::KOPPOETS SOCIETY::
Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
20 เมษายน 2554
 
All Blogs
 

ยังไงก็ร้อน

ไม่ว่าจะใช้ชีวิตทั้งในโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ในช่วงเวลานี้ ก็ไม่อาจหลบพ้นวลีฮิตประจำยุคที่ว่า "ร้อนชิบหาย" ไปได้ นั่นเพราะอุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การสถาปนาช่วงเดือนนีนาคม-พฤษภาคมให้เป็นฤดูร้อนประจำประเทศไทยได้ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน และระดับอุณหภูมิที่ว่านี้ก็สร้างความหงุดหงิดหงุดหงิมให้กับจิตได้อย่างไม่น่าแปลก ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถยืนบ่นคำว่า "ร้อน" ได้มากกว่า 30 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ฉันได้เกิดนิมิตบางอย่างที่ทำให้ระลึกได้ว่า บ้านเมืองนี้มันร้อน...มาตั้งนานแล้ว

ไม่ว่าจะด้วยทำเลที่ตั้งหรือเพราะสวรรค์กำหนดก็ตาม ไม่อาจทำให้เราหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อน หรือแบบสะวันนาไปได้ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย - หากมันจะพอเชื่อถือได้) เรา (ในที่นี้หมายถึงผู้ที่อยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทย) ทุกคนล้วนเกิด เติบโต และอยู่อาศัยในประเทศที่ถูกจัดว่าอยู่ในเขตร้อน ซึ่งชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าร้อน

ตอนเด็กๆ เราวิ่งเล่นกินไอติมกันอยู่ในเมืองร้อน
แม่เราผัดกระเพราหมูสับให้เรากินในเมืองร้อน
พ่อเราซ่อมโซ่จักรยานที่เราทำหลุดในเมืองร้อน
อากงไปทำฟันปลอมที่ร้านหมอฟันซึ่งตั้งอยู่ในเมืองร้อน
คุณย่าไปถวายสังฆทานและแวะซื้อหวยที่หน้าวัดที่ตั้งอยู่ในเมืองร้อน
นายเอ (นามสมมติ) เอากับนางสาวบี (นามสมมติ) ในเมืองร้อน
ฯลฯ


จะเห็นได้ว่า ทุกประธาน กริยา กรรม ของเราทุกคนล้วนเกิดขึ้นและดับไปในเมืองร้อนเมืองนี้มาเป็นเวลายาวนาน ดูไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่ฉันคิดว่าที่เรากำลังรู้สึก "ร้อน" ก็เพราะเราล้วนเคยผ่านกระบวนการทำให้ "เย็น"

ตัดภาพไปสมัยก่อน (สามารถนึกภาพเป็นสีขาวดำ มีหญิงไทยห่มสไบหน้าแฉล้ม และชายหนุ่มเปลือยอกนุ่งโจงกระเบนแบบสั้นโชว์วีเชพประกอบการอ่านได้) ที่ตั้งของเมืองไทยยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ทุกคนในสมัยนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองร้อนเช่นเดียวกับเรา แม้สารคดีทีวีมักจะชี้นำให้เรารู้สึกว่าสมัยนั้นอากาศดี๊ดี แต่ฉันเดาว่ายายปริก ตาหนูแดง ท่านเจ้าคุณกลาโหม ฯลฯ ก็คงเคยบ่นว่าร้อนกันบ้างแหละ และพวกเขาก็มีเคล็ดลับการคลายร้อนที่ตกทอดมาให้เห็นในยุคเรากันบ้าง เช่น การกินข้าวแช่น้ำลอยดอกมะลิเย็นชื่นใจ (แต่คนทำโคตรร้อนแน่นอน) หรือประดิษฐกรรมจำพวกแป้งหอม แป้งเย็นสำหรับทาตัว ก็คงมีเอาไว้ผ่อนคลายความร้อนทางใจของคนสมัยนั้น ให้อุณหภูมิในจินตนาการลดลงมาได้ซักสองหนึบสามหนับก็ยังดี พอขยับยุคสมัยให้ใหม่ขึ้น กระบวนการการทำให้เย็นเริ่มหนักข้อ มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าเครื่องปรับอากาศวางจำหน่ายเอาใจคนขี้ร้อน เพิ่มฟังก์ชั่นทำลายเชื้อโรค ฆ่าเชื้อไวรัส ฆ่าหมัดฆ่าเหา ฯลฯ ล่อตาล่อใจให้คนแห่ซื้อ นี่ยังไม่รวมถึงการทำให้เย็นด้วยมายา ภาพยนตร์ ละครทีวี สารคดี มีภาพหิมะ ใบไม้ผล ใบไม้ปลิว ซากุระ ยิ่งทำให้ดูว่าความหนาวเย็นนี่มันช่างชิกคูล สะอาดสะอ้าน อยากจะเย็นอย่างเขาบ้าง งั้นก็ซื้อทัวร์ไปเที่ยวเมืองเย็น เล่นหิมะให้หนำใจ แล้วก็กลับมาบ่นหมุบหมิบว่าที่นี่มันร้อน ร้อนนน ร้อนนนนนน!


อุณหภูมิในใจของคนเขตร้อนอย่างเราลดลงสวนทางกับการเพิ่มขึ้นของตัวเลขศักราช เราหลงลืมความร้อนจนเรารู้สึกร้อน ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เผลือลืมความร้อนอยู่บ่อยๆ แล้วก็เพิ่งมารู้สึกว่าไอ้อาการแบบนี้บางทีมันก็ทำให้ชีวิตฉันสิ้นเปลืองโดยใช่เรื่อง แม้จะดูเป็นการเชื่อมเรื่องที่แปลกประหลาด แต่ฉันก็ขอยัดเยียดเล่าความจริงในชีวิตเอาไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อยก็แล้วกัน

ตอนประถมฉันและครอบครัวมีแอร์เครื่องแรกในครอบครองเป็นพี่มิตซูบิชิไซส์เบิ้มสีเทาดำ เราทุกคนนอนหลับสบายด้วยอุณหภูมิขึ้นต้นด้วยเลขสอง และฉันก็ติดนิสัยการ "นอนติดแอร์" มาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (แม้จะมีบางช่วงปีของชีวิตที่ต้องห่างแอร์ไปบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยมาก)​ จนมาช่วงนี้ที่ชีวิตดูดีมีคอนโด แต่ไม่มีเงินผ่อน อะไรที่ประหยัดได้ก็อยากช่วยตัวเองประหยัด ฉันเลยทดลองปรับนิสัยตัวเองจากการนอนติดแอร์ มาเป็นการขยับชิดและขอคืนดีกับพัดลม ในช่วงแรกของชีวิตทดลองถือว่าโชคดี เพราะมีลมหนาวจากที่ไหนก็ไม่รู้มาช่วยให้ค่ำคืนเย็นยะเยือกขึ้นได้ แต่พออากาศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อุณหภูมิประเทศอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น ทำให้การนอนกับพัดลมเริ่มทรมานมากขึ้น จนฉันตบะแตกกลับไปใช้บริการพี่แอร์อยู่หลายคืน

จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ลองช่วยกันคิดกับตัวเองดูว่า เราในฐานะคนเมืองร้อนจะเอาตัวรอดในค่ำคืนที่เป็นอุณหภูมิปกติของเมืองร้อนอย่างไรได้บ้าง สุดท้ายก็สรุปมาได้เป็นกลยุทธ์ง่ายๆ ที่น่าจะได้ผล 4 ข้อ คือ

  1. ต้อง "บาง" กว่าเดิม | เปลี่ยนชุดนอนจากเสื้อยืดแขนสั้น หรือชุดนอนที่เป็นแบบฟอร์ม มาเป็นเสื้อกล้ามเนื้อผ้าบาง กับกางเกงบ็อกเซอร์ ก็ช่วยให้ร่างกายมีพื้นที่รับลมได้มากขึ้น, ผ้านวมที่เคยใช้ห่ม "กันหนาว" เวลานอนห้องแอร์ก็คงต้องเก็บไป แล้วเลือกใช้ผ้าห่ม หรือผ้านวมที่บางกว่าเดิม 



  2. "สี" ก็มีผล | เปลี่ยนสีของผ้าปูที่นอนให้สดใสและสว่าง ก็น่าจะช่วยให้การหลับนอนดูสบายตาสบายใจมากขึ้น อีกทั้งถ้าเอาตามหลักวิทยาศาสตร์ สีโทนสดใสมันจะไม่ดูดความร้อนมากักเก็บเอาไว้ อย่างตอนนี้ฉันเลือกผ้าปูที่นอนเป็นสีเหลืองครีมๆ ไม่มีลายอะไรมาสร้างความรกความร้อน ก็นอนได้สบายดี



  3. อุปกรณ์ส่งเสริมความเย็น | สำหรับฉันไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่าการทาแป้งตรางูสูตรออริจินอล (ดีไซน์กระป๋องเวอร์ชั่นคลาสสิก) ช่วงที่ดีที่สุดในการทาคือหลังอาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวไม่ต้องให้แห้งมาก จากนั้นก็ลงแป้งไปตามจุดที่พึงประสงค์ แป้งเมื่อเจอน้ำมันก็จะเหนียวๆ ติดตัว ขับความเย็นออกมาได้ดีกว่าทาแห้งๆ (ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนะ) พอแป้งเริ่มหมดฤทธิ์ก็สามารถเติมได้ไม่จำกัดครั้ง



  4. สังเกตโลก | หลีกเลี่ยงการปะทะกับแสงร้อนแรงของดวงอาทิตย์โดยไม่จำเป็น แต่กับพนักงานบริษัทอย่างเราจะให้ไม่ออกจากบ้านมาทำงานก็คงไม่ได้ ก็เลยลองคิดใหม่เป็นว่า งั้นขอออกไปทำงานในเวลาที่แสงแดดมันยังไม่ "ร้อนแรง" แทนก็แล้วกัน ดังนั้น ฉันจึงพยายามตื่นให้เช้าขึ้น สิ่งที่ได้ตามมาโดยไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน ก็คือความไม่เร่งร้อนทางใจ เพราะการออกจากบ้านเช้าทำให้เรามั่นใจแน่ๆ ว่าไปทำงานไม่สาย ไม่รู้สึกผิด อยากแวะซื้ออะไรก็ซื้อ อยากแวะกินอะไรก็ได้ รถเมล์ขับช้าเราก็ไม่บ่นอะไร เดินทางแบบนี้ก็ดี เย็นทั้งตัว เย็นทั้งใจ



นอกจากนี้ การได้ทดลองไม่นอนติดแอร์ดูบ้าง ทำให้ฉันพบข้อสังเกตบางประการของการนอนห้องแอร์ คือ เราจะรู้สึกเย็นชุ่มฉ่ำหัวใจก็ในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกของการเปิดแอร์ ซึ่งอันที่จริงถ้าเป็นคนที่เปิดแอร์ก่อนนอนอยู่แล้ว เราก็จะได้หลับใหลไปกับความเย็น แต่ถ้าเกิดเราเปิดแอร์แล้วแต่ยังไม่นอน มันจะมีช่วงหนึ่งที่แอร์ตัด (มั้ง) เราจะรู้สึกถึงความร้อนสลับเย็นน่าเวียนหัว จากนั้นเราก็จะหลับ และตื่นมาด้วยความรู้สึกเย็นแม้จะปิดแอร์แล้ว เราจึงต้องอาบน้ำตอนเช้าโดยเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายลงมาให้ปกติ นั่นก็เท่ากับว่าเราเสียค่าไฟ 2 ต่อ ให้กับความ "อยากเย็น" และ "อยากร้อน" ของตัวเราเอง

ฉันกำลังจะค่อยๆ ปรับอุณหภูมิชีวิตตัวเองให้กลับมาอยู่ที่อุณหภูมิห้อง ที่ที่เราจะไม่อยากร้อน ไม่อยากหนาว ไม่ถูกทำให้หนาว และไม่ถูกทำให้ร้อน อุณหภูมินี้มันติดตัวเรามาตั้งแต่วันที่เราเกิดมาเป็นบุตรธิดาแห่งประเทศเขตร้อน และมันก็คงจะเป็นแบบนี้ แถมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

ถ้าเรายังเกิดและโต แก่และตาย กินและขี้ ปี้และนอน ในบ้านนี้เมืองนี้ ในพื้นที่เขตร้อนแห่งนี้ อย่าบ่นว่าร้อนให้เสียเวลาเลย เพราะยังไงมันก็ร้อนอยู่แล้ว





 

Create Date : 20 เมษายน 2554
3 comments
Last Update : 20 เมษายน 2554 20:31:31 น.
Counter : 519 Pageviews.

 

กำ เพิ่งบ่นว่าร้อนเองอ่าจ่ะ

 

โดย: สัญญาลมปาก 20 เมษายน 2554 21:27:07 น.  

 

แวะมาอ่านคะ

 

โดย: tempopo 21 เมษายน 2554 9:54:40 น.  

 

ดีค้า
ยินดีที่ได้รุจักค่ะ

 

โดย: Puritan Chonburi 1 พฤษภาคม 2554 15:19:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ยิ่งยง นั่งยองยอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยิ่งยง นั่งยองยอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.