I finAlly foUnd soMeone--loVe So sweeT
Group Blog
 
<<
กันยายน 2551
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 กันยายน 2551
 
All Blogs
 
Last Day @ East Europe

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ดีใจมากกกก คิดถึงบ้านคิดถึงคนที่เมืองไทย 5555 ตื่นสายเช่นเคย สายที่ว่าก็ประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ อยู่บูดาเปสต์นี่รู้สึกว่าจะตื่นช้ากว่าอยู่เช็กเยอะเลยยยย จัดการธุระเสร็จลงไปหม่ำอาหารเช้า วันนี้ไม่พลาดเอาบะหมี่ ซุปกระป๋องลงไปด้วย อร่อยกว่าไส้กรอก ขนมปัง ชีสเป็นไหนๆ อิ่มหนำเช็คเอาท์เสร็จ พร้อมลุย วันนี้ไม่ได้มีโปรแกรมเป็นพิเศษอีกแล้ว ก็เลยว่าลองไปดู parliament หน่อย อยากเข้าไปชมข้างในเหมือนกัน

ออกจากโรงแรมก็เจอสายฝนปรอยๆ นิดหน่อย วันนี้ฟ้าครึ้มเมฆทึบ ผิดกับสองวันที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง โชคดีจริงๆ ที่วันนี้จะกลับอยู่แล้ว จะตกก็ตกไป 555 ไปถึง parliament คุณพี่ทหารที่เฝ้าด้านหน้านี่แอบเขี้ยวอยู่ ปล่อยให้เข้าไปซื้อตั๋วได้ทีละไม่กี่คน แล้วถ้ามาเป็นกลุ่มห้ามเข้าไปทั้งหมด ให้เข้าได้ไม่เกินสองคน อะนะ เข้าไปดูราคาแล้วก็ร้องถอยดีกว่า จริงๆ จะว่าแพงก็ไม่แพงนักหรอก แต่นี่วันสุดท้ายเงินไม่พอซะแล้ว เหอๆ ก็เลยตกลงตัดใจไม่เข้าดูกันไป คอตกไปเดินเล่นริมแม่น้ำดานูบกันสักพัก ก็คิดกันได้ว่าต่างคนมีที่ๆ อยากไปอยู่เลยตกลงกันว่าจะแยกย้ายกันไปแล้วกลับไปเจอกันที่โรงแรมตอนบ่ายสองครึ่ง เพราะบ่ายสามจะมีรถมารับที่โรงแรมไปส่งสนามบิน ตัวเองตัดสินใจจะไป city market hall (เขียนถูกป่าวหว่า ลืมชื่อไปแล้ว) เป็นพวกชอบเดินตลาด

ขึ้นจากรถไฟฟ้ามามีงงเล็กน้อย จับทิศไม่ถูก อาศัยเดินมั่วไปมั่วมา หาป้ายไม่เจออีกต่างหาก ไหนจะเจอเค้าปิดถนนอีก งงไปหมด แต่สุดท้ายก็เดินฝ่าฝนปรอยมาถึงตัวตลาดจนได้ล่ะ มาถึงก็ร้องโห...ว้าววว ก่อนเลย เป็นตลาดที่สะอาดอีกแล้ว อาคารเหล็กดัดก็สวย (จากที่ฟังจากทัวร์ล่องดานูบเมื่อคืนก่อน เห็นว่าออกแบบโดยกุสตาฟ ไอเฟล เชียวนะ) ชั้นบนจะขายของที่ระลึกสารพัด ทุกอย่างที่ขึ้นชื่อของฮังการี ที่นี่มีหมด ราคาเท่าที่เดินสำรวจมาก็มีทั้งถูกทั้งแพงปนกันไป มีร้านอาหารแทรกอยู่บ้างก็น่ากินอยู่ แต่ก็ไม่ได้กินหรอก ไปได้โดนัทอันยักษ์จากร้านชั้นล่างแทน ชั้นล่างนี่น่าจะเรียกว่าตลาดสดมีทั้งเนื้อ ผัก ผลไม้ ขนมปัง เบเกอรี่ เครื่องเทศ ชีส เยอะแยะไปหมด แบบว่าร้านไหนขายอะไรก็จะเน้นอย่างนั้นไปเลย โดยเฉพาะร้านเครื่องเทศนี่แบบว่าแต่งร้านกันจัดจ้านดี แต่ส่วนตัวชอบร้านขายขนมเบเกอรี่มากกว่า อลังการดี ดูมั่วๆ แต่ก็น่ากินอยู่นะ ราคาก็ไม่แพงด้วย เดินวนรอบตลาด ได้เชอร์รี่ราคาแค่โลละไม่ถึงร้อยมาโลครึ่ง รสชาติก็โอ แต่ก็คิดอยู่ว่ากว่าจะถึงเมืองไทยสภาพอาจจะกลายพันธุ์ไปหน่อย 555

ไม่น่าเชื่อว่าจะเดินอยู่ในตลาดร่วมสองชั่วโมงกว่าแน่ะ 55 เพลินมาก เลยรีบกลับโรงแรมเพราะจะได้เวลานัดรวมพลแล้ว ถึงโรงแรมจัดการเก็บของอีกนิดหน่อยรอเวลาอีกแป๊ปก็ได้เวลาคนมารับแล้ว มีคนมาเรียกพอดี อ้าว ผู้หญิงนี่หว่า แอบเปรี้ยวอีกต่างหาก ใส่ส้นสูงปรี๊ดดดเลย แอบงงว่านี่เหรอคนมารับไปส่งที่สนามบิน เจ๊แกพามาที่รถ อะนะ รถนิสสันทีน่า กระโปรงท้ายรถไม่ได้กว้างมาก แต่เจ๊แกก็ยังสู้อุตส่าห์ยัดกระเป๋าใบยักษ์ของเราสี่ใบลงไปได้ แล้วแกก็ออกรถ นึกในใจทันที ชั้นจะไปถึงสนามบินมะเนี่ย เจ๊เล่นใส่ส้นสูงขับรถซะงั้น แต่เราก็เพลิดเพลินเดินชมวิวระหว่างทางไปเรื่อยๆ ก็ถึงสนามบินอย่างปลอดภัย (รถแอบติดนิดๆ)

ถึงแล้วแต่เคาน์เตอร์เช็คอินยังไม่เปิดเลย 555 ก็นั่งร้องเพลงรอกันไปก่อน ก็คิดอยู่ว่ามารับเราซะเร็วเชียว กว่าเครื่องจะออกตั้งหกโมงครึ่ง มองนาฬิกายังไม่สี่โมงเย็นเลย แต่ก็คิดว่ามาเร็วดีกว่ามาช้าแหละ นั่งรอเดินเล่นแป๊ปนึง เหอๆ อยากจะบอกว่าสนามบินมันเล็กมากๆ อะ เฮ้อ ไม่มีอะไรให้เดินดูได้เลย อดทนรอจนเคาน์เตอร์เปิด (รู้สึกเปิดเลทไปมาก) ก็รีบจัดการให้เรียบร้อยไปเดินเล่นเอ้อระเหยในดิวตี้ฟรีด้านในต่อ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเพราะกะจะเทเงินยูโรที่เหลือ (อยู่น้อยนิด) ไปซื้อที่สนามบินที่เวียนนาแทน ร้องเพลงฟังเพลงรอเครื่องออกต่อไปอีก จนมันเลยเวลาเครื่องออกไปแล้วแต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่าให้ไปขึ้นเครื่อง เลยเดินไปที่เกทที่ระบุไว้ตอนแรก อ้าว ไหงกลายเป็นไฟลท์อื่นไปแล้วซะงั้น ตกใจกันเป็นแถบๆ นี่เรานั่งรอเพลินจนตกเครื่องรึเปล่า แต่ก็ไม่น่านะ เพราะก็ยังฟังเสียงประกาศของทางสนามบินอยู่เป็นระยะ แต่ไม่มีครั้งไหนที่บอกว่าจะยกเลิกเที่ยวบินเลย วิ่งวุ่นไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เจ๊ที่หน้าเคาน์เตอร์ก็บอกแค่ว่าไฟลท์ยูยกเลิกไปแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เราก็ ห๊า....อะไรนะ ยกเลิก งง เป็นไปได้ไง เลยถามต่อว่าแล้วจะให้ทำไง มีไฟลท์ไหนไปเวียนนาอีกรึเปล่า เพราะเราต้องไปต่อเครื่องที่เวียนนาเพื่อกลับกรุงเทพฯ ตอนประมาณเกือบห้าทุ่ม เจ๊แกตอบแบบตัดเยื่อใยว่าไม่มีอีกแล้ว อ้าววววว จะทำไงล่ะเนี่ย ณ ตอนนั้นคิดอะไรกันไม่ออก ก็เลยถามเจ๊แกไปแบบโง่ๆ ว่าแล้วจะให้ไอทำไง เจ๊แกตอบเรียบๆ มาว่า ยูก็นั่งแท็กซี่ไปสิ ประมาณสองชั่วโมงก็ถึงแล้ว เราก็มองตากันแล้วร้องห๊าอีกทีนึง นี่ชั้นต้องนั่งแท็กซี่ข้ามประเทศกันเลยเรอะ เหอๆ แต่ก็นะ ไม่มีวิธีแล้ว เพราะยังไงก็ต้องรีบไปให้ทันเครื่องที่จะกลับกรุงเทพฯ เลยตามเจ๊แกไปเอากระเป๋าออกมาใหม่แล้วก็ออกมายืนหน้าสนามบินอีกรอบ เจ๊แกก็บอกแค่ว่าให้เรียกแท็กซี่ตรงนี้ แล้วก็ชิ่งจากไปเลย เฮ้อ...

พอดีมีคันนึงมาส่งผู้โดยสารเราก็เลยเรียกต่อ แต่แล้ว อุปสรรคด้านภาษาก็มาผุดเอาวันสุดท้ายนี่แหละ พี่คนขับแกสปีคอิงลิชไม่ได้เลยยยย ดีนะที่มีคนใจดีเดินผ่านมาพอดีเข้ามาช่วยแปลให้ (ต้องขอบคุณมากกกกกเลย ไม่งั้นคงไม่ได้กลับบ้านกันแล้ว) พี่คนขับแกก็อึ้งไปนิดตอนรู้ว่าเราจะเรียกแกไปสนามบินเวียนนา แต่สุดท้ายก็ไปโดยคิดเงินเราแค่ 60,000 ฟอร์รินท์เท่านั้นเอ๊งงงงง แว้กกกกกก ตายล่ะ มองหน้ากัน ในกระเป๋าทุกคนไม่มีเงินของฮังการีเหลืออยู่แล้ว อย่างมากก็เหลือแค่เศษเงินนิดเดียวยังไงก็มีไม่ถึงหกหมื่น เลยต่อรองจ่ายเป็นยูโรแทน ก็โอเค แต่พอพี่แกคิดออกมา ก็อีก ยูโรที่เรามีเหลือกันอยู่ก็ไม่พอจ่ายอยู่ดี จนปัญญาถึงขั้นถามว่ารับบัตรเครดิตมั๊ย พี่แกก็ไม่รับ เฮ้อ...แต่แล้วชั้นก็ดันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเอาบัตรเอทีเอ็มมานี่หว่า รอดตายแล้วตู ว่าแต่ตู้ล่ะอยู่ไหน แล้วเอทีเอ็มที่นี่มันกดยังไงหว่า เลยรีบวิ่งทำเวลาไปถามเจ้าหน้าที่สนามบินว่าตู้เอทีเอ็มอยู่ไหน แต่คำตอบคือไม่รู้เหมือนกัน อ้าวววซะงั้นน่ะ ยูทำงานที่นี่นะ ไม่เป็นไร วิ่งหาเอาเองก็ได้ สนามบินเล็กนิดเดียวเองนี่ วิ่งวนอยู่พักนึงเจ้าหน้าที่คนเดินคนนั้นก็วิ่งมาบอกว่าถามมาให้แล้วว่าอยู่ใต้ดิน โห...ขอบคุณมากค่า...

เจอตู้จัดการกดเงินออกมาได้อย่างราบรื่นก็รีบวิ่งกลับไปที่แท็กซี่อีกที คนใจดีที่ช่วยแปลให้จากไปแล้ว กระเป๋าก็เข้าไปอยู่กระโปรงท้ายรถเรียบร้อย เอาฟระ อย่างน้อยเราก็มีแท็กซี่ไปส่งที่เวียนนาแล้ว ที่เหลือคือเวลา ตอนขึ้นรถก็เกือบทุ่มแล้ว ก็ลุ้นเอาว่าไปถึงทันเวลาปิดเช็คอินรึเปล่า แต่รถยังไม่ทันออกพี่คนขับแกก็หันมาขอเงินค่าโดยสารเลย อ้าว ใครจะกล้าให้ล่ะนั่น เกิดพี่เอาไปแล้วพี่ทิ้งเรากลางทางล่ะ แถมหน้าพี่ก็เหมือนไอ้โรคจิตในเรื่องคอนแอร์อีกต่างหาก แต่พี่แกก็จะเอาให้ได้ ไม่งั้นไม่ไป สุดท้ายเราก็เลยต้องยอม แหม เขี้ยวจริงๆ ให้ครึ่งนึงก่อนก็ไม่ได้ด้วย แรกๆ แกก็ขับด้วยความเร็วที่ทำเอาเรากังวลว่าจะไปถึงทันรึเปล่า แต่พอออกนอกเมืองมาสักพักพี่แกก็เร่งความเร็วขึ้นหน่อย แต่เห็นแกแวะปั๊มซื้อสติกเกอร์อะไรไม่รู้ติดที่หน้ารถ แล้วก็ปลดป้ายแท็กซี่ออกด้วย เดากันเอาเองว่าคงเป็นกฎตอนข้ามเมืองมั๊ง

พอแกรักษาความเร็วที่เราคิดว่าคงไปถึงทันเช็คอิน ก็ค่อยวางใจขึ้น แต่นะ พอสบายใจขึ้นก็นึกกันขึ้นมาได้ว่าหิวววววว หิวทั้งน้ำหิวทั้งข้าว ตั้งกะกลับจากตลาดยังไม่ได้กินน้ำซักกะหยด มื้อหนักๆ ตอนเที่ยงก็ไม่ได้กิน ตอนแรกกะว่าจะไปหม่ำหนมที่เค้าแจกบนเครื่องกะซดน้ำเปล่าซะให้ชุ่มคอ แต่ก็นะ ฝันสลายไปแล้ว ดีที่ช่วงตกใจสุดๆ ว่าจะไม่ได้กลับบ้านอะดรีนาลีนคงหลั่งจนไม่รู้สึกหิวกันเลย แต่พอสบายขึ้นท้องกะคอก็เริ่มประท้วงทันที เหอๆ เศร้าจริงๆ นั่งหงอยกันไปจนถึงสนามบิน ค่อยยังชั่วสามทุ่มครึ่งกว่าๆ ยังทัน แถมตอนแรกที่คิดว่าคงไม่มีเวลาซื้อของในดิวตี้ฟรีแล้วก็มีกำลังใจขึ้นว่าคงจะซื้อทัน แต่วิบากกรรมยังไม่หมด เข้ามาถึงด้านใน แม่เจ้า...ทำไมแถวรอเช็คอินยาววววววได้ขนาดนั้นเนี่ย แล้วจะทันเหรอ เฮ้อ...

แล้วก็ต้องอดทนหิวน้ำหิวข้าวยืนรอเข้าแถวต่ออีก จนสักพักเห็นช่องสำหรับคนที่มีใบ boarding pass แล้วเปิดใหม่สองช่อง เราก็เลยรีบปรี่ไป เพราะเรามีนี่เป็นใบที่ได้จากการเช็คอินที่บูดาเปสต์มา อะนะ แต่ก็ช้าไปโดนตัดหน้าช่องแรกด้วยแขกกลุ่มใหญ่ สัมภาระบ้าบอมันเยอะมากกกกกแล้วปัญหาก็เยอะตามมา ไม่รู้มันจะถามอะไรนักหนา ส่วนอีกช่องก็เป็นจีนที่บ้าขนของไม่แพ้กัน กล่องนู่นกล่องนี่เยอะไปหมด เจ้าปัญหาก็พอกันอีก แมร่งงง ถึงตอนนี้เราเริ่มกระวนกระวาย ชั้นจะเข้าไปซื้อของฝากโว้ยยยย ได้ยินมั๊ย ทำอะไรกันให้มันเร็วๆ หน่อยไม่ได้เรอะ สุดท้ายกว่าจะได้เช็คกระเป๋าใหม่กว่าจะได้เข้าไปด้านในก็ปาไปสี่ทุ่มยี่สิบ

เข้าไปด้านในได้ ร้านในดิวตี้ฟรีก็ปิดไปซะเกือบหมด พุ่งเข้าได้ร้านนึงก็รีบสอยกันแล้วเพราะมีเวลาอยู่แค่ไม่เกินยี่สิบนาทีเท่านั้น จ่ายเงินหมดกระเป๋าก็รีบจ้ำอ้าวไปเกท อีกล่ะ ด้วยความที่มันเล็กแคบ คนเลยยืนออกันแน่นไปหมด น่าเบื่อ อารมณ์ตอนนั้นแบบว่าทั้งหิวทั้งเมื่อยทั้งเหนื่อย นี่เข้ามาก็ต้องมายืนรอเรียกขึ้นเครื่องอีก ขึ้นเครื่องได้ก็ต้องอดทนรอเวลาเสิร์ฟอาหารอีก ได้ข่าวว่าขอน้ำกันอย่างกะเป็นอูฐ 5555 ส่วนอาหารมื้อนี้ไม่อร่อยอย่างแรง แต่ก็ต้องทนกินเพราะมันหิวซ่กมากกกก กินเสร็จแอร์ยังไม่ทันมาเก็บก็หลับแล้ว แบบว่าเพลียสุดๆ แถมรู้สึกว่าขากลับนี่นอนได้ยาวนานและรวดเดียวกว่าตอนขามาเยอะ คงเพราะมันเพลียสะสมอยู่ เหอๆ ตื่นมาอีกทีก็ได้เวลาอาหารเช้า (แต่เวลากินน่ะ มันเที่ยง) หน้าตาเหมือนตอนขาไปเด๊ะ ฝืนกินอีกตามเคย เฮ้อ.....สุดท้ายท้ายสุด ยังไงก็กลับถึงบ้านล่ะนะ





















































Create Date : 11 กันยายน 2551
Last Update : 11 กันยายน 2551 17:02:28 น. 2 comments
Counter : 201 Pageviews.

 
ภาพสวยจังเลยครับ ขอบคุณที่ไปเยี่ยมนะครับ


โดย: Prune วันที่: 21 กันยายน 2551 เวลา:23:32:39 น.  

 
Just want to say hi.

Where is your next trip ka?

Don ' t forget to review your next trip na ka.


โดย: Yai Kaew วันที่: 25 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:11:23 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...To Die For ARASHI...
Matsumoto Jun
Sakurai Sho
Ninomiya Kazunari
Aiba Masaki
Ohno Satoshi
Let's celebrate 10th anniversary of ARASHI...!!

Web Theme Song--7 things by Miley Cyrus









Everything by Arashi
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.