::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2551
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
30 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
★The Fall :: นิทานเอาแต่ใจ สำหรับผู้ใหญ่ใช้ฟังก่อนนอน



        ฉันเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยปราศจากข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับมันเลยซักนิด  ผู้กำกับเป็นใคร  เรื่องย่อของมันเป็นยังไงก็ไม่รู้  แต่ที่เลือกจะไปดูก็เพราะได้ยินเสียงแว่วกันมาหนาหูว่าหนังเรื่องนี้ดีนักดีหนา ดังนั้น คนหัวอ่อน (และใจอ่อน) อย่างเราก็เลยนึกบ้าจับหนังเรื่องนี้ยัดเข้าไปเป็นหนึ่งในโปรแกรมดูหนังวันเดย์ทริปของเราเสียเลย


        หลังจากที่ซื้อตั๋วเสร็จเรียบร้อย  ก็เห็นโปสการ์ดของหนังวางอยู่ก็เลยหยิบมาเป็นที่ระลึกเสียหนึ่งแผ่น  พลิกอ่านเรื่องย่อของมันเล็กน้อยพอเป็นพิธี แล้วก็แลไปเห็นชื่อของผู้กำกับ พร้อมเครดิตที่คนออกแบบไม่ลืมที่จะใส่เอาไว้ว่าแกเคยเป็นผู้กำกับเรื่อง The Cell มาก่อน


 


        ฉับพลันนั้นเองที่หัวสมองส่วนทรงจำของฉันทำงานขึ้นมาฉึกกะฉัก ภาพความทรงจำสยดสยองเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมา เมื่อครั้งที่ฉันได้ไปเป็นลูกค้าอุดหนุนหนังเรื่อง  The Cell  ด้วยเหตุผลสุดชิกที่่ว่า เพื่อนสาวคนหนึ่งของฉันชื่นชอบ "เจโล" เป็นการส่วนตัว แต่เพื่อนฉันคนนั้นคงไม่ได้คาดคิดที่จะได้เห็นศิลปินคนโปรดกับฉาก "ลากไส้" ที่ทำเอาฉันเลิกไปภาคเหนือ และเลิกบริโภคไส้อั่วมาจนถึงทุกวันนี้


        ความจริงอันโหดร้ายกันกินดวงใจน้อยๆ อันบอบบางของฉันไปมากโข แต่ฉันก็ต้องฝืนทนเดินมือไม้สั่นด้วยความสยองเข้าโรงไป พร้อมๆ กับฝรั่งตัวเบิ้มอีกคน (ยิ่งทำให้น่ากลัวขึ้นไปอีก) ตอนดูตัวอย่างหนังก็ยังบ่นในใจอยู่เลย ว่าถ้าเรื่องนี้เอากุนเชียง ไส้อั่วมาล้อเล่นอีกล่ะก็ จะไปจิ้มหน้าไอ้พวกที่ร่ำลือกันนักหนาให้หน้าเบี้ยวไปเลย แต่พอหลังจากสองชั่วโมงนับจากที่หนังเริ่มฉาย  จนกระทั่งเครดิตจบของมันขึ้นมา ฉันกลับนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม  (เหลือบไปก็เห็นพี่ฝรั่งเบิ้มแกก็ยังนั่งอยู่เหมือนกัน) ตอนนั้น ฉัน...ประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากจริงๆ


        ถึงแม้โครงเรื่องของมันจะพาลให้นึกถึง หนังนิทานโหดหวีดสยองดับอนาถฝันเด็ก (เว่อร์ไปนะบางที 555) อย่าง Pan's Labyrinth และอารมณ์ โทนสี และการเล่าเรื่องที่มีกลิ่นอายแบบอินเดียๆ จาก A Little Princess แต่หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เดินตามแนวทางของหนังทั้งสองเรื่องที่ว่าไปเสียทีเดียว - - -  อันที่จริง - - - หนังทั้งสามเรื่องนี้ถึงแม้ว่ามันจะพูดถึงเรื่องราวที่คล้ายกัน แต่ทุกเรื่องกลับแตกต่าง และมีแนวทางในการนำเสนอที่ชัดเจน และมันก็ทำออกมาได้อย่างงดงาม ตรึงใจ และแน่นอนว่า ทั้งสามเรื่องล้วนเป็นหนังที่ฉันชอบ (มาก)



       


       ชายหนุ่มที่ต้องนอนเป็นอัมพาตครึ่งล่าง หลังจากที่เขาได้รับอุบัติเหตุจากการเป็นสตันท์ในฉากอันตราย  เขาทุ่มเท่สุดชีวิตในการทำหน้าที่นั้น เพราะเขามีความเชื่อมั่น เขามีสิ่งยึดเหนี่ยวในใจคือนางเอกผู้ที่ดูไกลเกินเอื้อม แต่แล้ว เมื่อความทุ่มเทนั้นต้องมาสิ้นสุดลงบนเตียงเหล็กในโรงพยาบาล ก็ทำให้ "รอย" เริ่มไม่เชื่อมั่นในสิ่งเดิมๆ ที่เขาเคยรู้สึก แล้วความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ของเขานั้นค่อยๆ ลดลงทุกวันๆ



        จนเมื่อเขาได้มาเจอกับ "อเล็กซานเดรีย" เด็กหญิงที่มีเฝือกแข็งๆ อยู่ที่แขนข้างซ้าย และในมือข้างเดียวกันนั้นเธอก็จะถือกล่องไม้ใบหนึ่งไปกับเธอทุกที่ เรื่องเล่ามหากาพย์การผจญภัยเหนือจินตนาการ (ขอยืม copy คำโปรยหนังมาใช้) ก็ได้เริ่มต้นขึ้นบนเตียงสีขาวนั้น  เรื่องราวที่ดำเนินไปมักถูกปรับเปลี่ยนได้เสมอตามใจของผู้เล่า และผู้ฟังที่สอดแทรกขึ้นมาเป็นระยะๆ เด็กน้อย "ติด" นิทานเรื่องนั้นด้วยความสนใจจริงจัง แต่เธอไม่รู้หรอกว่า เรื่องราวที่แสนสนุกสนานนั้น มันเป็นเพียงการระบายออกซึ่งความคิดของผู้เล่า และมันก็เป็นอุบายที่จะนำเขาไปสู่จุดหมายที่เขาต้องการเสียที


        ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายวัยหนุ่ม กับเด็กห้าขวบตัวอ้วนกลมจะมีเคมีที่ตรงกันได้ถึงขนาดนี้ ทั้งสองคนสามารถรับส่งบทสนทนากันได้เป็นอย่างดี แถมอีหนู "คาทินกา อันทารุ" (เออ ถ้าคนจิตอกุศลมาอ่านต้องขำแน่ๆ 555) ก็เล่นได้น่ารักน่าจับตัดขาไปต้มพะโล้เสียจริง (เท่าที่อ่านบมสัมภาษณ์ของคุณผู้กำกับ "ทาร์เซ็ม ซิงห์" เห็นว่าแกใช้เวลาไปถ่ายนู่นถ่ายที่ไปเรื่อยเปื่อย เกือบสี่ปี  เพื่อรอให้หนูน้อยคนนี้โตพอที่จะมารับบทนี้ได้ สวรรค์สร้างมาจริงๆ) ลำพังการที่ผู้ใหญ่นั่งคุยกับเด็กก็ดูลำบากยุ่งยากพอแล้ว นี่ยังจะต้องมาคุยกับเด็กที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง แถมยังมีโลกส่วนตัวสูงอีกต่างหาก ยิ่งทำให้ทุกฉากที่สองคนนี้นั่งคุยกันกลายเป็นความมหัศจรรย์ของบทสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังรักษาระดับความขัดแย้งระหว่างความสิ้นหวังกับจินตนากรไร้เดียงสาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน (และน่าทึ่ง)



        สิ่งที่โดดเด่นและควรแก่การชื่นชมอีกประการหนึ่งก็คือ งานด้านภาพ และ การตัดต่อที่พลิ้วไหว (ยิ่งกว่าการลากเลื้อยของโรนัลโด้ซะอีก) ทาร์เซ็มได้ให้ความเห็นของเขาเอาไว้ว่าภาพที่สีสันสดใสขนาดนั้นก็เป็นการสะท้อนตัวตนของเขาเช่นกัน เขาบอกว่าคนอินเดียชอบสีสดใส แถมเขายังได้คัลเลอร์ลิสต์มือดีจากฝรั่งเศสมาช่วยควบคุมโทนสี และทำให้มัน “สด” แบบไม่เกรงใจคนดู ส่วนการตัดต่อนั้นต้องถือว่าทำได้อย่างเซียนมาก เพราะช่วงที่มันควรจะลื่นไหลต่อเนื่องมันก็พลิ้วสุดๆ ส่วนช่วงไหนที่จะสะดุดและขัดอารมณ์ก็อยู่ในจังหวะจะโคนที่ลงตัวพอดี ยิ่งในฉากที่เล่นกับมุกตลกที่อาศัยจังหวะ ทั้งการแสดง การตัดต่อ และบทพูดในนั้นมันทำให้คนดูอย่างฉันขำหึๆ ออกมาได้ (จริงๆ เพิ่งได้ดูซีรีส์ญี่ปุ่นที่จังหวะตลกมากเรื่องนึง เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะเขียนถึง แม่งตลกจริงๆ 555)





         สรุปโดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้มีดีพอที่เราจะเสียเงินหนึ่งร้อยบาทเข้าไปใช้เวลาในห้องมืดๆ อยู่กับมัน เพราะนอกจากเหตุผลด้านโปรดักชั่นร้อยแปดที่ประเสิรฐอำนวยเบญรงค์สุดๆ แล้ว (มันหมายความว่าอะไรวะ?) มันยังอาจช่วยเติมน้ำมันให้จิตวิญญาณของคุณในขณะที่ชมอยู่ก็เป็นได้ ยิ่งหากเราที่เป็นผู้ใหญ่ กำลังหลงลืมอะไรบางอย่าง และดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของเรามันกำลังค่อยๆ เลือนราง เบาหวิวลงไปทุกวันๆ การได้ไปนั่งฟังนิทานเพี้ยนๆ เรื่องหนึ่ง และทำความรู้จักกับเด็กหญิงอ้วนที่แขกหักคนนั้น คนที่ต้องหกล้มและเจ็บตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอก็ยังลุกขึ้นมาและมีรอยยิ้มให้โลกอยู่เสมอ อาจจะทำให้เราได้นึกไปถึงเมื่อตอนเด็กๆ ช่วงชีวิตที่จิตวิญญาณของมันมีมวลที่หนาแน่น วันที่เราใช้ชีวิตอย่งมีความหวัง และไม่ปล่อยให้แรงกระทำจากภายนอกเข้ามามีผลต่อจิตใจ และชอบที่สุดเวลาที่ได้นอนดูดขวดนม และฟังแม่เล่านิทานก่อนนอน




อันที่จริง...ถ้าคืนนี้ได้อ่านนิทานซักเรื่องก่อนนอนก็น่าจะดี


.........



ด้วยรักและมอร์ฟีน


นิดนก*





Create Date : 30 ตุลาคม 2551
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2551 1:26:45 น. 3 comments
Counter : 723 Pageviews.

 
เอ หรือจะต้องไปดูเรื่องนี้หว่า
ตอนนี้ติดอยู่ในเทศกาลเวิร์ลฟิล์มอยู่
ไม่ได้ข้ามฝั่งไปลิโด้เล้ย


โดย: grappa IP: 58.9.192.229 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:06:36 น.  

 
อยากดูมากครับ ภาพสวยจริง ๆ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 1 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:36:18 น.  

 
The Cell กลายเป็นความทรงจำสีจางไปแล้วครับ ดังนั้นฉากที่ว่านั้นจึงจำไม่ได้อย่างน่าเสียดาย...

มันเดินคู่ไปกับแพนจริงๆแหละครับ แต่เราก็ชอบเรื่องนี้ล้ำหน้ากว่านิดนึง เหตุเพราะ (ขอยืมคำคุณอบเชยมาใช้) เป็นพวกชอบเสพสุขนิยมครับ ^^

เรื่องภาพนี้ต้องยอมรับครับ อย่างที่คุณจขบ.ได้ว่ามา ส่วนการตัดต่อนี้ เรายังไม่เห็นชัดๆน่ะว่ามันมีฉากไหนที่โดดเด้งขึ้นมาบ้าง...

นิทานก่อนนอนไม่ได้ฟังมากี่ทศวรรษแล้วก็ไม่รู้ รู้สึกอยากฟังเหมือนกัน...


โดย: BloodyMonday วันที่: 1 พฤศจิกายน 2551 เวลา:18:49:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.