรบกล่าวมีถึงตรงนี้ ที่หน้าร้านก็มีชายสองคนเดินเข้าร้านมา แล้วตรงมาที่โต๊ะของไกรรบ จากนั้นเดินเข้าไปที่ข้างๆไกรรบ ทุกคนมองตามด้วยความงงงัน ชิตกับธงอยู่ในท่าเตรียมพร้อม เผื่อจะเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น

แต่ทุกคนก็พบว่าไกรรบยิ้มให้กับชายสองคนที่เดินมา และสองคนนั้นก็ยืนอยู่ข้างไกรรบแล้ว

“เป็นไง รู้ไหมว่าเป็นพวกไหน” ไกรรบถามขึ้น

“ยังครับ แต่ว่าผมให้คนสืบแล้ว น่าจะทราบเรื่องในอีกไม่นานนี้” ชายที่อยู่ด้ายซ้ายมือกล่าวขึ้น

“ดี”

“ครับ” ชายคนเดิมกล่าว

ไกรรบท่าทางครุ่นคิด จากนั้นกล่าวกับชายสองคนที่มาว่า

“คุณสองคน ไปตามเรื่องนี้ต่อ มีอะไรก็รายงานให้ผมทราบ”

“ครับ” ชายทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมๆกัน

จากนั้นชายทั้งสองเดินออกไปจากร้าน ไกรรบมองตามแล้วหันกลับมากล่าวกับทุกคนขึ้นว่า

“คนของผมเอง”

กล่าวจบ แม้แต่ชิตกับธงก็คล้ายหน้าตาแตกตื่น แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ลุงบุญและนราย่อมไม่สงสัยอะไรอยู่แล้ว เพราะต่างคิดว่าไกรรบมีลูกน้องมากมาย เพียงแต่ชิตกับธงคาดไม่ถึงว่าไกรรบจะมีลูกน้อยที่เขาทั้งสองคนไม่รู้มาก่อน

...........................

ริมหนองหารด้านทิศใต้ ร่างอรชอนอ่อนแอ้นร่างหนึ่งกำลังเดินอยู่ในท่ามกลางความมืดสลัว ขณะนั้นมีร่างหนึ่งเดินมา ร่างอรชอนนั้นก็หยุดฝีเท้าลง มองมองไปที่ร่างที่กำลังเดินมานั้น

“คุณเชน”

“ครับคุณงุ้น”

“ยังไม่นอนเหรอคะถึงออกมาเดินดึกๆอย่างนี้” งุ้นหรือวราวรรณถามขึ้น

เชนหรือเชนตะวันเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวแล้วกล่าวว่า

“คุณงุ้นเองก็เถอะ ยังไม่ง่วงเหรอครับ ออกมาเดินดึกๆ อย่างนี้คนเดียวไม่กลัวเหรอครับ”

วราวรรณก้าวเท้าเดินไปช้าๆ พลางกล่าวว่า

“ยังนอนไม่หลับคะ และก็ไม่กลัว เพราะว่ามีตำรวจอยู่ใกล้แถวนี้”

เชนตะวัน ก้าวเดินตามหญิงสาวพลางกล่าวว่า

“ตำรวจก็ไม่ได้ตามติดครูสาวอย่างนี้ตลอดเวลานะ”

“นั่นสินะ แต่ก็เห็นไฟที่บ้านพักของคุณเชนยังไม่ปิดนี่คะ ก็เลยเดินออกมา ถ้ามีอะไรงุ้นก็ตะโกนเรียกได้นี่คะ” วราวรรณกล่าวขึ้นพลางหัวเราเบาๆ

“อ้อ เพราะอย่างนี้เหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะขึ้นบ้าง

“บรรยากาศริมหนองหารยามค่ำคืน เป็นบรรยากาศที่ดีนะคะ”

“แล้วถ้าเกิดมีอะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาจากหนองหารจะทำอย่างไรละครับ” เชนตะวันกล่าวขึ้นอย่างล้อเล่นกับหญิงสาว

วราวรรณ หัวเราขึ้นด้วยความขบขัน เสียงหัวเราะของเธอช่างสดไพเราะ จากนั้นกล่าวว่า

“คุณเชนคิดว่าจะมีอะไรละคะ”

เชนตะวันหัวเราะขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า

“นั่นสิ หรือว่าจะเป็นสัตว์โบราณสักอย่าง หนองหารนี้มีตำนานเมืองล่มด้วย อาจจะเป็นพญานาคก็ได้”

“คุณชินก็เชื่อเรื่องนี้เหรอคะ”

“ควรเชื่อดีไหมนะ”

“คุณว่าไงละคะ”

“ว่าไงนั้นเหรอ” เชนตะวันกล่าวแล้วทำท่าทางครุ่นคิด “ผมว่าเรากลับขึ้นบ้านพักของแต่ละคนดีกว่าครับ เพราะมันดึกมากแล้ว”

วราวรรณหันมามองหน้าเชนตะวันในความมืดสลัวแล้วกล่าว่า

“คะ งุ้นก็คิดว่าอย่างนั้น”

เชนตะวันผายมือให้วราวรรณเดินนำหน้าไปก่อน หญิงสาวยิ้มให้ก่อนจะเดินนำหน้า แล้วชินตะวันก็เดินตามหลังหญิงสาวไป

ขณะนั้น ผิวน้ำอันสงบของหนองหารคล้ายเกิดระลอกคลื่นใหญ่ แล้วก็มีร่างหนึ่งโผล่พ้นผิวน้ำใกล้กับริมฝั่งไม่กี่วา ศีรษะนั้นคือสัตว์ประหลาดที่โผล่ขึ้นมานั้นเอง มันมองขึ้นไปยังฝั่ง เพื่อมองหาอะไรบางอย่าง จากนั้นไม่นานมันก็ค่อยๆจมหายไปกับผิวน้ำ

 

โดย: huaboonsan 1 พฤษภาคม 2555 23:46:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


huaboonsan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





.....มีความฝันเป็นเรือ
ล่องลอยไปในทะเล
แห่งกาลเวลา............

Friends' blogs
[Add huaboonsan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.