ทำในสิ่งที่รักคืออิสระ รักในสิ่งที่ทำคือความสุข
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
31 มีนาคม 2550
 
All Blogs
 
Bridge to Terabithia : สะพานนี้ชื่อมิตรภาพ






คุยกันก่อนเข้าโรง(ที่ไม่ใช่ "โลง")

เพิ่งมาเขียนวิจารณ์หนังอย่างจริงๆจังตอนกลับมาทำบล็อคใหม่เมื่อเดือนก่อน(มี.ค.) ตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ลองผิดลองถูกค้นหาสไตย์และข้อผิดพลาดในการเขียนอยู่เลยครับ
หลังจากเขียนมาได้ 3-4 เรื่อง ก็ได้คนอ่านบล็อคนี่แหละที่เป็นครู ทำให้พอที่จะพบจุดบกพร่องของตัวเองบ้างแล้ว

อย่างหนึ่งก็คือเขียนยาวไป

อันนี้เป็นนิสัยที่ติดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แบบว่า...ชอบเขียนอะไรยืดยาว อารัมภบทอยู่นั่นแล้วกว่าจะตะล่อมเข้าเรื่องได้

จุดนี้ต้องขอเวลาปรับปรุงหน่อยนะครับ อาจต้องใช้เวลานานเลย ทนๆอ่านกันไปก่อน

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ขนาดจขบ.เห็นที่ตัวเองเขียนมันชั่งยืดยาวแล้ว ก็ยังขี้เกียอ่านบทความของตนเองเลย แค่เห็นก็เกิดอาการมึนขึ้นมาซะแล้ว


หลังจากเขียนวิเคราะห์หนังเรื่อง Benny's Video จบ ก็เกิดความรู้สึกว่าสมองมันบวมๆชาๆยังไงไม่รู้ สงสัยมาจากความเครียด มันไม่ได้เขียนยากเขียนเย็นอะไรหรอกครับ ผมว่าตอนเขียนเรื่อง The Bow ยังยากกว่าอีกเพราะมีรายละเอียดเยอะมาก แถมยังต้องมานั่งวางแผนเรียบเรียงก่อนเขียนจริงก่อนว่าอะไรควรจะเขียนตอนไหน อะไรควรจะผูกโยงกับอะไร

แต่หนังอย่าง Benny's Video แค่ดูรอบเดียวก็อาจทำให้บางคนเป็นบ้าได้แล้ว นี่ยังต้องนั่งดูถึง 2 รอบติดๆกัน เพื่อจะได้เขียนบทวิเคราะห์ได้ พอมาถึงขั้นตอนการร่างบทความก็ยังต้องเอาเนื้อหาและภาพทั้งหมดมาประมวลในสมองอีก กว่าจะเขียนเสร็จก็เล่นเอาอยากออกไปเชือดหมูเป็นๆกับเขาบ้าง เหอะๆ (หัวเราะแบบมีเลศนัย)


วันนี้เลยตั้งใจว่าจะลองเขียนวิจารณ์หนังแบบสั้นๆ และใช้ภาษาง่ายๆเหมือนเป็นการพูดคุยกันระหว่างจขบ.กับคนอ่านดูบ้าง เผื่อจะผ่อนคลายทั้งคนเขียนและคนอ่าน แถมยังทำให้บล็อคดูไม่เครียดจนเกินไปด้วย

แต่ไม่รู้จะสำเร็จรึเปล่า ก็แค่เริ่มต้นยังบ่นอะไรมาได้ตั้งยืดยาว กินเนื้อที่ไปกว่าครึ่งหน้ากระดาษ A4 แล้วนะเนี่ย คงต้องพิสูจน์กันต่อไป


ในเมื่อตั้งใจจะเขียนบทวิเคราะห์อย่างสั้นๆ แต่ยังไม่ทิ้งเนื้อหาสาระ ก็จำเป็นที่ผมจะต้องตัดการอารัมภบทและข้ามไม่เล่าเรื่องย่อไปเลยนะครับ เชื่อว่าคนอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ต่างก็ต้องเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้วทั้งนั้น

แต่ถ้ายังไม่เคยดูจริงๆ ก็อ่านต่อไปเถอะครับ ไหนๆก็หลวมตัวอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วนี่หน่า

เข้าโรงกันเลยนะครับ หนังจะฉายอยู่แล้ว........









แอบเมาส์ตอนหนังฉาย

สารภาพว่าผมไม่รู้มาก่อนว่า Bridge of Terabithia เป็นหนังสือมาก่อน ยิ่งไม่รู้เลยว่ามันจะออกมาเป็นหนังแบบนี้ ตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังครั้งแรกจนถึงตอนหย่อนก้นลงหนังหลังจากเพลงสรรเสริญพระบารมีจบ ผมก็ยังคิดเสมอว่ามันก็คงเป็นหนังแนวๆ Narnia ล่ะว้า แล้วผมก็ไม่ได้ประทับใจอะไรกับหนังเรื่องนั้นเสียด้วย แต่พอดูมาได้เกือบครึ่งเรื่องก็ยังไม่เห็นไอ้เด็กพวกนี้มันเข้าไปในทีราบิเตียจริงๆสักที ก็เกิดอาการร้อนรนนั่งไม่ติดเก้าอี้ซะแล้ว ชักเริ่มเอะใจว่ามันคงไม่ใช่หนังแนวเพ้อฝันแบบที่คิดซะแล้วล่ะมั้ง จนในที่สุดผมก็ค้นพบว่า Terabithia เป็นหนังแนวแฟนตาซีที่ต่างออกไป ลุ่มลึกแต่ร่วมสมัยเอามากๆ


ดูเผินๆจะมองว่า BTT เป็นเรื่องของการเชิดชูจินตนาการ ที่นับวันโลกแห่งความจริงจะบีบคั้นเสียจนเราไร้ร้างห่างความฝันเข้าไปทุกที เป็นประเด็นนี้วรรณกรรมเยาวชนมักหยิบมาเป็นพล็อตเรื่องเสมอๆ แต่ถ้าเรามองกันให้กว้างขวางแต่ลึกลงไป จะพบว่า...แท้จริงแล้วหนังเรื่องนี้กำลังพูดถึงสมดุลของสองโลกต่างหาก


โลกของความเป็นจริงจะแห้งแล้งและเย็นชาถ้าไร้ซึ่งจินตนาการ ส่วนจินตนาการจะเป็นเพียงความเพ้อฝันถ้าเราไม่สามารถนำมาทำให้กลายเป็นจริงได้ หรือแย่ไปกว่านั้น...มันอาจกลายเป็นอุปาทานมอมเมาให้เราหลงอยู่กับความฝันลมๆแล้งๆไปวันๆเท่านั้น


ทั้งโลกของจินตนาการและโลกแห่งความจริงต่างต้องพิ่งพิงอิงอาศัยกัน จะยืนอย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ คำที่สำคัญที่สุดของชื่อหนังเรื่องนี้จึงอยู่ที่คำว่า "Bridge" นั่นคือสะพานที่ทอดข้ามโลกทั้งสองให้ไปมาหาสู่กันได้นั่นเอง


จริงๆแล้ว จินตนาการ-ความจริง ไม่ใช่คู่เดียวที่หนัง BTT พูดถึง ยังมีคำเป็นคู่ๆที่อยู่ในสภาวะตรงกันข้ามกันถูกนำมาวิพากษ์ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น "ธรรมะ-อธรรม" "ธรรมชาติ-มนุษย์" "การต่อสู้-การพึ่งพิง" "เมือง-ชนบท" "วัตถุนิยม-จิตนิยม"หรือ "ผู้ใหญ่-เด็ก"


คำที่เป็นคู่ๆเหล่านี้ก็เหมือนกันกับจินตนาการกับความจริงนั่นแหละ ไม่มีอะไรสามารถมีตัวตนอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ต่างก็ต้องพึ่งพาอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามกับตนเองด้วยกันทั้งนั้น ใครได้อ่านบทวิจารณ์ของผมในเรื่อง The Bow คงพอเดาได้แล้วว่าทั้งเรื่องนั้นและ BTT ต่างก็มีประเด็นคล้ายๆกันในแง่ของการสร้างสมดุลระหว่างคู่ตรงข้ามนั่นเอง ดังนั้นจึงอาจถือได้ว่า BTT ก็คือ The Bow ฉบับเยาวชนนั่นเอง







ทีนี้เราจะมาดูกันในรายละเอียดว่า BTT พูดถึงประเด็นเหล่านี้ยังไง.....


ก่อนที่จะรู้จักเลสลี่ โลกของเจสมีแต่การแข่งขันชิงดี ที่โรงเรียนเขาเป็นลูกไล่ให้กับรุ่นพี่และเพื่อนๆ ที่บ้านเขาเป็นเพียงหมาหัวเน่าที่คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก เจสจึงเป็นต้นฉบับของพวก "ขี้แพ้" ขนานแท้


หนังเสนอภาพของเมืองเล็กๆแห่งนี้ให้เป็นกระจกสะท้อนถึงสภาพของโลกที่เราอยู่ โลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้องหรือไม่ก็เพื่อความเป็นหนึ่ง ผู้ชนะมีอำนาจข่มเหงรังแกผู้แพ้ คนอ่อนแอต้องหลีกทางและยอมรับสภาพโดยไม่มีทางเลือก


สังคมอย่างนี้มีแต่ความเย็นชาต่อกัน พ่อแม่มัวแต่วุ่นวายกับปัญหาว่าจะทำอย่างไรถึงจะประคับประคองฐานะทางบ้านที่มีเด็กๆถึง 5 คนให้รอดผ่านไปได้เดือนต่อเดือน มากกว่าใกล้ชิดให้ความอบอุ่นกับลูก ครูในโรงเรียนก็มีน้อยเกินกว่าจะดูแลนักเรียนในปกครองให้อยู่ในระเบียบวินัยไม่ออกนอกลู่นอกทาง


เจสไม่มีทั้งความกล้าและอำนาจที่จะปกป้องตนเองหรือน้องสาว มีเพียงอย่างเดียวที่เขาจะพออวดกับคนอื่นได้บ้างก็คือเรื่องวิ่ง เขามั่นใจในฝีเท้าของตนเองมากว่าไม่เป็นที่สองรองใคร แม้ในยามปกติเจสจะเป็นเพียงเด็กหงิมๆไม่กล้าสู้ใคร แต่ในลู่วิ่งแล้วเขาไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น การแข่งขันจึงใบเบิกทางเพียงอย่างเดียวที่จะพิสูจน์ว่าเขาก็มีดีเหมือนกัน


แต่แล้วเจสก็ต้องแพ้วิ่งให้กับเด็กใหม่ แถมเด็กใหม่ที่ว่ายังเป็นผู้หญิงซะด้วย เธอได้ทำลายความภาคภูมิเพียงอย่างเดียวของเจสลงไปอย่างราบคาบ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำให้เขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอมากนักในตอนแรก







แต่การมาถึงของเลสลี่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกรอบตัวของเจส ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเธอเปิดโลกของจินตนาการให้กับเพื่อนเท่านั้น แท้จริงแล้วตัวเลสลี่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนค่านิยมแบบเก่าที่อิงธรรมชาติ และการโอบอ้อมอารีพึ่งพิงอาศัยกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกที่เจสอาศัยอยู่


เลสลี่พาเจสเข้าไปในป่าละเมาะหลังบ้าน ป่าที่มันอยู่หลังบ้านเจสมาตลอดแต่เขาไม่เคยเข้าไป เพียงเพราะมันไม่ใช่ที่ดินของเขา โลกของเจสให้ความสำคัญของการ "จับจองเป็นเจ้าของ" ไม่ว่าจะการเป็นเจ้าของเงินตรา อำนาจ ฐานะทางสังคม หรือพื้นที่ แต่โลกของเลสลี่ให้ความสำคัญของการ "เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องพึ่งพิงกัน" เธอจึงไม่รู้สึกผิดที่แอบเข้าไปในที่ดินของคนอื่น







ตั้งแต่ชาร์ส ดาร์วินค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ พวกเราถูกล้างสมองให้เชื่อฝังใจว่า "ชีวิตคือการต่อสู้" ผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ผู้อ่อนแอกว่าจะต้องถูกขจัดไปจนในที่สุดก็ต้องสูญพันธุ์ ดังนั้นเราจึงสร้างสังคมที่มีแต่การต่อสู้ดินรน และกอบโกยเอาผลประโยชน์เข้าตนและพวกพ้อง


พ่อแม่ของเจสซี่มีเรือนกระจกอยู่หลังบ้าน เพื่อปลูกไม้ผลไว้นำไปขายเป็นรายได้เสริมให้กับงานหลักที่ยังไงก็ไม่พอเลี้ยงครอบครัวไปได้ พวกเขาหาทางกอบโกยเอาทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อปากท้องของตนเอง และมองสัตว์ที่ลอบเข้ามาขโมยพืชผลที่ตนอุตส่าห์ปลูกว่าเป็นตัวร้าย ก็พวกเราไม่ใช่หรือที่ตั้งบ้านรุกเข้าไปในป่าซึ่งเป็นบ้านของพวกสัตว์เหล่านั้น เราถือสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งธรรมชาติมอบไว้ให้กับสรรพชีวิต โดยถือตามคำอ้างว่า winner takes all ทั้งๆที่สัตว์เหล่านั้นก็กำลังทำมาหากินเหมือนพวกเขานั่นแหละ


เด็กสาวเกรดแปดรุ่นพี่ของเลสลี่กับเจสก็เช่นกัน เธอถือความเหนือกว่าทั้งทางวัยวุฒิและพละกำลังเข้ายึดที่นั่งท้ายรถโรงเรียน แถมยังรีดไถเอากับเด็กที่จะเข้าห้องน้ำเสียอีก ยังกับว่าเธอเป็นเจ้าของห้องน้ำนั้นจริงๆ เมื่อเด็กๆเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ โรงเรียนจึงไม่ต่างไปจากที่ทำงานของพ่อแม่ที่ซึ่งพวกเขาต้องต่อสู้เพื่อฐานะและที่ทางของตนเองในสังคม


ทว่า...เลสลี่สร้างอาณาจักรแห่งจินตนาการนามธีราบิเตียขึ้นในป่าละเมาะ โดยไม่ได้ปักหมุดแสดงความเป็นเจ้าของ จินตนาการเป็นอะไรที่บางเบาและซึมซาบเข้าไปในโลกความจริงได้โดยไม่ต้องเข้าไปยึดครอง


ตอนแรกราชาและราชินีผู้ปกครองทีราบิเตียต่อสู้ปกป้องอาณาจักรของตนจากบรรดาสมุนของจ้าวแห่งมืดด้วยพละกำลังและอาวุธ พวกเขาจึงไม่เคยได้รับใช้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จซะที เช่นเดียวกับที่พวกเด็กๆหาทางแก้เผ็ดรุ่นพี่ได้สำเร็จก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารอดพ้นจากการโดนข่มเหง ต่อเมื่อเลสลี่รู้ว่าแท้จริงแล้วรุ่นพี่คนนั้นสร้างปมเขื่องเพื่อกลบปมด้อยของตน เธอจึงใช้ความเข้าใจและเห็นใจเปลี่ยนปิศาจชั่วร้ายให้กลายเป็นยักษ์ใจดีได้ในที่สุด


การต่อสู้เอาแพ้ชนะจึงไม่ใช่วิถีทางเดียวที่ธรรมะจะได้รับชัยเหนืออธรรม แท้จริงแล้วความเข้าอกเข้าใจและช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอาวุธที่ทรงพลังมากกว่าเสียอีก เพราะมันไม่ทำให้เกิดผู้แพ้ที่ยอมสิโรราบเพียงเพราะมีปลายดาบจ่ออยู่ที่คอหอย ชัยชนะแบบนี้จึงไม่ใช่การกำจัดอธรรมให้หมดสิ้นไปจากอาณาจักรทีราบิเตีย หากเป็นการที่ฝ่ายธรรมะสามารถอยู่ร่วมกับฝ่ายอธรรมได้อย่างปกติสุข







ขอย้อนกลับมาพูดถึงห้องน้ำที่สาวรุ่นพี่ใช้เป็นแหล่งหารายได้พิเศษอีกครั้ง แท้จริงแล้วห้องน้ำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนป้อมปราการที่คนเราปิดบังความอ่อนแอและความเน่าเฟะของตนไม่ให้คนอื่นรู้ ภายนอกอาจดูสวยงามเพียงไร แต่ไม่ได้การันตีว่าในห้องน้ำจะสะอาดมีกลิ่นหอมสดชื่นเสมอไป


เมื่อสาวรุ่นพี่เรียกเก็บเงินคนที่ไปใช้ห้องน้ำ นั่นก็คือการปิดกั้นไม่ใช่ให้ใครเข้าไปรู้จักเรื่องส่วนตัวของเธอง่ายๆ ทั้งๆที่ใจจริงแล้วเธอเรียกร้องขอคนเข้าใจ เธอเประบางกว่าที่เห็นภายนอกมาก แต่การแสดงความอ่อนแออาจทำให้ความนับถือในตัวเองซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เด็กสาวมีอยู่(เหมือนที่การวิ่งก็คือความภาคภูมิอย่างเดียวของเจส)สูญสลายไปได้ เธอจึงต้องเรียกร้องความสนใจด้วยการรีดไถคนอื่น


และในห้องน้ำนั้นเองที่เด็กสาวรุ่นพี่รู้สึกปลอดภัยที่จะปลดปล่อยความอ่อนแอของตนออกมา ในเวลาเช่นนั้นเธอจะปิดกั้นไม่ให้ใครเข้ามาได้ แต่แล้วเลสลี่ก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเห็นความเปราะบางของรุ่นพี่ แม้ว่ารุ่นน้องจะไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรให้กับรุ่นพี่ได้ แต่มิตรภาพที่พวกเขาสร้างขึ้นทำให้ฝ่ายหลังสามารถกลับมายืนหยัดในโลกได้อีกครา อีกครั้งที่เลสลี่ทอดตัวเองลงดังสะพานพาผู้อื่นก้าวข้ามจากโลกเก่าไปสู่โลกใหม่


เลสลี่ทำให้ทั้งสาวรุ่นพี่และเจสมองโลกในแง่มุมที่แตกต่างไป ตอนแรกเจสไม่กล้ารับกล่องสีที่เขาได้เป็นของขวัญ เพราะเขามองกล่องสีนั้นเป็นแค่สิ่งของที่มีค่าเกินกว่าที่เขาจะสมควรรับ แต่เลสลี่ผู้ให้กลับมองมันเป็นเพียงแค่เครื่องมือ(สื่อ)ที่จะทำให้เพื่อนรักสามารถปลดปล่อยจินตนาการ(สาร)ได้อย่างเต็มที่เท่านั้น สำหรับเธอแล้วสาระสำคัญไม่ใช่อยู่ที่มูลค่าของวัตถุแต่อยู่ที่คุณค่าทางจิตใจต่างหาก







เจสถูกปลูกฝังให้มองโลกอย่างเป็นวัตถุ เหมือนที่พ่อของเขาไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะเก็บของเล่นที่เล่นไม่ได้เอาไว้ โดยไม่เคยเข้าใจเลยว่าไม่สำคัญหรอกว่าของขวัญจะเป็นอะไร เพียงแค่เป็นของที่พ่อแม่เป็นคนให้ก็ทำให้เจสมีความสุขแล้ว


การเล่นของเด็กทั้งสองจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไร้คุณค่า และไร้ประโยชน์ เพราะพวกเขาสามารถแผ่ขยายอาณาจักรจินตนาการข้ามมาอีกฝั่งของโลกของความเป็นจริงได้สำเร็จ เมื่อเจสได้ร่วมมือกับเลสลี่สร้างป้อมปราการเพื่อรับมือกับศัตรู เขาจึงได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของการทำงานและไม่อิดออดเมื่อพ่อใช้ให้ไปช่วยงานทุกเช้าอีกต่อไป จินตนาการทำให้เจสกล้ายืนหยัดสู้กับความอยุติธรรมในโลกของความเป็นจริง และเขามั่นใจในตัวเองมากขึ้นพอที่จะเปิดใจเข้าไปหาครูที่ตนแอบหลงรัก







เมื่อครูสาวค้นพบพรสวรรค์ของลูกศิษย์ เธอคงมีความคิดอยากส่งเสริมความสามารถในการวาดรูปของเจส ครูสาวจึงชวนเขาเข้าไปเที่ยวชมแกลเลอรี่ด้วยกันในเมือง ใจหนึ่งเจสอยากชวนเลสลี่ไปด้วย แต่อีกใจเขาก็อยากใช้เวลาทั้งวันกับคนที่ตนแอบหลงรักมากกว่า


การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ธรรมดาๆ แต่มันเป็นสัญลักษณ์แทนการก้าวข้ามล่วงวัยของเด็กหนุ่มเลยทีเดียว ความรักที่เจสมีต่อครูคือความพิสมัยแบบผู้ใหญ่ ขณะที่ความผูกพันธ์ของเขาที่มีต่อเลสลี่เดียงสากว่านั้นมาก แกลเลอรี่จึงเป็นสัญลักษณ์ของอาชีพการงานที่เจสอาจใช้ในการเลี้ยงชีพในอนาคต ป่าคือสนามเด็กเล่นที่เป็นได้เพียงกระดาษวาดเขียนไม่ใช่ผืนผ้าใบให้จิตรกรมืออาชีพใช้ทำงาน


ในอีกแง่หนึ่งมันก็เหมือนการละทิ้งชีวิตในชนบทและอาชีพเกษตรกรรม เข้าไปแสวงหาโชคทำงานในเมืองนั่นเอง







แม้จะยังมีทีท่าอาลัยอาวรณ์เพื่อนสาวซึ่งเป็นตัวแทนของอดีตฝันวัยเยาว์ แต่เขาก็เลือกที่มุ่งตรงไปข้างหน้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งเขาก็สูญเสียวัยเด็กของตนไปแล้ว


การตายของเลสลี่จึงเป็นเครื่องหมายแทนการสิ้นสุดชีวิตความเป็นเด็กของเจส มันเกิดขึ้นกระทันหันเกินกว่าที่เจสจะยอมรับได้ เขาโหยหาอดีตที่ไม่อาจเรียกกลับคืน ระยะแรกเจสถึงขนาดเสียสูญไม่อาจยอมรับความจริง เขาทำทุกอย่างเพื่อฉุดรั้งวัยเยาว์แสนสุขของตนให้กลับคืนมา







แม้ตัวของเจสยังอยู่ที่ฟากของความเป็นจริง แต่ใจของเขาหลีกหนีข้ามไปสู่ฝั่งของจินตนการโน่นแล้ว เขาปิดกั้นตนเองเหมือนที่สาวรุ่นพี่สร้างปมเขื่องกลบปมด้อย หรือที่ครูแก่หน้ายักษ์ปั้นหน้าและท่าทางให้เขม็งตึงตลอดเวลาเพื่อที่กลบกลื่นอดีตอันแสนเจ็บปวด อย่างที่เขียนไปแล้วตอนต้นว่าจินตนาการไม่สามารถอยู่ได้โดยตัดขาดจากความเป็นจริง ความฝันจะไม่มีคุณค่าอะไรถ้าเราได้แต่นอนฝันไปวันๆ ตรงกันข้ามมันอาจมีโทษด้วยซ้ำ


การบีบสีทิ้งน้ำของเจสเป็นความพยายามที่จะลืมเลือนอดีตแสนสุขซึ่งจะไม่กลับมาอีกแล้ว(ความทรงจำต่อเพื่อนรัก)และมันก็เป็นการปฏิเสธอนาคตที่กำลังเข้ามาแทนที่สิ่งที่ตนคุ้นเคยไปด้วยในตัว(ใช้สีสร้างอาชีพ) นี่อาจจะเป็นอาการที่เรียกกันว่า "Growing Pains" เมื่อเด็กกำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นก็ได้ เจสคงรู้สึกเหมือนว่าตนเองโหนเชือกจนลอยคว้างและค้างเต่งอยู่กลางลำน้ำ เขาโตเกินกว่าจะเป็นเด็ก แต่ก็เด็กเกินกว่าที่จะเรียกว่าผู้ใหญ่


แต่แล้ว....เจสก็ได้เรียนรู้ว่าการสูญเสียไม่ใช่การสูญสิ้น สายน้ำอาจไหลเรื่อยไป แต่แม่น้ำยังอยู่ที่เดิม วัยเด็กผ่านพ้นไปแล้ว หากคุณค่าของวัยเยาว์ยังสามารถคงอยู่ต่อไปได้ไม่สูญสลาย ตราบใดที่เรายังเห็นคุณค่าและรักษามันเอาไว้ ผู้ใหญ่ก็สามารถมีจิตใจใสบริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกับเด็ก


การกลับคืนสู่ธรรมชาติไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งเมืองกลับไปอยู่ตามถ้ำหรือยอดไม้ แต่หมายถึงการเอื้ออาทรต่อกันระหว่างสังคมมนุษย์กับป่า เพราะการต่อสู้ดิ้นรนทำให้เราพัฒนาก็จริงแต่การพึ่งพิงทำให้เราอยู่รอดได้ เมื่อผู้แข้มแข็งปกป้องผู้อ่อนแอ เหล่านางฟ้าอยู่ร่วมเคียงกันกับหมู่ปิศาจ โลกของทีราบิเตียจึงยังคงดำรงอยู่ได้ตลอดกาล และจินตนาการจะอยู่ควบคู่กับความเป็นจริงได้ตลอดไป


"สะพาน" ที่ทอดข้ามไปสู่อาณาจักรทีราบิเตียจึงไม่ใช่เศษไม้ที่เจสต่อขึ้นเพื่อข้ามไปสู่อีกฟากน้ำ แท้จริงแล้ว สะพานก็คือตัวสาวน้อยเลสลี่ และเลสลี่ก็คือหัวใจที่เปิดกว้างของพวกเรานั่นเอง










นินทาข้างหลังโรง

ผมว่าลุคของเลสลี่ดูคล้ายๆกับ Yuna นางเอกในเกมส์ Final Fantacy อยู่นะเนี่ย แถมยังมีฉากนึงที่เจสใช้ไม้ไล่ตีพวกกระรอกปิศาจหรือแร้งนี่แหละ แล้วดูท่าทางมันเหมือนพวกจอมยุทธควงไม้พลองไม่มีผิด แสดงว่าวัฒนธรรมฟากเอเชียเข้าไปมีอิทธิพลต่อฮอลลี่วู๊ดไม่น้อยทีเดียว








เรื่องสมดุลระหว่างโลกของจินตนาการกับโลกของความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้มีอะไรคล้ายๆกับวรรณกรรมเยาวชนอีกเรื่องที่ชื่อ The Neverending Story ของนักเขียนชาวเยอรมัน Michael Ende ซึ่งก็เคยทำเป็นหนังเหมือนกัน รู้สึกจะมี 3 ภาค และถูกนำไปดัดแปลงเป็นซีรีส์ในทีวีอีกต่างหาก แต่ไม่ต้องไปพูดถึงเวอร์ชั่นหนังหรือทีวีเลย มันเทียบตัวหนังสือไม่ได้เลยสักนิด

ใครชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน ผมแนะนำให้อ่าน The Neverending Story นะครับ หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตผมไม่น้อยเลยเชียว








อย่างที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมได้ทุกๆคนที่เข้ามาอ่านในบล็อคเนี่ยแหละเป็นครู จึงอยากได้ความคิดเห็นจากผู้อ่านทั้งในแง่เนื้อหาสาระและการนำเสนอ คำชมอาจเป็นกำลังใจให้เขียนต่อ แต่คำตินั้นก่อให้เกิดการพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป ฝากบล็อคแล้วยังต้องขอฝากตัวกับทุกๆคนด้วยนะครับ

เชิญนินทาผมได้ตามอัธยาศัย เดี๋ยวจะทำเป็นไม่ได้ยิน





Create Date : 31 มีนาคม 2550
Last Update : 1 เมษายน 2550 0:54:46 น. 18 comments
Counter : 2004 Pageviews.

 
...
...



เขียน ได้ ยาว ดี จัง...


โดย: กรุณาอย่าล้ำเส้น วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:15:51:30 น.  

 


เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ คคห.ข้างบนค่ะ แหะๆ..

โฉบมาดูว่าอัพใหม่ยังก่อนหนึ่งรอบ
เดี๋ยวต้องออกไปข้างนอกก่อนแล้วจะกลับมาตั้งใจอ่าน....

บล็อคบ้านนี้ต้องใช้สมาธิมากๆค่ะ
เกรงไอคิว จขบ.อยู่ไม่น้อย..

กลั่นตัวหนังสือออกมาสมกับเวลาที่ใช้จริงๆ

เดี๋ยวมาอ่านมาเม้นท์ใหม่นะคะ ขอทำรกหนึ่งกรอบแปะจองก่อน

อ้อ.. เรื่องอิ่มอร่อย.. คนนี้ไม่ค่อยทานค่ะ
งานยุ่งก็ลืมวันคืน จนเคยเป็นโรคขาดอาหาร ฮ่าๆ..

คิดถึงส้มตำและอาหารไทยใจจะขาด

แว๊บบ


โดย: รอยคำ วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:16:00:13 น.  

 
คุณกรุณาอย่าล้ำเส้น .....

ตั้งใจจะเขียนสั้นๆ แต่ก็เผลอยาวจนได้ แต่ที่คราวนี้มันยาวเนี่ย เพราะใช้เนื้อที่บ่นไปเยอะครับ




คุณรอยคำ.....

แหม...ไอคิวผมไม่ใช่อิคคิวซะหน่อย

ที่ว่าทานอาหารน้อยจนเป็นโรคขาดอาหาร มาแบ่งสารอาหารจากผมหน่อยไหมครับ แบบว่าผมเป็นประเภท enjoy eating ซะด้วย ทานได้ทานดี สารอาหารมันเกินมาเยอะอ่ะครับ

พรุ่งนี้ก็มีนัดทานบุฟเฟ่สุกี้กับเพื่อน เคยไปร้านนี้มาทีนึง ไปกัน 4 คน แต่ละคนทานเก่งๆทั้งนั้น แค่ 4 คนแต่ทานเนื้อไปครึ่งตัวได้มั้ง(ยังไม่รวมอย่างอื่นอีก) แบบว่าพนักงานในร้านเห็นแล้วตกใจเลย กินล้างกินผลานกันมาก


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:20:26:40 น.  

 
ชอบอ่านไปทั่วค่ะ

คุณเขียนลึกซึ้งมากกกก อ่านสนุกเหมือนได้ดูหนังอีกรอบ อีกรอบ แต่ลึกเข้าไปในจิตใจตัวแสดงเลย ชอบค่ะ

ชอบแล้ว ขออนุญาต add จะได้ติดตามอ่านได้ทันใจ

ขอบคุณค่ะ


โดย: bua ja วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:22:20:05 น.  

 


เฮ้..ไม่น่าเชื่อเลยว่าหนังสือ"เล่มนั้น"จะมีคนให้ความสำคัญและมีอิทธิพลต่อตัวเองเหมือนกันเข้าได้


The Neverending Story เป็นหนังสือที่..ต้องใช้คำว่าพากเพียรอ่าน..คือใช้เวลากับหนังสือนานกว่าปรกติ เพราะมัวอ่านย้อนกลับไปกลับมา..แบบ..มนุษย์เจ้าปัญหา
...จนคุณแม่ที่เดินผ่านไปมาถามว่าทำไมหนังสืออ่านเล่นของลูก...ถึงต้องคิ้วขมวดขนาดนั้น(คือ ถ้าเป็นนิยายหวานแหววจะอ่านจบภายในหนึ่งคืนถ้วน แม้จะหนา และมีจำนวนเล่มมากกว่าหนึ่งก็ตามค่ะ )


เอาล่ะ...
มาเขียนไร้สาระยาวๆ
ไม่เข้าเรื่องหนังที่วิจาร์ซักที

จะคล้ายกันบ้างก็ตรงนี้..หรือเปล่าคะ?

เปล่าหรอกค่ะ ที่จริงการอ้างหนังสือเล่มสำคัญขึ้นมา ทำให้พอมองภาพชัดเจนมากขึ้น
เพราะจะบอกว่า ยังไม่ได้ทั้งอ่านและดูหนังเรื่องนี้..แม้ว่าสาวน้อยที่บ้าน จะซื้อหนังสือมาวางไว้บนหิ้งเรียบร้อยแล้ว...แน่นอน หลานอ่านจบแล้วค่ะ แต่คนนี้ยังไม่อ่าน เพราะ..เอ่อ.. หลานอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

แหะๆ กรณีนี้ต้องลือกแล้วจริงๆว่า อูย..อยากอ่านมั่กๆ ไม่งั้น..กลับไปหลังแข็งทำทีสีสให้จบ จะได้กลับบ้านไปทานสุกี้กับเพื่อนๆให้มันรู้กันไปว่า..เราจะทานน้อยเมื่อเป็นอาหารไทย


ในส่วนของ..การจับจองสิทธิ์ และการประกาศสิทธิ์แบบวัตถุนิยม
ย่อม"จำเป็นต้อง"มีในโลกแห่งความเป็นจริง

หนังที่ทำให้"เหมือนหนังเด็ก"เรื่องนี้ ถูกคุณKino เขียนถึงแบบที่..ฮี่ๆ.. จะไม่ให้เกรงใจไอคิวได้ยังไงหนอ

ในเมื่อคนดูทั่วไป คงมองเพียงว่า
เป็นหนังดีอีกเรื่อง ที่แอบสอนให้.".ความเป็นมนุษย์"
ยังคงอยู่ในตัวตน มีความฝัน และการเดินทางตามฝันเพื่อให้ชีวิตไม่ใช่โปรแกรมที่ถูกเขียนด้วยบรรทัดฐานใดๆของสังคม


แบบการทำงาน หาเงินมาเพื่อสิ่งที่ทุกคนมี..ตามๆกันไป


หากเมื่อมองว่าหนังแอบสอน แอบดึง และกระตุกจิตวิญาณความเป็นคนที่มีเลือดเนื้อ วิญญาณ ความอ่อนแอ ความใส่ใจในเพื่อนในสังคมเดียวกันย่อมนำมาซึ่งสังคมส่วนรวมที่ดีขึ้นอย่าง-แน่-นอน


(แบบเรื่องห้องน้ำกับรุ่นพี่เกรดแปด..ที่หากมีคนเข้าถึงความอ่อนแอ ความโหยหามือที่นุ่มนวล และความเข้าใจในตัวเธอได้แล้ว...เรื่องเกเร เรื่องกร่าง และ เข่นรุ่นน้องคงลดลงหรืออาจจะไม่มีเลย)

แต่


ก็ยังมองเพียงแค่ว่า มันเป็น ยูโทเปีย..เท่านั้นเอง

เราต่างจำต้องยอมรับว่า เราต้องมีกฎเกณฑ์ มีการจำกัด ปกป้องสิทธิ์ต่างๆทางวัตถุในโลกของมนุษย์ที่ต่างมีกิเลส โลภ และเห็นแก่ตัว แก่พวกพ้อง ครอบครัวของตัวมากกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอน


หากหนังจะบรรลุจุดประสงค์แก่เด็กๆที่ไปนั่งดูตาแป๋วๆเพียงว่า...

จงใส่ใจ และพยายามเข้าใจเพื่อนมนุษย์ ให้อภัย เมตตา เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่ากลับคืนมา คือได้สังคมที่มีคนดีเพิ่มขึ้น

คนที่มี Defense Mechanism น้อยลง

เข้าใจกันมากขึ้น จากจุลภาค และจะเติบโตไปจนมหภาค...

คนเขียนหนังสือเล่มนี้ ก็คงจะยิ่งกว่ารู้สึกประสบความสำเร็จในสิ่งที่พยายามสื่อออกมาแล้ว


การไม่ยอมรับ ชนิดปิดกั้นโลกของเจส ในการสูญเสียวัยเยาว์ ..ใครอื่นจะมองออกอย่างคุณ Kinoมั๊ยน๊อ?...

เพราะคนไอคิวปรกติ(ฮี่ๆ)แบบคนนี้ คงมองออกเพียง..เจสยังไม่พร้อมจะก้าวเดินขลาด กลัวโลกแห่งความเป็นจริง

และเป็นความเจ็บปวดของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนนึงเท่านั้นเองค่ะ ที่ต้องการเวลาในการเยียวยารักษาความเจ็บปวด..


ถ้าไม่ได้มาอ่านเปิดสมองน้อยๆ..ป่านนี้ต้องยังนึกไม่ออกถึง Key wordต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bridge หรือ เมืองสมมติแห่งนั้น

ถึงบรรทัดนี้ ต้องขอบอกว่าคุณ Kino มีความสามารถค่ะ
.ไม่ได้มายอกันเอง

แค่บอกตามที่คิด

ว่า หากได้ดู..คงเดินออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สุกที่สามารถบรรยายได้แค่ว่า...
เราควรจะใส่ใจ เมตตา มองรอบตัวด้วยความเข้าใจและเอื้ออารีมากขึ้น--ได้เท่านั้นก็เก่งแย่แล้วค่ะ





ปล. ยาวมะคะเนี่ย
..แหะๆ..สงสารจัง เขียนยาวแล้วเหนื่อยแล้ว
ยังต้องมาอ่านเม้นท์ยาวๆที่ไม่ได้บอกอะไรเล๊ย..เฮ่อ


โดย: รอยคำ วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:4:50:13 น.  

 
เขียนได้ลึกซึ้งจริงๆ นะครบ ชมจริงๆ ไม่ได้ยกยอ มีการตีความพวกสัญลักษณ์ด้วย ผมไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เพราะเกี่ยวกับเด็กมากไป แต่ก็เข้าใจว่า ในความเป็นเด็กมันก็มีอะไรซ้อนเร้นลึกอยู่เหมือนกัน

ผมก็ไม่ชอบ "ผีสะดุ้ง"เหมือนคุณนะครับเพราะมันเหมือนไม่ลงทุนอะไรแค่โผล่มาให้คนดูกลัวเหมือนกับ "แฝด"ที่ ผีไม่สามารถแสดงบทบาทอะไรได้ ทำให้คนดูไม่เข้าใจว่า ผีของพิม ต้องการอะไรกันแน่


โดย: Johann sebastian Bach (Johann sebastian Bach ) วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:17:05:09 น.  

 
คิดเหมือนในตอนท้ายว่า เลสลี่เป็นสะพานและหัวใจ ลุคของเธอช่างทำให้ดูโลกสดใสและมีจินตนาการ
แต่ไปดูแล้ว ถึงจะรู้ว่าหนังให้ความหมายเยอะแยะ แต่กลับผิดหวังที่รู้สึกว่าดูจบแล้ว อารมณ์ยังครึ่งๆกลางๆ แย่จัง


โดย: ต.เต่าหลังตุง (pintakai ) วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:22:10:36 น.  

 
คุณJohann sebastian Bach......

เป็นเกียรติจริงๆที่คีตกวี Bach มาตอบกระทู้

ผมแนะนำนะครับว่า Terabithia เป็นหนังที่น่าดูมาก แม้จะเป็นเรื่องของเด็ก แต่ก็ไม่ใช่หนังเด็กจ๋าซะผู้ใหญ่ดูแล้วเบื่อ จริงๆแล้วผู้ใหญ่น่าเข้าไปดูมากกว่าเด็กอีก เพราะมีสาระสอดแทรกเยอะ

เห็นด้วยครับว่าเรื่องแฝดมันมีมุกผีสะดุ้งเยอะจนเกร่อ เลยทำให้ไม่เห็ยว่าผีมันมาหลอกเพราะต้องการอะไรกันแน่





คุณรอยคำ.....

หุหุ โทษฐานที่เป็นขาประจำบล็อคนี้ ติดไวรัสเขียนอะไรยาวๆ(เหมือนจขบ.)เข้าแล้ว รักษาไม่หายด้วยนะเออ

ดีครับที่ช่วยกันออกความคิดเห็น จะได้มีโลกทัศน์ที่หลากหลาย ผมก็มองโลกเห็นเท่าที่รู้เท่าที่เห็นเท่านั้นแหละ โลกเรามันยังมีแง่มุมต่างๆอีกมาก

ตอนผมเดินออกมาจากโรงก็คิดเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ดียังไงก็ยังเป็นการสร้างภาพของยูโทเปียอยู่ดี กลัวว่าเด็กๆดูเรื่องนี้แล้วจะคิดว่า...จินตนาการ "จริง" กว่าโลกที่เขาอยู่ เพราะตัวหนังก็เน้นที่การใช้จินตนาการมากกว่าการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

สารที่สื่อว่าการหลงติดอยู่แต่ในโลกจินตนาการเป็นเรื่องอันตรายไม่ชัดเจนเท่าไหร่ คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาเรื่อง "ความยาว" ของหนังมากกว่าเป็นเพราะผู้สร้างไม่ให้ความสำคัญ

เพราะจริงๆแล้วเขาก็แทรกประเด็นนี้ไว้แหละ เพียงแต่ไม่ชูเป็นประเด็นสำคัญเท่านั้นเอง ต่างจาก The Neverending Story ที่พูดชัดเลยว่า จินตนาการที่หลุดลอดออกมาจากโลกจินตนาการคือ "ความเท็จ" หรืออุปาทานที่หลอกหลอนคนเราอยู่นั่นเอง เป็นจินตนาการฝ่ายไม่ดี


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:23:58:05 น.  

 
เขียนวิจารณ์ได้ละเอียดมากครับ แถมยังเชื่อมตัวหนังไปสู่เรื่องอื่นๆได้น่าสนใจ
เขียนต่ออีกนะครับ
เลยขออนุญาตแอดเพื่อตามอ่านอีกครับ


โดย: luckymelodie (luckymelodie ) วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:2:17:35 น.  

 
วิจารณ์ได้ดีมากๆ เลยค่ะ

อย่างนี้ต้องหามาดูบ้างแล้ว


โดย: ปิ่นเดือน ครูดอย วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:14:25:19 น.  

 
คุณ luckymelodie.....

ขอบคุณครับที่บอกว่าจะติดตามอ่านต่อไป

ช่วงนี้อาจจะว่างเว้นจากการอัพบล็อคสักหน่อย เพราะได้หนังสือจากงานหนังสือเพียบเลย กำลังเพลิดเพลินกับการอ่านอยู่ อีกอย่างคือ...ยังหาหนังที่จะมาเขียนไม่ได้ด้วยซิเนี่ย


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:13:34:40 น.  

 

สวัสดีคร๊าบ..

ขอบคุณมากๆนะคร๊าบ ผมเพิ่งได้dvdเรื่องนี้มา จะได้รู้เรื่องก่อนดูหนังเรื่องนี้ ...ร้อนๆนี้ระวังจะไม่สบายนะคร๊าบ...


โดย: จากเพื่อนถึงเพื่อน วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:16:40:50 น.  

 
เป็นเกียรติเหมือนกันครับที่คุณให้ความกรุณามาเสนอความคิดในบล็อคของผม ที่คุณว่าก็เป็นจริงแหละสหรัฐฯ ทำสงคราม "ส่งเสริมการก่อการร้าย"มากกว่า เรื่องผลประโยชน์มันซับซ้อนมากก็เหมือนกับการเมืองไทยตอนนี้แหละ


โดย: Johann sebastian Bach (Johann sebastian Bach ) วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:17:30:54 น.  

 
เขียนได้ละเอียดมากๆเลยค่ะ


โดย: Complicatedgirl วันที่: 6 เมษายน 2550 เวลา:19:00:10 น.  

 
ยังไม่อัพแฮะ

มาทักค่ะ..

สวัสดีนะคะ


โดย: รอยคำ วันที่: 6 เมษายน 2550 เวลา:21:12:20 น.  

 
เอ่อ..ตามกลับมาบอกว่า..หน้าที่เข้าไป ไม่ใช่ฉันท์ที่เขียนมาฝาก..ฉันท์อยู่หน้าในๆถัดไปหมดเลยค่ะ

สามสี่วันมานี้ มีแต่ฉัน์ แต่พอเป็นเรื่องสองลิง ฉันท์ท่าจะไม่เหมาะกับจริตของเค้าน่ะค่ะ
เลยต้องเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย


โดย: รอยคำ วันที่: 6 เมษายน 2550 เวลา:22:42:06 น.  

 
ป๋าๆ ผมอ่านจบละ

ชอบตอนที่บอกว่าโดนล้างสมองโดย ทฤษฎี วิวัฒนาการ
ก็คงจะเป็นงั้นจริงแหละ
ไม่งั้นโลกเราคงจบแบบ แฮปปี้ เอนดิ้งแล้ว

ไว้มีแผ่นไปหามาดูดีกว่า
ช่วงเข้าโรงไมมีตัง


โดย: kennetto วันที่: 7 เมษายน 2550 เวลา:9:41:44 น.  

 
คุณkennetto....

เราโดนล้างสมองด้วยแนวความคิดแบบดาร์วินทางสังคมที่ว่า....ชีวิตคือการต่อสู่แก่งแย่ง ผู้ชนะคือผู้อยู่รอด ผู้แพ้ต้องยอมรับสภาพ จริงๆครับ

ผมไม่ได้หมายความว่า การแข่งขันไม่จริงหรือไม่มีประโยชน์ แต่นอกจากการแก่งแย่งกันแล้วยังมีอีกแก่มุมที่ถูกมองข้ามไปนั่นคือ "การพึ่งพาอาศัยกัน" ครับ

ความจริงแล้ว ชีวิตต้องมีทั้งการต่อสู้ และพึ่งพาอาศัยกัน อย่าที่คนโบราณว่า.....

เสือมีเพราะป่าปรก และป่ารกเพราะเสือยัง
ดินดีเพราะหญ้าบัง และหญ้ายังเพราะดินดี

ถ้าผู้ชนะเท่านั้นที่อยู่รอด ผู้แพ้ต้องสูญพันธุ์ไปอย่างที่ดาร์วินว่า ทุกวันนี้คงไม่เหลือพวกสัตว์เซลล์เดียว หรือชีวิตชั้นต่ำแล้วล่ะครับ โลกเรานี้มันก็คงเหลือแต่มนุษย์เท่านั้นแหละ และมนุษย์เราก็กำลังทำให้โลกเป็นอย่างนั้นด้วยความโง่เขลาของเราเอง


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 7 เมษายน 2550 เวลา:10:48:41 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

das Kino
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




film lovers are sick people




Google



Friends' blogs
[Add das Kino's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.