::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
5 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
★James Bond : Quantum of Solace :: ทางออกของความแค้น




    ฉันไม่เคยดูหนังเจมส์ บอนด์ เลยซักกะภาค…


    นี่คือคำสารภาพอย่างจริงใจที่สุดของลุกผู้หญิงตาดำๆ คนนี้
เพราะถึงฉันจะชื่นชอบการชมภาพยนตร์มากเพียงใด
ก็ยังมีหนังบางเรื่องที่ให้ตายยังไงก็ไม่อยากดู (ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง
ฉันยังไม่ดูเลย 555) เพื่อนบางคนบอกว่าฉันเชยบ้าง ถูกปรามาสว่า
“นี่เหรอยะคนรักหนัง?” บ้าง
แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยจูงใจให้ฉันอยากดูมันมากขึ้นซักนิด


    แต่ด้วยความที่ได้รับการเทียบเชิญจาก Coke Zero
ให้ไปร่วมงานและดูหนังในรอบเปิดตัวของ Quantum of Solace ภาคใหม่ของเจมส์
บอนด์ แถมในงานยังมีอาหาร โค้ก และเบียร์ให้ทานเล่นๆ แล้วทำไม
ฉันจะต้องพลาดโอกาสดีๆ (และฟรี) แบบนี้ไปด้วยเล่า 
(ขอขอบพระคุณโค้กซีโร่อีกซักครั้งค่ะ
^^ )


    ดังนั้น นี่จึงเป็นการชม เจมส์ บอนด์ ด้วยการมองว่ามันเป็นเพียงแค่ “หนัง” เรื่องหนึ่ง และปราศจากข้อมูลเบื้องต้นใดๆ ทั้งสิ้น






    ถ้าพูดในแง่ของการทำหน้าที่ในฐานะความเป็น “หนังแอ๊คชั่น” Quantum of
Solace ก็ทำได้ดีโดยไม่ต้องสงสัย เพราะภายในเรื่องบรรจุฉากระเบิดภูเขา
เผาสะพาน บ้านบึ้ม อาอี๊มกรี๊ด อยู่เต็มเพียบไปหมด
แต่ที่จะแปลกตาไปบ้างก็คือการเล่นกับโลเคชั่นที่หลากหลายมากขึ้น
พี่บอนด์แกพาเราไปเปิดหูเปิดตาในมุมต่างๆ ของโลก มีการใช้การแสดงละคอนเวที
และงานสู้วัว หรือวิ่งควาย หรืออะไรซักอย่าง
เข้ามาตัดสลับกับฉากต่อสู้เพื่อสร้างความหมายในการรับรู้และการตีความสำหรับ
ผู้ชมใหม่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจและทำได้ดี







    แต่ถ้าเราตัดเสียงตู้มตาม...ปังๆๆๆ!!! ออกไปให้หมดแล้ว
สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือหนังดราม่าเรื่องหนึ่งที่มีความเข้มข้น
สับสนแต่ไม่ซับซ้อน หนังเดินเรื่องโดยพูดถึง “ความแค้น” ของตัวละครหลัก
อย่างพี่บอนด์ และน้องคามิลล์ สาวบอนด์คนล่าสุด
ที่มันคั่งแค้นฝังอยู่ในอกและรอวันปะทุคลั่งดุดดั่งทะเลเดือด (เออ
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ชอบเขียนด้วยสำนวนตัวอย่างหนัง 555
ร่วมพลิกชะตาบล็อกครั้งยิ่งใหญ่มหาประลัยกัลป์ ก่อนอเมริกา พฤศจิกายนนี้)








   
บอนด์มีอาวุธหลากหลายและมีอานุภาพทำลายล้างในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน
ไปแล้วแต่เขาจะเลือกใช้ แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้ความแค้นที่มีอยู่เจือจาง
หรือจางหายไปได้จริงหรือ? การทำให้อีกฝ่ายสูญเสียหมกไม้
มันช่วยให้เรามีความสุขได้จริงหรือ? หรือว่าแท้จริงแล้ว
ทางออกของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การทำร้ายทำลายกัน แล้วถ้าอย่างนั้น
มันคืออะไร?


    หนังได้เสนอสองทางออกเกี่ยวกับคำถามนี้เอาไว้ ซึ่งทางแรกก็ “กรรม”






    ในฐานะชาวพุทธ เราได้เรียนและอ่านเกี่ยวกับ “กฎแห่งการกระทำ”
กันมานับครั้งไม่ถ้วน
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็ปลูกฝังเรื่องนี้มันมาตั้งแต่เรายังเด็กยังเล็ก
มีตัวอย่างให้เราเห็นก็ไม่น้อย
แต่ทำไมคนเราถึงยังไม่ศรัทธาในกฎแห่งกรรมมากเท่าที่ควร


    ปัญหาของมันอยู่ตรงที่ “ความไม่แน่นอน”
เรารู้แต่ว่าเดี๋ยวผลกรรมก็จะตามสนองมันเองแหละ
แต่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มันจะเกิด อาจจะเป็นวันนี้พรุ่งนี้
หรือดีไม่ดีอาจจะล่วงเลยไปถึงชาติหน้าเลยก็ได้
ความไม่มั่นใจต่อการเกิดขึ้นของผลกรรม ทำให้เราคนเราเริ่ม “ไม่เชื่อ”
หรือหลงลืมมันไป
สิ่งที่เราอยากจะเห็นคือผลตอบแทนที่สาสมและคุ้มค่าต่อความแค้นนั้น
ซึ่งผลกรรมไม่อาจให้เราได้ด้วยปริมาณ และช่วงเวลาที่แน่นอน






    ถ้าเราเลือกที่จะรอ ช่วงเวลาที่ผ่านก็อาจทำให้ความแค้นที่มีค่อยๆ
ลดลงจนหายไป ซึ่งฉันว่านี่คือเสน่ห์ของแนวคิดนี้ การลืม - - แม้ไม่ให้อภัย
ก็ช่วยให้หัวสมองเรามีพื้นที่ว่างเอาไว้เก็บความสุขในชีวิตมากขึ้น


    แต่หากเรารอไม่ไหว ไม่ใช่คนใจเย็นขนาดนั้น ยังมีทางออกที่สันติ และเที่ยงธรรมกว่า นั่นคือ “กฎหมาย”






    ในเชิงจริยศาสตร์ “กฎหมาย” คือบรรทัดฐานเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
มันเกิดจากความดี
แต่ไม่อาจตัดสินได้ว่าคนนั้นเป็นคนดีเพียงเพราะทำตามกฏหมาย 
แต่หากคนทุกคนทำตามกฎหมาย แม้ว่าจะไม่ใช่คนดี
แต่ก็ไม่ทำให้สังคมเลวร้ายขึ้น


    เมื่อระบบสังคมซับซ้อน ระบบกฎหมายก็เริ่มซับซ้อนมากขึ้น
เริ่มมีบทบัญญัติเฉพาะกิจ เฉพาะกาลเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มย่อย
เกิดสถาบันศาล เพื่อเป็นตัวกลางในการตัดสินปัญหา
โดยถือเอากฎหมายเป็นที่ตั้ง และเชื่อกันว่า
นี่คือระบบที่ยุติธรรมและเป็นกลางที่สุด


    ในหนังเรื่องนี้ก็ยังคงสะท้อนแนวความเชื่อเช่นนั้นออกมาให้เราเห็น
แม้เนื้อหาจะเต็มไปด้วยฉากต่อสู้และความรุนแรง
แต่จุดสุดท้ายของสิ่งเหล่านั้นก็จะนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป
แม้เราคนดูจะไม่ได้เห็นกระบวนการในชั้นศาล แต่เราก็รู้ได้เองว่า
สุดท้ายแล้ว คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษ


    ฉันยังคงเชื่อว่า สำนึกคิดที่ว่า “คนผิดต้องได้รับโทษ”
นั้นมันยังเป็นความเชื่อหลักของคนเราอยู่
เรายังมีความหวังและความเชื่อในกระบวนการยุติธรรมอยู่ ถึงแม้ในทุกวันนี้
ในบ้านเมืองเรา สถาบันศาลเริ่มกลายเป็นตัวตลก เป็นสถาบันที่ไม่มีความเป็นกลาง มีผลประโยชน์แอบแฝงซ่อนเร้น ตามที่ “คนบางคน”
กำลังปลุกปั่น และค่อยๆ ปลูกฝังแนวคิดนี้เข้าไปในหัวของผู้คน

  
แต่ฉันขอเลือกที่จะเชื่อว่า คนในสังคมนี้ไม่ได้โง่เง่า
และมีวิจารณญาณมากพอที่จะมองอะไรครอบคลุมรอบด้าน
คิดด้วยสติปัญญาที่ปราศจากอารมณ์เติมแต่ง
เรายังคงมองเห็นเหมือนกันว่ายังมีทางออก - - อย่างน้อยก็สองทาง
สำหรับความเคียดแค้นที่เรามีต่อกัน
การใช้ความรุนแรงอาจจะไม่ใช่คำตอบของปัญหา เพียงแค่เราคิดได้…






… ขนาดเจมส์ บอนด์ ยังคิดได้เลย...







 




* กระป๋องโค้กซีโร่เวอร์ชั่นหนังที่แจกในงานสวยมาก เข้าใจว่าน่าจะมีขาย แต่เฉพาะในโรงหนังเท่านั้น  ลองไปหาซื้อกันดูค่ะ
* สงสัยว่าจะต้องลองไปหาภาคเก่าๆ มาดูซะแล้วสิ เรากับนายจะได้รู้จักกันมากขึ้นนะ มิสเตอร์บอนด์




ด้วยรักเนเวอร์ดาย


นิดนก*








Create Date : 05 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2551 21:04:44 น. 9 comments
Counter : Pageviews.

 
ว่าจะไปดูสุดสัปดาห์นี้ละครับ (คนมันจะเยอะแค่ไหนนี่ -*-) แล้วคิดยังไงจะมาแชร์กันอีกที...

พระเอก Twilight หล่อนี้เพราะทรงผมแน่ๆเลย 55+ จำได้ว่าตอนเล่นแฮรี่นี้ไม่เท่ขนาดนี้นี่หน่า...


โดย: BloodyMonday วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:9:54:31 น.  

 
5 5 5 พี่ก็เพิ่งดูเจมส์บอนด์อย่างจริงจังเมื่อภาคที่แล้วนี่เอง

เคยดูภาคก่อนหน้านี้สักภาคเดียวมั้ง ที่มาถ่ายเมืองไทยด้วยนะ

หนังใหญ่ๆ ที่คนเขาฮิตๆ กันพี่ก็พลาดมานักต่อนักแล้ว


โดย: grappa วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:12:45:50 น.  

 
เจมส์ บอนด์ ตอนนี้ผมยังไม่ได้ดูเลยครับ ไว้ถ้ามีโอกาสคงต้องไปดูแล้วครับ คุณยิ่งยง นั่งยองยอง ท่าจะชอบดูหนังนะครับ ดูจบวิเคราะห์ให้ข้อคิดเป็นฉากๆเลย เก่งครับ ผมดูเอามันอย่างเดียว 555

ป.ล.ขอบคุณยิ่งยง นะครับที่ไปเยี่ยม ถ้าหากคุณยิ่งยง ได้ไปสวนผึ้งอีกครั้ง กลับมาอย่าลืมตามผมมาดูด้วยนะครับ


โดย: nongmalakor วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:40:55 น.  

 
ต้องไปดูมั่งแล้วสิ เรา


โดย: haro_haro วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:31:41 น.  

 
เหมือนกันเลยค่ะ ไม่เคยได้ดูเจมส์บอนด์สักภาค ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน...

ว่างๆว่าจะไล่จากภาคล่าสุดลงไปเรื่อยๆๆ

โปรเจคลดน้ำหนักล้มเลิกไปแล้วหรอคะ ไว้จะมาคุยอีกจ้า


โดย: sweetstrawberryzz วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:22:01:45 น.  

 
ดูแล้ว!!!
นี่แน่ใจหรือว่าเป็นหนังเจมส์ บอนด์
หมอนี่ไม่เหมาะกับสูทหรูๆ เอาเสียเลย

อุปกรณ์ไฮเทค ไม่มีให้เห็นเลยแฮะ..ภาคนี้?


โดย: haro_haro วันที่: 10 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:11:09 น.  

 
แวะมาบอกพิกัดค่ะ

13°43'27.78"น
100°34'45.53"ตะวันออก

ขอบคุณที่แวะไปดูนะคะ


โดย: babybeeh วันที่: 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา:14:11:16 น.  

 
ไปดูมาแล้วครับ...

คิดอะไรยังไง แจกแจงเอาไว้ในบล็อคแล้วละครับ


โดย: BloodyMonday วันที่: 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา:15:55:19 น.  

 
ยังไม่ได้ดู Bond ภาคนี้เหมือนกัน

ผมเองที่ไปดู Duchess ก็เพราะได้บัตรฟรีเหมือนกันเลยไปดู ... แต่ดูแล้วชอบกว่าที่คิด


โดย: ผมอยากที่จะเชื่อ วันที่: 15 พฤศจิกายน 2551 เวลา:19:09:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.