Smiley.๐Smiley*~๐..ความรัก เป็นเรื่อง สวยงาม..๐Smiley*~๐Smiley.๐Smiley*~๐.
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
6 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 

10..กานติมาเทวี

***คำเตือน
ขอสงวนสิทธิ์ใดๆ ตามกฎหมาย ในการทำคัดลอก เผยแพร่ ดัดแปลง ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาต และ หากผู้ใดกระทำการคัดลอกหรือนำไปโพสในเวปอื่น ๆ หรือบล็อค หรือตีพิมพ์ โดยมิได้รับอนุญาตมีโทษปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.กฏหมายลิขสิทธิ์





นิรันดร…



จะมีสักกี่คนที่รู้จักกับคำว่า “นิรันดร” ความหมายแห่งรักที่ผูกพัน ลึกซึ้ง และสืบนานเท่านาน แม้ความตายก็มิอาจพลัดพราก




10...กานติมาเทวี...






บนเสลี่ยงสีทองที่สลักเสลาได้สวยงดงามนั้น มีหญิงงามนางหนึ่งนั่งประทับอยู่ เรือนผมของนางสีดำขลับเงาเป็นมันเหยียดตรงสลวยยาวจรดพื้นเสลี่ยง ผมงามนั้นถูกรวบไว้เพียงครึ่งรัดเกล้าประดับด้วยเครื่องประดับที่ทำด้วยทอง มรกต และบุษราคัมส่องแสงวับวาม เครื่องประดับเกศาสีทองสลักเป็นดอกชมนาถดอกเล็กๆ สลับเรียงกันเป็นช่อสวยงาม และยิ่งประดับอยู่บนเรือนผมสีดำขลับของนางแล้วยิ่งทำให้เด่นสะดุดตา


ผมยาวดำเป็นมันเงานั้นตัดกับสีผิวกายที่ขาวผ่องอมชมพูอย่างชัดเจน ทำให้ผิวข่าวผ่องนั้นยิ่งผ่องงามมากขึ้น คิ้วของนางนั้นโค้งงามดั่งคันศรขององค์ราม รับกับดวงตาคู่งามที่สุกสกาวดั่งดวงตาวยามราตรี พ่วงแก้มสีชมพูอิ่มรับกับริมฝีปากสีแดงดั่งกลีบกุหลาบที่โค้งหยักคล้ายว่านางกำลังยิ้มอยู่ตลอดเวลา


ร่างงามนั้นห่มด้วยผ้าสะใบ้สีเหลืองนวลพันรอบอกอิ่มของนาง เหน็บชายด้านซ้ายปล่อยชายยาวจรดลงมาเพียงขอบผ้า เผยผิวกายช่วงเอวทำให้เห็นเอวคลอดกลิ่วงดงาม นางนุ่งผ้ายกทองสีแดงอมส้ม เดินดิ้นสีทองเป็นลวดลายของดอกพิกุลดอกเล็กจิ๋ว จับจีบหน้าช่วงชายพกยาวจรดข้อเท้า นางคล้องสายสร้อยที่ทำด้วยทองและอัญมณี สีต่างๆ ที่รู้ว่าผู้ทำนั้นตั้งใจมากขนาดไหน ส่วนต้นแขนงามนั้นรัดด้วยรัดแขนสีทองเป็นลวดลายของดอกไม้ที่อ่อนช้อยงดงาม แสงส่องสว่างวูบวาบจากกำไรข้อมือสีทองของนางนั้นเหมือนมีชีวิตยามที่นางขยับข้อมือ นางนั้นคือ พระธิดาแห่งแคว้นหิรัญบุรี กานติมาเทวี


ขบวนพระธิดากำลังเคลื่อนตัวไปยังแท่นพิธีบูชา พญานาคราชา ผู้ปกปักษ์รักษาฝั่งน้ำโขง ที่ทั่วทุกแคว้นต่างก็ให้ความเคารพนับถือ ทุกวันแรม 15 ค่ำ พระนางจะเสด็จมาที่แท่นบูชานี้เพื่อสักการบูชาองค์เทพนาครา เพื่อให้พระองค์ปกปักษ์รักษาแคว้นและประชาชนของพระนาง และครั้งนี้ก็เช่นกัน พระนางก็ได้เสด็จมาเพื่อทำพิธีบูชาพญานาคราชา ตามปรกติ


ไม่นานนักขบวนของพระธิดาก็เคลื่อนมาถึงแท่นบูชาพญานาคราชา ริมฝั่งโขง ฝากเขตแดนของแคว้นหิรัญบุรี เสลี่ยงลดระดับลงให้เตี้ยพอที่พระนางจะก้าวลงมาได้อย่างสะดวก นางกำนัลต่างนำพานทองที่เต็มไปด้วยเหล่าบุผาสีสวยสดส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ไว้ที่แท่นบูชาที่ยื่นออกไปยังลำน้ำกว้าง เหล่าทหารองครักษ์ พากันยืนดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างออกมา เพราะยามที่พระนางทำพิธีนั้น ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนเป็นอันขาด นายพลผู้ดูแลขบวนยืนนิ่งอยู่ตรงด้านหน้าทางเข้าไปยังแท่นบูชา


พระธิดากานติมาเทวี ก้าวเดินเข้าไปด้านในของปราสาทหินสีทึบที่ประดิษฐานสถานของแท่นบูชาพญานาคราชาเพียงลำพัง พระนางคุ้นเคยกับพิธีกรรมนี้มาตั้งแต่เยาว์วัย เหตุเพราะสมัยที่พระนางมายาเทวี เสด็จแม่ของพระนางยังมีชีวิตอยู่ พระนางเคยพา กานติมาเทวี มาทำพิธีนี้เพื่อสืบทอดหน้าที่สำคัญแด่พระธิดา และนับแต่นั้นมา กานติมาเทวี ก็ทำหน้าที่เป็นผู้บูชาพญานาคราชา


ร่างระหงเดินหายเข้าไปในปราสาทหินสีทึบเพียงลำพัง เหล่าทหารและนางกำนัลทำหน้าที่เฝ้าคอยและดูแลความปลอดภัยอยู่ภายนอกปราสาทหินนั้น


เสียงก้าวเดินดังก้องไปทั่วปราสาทหิน หากเพราะปราสาทหินนั้นสร้างด้วยก้อนหินหนักหลายต่อหลายก้อน ไร้หน้าต่าง หรือช่องว่างใดๆ ยกเว้นช่องลมเล็กๆ ด้านบนเพียงไม่กี่ช่อง จึงทำให้เสียงก้าวเดินของพระนางกานติมาเทวีนั้นดังก้องไปทั่วปราสาท


ตรงกลางปราสาทสูงนั้น มีแท่นบูชาที่ทำด้วยแผ่นหินหนาแผ่นใหญ่ เบื้องหน้านั้นเป็นรูปปั้นพญานาคองค์ใหญ่ รูปร่างคล้ายงูยักษ์ตัวใหญ่มหึมา ต่างกันตรงที่พญานาคนั้นมีหนวดยาวสองข้าง มีดวงตาที่โตกว่า มีเขี้ยวแหลมคม มีหงอนใหญ่ ตามลำตัวมีเกล็ดสลับเรียงกันเป็นแนวระเบียบ และมีครีบยาวตลอดลำตัว ส่วนหางนั้นคล้ายปลา แต่ไม่เป็นแฉกแบบปลา รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ใบใหญ่ ที่ดวงตาพญานาคนั้นประดับด้วยพลอยสีแดงเม็ดโต จึงทำให้รูปปั้นหินนั้นคล้ายมีชีวิต



กานติมาเทวี นั่งลงกับพื้นเบื้องหน้าแท่นบูชา พระนางร่ายบทคาถาบูชาพญานาค ตามที่เคยกระทำมาตลอดหลายปีนับตั้งแต่พระนางได้รับมอบหมายหน้าที่นี้จากเสด็จแม่ของพระนาง บทคาถาถูกร่ายด้วยดวงจิตที่ตั้งใจจริงของพระนาง ทุกถ้อยคำที่ร่ายออกมานั้น ล้วนมาจากความเคารพและนับถือ


บุผาหลากสี หลากชนิดถูกหอบรวมกันไว้ในพาน พานเดียวกัน หลังจากที่ กานติมาเทวี ร่ายคาถาบูชา เสร็จสิ้น พระนางยกพานดอกไม้ขึ้นแล้วนำเดินออกไปยังประตูบานเล็กที่ซ่อนไว้หลังรูปปั้นพญานาค หลังประตูบานนั้นคือ ท่าน้ำเล็กๆ ที่เชื่อมออกไปยังน้ำโขง สายน้ำไหลเชี่ยวไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว


กานติมาเทวี นำดอกไม้ในพานทอง โรยลงสายน้ำ พร้อมท่องบทคาถาเบาๆ อย่างตั้งใจ ดอกไม้งามหล่นลงบนผิวน้ำ หมุนวนตามกระแสที่เชี่ยวกราด เพียงไม่นานดอกไม้งามเหล่านั้นก็จมหายไปในกระแสน้ำวนเบื้องล่าง กานติมาเทวี ยกพานทองขึ้นจรดศีรษะ พระนางหลับตาแล้วตั้งจิตเพื่อขอให้พญานาคราชารับบุผามาลีที่นางนำมาถวาย และช่วยปกปักษ์ดูแลอาณาประชาราชของแคว้นพระนางให้อยู่สงบล่มเย็น


หลังเสร็จพิธีลอยบุผา กานติมาเทวี ก็ลุกขึ้นหันหลังกลับ เพื่อกลับออกไปด้านนอก แต่แล้วพระนางก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ น้ำก็กระเซนขึ้นมาปะทะผิวกายของพระนาง พระนางหันกลับไปมองยังวังน้ำวนเบื้องล่าง สองคิ้วขมวดเข้าหากันนิ่ง เพราะสายน้ำนั้นยังคงหมุนไหลวนไม่เปลี่ยนดังเดิม



หลังจากที่พระนางกานติมาเทวีทำพิธีบูชาพญานาคราชาเสร็จสิ้น ขบวนของพระนางก็เคลื่อนขบวนออกจากแท่นบูชา มุ่งหน้าไปยังสถานที่อีกที่หนึ่งคือสระเบญจวรรณ เพื่อทำพิธีสรงน้ำหลังจากทำพิธีลอยบุผาเสร็จ ซึ่งสระเบญจวรรณนั้นอยู่ไม่ห่างจากแท่นบูชามากนัก เพียงไม่นาน ขบวนของพระธิดากานติมาเทวี ก็เคลื่อนขบวนไปถึง


พระนางกานติมาเทวี และนางกำนัลใกล้ชิดเพียงสองนาง ได้เดินเข้าไปในเขตของสระเบญจวรรณ ส่วนทหารและนางกำนัลคนอื่นๆ ต้องยืนเฝ้าดูแลบริเวณโดยรอบเท่านั้น.....น้ำในสระสีเขียวมรกตใสสะอาด โดยรอบมีเหล่าไม้งามนานาพันธ์ขึ้นปกคลุมคล้ายโดมหลังใหญ่ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว ดอกจำปาลาว ล่วงลงมากระทบน้ำใสกลางสระ ดอกไม้สีขาวนวลตัดกับผิวน้ำสีเขียวใส


นางกำนัลสองนางต่างช่วยกันเปลี่ยนเครื่องทรงของ กานติมาเทวี ให้อยู่ในชุดสีขาวสะอาด ผ้าสีขาวเนื้อบางแนบผิวเนียนขาว พระนางก้าวลงไปยังสระเบญจวรรรณเพียงลำพัง น้ำใสเย็นสดชื่นอาบผิวกายพระนาง ผสมกับกลิ่นของดอกจำปาลาวที่ลอยเรียงอยู่เหนือผิวน้ำ ทำให้พระนางกานติมาเทวีเพลิดเพลินไปกับการสรงน้ำเป็นอย่างมาก แต่แล้วพระนางก็รู้สึกประหลาดที่ผิวกายของพระนาง เมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พระนางมองลงไปที่ใต้ผิวน้ำ มองไปรอบๆ กายของพระนาง แต่ทุกอย่างก็เป็นปรกติ สิ่งใดกันที่ไหลเวียนผ่านกายของพระนางเมื่อครู่ สัมผัสลื่นๆ ที่เกิดขึ้น คล้ายๆ เกล็ดปลา


กานติมาเทวี ขึ้นจากสระเบญวรรณ เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นชุดสีขาวบริสุทธิ์ ห่มสไบผ้าแพรiลื่นเป็นมันวาบสีขาวฉลุลวดลายเป็นดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่ชายผ้าของสไบ ห่อบ่าพาดไหล่ข้างซ้าย ทิ้งชายยาวที่ด้านหลัง ผ้านุ่งนั้นเป็นผ้าท่อยกลายดอกพิกุลดอกเล็กด้วยดิ้นเงินกลมกลืนกับพื้นผ้าที่เป็นสีขาว จับจีบหน้ายาวจรดพื้น พระนางมิได้สวมเครื่องประดับใดๆ หากแต่พระเกศาที่ขมวดม้วนรวบเกล้าไว้ครึ่งนั้น ประดับด้วยดอกจำปาลาวที่นางเก็บได้จากกลางสระ


เมื่อสรงน้ำจากสระเบญจวรรณเสร็จเรียบร้อยแล้ว กานติมาเทวี ก็เสด็จกลับมายังปราสาทแท่นบูชาพญานาคราชาอีกครั้ง เพื่อทำพิธีขั้นสุดท้าย นั่นคือ พิธีสวดคาถาบูชา และขอพรจากพญานาค ทันทีที่ขบวนแห่กลับมาถึงหน้าปราสาทหิน ทหารและนางกำนัล ยืนรอด้านนอกเช่นเดิมเหมือนเมื่อครั้งแรกที่มา ส่วน กานติมาเทวี นั้น ได้เดินหายเข้าไปในปราสาทหินเพียงลำพังเช่นเดิม พระนางก้าวเดินกลับเข้าไปภายในปราสาทหิน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเพื่อบูชาพญานาคราชา และขอพรให้กับประชาชนของพระนางตามหน้าที่ที่เคยกระทำมา


ทันทีที่ก้าวมาถึงแผ่นหินแท่นบูชาตรงหน้ารูปปั้นพญานาค กานติมาเทวี ทรุดกายลงกับพื้น ยกมือขึ้นพนมจรดหน้าอกของพระนาง แล้วกล่าวคาถาบูชาพญานาคอย่างตั้งใจ พระนางท่องบทคาถาอย่างชำนาญ ตั้งใจมั่นเพื่อแสดงความเคารพของสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และหวังขอพรให้กับเหล่าประชาชนของพระนางให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน ดวงตาคู่สวยปิดสนิทลง ริมฝีปากสีแดงดั่งกลีบกุหลาบพร่ำบทคาถาเพียงเบาๆ เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับของนางยาวจรดพื้นแผ่นหินเบื้องล่างตัดกับผืนผ้าสไบที่นางห่ม


ขณะที่กานติมาเทวีกำลังร่ายบทคาถาอย่างตั้งใจ ดวงตาของรูปปั้นพญานาคก็ได้ฉายแสงสีแดงสว่างขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนที่จะบังเกิดแสงวูบสีเขียวเจิดจ้าขึ้นด้านหลังรูปปั้นพญานาค


“อยากรู้เสียจริงว่า สิ่งที่นางกำลังทำอยู่นั้น นางเชื่อจริงๆ หรือ”


กานติมาเทวี สะดุ้งด้วยความประหลาดใจ พระนางเพ่งมองไปยังที่มาของเสียง พระนางรับรู้ได้ว่า เสียงนั้นมาจากด้านหลังรูปปั้นพญานาค น้ำเสียงนั้นแฝงความเย้อหยันไว้ภายใน ทำเอา กานติมาเทวี รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางลุกขึ้นเพื่อมองหาผู้บังอาจกล่าวถ้อยคำที่ไม่สมควรนั้น

“ท่านเป็นใครกัน บังอาจเข้ามาในสถานที่ต้องห้ามแห่งนี้ ท่านไม่รู้หรือไงว่า ห้ามผู้ใดเข้ามาภายในนี้เด็ดขาด” กานติมาเทวีกล่าวน้ำเสียงเรียบแต่เด็ดขาด


“หึหึหึ ที่นี่เป็นแดนสวรรค์หรือไรกัน ถึงเข้ามาไม่ได้” เสียงนั้นยังคงเย้อหยันไม่ยำเกรงใดๆ


“นี่ท่าน บังอาจมากนะที่กล้ากล่าววาจาเช่นนี้” กานติมาเทวีรู้สึกไม่พอใจหนักขึ้น


“ฮ้า ใช่ เรากล้า” เสียงนั้นท้าทาย


“ท่านถือดีมากที่กล้ากล่าววาจาดูหมิ่นต่อเรา ต่อองค์พญานาคราชา” กานติมาเทวี ขมวดคื้วเข้าหากันด้วยความไม่พอพระทัย


“แล้วนางจะทำอย่างไร” เสียงนั้นท้าทายมากขึ้น


“...ทหาร” กานติมาเทวี มิได้ตอบโต้กลับ แต่พระนางหันกลับไปทางประตูทางเข้าปราสาท เพื่อร้องเรียกทหารของพระนางซึ่งกำลังรออยู่ภายนอกปราสาท


ร่างระหงก้าวเดินเพื่อไปทางประตูทางเข้า แต่แล้วพระนางต้องชะงักทันที ที่ร่างๆ หนึ่งก้าวเข้ามาขวางทางพระนางไว้ ร่างนั้นเคลื่อนไหวว่องไวจนพระนางแทบมองตามไม่ทัน กานติมาเทวี ชะงักกับร่างตรงหน้าของพระนาง ร่างชายหนุ่มร่างสูงใหญ่บึกบึน ผิวขาวผ่องงดงาม ใบหน้างามหมดจดราวกับเทพบุตร รอยยิ้มที่มุมปากนั้นแสดงให้รู้ว่ากำลังสนุกกับการได้โต้เถียงกับพระนาง ผมสีดำขลับนั้นรวบสูง รัดเกล้าด้วยเครื่องประดับทำด้วยทองคำบริสุทธิ์รูปงู สวมสายสร้อยสีทองพาดไหล่ ประดับด้วยมรกตสีเขียวสุก รัดต้นแขนด้วยเครื่องประดับทองคำรูปงูแต่หากมีดวงตาที่ทำด้วยพลอยเม็ดเล็กๆ สีแดงสด และสวมกำไรทองรูปงูทั้งสองข้าง นุ่งผ้าสีเขียวสดดิ้นทองลวดลายวิจิตแปลกตา


กานติมาเทวี มองชายแปลกหน้าที่ยืนขวางนางอยู่ด้วยความตกตะลึง ผิวกายที่ขาวผ่องของเค้านั้น มีเม็ดน้ำเกาะอยู่จนทำให้ดูเหมือนผิวนั้นส่องแสงเลื่อมพรายสีเขียวอ่อนๆ


“ท่าน...นี่ท่านเป็นใครกัน ดูลักษณะการแต่งกายแล้ว คงไม่ใช่คนของแคว้นเราอย่างแน่นอน”


ชายแปลกหน้าไม่ยอมตอบสิ่งใดต่อพระนาง เค้ายืนกอดอกยิ้มให้อย่างใจเย็น ทำให้กานติมาเทวีรู้สึกไม่พอพระทัยหนักขึ้น พระนางเดินเลี่ยงเค้าออกมาหมายจะเดินไปเรียกทหารมาจัดการกับผู้บุกรุก แต่ทว่า บุรุษรูปงามนั้นมิยอมให้พระนางก้าวผ่านไปได้โดยง่าย เค้าเอื้อมือคว้าแขนพระนางเอาไว้อย่างแม่นยำ ทำเอาพระนางกานติมาเทวี ตกตะลึง


“นี่ท่านจะทำอะไร ปล่อยเรานะ ท่านกล้ามากที่ทำกับเราแบบนี้ รู้มั้ยว่าเราคือใคร ปล่อยมือของท่านออกจากตัวเราซะเดี๋ยวนี้” กานติมาเทวีกล่าวน้ำเสียงไม่พอใจอย่างมาก


แต่แทนที่อีกฝ่ายจะยอมทำตาม กลับยิ้มกริ่ม แล้วรวบร่างอรชนอ้อนแอ่นของพระนางเข้าไปใกล้มากขึ้น จนแทบจะชิดติดกับกายขาวผ่องของตน กานติมาเทวีรู้สึกตกพระทัยหนักกว่าเดิม พระนางดิ้นรนหนีวงแขนนั้น


“ปล่อยเรานะ ท่านไม่กลัวตายรึไรกัน ปล่อยเรานะ ปล่อย” พระนางร้องออกมาเพื่อให้ชายแปลกหน้าปล่อยร่างของพระนาง แต่อีกฝ่ายกลับยิ่งรวบรัดร่างพระนางแน่นเข้าไปอีก


“ปล่อยเรานะ ไม่งั้นเราจะเรียกทหารให้เข้ามาลากท่านไปตัดหัวซะเดี๋ยวนี้” กานติมาเทวีกล่าวขู่ชายแปลกหน้าเพื่อหวังให้กลัวและยอมปล่อยพระนาง แต่ก็ไม่เป็นผลดั่งที่พระนางคาดไว้


“จุ๊ๆ น่ากลัวซะจริง นางไม่ใจร้ายไปหน่อยรึ” ชายแปลกหน้ายื่นหน้าเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มกระหยิ่ม


“ทหาร...ทหาร...” กานติมาเทวีร้องเรียกทหารด้านนอกเสียงดังขึ้น พระนางพยายามดิ้นหนีอ้อมแขนของชายแปลกหน้านั้น


“พระนาง ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นะ นางจะเรียกทหารเข้ามาไม่ได้” ชายแปลกหน้ากล่าวขึ้น เมื่อกานติมาเทวี ร้องเรียกทหารด้านนอก


“แล้วท่านล่ะ ไม่ใช่คนนอกรึไงกัน เราเรียกทหารให้เข้ามาจับผู้บุกรุก ผู้ก่อกวนต่อท่านพญานาคราชา ท่านพญานาคราชาคงเข้าใจเราดี” กานติมาเทวีกล่าวโต้กลับ


“นางรู้ได้อย่างไรว่าเราคือคนนอก” ชายแปลกหน้ากล่าวถาม


“รู้ซิ ท่านลบหลู่พญานาคราชาแห่งแคว้นเรา นั่นหมายความว่า ท่านมิใช่คนของแคว้นเรา”


“หึหึ ก็จริง เรามิใช่คนของแคว้นหิรัญบุรี แต่ต่อไปก็ไม่แน่...หากเรากับนางได้...” ชายแปลกหน้ากล่าวน้ำเสียงกรุ่มกริ่ม พร้อมยื่นใบหน้าเข้าหาใบหน้าของกานติมาเทวี พระนางรีบหลบใบหน้าสวยของนางให้พ้นจากการล่วงเกินของอีกฝ่าย


“ท่านบังอาจมากที่ทำกับเราเช่นนี้” กานติมาเทวีรู้สึกโกรธอย่างมาก พระนางต่อว่าชายแปลกหน้าด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด


“ท่านขุนพล ท่านขุนพล...ทหาร...” กานติมาเทวีร้องเรียกเสียงดังขึ้น เพื่อให้ทหารข้างนอกได้ยินเสียงของพระนาง


และเพียงไม่นาน ประตูปราสาทหินก็เปิดออก ร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาภายในอย่างรวดเร็ว กานติมาเทวียิ้มออกทันทีที่ร่างนั้นเข้ามาภายในปราสาท


“พระนางทรงเป็นอะไรรึเจ้าค่ะ” ยอดขุนพลแห่งแคว้นหิรัญบุรี ขุนพลประจำตัวของพระนางกานติมาเทวี รีบตรงปรี่เข้ามาด้านในปราสาทอย่างรวดเร็ว แล้วทรุดกายตรงหน้าพระนาง พร้อมกล่าวถามด้วยความห่วงใย


“ท่านขุนพล ท่านจับ....” ไม่ทันจะกล่าวจบดี กานติมาเทวี ก็รู้ตัวว่า ตอนนี้พระนางได้ยืนอยู่เพียงลำพัง ผู้ที่เคยอยู่ข้างๆ เมื่อครู่ จู่ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


“มีอะไรรึเจ้าค่ะ” ยอดขุนพลกล่าวถามด้วยความสงสัย


“เมื่อครู่มีผู้บุกรุกเข้ามา แต่...” กานติมาเทวี มองไปรอบๆ ห้องบูชา ก็มิพบผู้ใด พระนางขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสับสนสงสัย


“มีผู้บุกรุกรึเจ้าคะ เป็นไปได้อย่างไรกัน ก็ข้างนอก...” ทันทีที่พระนางกานติมาเทวีพูดถึงผู้บุกรุก ยอดขุนพลรีบลุกขึ้นมองไปรอบๆ ห้อง เงยหน้ามองเพดานห้อง และมองไปรอบๆ ทั่วทั้งพื้นห้อง แต่ก็ไม่พบผู้ใด


“ระ เราพูดจริงๆ นะ” พระนางกานติมาเทวี สับสนกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่


“แต่เกล้ามิเห็นผู้ใดเลยเจ้าค่ะ” ยอดขุนพลตรวจทุกซอกมุมอย่างละเอียดจนแน่ใจ


“....” กานติมาเทวี หยุดนิ่งเงียบ พระนางพยายามครุ่นคิดว่า เหตุใดชายลึกลับนั้นถึงได้หายตัวไปได้ว่องไวนัก


“ช่างเถอะ เรากลับกันได้แล้ว” กานติมาเทวี ตัดสิ้นพระทัยไม่ค้นหาผู้บุกรุกอีก


แต่ขณะที่พระนางกานติมาเทวี ก้าวเดินออกไปจากปราสาท พระนางได้รู้ตัวว่า ในมือของพระนางนั้นมีพระขรรถ์ด้ามเล็กจิ๋วทำด้วยมรกดสีเขียวสดใส กานติมาเทวี เพ่งพิศพระขรรถ์ด้วยความไม่เข้าใจถึงที่มาของพระขรรถ์นั้น


‘แล้วพี่จะมาพบเจ้าใหม่นะยอดรัก’ เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นที่ข้างหูของ กานติมาเทวี แต่พอพระนางหันมองก็มิพบเห็นเจ้าของเสียงนั้น พระนางรู้สึกสะท้านวูบในพระทัย เฝ้ามองพระขรรถ์เล่มน้อยในมือ







***************************









 

Create Date : 06 ตุลาคม 2553
0 comments
Last Update : 6 ตุลาคม 2553 22:26:10 น.
Counter : 531 Pageviews.


kokoo_129
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Smiley*~๐.."รัก" ก็แค่คำว่า "รัก"..๐~*Smiley
Cute Cursors from Dollielove
Free Hit Counters
Friends' blogs
[Add kokoo_129's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.