I finAlly foUnd soMeone--loVe So sweeT
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
8 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
Praha - - Prague หลากความทรงจำที่ไม่มีวันลืม Part I

ปรากนี่ก็รถติดไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยเหมือนกันนะ จากสนามบินกว่าจะถึงโรงแรมก็ใช้เวลาพอสมควร รถที่ปรากนี่จะมี navigator ติดไว้เลย เจ๋งดีเหมือนกัน อย่างเราเค้าจะพาไปส่งโรงแรม Bily Lev ก็ใช้วิธีดูจอนี่เอา แต่ก็นะยังแอบหลงนิดหน่อย 5555 ถึงโรงแรมได้พี่โชเฟอร์ก็มาช่วยขนของลง ตอนจอดรถขนของด้วยความที่ไม่มีที่จอดริมถนนเลย เพราะจอดกันเต็มไปหมด พี่โชเฟอร์แกก็จอดกลางถนนนั่นแหละ แต่ก็ดีนะ คนที่ตามหลังมาไม่มีใครบีบแตรเลยซักคน รอกันอย่างใจเย็น

เข้าโรงแรมได้ก็เจอข่าวร้ายต้อนรับเลย เค้าให้เราย้ายโรงแรม ซะงั้น?! แต่ก็เป็นโรงแรมในเครือเหมือนกัน แค่ห่างออกไปอีกนิดหน่อยชื่อ Seifert เค้าจะเรียกแท็กซี่มารับให้ไม่เสียเงินแล้วก็แถมแชมเปญให้หนึ่งขวดเป็นค่าเสียเวลา อะนะ จำได้ว่าอารมณ์ตอนนั้นชั้นมาถึงเหนื่อยๆ แล้วนี่ยังต้องมาสาละวนกับเรื่องพวกนี้อีก ไม่ได้อยากได้ซะหน่อยไอ้แชมเปญเนี่ย เฮ้อ....แต่ก็ไม่ได้ด่าหรือเม้งอะไรไป เพราะ reception ของโรงแรมหน้าตาแบบว่า นะ...ช่างเจ๊แกเหอะ

รอไม่นานแท็กซี่ก็มารับไปส่ง จริงๆ จะเดินไปก็ได้นะ ไม่ไกลกันมาก แต่เรื่องอะไรจะเดินล่ะ ทั้งเหนื่อยทั้งต้องมาแบกลากกระเป๋าเองอีก แถมเรื่องเปลี่ยนโรงแรมก็ไม่ใช่ความผิดเราซะหน่อย มาถึงโรงแรมใหม่ สภาพก็ไม่ค่อยต่างจากเมื่อกี๊นัก โรงแรมสองสามดาวทั่วไป เจ้าหน้าที่ต้อนรับของโรงแรมใหม่นี้เป็นผู้ชาย อยู่มาสองคืนเจอสามคนก็เป็นผู้ชายหมด แถมยังชอบใส่รองเท้าแตะกันอีกด้วยนะ อืม...สงสัยจะเป็นฟอร์มเค้ามั๊ง 555 มันก็ดูเท่ไปอีกแบบนะ

เค้ายังไม่ให้เข้าห้อง ก็เลยอาศัยแค่เข้าห้องน้ำที่ชั้นล่างแล้วก็นั่งประชุมกันที่โซฟา คุยตกลงเรื่องแผนเที่ยวปรากกัน กว่าจะตกลงเสร็จเคลื่อนพลออกจากโรงแรมกัน ไหนจะแลกเงินกันอีก ก็เกือบสิบเอ็ดโมง เฮ้อ....จากโรงแรมมันไม่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ต้องนั่งรถเมล์เอา แต่ก็ถือว่าสะดวก เพราะโรงแรมก็ใกล้ป้ายรถเมล์อยู่ นั่งสาย 133 ไปย่าน Old Town ได้เลย แล้วก็ผ่านสถานีรถไฟใต้ดินเป็นระยะๆ อยู่แล้ว และอาศัยสะดวกขึ้นมาอีกหน่อยด้วยการซื้อตั๋ว 24 ชม. ที่สามารถใช้บริการรถสาธารณะได้ทั้งหมด ไม่จำกัดเที่ยว เพียงแค่ตอกตั๋วตอนเริ่มใช้ครั้งแรกเท่านั้น

อากาศที่ปรากต้อนรับเราด้วยแสงแดดเปรี้ยงปร้างกะอุณหภูมิประมาร 25 องศา ถือว่าโชคดีมากๆ ที่ตลอดสองวันที่อยู่ปรากมา แดดดีทั้งสองวัน อาจจะมีร่มครึ้มบ้างแต่ก็แค่แป๊ปเดียว แล้วก็มีฝนตกตอนเช้ามืดวันที่สองอีกนิดหน่อย เล่นเอาใจหายใจคว่ำ ไหนจะวันแรกตอนนั่งเครื่องบินเล็กจากเวียนนามาอีก พี่กัปตันแกเล่นประกาศว่าวันนี้มีฝนตก ใจหายเลย นึกในใจว่านอกจากจะถ่ายรูปไม่สวยแล้ว ยังเที่ยวไม่สนุกอีกต่างหาก ชั้นยอมดำก็ได้นะ 555


มาถึงวันแรกก็เห่อค่ะ ถ่ายรูปตึกกันให้พรึ่บ เดินหยุดถ่าย เดินหยุดถ่ายกันตลอดเวลา ขนาดว่ากำลังหลงทางก็ขอให้ได้ถ่ายก่อน 5555 มานั่งดูรูปทีหลัง แหม....ตึก อาคารคล้ายๆ กันเยอะแยะไปหมด เดินไปถ่ายไปหลงไป ได้แวะคุยกะคนปรากด้วยคนนึง เป็นป้าแก่ๆ หน่อย แหะ ไม่ได้ว่านะคะ ป้านั่งจิบกาแฟอยู่หน้าร้าน มีน้องหมาผูกอยู่ใต้โต๊ะ ป้าแกคงเห็นเรามองน้องหมาแกแล้วก็จะถ่ายรูปมั๊ง ก็เลยชวนคุยซะเลย ถือว่าแกพูดอังกฤษได้เริ่ดมากค่ะ

ตามแพลนเราวันแรกจะเที่ยวอยู่แถวฝั่ง Old Town ส่วนฝั่งปราสาทไว้ข้ามไปอีกวัน แต่ก็นะกะแค่ฝั่ง Old Town ฝั่งเดียวก็ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายได้อย่างคุ้มค่ามาก ใช้เวลาถึงเกือบสองทุ่มด้วยซ้ำ ดีที่หน้าร้อนแบบนี้ ยุโรปจะมืดช้าสุดๆ สี่ทุ่มถึงจะมืดสนิทจริงๆ

แน่นอนว่าไม่พลาดที่จะชมนาฬิกาอันโด่งดังตรง Old Town Sq. ไปถึงแถวนั้นมีเวลาสิบห้านาทีให้ถ่ายรูปบริเวณรอบๆ ได้ก่อน ตรงลานกว้างหน้าอนุสาวรีย์ Jan Hus มีตั้งทีวีจอยักษ์ให้ดูบอลยูโรด้วย เสียดายช่วงสองวันที่อยู่ปรากไม่มีบอลแข่ง พอใกล้เวลานาฬิกาจะตีครบชั่วโมง ก็รีบมาจับจองพื้นที่ คนก็เริ่มทยอยมายืนออแหงนคอมองนาฬิกาให้เพียบ พอได้เวลา ก็นะ....อ่า....แค่นี้เหรอ จบแล้วเหรอ? ตามมาด้วยเสียงอื้ออึงรอบทิศหลากหลายภาษา คงประมาณว่าเฮ้ย จบแล้วเหรอ เราเองก็เคยอ่านเจอมาก่อนว่าอย่าคาดหวังอะไรมากนัก ก็เลยพอจะทำใจได้ 5555 แล้วก็ขึ้นต่อไปด้านบนหอนาฬิกา เสียค่าขึ้น 70 CZK ก็ถือว่าคุ้มล่ะนะ ได้เห็นวิวมุมบน ได้สัมผัสลมเย็นๆ ถ่ายรูปออกมาก็สวยดี มีลิฟต์บริการสะดวกและสบายขาเรา

ได้ขึ้นหอคอยอีกที่นึง เค้าเรียกหอคอยรึเปล่าหว่า รู้แต่อยู่ตรงปากทางสะพานชาลส์อะ เหอๆ เสียค่าขึ้นเท่ากัน แต่บันไดดูน่าเวียนหัวกว่า แถมไม่มีลิฟต์ให้ขึ้นเหมือนกับตรงหอนาฬิกา หุหุ กว่าจะถึงยอดได้เกือบมึน แถมข้าวปลาก็ยังไม่ได้กินกันอีกต่างหากตั้งกะมื้อเช้าบนเครื่อง ลงมาเดินบนสะพานอีกครึ่งทาง ไม่ได้เดินไปสุด เพราะยังไง พรุ่งนี้เราก็ต้องมาเดินอีกทีอยู่แล้ว บรรยากาศตอนบ่ายแบบนี้ คนเยอะจริงๆ ของขายก็ไม่แพ้กัน ชอบที่สุดก็ตรงเสียงดนตรีที่นักดนตรีมาเล่นนี่แหละ เพราะมากๆ เข้ากับบรรยากาศ ส่วนเราก็แอบยืนฟังยืนถ่ายรูปอยู่ไกลๆ 555 เกรงใจเค้าเพราะเราไม่เงินจะให้กันอะ เหอๆ

เดินเล่นกันทั่วและเมื่อยสุดๆ แล้ว ก็มุ่งหน้าไปหาตลาด Halveska ดูแผนที่ก็ไปไม่ยากเท่าไหร่ (เป็นแผนที่ในใบปลิวที่ได้แจกคนที่มาขายตั๋วบัตรคอนเสิร์ต 5555) เดินไม่นานก็ถึง แต่ก่อนถึงตลาดแวะซื้อขนมพื้นเมืองของเช็กกินหนึ่งอัน ไม่แน่ใจเรียกว่าอะไร แต่ใครๆ ก็แนะนำให้ลองซื้อชิม ก็เลยลองซื้ออันนึงมาแบ่งกันกินสามคน ดีนะที่ไม่ได้ซื้อคนละอัน ดูเหมือนจะชิ้นไม่ใหญ่ แต่ขอโทษเถอะ กินกันสามคนยังเอียน รสชาติคล้ายๆ ป้าแอนบ้านเรา แต่ความอร่อยสู้ไม่ได้เลย

สุดท้ายก็มาถึงตลาดกันจนได้ หลังจากแวะนู่นแวะนี่มาตลอดทาง ก็คงคล้ายๆ flea market ที่อื่นล่ะมั๊ง คือมีทั้งของกินของที่ระลึกของสด ขายอยู่ด้วยกัน เราใช้เวลาเดินวนอยู่ในตลาดนานอยู่เหมือนกัน อารมณ์แบบขอเดินสำรวจราคาก่อน ร้านไหนถูกค่อยกลับมาสอย ที่สำคัญได้เชอร์รี่มาโลละแค่ประมาณหนึ่งร้อยบาทมาแบ่งกันกิน เดินเสร็จได้ของฝากกันนิดๆ หน่อยๆ (ยังไม่อยากซื้อเยอะ เพิ่งวันแรกและเมืองแรกอีก ยังต้องแบกกระเป๋าอีกไกล) ก็ได้เวลาหาข้าวกิน ไปจบที่ร้านขายอาหารอยู่ร้านนึง สั่งอาหารพื้นเมืองเค้ามา จำชื่อไม่ได้แต่มี bread dumpling กะผักดอง อร่อยดี อีกจานหน้าตาเหมือนไข่เจียวบ้านเรา รสชาติก็ใช่เลย ทำให้เรากินกันอย่างเพลิดเพลิน กินเสร็จออกมาถึงค่อยเห็นป้ายร้านอาหารจีนอยู่ข้างๆ แป่ว ถึงอาหารเช็กจะอร่อยยังไงมันก็ไม่มีข้าวเหมือนอาหารจีนอะ อยากกินข้าวววว

แผนต่อมาคือจะเดินต่อไปแถว Powder Tower แต่ก็นะ ไม่รู้เดินกันยังไง ไปโผล่แถว Wenceslas Sq. เลยซะงั้น!? ก็เลยเดินแถวนี้ก่อนก็ได้ อีกสองสาวนั่งเคลียร์เงินกะของอยู่ตรงฟุตบาทกลาง เราก็เลยได้โอกาสข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ไปช็อปค่ะ เห็นป้าย H&M กะ Sephora ล่อตาอยู่ กะจะแค่ไปสำรวจราคา สุดท้ายเสียทรัพย์ให้ H&M ไปตั้งกะวันแรกประมาณ สามสิบกว่ายูโร คือของถูกกว่าที่คิด ราคานี้ได้มาทั้งรองเท้า เสื้อ ลิปกรอสอีกสามอัน ส่วน Sephora ก็ตัดใจไม่เข้าไป เพราะรู้ตัวว่าถ้าเข้าล่ะก็อาจจะล่มจมตั้งกะวันแรก เพราะชั้นยังต้องใช้เงินไปอีกหลายวัน

เดินเล่นอยู่ละแวกนี้ไปจนถึงหน้า National Museum แต่ไม่ได้เข้าข้างในก็เสียดายอยู่เหมือนกัน แต่ตอนที่เราไปถึงเค้าก็ปิดแล้วล่ะ ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้วก็เคลื่อนพลต่อไปยัง Powder Tower โผล่จากสถานีรถไฟมาก็เจอเลย แต่ถึงตอนนี้แดดเริ่มหายไปแล้ว เพียงแต่ฟ้ายังไม่มืดนัก ก็เดินเล่นถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อย แล้วก็มารอรถเมล์เจ้าประจำสาย 133 กลับบ้าน เอ๊ย กลับโรงแรม ตอนแรกก็หาตั้งนานว่าจะต้องไปขึ้นตรงไหน ไปๆ มาๆ อ้าว ป้ายรถเมล์อยู่ใกล้ๆ นี่เอง จริงๆ แล้วป้ายรถเมล์ที่นี่เค้าชัดเจนมาก บอกป้ายถัดไปจนสุดสายและบอกเป็นเวลาให้เสร็จสรรพ ชอบค่ะ อยากให้เมืองไทยเป็นแบบนี้บ้าง นั่งรถเมล์ที่นี่ง่ายกว่าบ้านเราเยอะเลย (หมายถึงสำหรับนักท่องเที่ยวนะ )

พูดถึงรถเมล์แล้วก็ขำ ด้วยความที่อยู่เมืองไทย เวลรอรถเมล์ก็จะมองขวาตลอด สามกะเหรี่ยงก็จะคอยแต่ชะเง้อมองทางขวา แต่สุดท้ายรถมาจอดทางด้านซ้ายซะนี่ ขำกันแทบตาย ไหนจะตอนข้ามถนนอีก จะโดนรถชนเข้าบ่อยๆ ก็เพราะคอยแต่จะมองขวาก่อนนี่แหละ 555

และสำหรับวันแรกนี้ก็เจอเหตุการณ์ตื่นเต้นกันเลย จำได้ว่าก่อนไปเที่ยวก็อ่านข้อมูลเยอะมาก แล้วก็เจอเรื่องที่ว่าให้ระวังพวก pickpocket แทบทุกครั้งที่อ่านเจอ แล้วก็นะ ใครจะไปคิดว่ากลุ่มตัวเองจะเจอสถานการณ์คล้ายๆ กับที่มีคนเคยเล่าไว้เลย เรื่องก็คือ เราอยู่ในรถไฟใต้ดิน ช่วงเย็นๆ คนก็ค่อนข้างแน่นล่ะนะ เราสามคนก็เลยกระจายกันยืน แต่ก็ไม่ได้ยืนห่างกันมากนะ แล้วพอเราจะลงป้ายหน้าก็เตรียมตัวขยับ เท่านั้นแหละ เรากับพี่อีกคนก็โดนผู้ชายตัวใหญ่ๆ หน่อยสองสามคน เบียดซะกระเด็นเลย แล้วมันก็ไปออๆ กันอยู่ตรงหน้าประตู ซึ่งตรงนั้นก็มีพี่ในกลุ่มอีกคนยืนอยู่ พอรถไฟจอด ปกติที่ปรากเราต้องกดปุ่มเปิดประตูเอง ทีนี้เราก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า รู้แต่ประตูมันค้างแล้วก็พวกที่เบียดเราเนี่ยก็เอะอะโวยวายกรูกันดันกันไปดันกันมาอยู่ตรงหน้าประตูนี่แหละ โดยที่พี่อีกคนก็โดนดันโดนเบียดอยู่ในนั้น คร่าวๆ พี่เค้าอยู่ท่ามกลางผู้ชายตัวใหญ่ๆ ไม่ต่ำกว่า 6 คน สุดท้ายเราก็เลยไม่ได้ลงป้ายที่จะลง ต้องไปลงถัดไปอีกป้าย ตอนนั้นนึกถึงเรื่องที่อ่านเจอขึ้นมาทันที เราเจอดีเข้าให้แล้ว พี่ที่ติดอยู่ในกลุ่มก็พยายามเอาตัวออกมาจนได้ เราก็รีบถามเลยว่าเป็นอะไรรึเปล่า มีอะไรหายมั๊ย แล้วก็เล่าเรื่องที่อ่านเจอมาให้ฟัง แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรมากกว่านั้น รถไฟก็จอดอีกป้าย เราก็เลยเดินไปลงอีกประตู หันไปมองเห็นกลุ่มผู้ชายกลุ่มนั้นก้าวลงมาด้วย แต่...ก็เดินกลับขึ้นไปใหม่เมื่อเห็นเราจ้องอยู่ เท่านั้นแหละ แน่ใจกันเลยว่า พวกนั้นคือพวก pickpocket แน่นอน สำรวจดูข้าวของกันก็ไม่มีอะไรหาย แต่พี่เค้าบอกว่าจริงๆ มีผู้ชายอีกคนที่ไม่ใช่พวกนั้น ติดอยู่ในกลุ่มตอนออๆ กันด้วย เราก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป้าหมายของพวกนั้นคือใคร เฮ้อ....ช่างเถอะ ไม่โดนเอาอะไรไปก็ดีแล้ว



รถติดไม่แพ้กรุงเทพฯ ล่ะ



ถ่ายมาตอนนั่งรถไปโรงแรม



ถ่ายแต่ตึกๆๆ แล้วก็ตึก



ผ่านโบสถ์ตอนเดินหา Old Town Sq.



อีกสักโบสถ์



แล้วก็ผ่านป้ายโฆษณาสวยๆ !?



ร้านขายกาแฟ+อาหารตรงหอนาฬิกา



นาฬิกาคู่เมือง ดูยากนะเนี่ย...



รถม้ากลางสแควร์



ก่อนขึ้นสะพานชาลส์



วิวมองจากหอนาฬิกา



อีกมุม



ลุงคนนี้เปิดดนตรีเพราะมากๆ



วิวจากบนสะพาน



มองจากหอคอย



ถ่ายจากหน้าตลาด Halveska



มื้ออร่อย



ตึกแถว New Town



โผล่มาย่าน Wenceslas sq.



ร้านขายของที่ระลึก น่ารักมาก



อิฐเพื่อการกุศล



ที่จอดจักรยาน เหลือแต่ล้อ?



Powder Tower


ยามเย็น



ตึกศาลาประชาคม?



สถานีรถไฟใต้ดิน แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน




รถเมล์สาย 133 ขาประจำ


Create Date : 08 กรกฎาคม 2551
Last Update : 2 สิงหาคม 2551 10:03:33 น. 4 comments
Counter : 721 Pageviews.

 
ตามไปเที่ยวด้วยคน

รูปสวยจังค่ะ


โดย: Jeab's Story วันที่: 8 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:53:44 น.  

 


ตามไปเที่ยวด้วยค่ะ
รูปสวยมากๆเลยค่ะ น่าเที่ยวนะค่ะ


โดย: whitelady วันที่: 8 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:09:14 น.  

 
ohhhhhhh very colourful pictures ka'

Did you travel to Kalovy Vary ka?


โดย: Yai Kaew วันที่: 10 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:29:46 น.  

 


โดย: kamecab88 (kamecab88 ) วันที่: 19 ตุลาคม 2554 เวลา:12:27:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...To Die For ARASHI...
Matsumoto Jun
Sakurai Sho
Ninomiya Kazunari
Aiba Masaki
Ohno Satoshi
Let's celebrate 10th anniversary of ARASHI...!!

Web Theme Song--7 things by Miley Cyrus









Everything by Arashi
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.