::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
2 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
★Son of Rambow :: เรื่องของแรงบันดาลใจ และ เซเลอร์มูน?

 


         ฉันมีเวลาประมาณสิบนาที หลังจากที่ The Fall จบ เตรียมตัวเพื่อเข้าไปชมหนังเรื่องต่อไปที่ได้ซื้อตั๋วเอาไว้แล้ว ด้วยเหตุผลในการเลือกชมที่ว่า ฉันค่อนข้างจะถูกชะตากับหนังแนว  Coming of Age  , ฉันชอบฟังสำเนียงการพูดแบบอังกฤษ อันเป็นสัญชาติของหนังเรื่องนี้ และ ฉันรักเด็ก (555) นั่นจึงทำให้ฉันเป็นลูกค้าที่เข้าไปอุดหนุน “Son of Rambow”




         และหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ ทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้สองเรื่อง


         อย่างแรก ฉันนึกไปถึง  “Barbarian Invasion” หนังฝรั่งเศสที่เข้าฉายในงานเทศกาลหนังเมื่อหลายปีก่อน มันไม่ได้มีเนื้อหา หรือพลอทเรื่องประการใดที่คล้ายกับ Son of Rambow เพียงแต่มันเป็นหนังที่เป็น “แรงบันดาลใจ” ให้กับฉันเหมือนที่ “วิลล์ พราวด์ฟุต” ได้รับจากพี่เบิ้มแรมโบ้




         สำหรับฉันในวันนั้น หนังเรื่องนั้นไม่สนุก มันเอื่อยๆ เนือยๆ เน้นบทพูดกันอยู่นั่น ไม่เห็นจะเหมือนหนังทั่วๆ ไปที่ฉันไปดูตอนสุดสัปดาห์ นักแสดงเป็นใครก็ไม่รู้ เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือหวือหวา ชวนให้คาดไม่ถึงหรือน่าประทับใจตรงไหน แต่ทำไม ตอนที่หนังจบ คนส่วนใหญ่ในโรงกลับลุกขึ้นและปรบมือให้หนังเรื่องนี้ยาวนาน…


         ฉันกลับบ้านมาแล้วหาทุกสิ่งที่เกี่ยวกับมันมาอ่าน นักวิจารณ์และผู้ชมส่วนใหญ่ชื่นชมหนังเรื่องนี้ แถมมันยังได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม อีกแหนะ ฉันพบว่าในทุกบทความที่ฉันได้อ่านนั้นมันมีอะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ซึ่งฉันไม่เข้าใจ  จากเด็กมัธยมปลายที่เพื่อนๆ ในห้องชอบมาถามว่าหนังเรื่องไหนสนุก เรื่องไหนน่าดู จนเข้าใจว่าตัวเอง “กว้างขวางใหญ่โต” ในเรื่องนี้ กลับเหมือน ถูกอุปกรณ์ย่อร่างของโดเรมอนดูดพลังดังฟิ้วววว….แล้วตัวฉันก็กลายเป็นไซส์มินิไปทันที โลกของหนังมันยังมีอะไรมากมายที่ฉันไม่รู้จัก มีหนังอีกเป็นพันๆ หมื่นๆ เรื่องที่ฉันไม่เคยรู้จัก และยังมีคนอีกเยอะแยะที่เข้าใจโลกของมันมากกว่าฉัน - - -  พวกเขาอาจจะไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่เขารู้มากกว่าที่ฉันรู้


         ตั้งแต่วันนั้นมา ฉันในไซส์มินิ ก็ได้พยายามทำให้โลกใบเดิมของฉัน มันเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงกับโลกใบที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว “ยี่สิบสี่เฟรมต่อวินาที” ฉันพยายามทำความรู้จักกับมันให้มากที่สุด อยากอยู่กับมันให้มากที่สุด จนทำให้เด็กสายวิทย์ที่เคยมุ่งมั่นอยากเป็น “คุณครูสอนภาษาไทย” ในตอนนี้กลายเป็น นักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาในฐานะ “นักเรียนภาพยนตร์”



         จึงไม่น่าแปลก ว่าทำไมฉันถึงจะเข้าใจพลังของวิลล์ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ดูหนังแรมโบ้ วิลล์อาจจะต่างจากฉันหน่อยตรงที่เขาเพิ่งเคยได้ดูหนังเป็นครั้งแรกในชีวิต ภาพเคลื่อนไหวที่ดูแปลกตา แต่ก็น่าตื่่นเต้น ช่วยขยายร่างจินตนาการของเขาให้ใหญ่โตเพิ่มขึ้นทวีคูณ เขากำลังเข้าไปเรียนรู้โลกใบใหม่ ที่ยังมีอะไรน่าสนุกอีกเยอะแยะ และมันก็ยังเปลี่ยนชีวิตเขาไปอีกหลายอย่าง…แบบที่เขาคงไม่เคยคิดหรอกว่ามันจะเกิดขึ้น


         ดังนั้น อย่าลังเลที่จะเชื่อว่า หนังแค่เรื่องเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้…



         ส่วนอีกเรื่อง ฉันนึกไปถึง “เซเลอร์มูนในสมุดวาดภาพระบายสี”


         ตอนเด็กๆ ทุกคนคงเคยได้ใช้บริการสีไม้ และสมุดที่มีรูปตัวการ์ตูนคุ้นตาอยู่ในนั้น แต่ต่างออกไปตรงที่เจ้าพวกนั้นโปร่งใส...ไม่มีสี


         คุณสมบัตินั้นเองที่เป็นของโปรดของเด็กๆ ที่ว่างขาวๆ ภายในตัวการ์ตูนจะถูกแต้มเติมด้วยสีสันหลายหลาก แล้วแต่ผู้ระบายจะจัดสีอะไรลงไปในนั้น ยิ่งมีสีมาก ยิ่งมีพื้นที่ว่างมาก - - ก็ยิ่งสนุก - -




         พอโตขึ้นมาหน่อย เราก็จะไปสนุกกับภาพประกอบในหนังสือเรียน ถ้าเป็นหน้าคน ก็จะต้องโดนเติม “ตีนกา” หรือไม่ก็ “หน้าผากท่านเปา” ลงไปในนั้น ตรงไหนมีที่ว่างข้างๆ รูปใคร เราก็จะวาดรูปอีกคนเพิ่มเข้าไป หรือไม่ก็ใส่กรอบคำพูดลงไปตรงนั้น


         ยิ่งมีที่ว่างมาก - -  ก็ยิ่งสนุก - -



         และเมื่อโตขึ้นไปอีก เราก็เริ่มได้รู้จักกับ “กระดาษร้อยปอนด์” กระดาษหนาๆ ที่ไม่มีอะไรเลยบนนั้น รอให้เราวาดเขียน ละเลงฝีมือลงไปบนมันเต็มที่ หากตัดเส้นผิด หรือลงสีแล้วเลอะ เราก็ต้องคอยจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นบนกระดาษแผ่นนั้น เพื่อให้ในตอนสุดท้าย กระดาษที่เคยว่างเปล่านั้น ถูกแทนที่ด้วยจินตนาการอันเกิดจากตัวเราเอง


         เห็นมั้ยล่ะว่า ยิ่งมีที่ว่างมากเท่าไหร่ - - ก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น - -



         จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ ล้วนถูกแสดงออกมาผ่านทาง “ที่ว่าง” ซึ่งเป็นพื้นที่อิสระ ไม่มีอาณาเขต ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาความคิดและการเรียนรู้ของคนเรา  ยิ่งว่างมาก ก็ยิ่งคิดต่อไปได้ไกล เหมือนกับต้นไม้ ที่แตกหน่อ ผลิใบ ต่อยอดออกไปได้ไม่สิ้นสุดในอากาศ


         หากแต่ ดูเหมือนว่าในสังคมทุกวันนี้มีที่ว่างให้กับเราน้อยเต็มที บางอย่างที่ดูเหมือนว่ามันให้อิสระกับเราเหมือน “กระดาษร้อยปอนด์” แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็กลายเป็นแค่ “สมุดระบายสี” หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น มันก็เลยเถิดไปเป็น “ภาพสำเร็จรูป” ให้เราเสียฉิบ


         เหมือนกับที่ “วิลล์” โดนคำสั่งสำเร็จรูปตามความเชื่อทางศาสนา ให้เขาใช้ชีวิตแบบนั้นแบบนี้ ปิดกั้นความคิดและการมองเห็นโลกให้แคบลงไปถนัดตา จนเมื่อวิลล์นั้นกระโดดออกมาจากกรอบที่ล้อมเขาอยู่ แล้วพบว่า กล้องวิดีโอตัวนั้น มันสามารถวาดความฝันของเขาได้ - - อย่างอิสระ



        ไม่ได้กล่าวหาว่าคำสั่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพียงแต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการ “เปิดโอกาส” ให้ได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง ถ้าการเป็น กระดาษร้อยปอนด์อาจจะยังเร็วเกินไป ก็ลองลดระดับลงมาเป็น “สมุดระบายสี” แทนก็ได้ มีที่ว่างเอาไว้ให้ได้คิด ได้ตัดสินใจ แต่หากใครจะระบายเลยออกจากกรอบไปบ้างก็อย่าไปดุหรือห้าม แค่รอให้เขาระบายภาพนั้นเสร็จ แล้วมองดูผลงานนั้น สีที่ระบายเกินกรอบอาจทำให้ภาพนั้นไม่สวยงาม แต่ภาพต่อๆ ไปย่อมไม่เกิดสิ่งเดิมขึ้น หรือหากมันจะเกิดขึ้น ผู้ระบายสีก็ย่อมได้แก้ปัญหา ด้วยประสบการณ์จากการเรียนรู้ความผิดพลาด และมันจะกลายเป็นความทรงจำสำหรับคนๆ นั้นไปอีกยาวนาน


        ตอนนี้คงเป็นเวลาที่สังคมเรากำลังค่อยๆ ลบเส้นกรอบออกจากกระดาษ ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกนาน และไม่ต้องรีบร้อน ขอเพียงให้กระดาษสีขาวที่ผู้ใหญ่ยื่นให้เด็กๆ นั้นมันมีพื้นที่ว่างให้มากที่สุด เปิดกว้างให้มากที่สุด และอย่าเผลอละเลงสีลงไปในรูปเซเลอร์มูนตัวนั้น จนเราหมดโอกาสที่จะลงสีด้วยตัวเอง


เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ สิ่งที่เด็กๆ ทำได้ คงเป็นแค่ วาดเขาเติมลงไปบนหัวเซเลอร์มูน ก็เท่านั้น…


.................................


(ส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับหนังเท่าไหร่)


หนังเรื่องนี้เซอร์ไพรส์ฉันอย่างรุนแรงเมื่อเห็นคุณ Ed Westwick หรือที่ใครๆ รู้จักเขาในนาม


"CHUCK BASS"


พ่อหนุ่มคนนี้เขามี "รูปปาก" ที่เป็นเอกลักษณ์ น่าหลงใหลจริงๆ พับผ่า! 555


แถมเรื่องนี้ยังเล่นเป็นหนุ่มอังกฤษ พูดสำเนียงอังกฤษ (ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน)


ก็ยิ่งชวนให้เคลิบเคลิ้ม


โอวววว....อีกนิดเราจะรักนายแล้วนะ ชัค แบส



.................................



*เพิ่งรู้ว่า MV เพลงโปรด "Cofee&TV" ของ Blur กำกับโดยคุณ Garth Jennings ผู้กำกับเรื่องนี้ ถ้ายังไม่ได้ดูลองไปหาดูกันค่ะ เรื้อนใช้ได้ 555


*จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อินกับ Barbarian Invasion นะ 5555 มันคงต้องใช้เวลา


*ขอกล่าวด้วยความจริงใจระดับสูงว่า ฉันหลงรัก และมีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่หมุนด้วยความเร็ว “ยี่สิบสี่เฟรมต่อวินาที” ใบนี้ - ทั้งในขณะนี้ และในโอกาสต่อไป -



ด้วยเลิ๊บและเซเลอร์มูน


นิดนก*







Create Date : 02 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2551 2:34:05 น. 6 comments
Counter : 798 Pageviews.

 
สวัสดีค่า ขอบคุณที่มาเม้นท์ให้นะคะ 555 ชอบคนหล่อๆ ..Chuck Bass ก็เหมือนกัน

เนาะ~


โดย: cheezyknip วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:15:56 น.  

 
สวัสดียามคํ่าครับ....

มาขอบคุณที่ไปเยี่ยมและเม้นท์ให้ที่บล็อกครับผม

ดีใจจังที่ได้รู้ว่า.....

คุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกหนังเปลี่ยนแปลงชีวิต เหมือนกันกับผม

สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า....

ชื่นชมใน...." พลัง " ที่ " กล้า " จะเปลี่ยนของคุณครับ



~ มีความสุขกับชีวิต ในทุกวันนะครับผม !!!



โดย: Romancini วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:19:59:43 น.  

 
กระดาษเปล่า พร้อมกับปากกา ทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยจินตนาการเสมอ
แต่ถ้าเปลี่ยนจากปากกา ให้เป็นดินสอ พร้อมกับยางลบ สิ่งที่ได้หลังจากวาดภาพแล้วลบ
มันก็จะกลายเป็นเพียง
"คนที่ไม่เคยรู้จักพอ"

ยินดีที่ได้รู้จักค่า
กำลังจะปั้นเจ้าตัวน้อยให้มีจินตนาการที่ดีอยู่เช่นกันค่ะ


โดย: crazy_mom วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:33:50 น.  

 
ตอนแรกไม่ชอบนาย Ed Westwick ในเรื่องเลย (ทำให้นึกถึงตัวเอง 555+) แต่พอไปถึงฉากสำคัญท้ายเรื่องแล้ว... น้ำตาซึม

เรื่องที่ว่างที่ให้เราสร้างสรรค์ ถึงตอนนี้มันก็แทบไม่เหลือแล้วละครับ เราอาจจะคิดว่าบางสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเป็นการเริ่มจากศูนย์ แต่ที่ไหนได้เราอาจไม่รู้ตัวว่า กำลังระบายสีในช่องว่างที่คนอื่นเขาวาดเอาไว้อยู่แล้วตะหาก...

ยินดีที่จะจบการศึกษาน่ะครับ ขอให้ออกมาแล้วสร้างสรรค์อะไรที่ยอดเยี่ยมให้พวกผู้ชม (เช่นเรา) ได้รับชมกัน


โดย: BloodyMonday วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:22:58:17 น.  

 
Image hosting by UpPicth.com


โดย: นู๋หญิงจ๋า วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:39:58 น.  

 
อุ้ยย.. แฟนเราเล่นหนังเรื่องนี้ด้วยหรอนี่ คิคิ..
ตามมาจากกระทู้ลดน้ำหนักของเราเอองค่ะ

ต้องฝืนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมค่ะ เป้นหัวใจของการลดน้ำหนัก
เราเอง ขี้เกียจตัวเป็นขนเหมือนกันขี้เกียจออกำลัง
เลยต้องหาเรื่องไปลงคอร์สอ่ะคะ สิ้นเปลืองไม่ดีเลย
แต่รอให้ตัวเองออกำลังเอง สงสัยจะยาก

เอาใจช่วยนะคะ


โดย: sweetstrawberryzz วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:10:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.