ทำในสิ่งที่รักคืออิสระ รักในสิ่งที่ทำคือความสุข
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
28 มีนาคม 2550
 
All Blogs
 
Benny's Video กับ แฝด รอบเสื_ก


คำเตือน : บทความชิ้นนี้ อาจมีภาพ เนื้อหา หรือ ถ้อยคำที่รุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน







Benny's Video





ก่อนที่มิชาเอล ฮาเนเคอ(Michael Haneke) จะทำให้เรางุนงงไปกับ Cache ( aka Hidden - 2005) หรือตื่นตะลึงไปกับ The Piano Teacher(2001) ผู้กำกับเชื้อชาติออสเตรียคนนี้เคยทำให้คนดูทั่วโลกช็อคกับหนังวิพากษ์สื่ออย่าง Benny’s Video(1992) มาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเผยประเด็นความรุนแรงในสื่อและในสังคมซึ่งคู่ขนาดเสมือนภาพสะท้อนของกันและกัน จนยากที่จะชี้ชัดว่าใครมีอิทธิพลต่อใคร


ที่จริงแล้ว Benny’s Video เป็นภาพยนตร์เรื่องสองในไตรภาคหัวใจเยือกแข็ง (Glaciations Trilogy) ของฮาเนเคอ ไตรภาคชุดนี้จับประเด็นความแปลกแยกและเย็นชาต่อกันของผู้คนในสังคม แม้สมาชิกในครอบครัวก็เหินห่างในความสัมพันธ์ทั้งๆที่อาจจะอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน


ขอออกตัวก่อนว่า ขณะที่เขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ผมยังไม่ได้ดู The Seventh Continent(1989) และ 71 Fragments of a Chronology of Chance(1994) หนังเปิดและปิดไตรภาคชุดนี้ ดังนั้นข้อเขียนชิ้นนี้จึงเป็นการกล่าวถึง Benny’s Video อย่างเป็นเอกเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงหรืออ้างอิงกับหนังเรื่องอื่นๆในชุด











Benny’s Video เป็นเรื่องของเด็กมัธยมคนหนึ่ง ที่จริงแล้วเบนนี่ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปในยุคนี้ มักจะเก็บตัวอยู่ในห้อง ฟังเพลงร็อค ดูหนังจากฮอลลี่วู๊ด และชอบออกไปเตร็ดเตร่กับเพื่อนฝูง ดูเผินๆงานอดิเรกของเบนนี่ที่ชอบเอา Home Video ที่ตัวเองถ่ายมาเปิดดูไม่ใช่เรื่องน่าเสียหายหรือทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าคลิปวีดีโอที่เบนนี่ชอบเปิดดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักเบื่อจะไม่ใช่ภาพบันทึกกรรมวิธีการเชือดหมูเป็นๆ


ความชอบกลายเป็นความหลงใหล เบนนี่มักจะกดปุ่มเล่นภาพโฮมวีดีโอบันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ แล้วจึงกดหยุด รีไวด์เทปกลับ แล้วกดเล่นซ้ำด้วยความสนใจแกมสงสัย ถึงแม้เด็กหนุ่มจะอยู่ร่วมเหตุการณ์จริงและเป็นผู้บันทึกภาพเหล่านั้นด้วยตนเอง เบนนี่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะรู้สึกยังไงถ้าเขาได้เป้นผู้ลงมือเด็ดชีวิตหมูตัวนั้นด้วยมือตนเอง


แล้วจะมีอะไรตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเบนนี่ได้ดีเท่ากับการแอบขโมยปืนยิงหมูของชาวไร่ มาทำการทดลองจริงกับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาล่ะ เบนนี่ไม่รู้จักเด็กสาวคนนั้นมาก่อนหรอก พวกเขาไม่ได้เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันด้วยซ้ำ เธอเป็นเพียงแค่เด็กสาวคนหนึ่งที่เบนนี่เจอหน้าร้านเช่าวีดีโอเจ้าประจำก็เท่านั้นเอง












เบนนี่พาเด็กสาวมาที่อพาร์ตเมนต์แล้วชวนเธอดูโฮมวีดีโอที่เขาถ่ายเอง แน่นอน ว่าเขาต้องเอาฟุตเตจบันทึกพิธีการเชือดหมูออกมาอวดแขก แล้วทั้งคู่ก็นั่งดูกันเงียบๆเหมือนนั่งดูข่าวภาคค่ำ เด็กสาวไม่ได้มีทีท่าตื่นตกใจอะไร เธอคงรู้สึกชาชินกับภาพที่เห็น เพราะมีม้วนวีดีโอมากกว่าครึ่งในร้านให้เช่าที่มีฉากฆ่าฟันกันเช่นนี้ ภาพหมูถูกเชือดของจริงกับฉากรุนแรงในหนังต่างกันแค่ของจริงไม่มีภาพสมองกระจาย เลือดทะลักพุ่งเหมือนสายน้ำพุ หรือช็อตโคลสอัพเห็นตับไตไส้พุงออกมากองกับพื้นเท่านั้นเอง


ของจริง ดูเชื่องช้าและเรียบง่ายกว่านั้นมาก มากจนเบนนี่นึกพิศวงกับความตาย โอกาสเดียวที่ได้ใกล้ชิดกับความตายของจริงนั้นเกิดขึ้นสมัยเด็ก เมื่อแม่อุ้มเขาดูหน้าปู่ที่นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพ แต่เบนนี่ในตอนนั้นกลับไม่กล้าลืมตาดูความตายเสียนี่ เมื่อเบนนี่เติบโตขึ้นเขาเรียนรู้ความตายของจริงได้แต่จากในภาพข่าวกับความตายแบบลวงๆในภาพยนตร์ ถึงตอนนั้นมันก็เข้ามาฝังอยู่เต็มหัวของเขาเสียแล้ว


เบนนี่ลั่นปืนยิงหมูใส่เด็กสาวอย่างไม่ลังเล เหมือว่ามันเป็นเพียงกิจวัตรธรรมดาๆเช่นเดียวกับการรินนมใส่แก้ว หรือโยนพิซซ่าแช่แข็งเข้าเตาอบ ความจริงเรียบง่ายแต่ก็เชื่องช้ากว่าอย่างที่กล่าวไปแล้ว หญิงสาวไม่ได้เสียชีวิตภายในนัดแรก เธอกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาชีวิตรอด จนเบนนี่จำต้องจ่อยิงเป็นนัดที่สอง เหยื่อกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ตะเกียดตะกายหนี เด็กหนุ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด และมันกำลังอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาเข้าไปทุกที และแล้วเบนนี่ก็ลั่นไกกระสุนออกไปเป็นนัดสุดท้าย เด็กสาวจึงนอนแน่นิ่งกับพื้น


เมื่อไม่มีการต่อสู้ขัดขืน อารมณ์ของเด็กหนุ่มจึงสงบลง เขาลงมือจัดการศพโยนเข้าตู้เสื้อผ้าอย่างใจเย็น ในเมื่อทุกอย่างอยู่ในความควบคุมอีกครั้ง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องสะทกสะท้านต่อการกระทำของตนเอง เบนนี่เช็ดคราบเลือดบนพื้นเหมือนที่เขาเช็ดคราบนมที่หกบนโต๊ะ


เหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกเอาไว้ในม้วนวีดีโอที่เบนนี่ตั้งกล้องทิ้งเอาไว้





คราบนมสีขาว คราบเลือดสีแดง เบนนี่เช็ดออกด้วยท่าทางเหมือนๆกัน






หลังจากฆ่าคนตาย....เบนนี่ใช้ชีวิตเกือบเป็นปกติ เขาออกไปเที่ยวเธคกับเพื่อนๆในค่ำวันเดียวกันนั้น ดูหนังและเตร่ไปทั่วเมืองในวันรุ่งขึ้น กลับมากินข้าวเย็นกับพ่อแม่ และไปโรงเรียนในวันเปิดเรียน เขาแทบไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการฆ่าคน นอกจากคิดไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไรกับศพในตู้เสื้อผ้าดี


ฮาเนเคอให้สัมภาษณ์ว่าเขาเปิดกว้างให้ผู้ชมตีความฉากโกนหัวของเบนนี่ได้อย่างอิสระ บางคนอาจมองว่านั่นคือการสำนึกบาปของเด็กหนุ่ม เขาจึงลงโทษตนเองด้วยการโกนผมให้เหมือนคนคุก ในขณะที่อีกหลายคนอาจเข้าใจว่าการโกนผมคือการประกาศท้าทายอำนาจของพ่อแม่และจริยธรรมทางสังคม เหมือนเด็กวัยรุ่นหลายคนที่มีพฤติกรรมเป็นขบถต่อจารีตที่ครอบงำพวกเขาอยู่











ผมมองว่ามันอาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง และขอตีความเพิ่มอีกประเด็นหนึ่งด้วย ในฉากที่พ่อต่อว่าเบนนี่เรื่องดกนผม เราจะได้ยินพ่อของเบนนี่พูดเปรียบว่าการที่ลูกชายโกนผมนั้นเหมือนนักโทษในค่ายกักกัน เป็นไปได้ว่าเด็กหนุ่มก็อาจรู้สึกว่าตนเองอยู่ในค่ายกักกันจริงๆก็เป็นได้


ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีจับชาวยิวโยนเข้าค่ายกักกันที่ตั้งอยู่ทั่วทั้งเยอรมัน โปแลนด์ และออสเตรีย หนึ่งในค่ายกักกันที่ขึ้นชื่อเรื่องการกระทำทารุณกรรมต่อชาวยิวที่สุดนั้นคือ ค่ายเอาช์วิตซ์ (Auschwitz) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโปแลนด์ ที่นั่นนักโทษต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมานมกกว่าจำนวนผู้รอดหลังสงครามสงบเสียอีก


เบนนี่ก็คงรู้สึกว่าตนเองไม่ต่างไปจากนักโทษชาวยิวในสมัยสงครามสักเท่าไหร่ เขาเองก็ถูกทารุณกรรมเพียงแต่ไม่ใช่ด้วยอาวุธหรือแก๊สพิษ แต่โดยความเหินห่างไม่เอาใจใส่ของผู้เป็นพ่อและแม่ เบนนี่บอกหญิงสาวว่าเขาไม่เคยเห็นคนตายจริงๆ จนกระทั่งเขาลงมือฆ่าหล่อนอย่างเลือดเย็นแล้วนั่นแหละ ทว่า...แท้จริงแล้วจิตใจอันดีงามของเบนนี่ตายโหง(อันมีเหตุจากความเฉยชาของพ่อแม่)ก่อนหน้านั้นเสียอีก





พ่อคุยกับลูกผ่านสื่อ(กระจก) แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เหินห่างของคนในครอบครัว






แค่โกนผมหมดหัวอาจยังไม่หนำใจพอ เบนนี่เปิดม้วนวีดีดอบันทึกเหตุการณ์ตอนที่เขาก่ออาชญากรรมให้พ่อแม่ดูตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อต่อว่าพวกเขากลายๆว่า.... “ดูซิ! ว่าพ่อแม่ทำอะไรลงไป ผมถึงเป็นแบบนี้”


พวกเขาดูโฮมวีดีโอกันเงียบๆ ช็อคและตกตะลึง แต่ไม่มีคำพูดใดๆหลุดรอดออกมา หากอาการนิ่งเงียบเหมือนไม่ยี่หระของเบนนี่เสียดสีต่อวิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ได้อย่างแสบสันยิ่งไปกว่าคำพูดถากถางใดๆเสียอีก


ทั้งสองคนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพ่อแม่จากครอบครัวมีอันจะกินหลายๆคู่ ที่ชอบคิดว่าการมีเงินก็คือการมีความสุข พวกเขาเชื่อว่าความสะดวกสบายทางกายกับความสุขทางใจเป็นสิ่งเดียวกัน พวกเขามักจะประเคนวัตถุสิ่งของทั้งหลายที่ลูกต้องการเพื่อทดแทนเวลาและความใกล้ชิดที่ควรจะมีให้กับคนในครอบครัวมากกว่าที่จะให้กับการงาน พวกเขาแยกไม่ออกระหว่างการสปอยด์กับการรักลูก พ่อแม่จำพวกนี้จึงกลายเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน





เบนนี่ไม่สะทกสะท้านแม้ในขณะที่เปิดเผยความผิดของตนให้พ่อแม่รับรู้






อย่างไรก็ตาม การที่เราจะต่อว่าพ่อแม่จากครอบครัวที่มีฐานะดีแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก แม้ในครอบครัวที่มีฐานะแย่กว่าก็ยังมีไม่ได้มีสภาพการณ์ที่ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กสาวผู้ตกเป็นเหยื่อของเบนนี่มากนัก นอกจากว่าเธอมีพี่น้อง 4 คนที่ไม่อยากพูดถึงมากนัก ปู่ย่าเสียไปนานแล้วจนจำหน้าไม่ได้ และเธออาศัยอยู่นอกเมืองไกลออกไป


หากเติมจินตนาการเพิ่มเข้าไปอีกนิด เราอาจตีความได้ว่าเด็กสาวคนนี้มาจากครอบครัวที่ยากจนกว่า(อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวเบนนี่) และครอบครัวของเธอไม่ค่อยอบอุ่นมากนัก นั่นอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเด็กสาวจึงชอบแกร่วอยู่หน้าร้านวีดีโอมากกว่ารีบกลับบ้าน และเมื่อเด็กสาวมาที่อพาร์ตเมนต์ของเบนนี่ เธอก็ไม่มีทีท่าว่าอยากกลับบ้านจริงๆ เป็นไปได้ว่าบ้านของคนแปลกหน้านั้นน่าอยู่กว่าบ้านจริงๆของตนเองเสียอีก


ครอบครัวที่ยังต้องดิ้นรนสร้างฐานะก็ไม่ได้ต่างไปจากครอบครัวของผู้มีอันจะกินเสียเท่าไหร่ พ่อแม่ต้องออกไปทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ทิ้งให้ลูกอยู่กันตามลำพังกับทีวี วีดีโอ คอมพิวเตอร์ หรือเกมส์ โดยอ้างว่าเมื่อพวกเขาทำงานมีเงินมากขึ้นแล้วก็จะสามารถมีเวลาให้ลูกมากขึ้นเอง นั่นจะทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย


หากในความเป็นจริง เหตุการณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม การงานยิ่งเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเท่าไหร่ หน้าที่ความรับผิดชอบกลับทำให้เวลาที่มีให้คนในครอบครัวยิ่งน้อยลงทุกที ยิ่งมีเงินมาบำรุงบำเรอมากเท่าไหร่ความอบอุ่นใกล้ชิดกันยิ่งน้อยลงเท่านั้น เมื่อพ่อแม่สามารถซื้อทีวีมาตั้งไว้ในห้องนอนของลูกๆได้ ลูกก็ไม่อยากออกมาพูดคุยใกล้ชิดกับพ่อแม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


จริงอยู่ที่พ่อแม่ของเบนนี่ยังเข้ามาหาลูกในห้องหลังเลิกงาน เพื่อนั่งดูโฮมวีดีโอและทีวีร่วมกับลูกชาย แต่พวกเขาก็ได้แต่นั่งดูอยู่เงียบๆแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ร้ายไปกว่านั้นผู้เป็นพ่อแม่กลับเมินเฉยเมื่อภาพในสื่อพวกนั้นนำเสนอแต่ความรุนแรงและประหัตประหารกัน โดยไม่มีคำพูดชี้แนะหรือแสดงความคิดเห็นใดๆให้ลูกรับรู้











ในตอนต้นเรื่อง เมื่อพ่อเข้ามาในห้องลูกชาย พบว่าภรรยาและเบนนี่นั่งดูทีวีในข่าวอยู่ก่อนแล้ว เขาเอ่ยปากถามภรรยาขึ้นมาว่ามีข่าวสารอะไรในทีวีบ้าง เธอกลับตอบไปอย่างเฉื่อยชาว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษทั้งๆที่ข่าวกำลังเสนอภาพการต่อสู้ทำสงครามกัน


แม้ความตายในภาพข่าวจะเป็นของจริง แต่เมื่อเห็นมันอยู่ทุกวี่วัน ความชินชาก็ทำให้แม่ของเบนนี่รู้สึกเฉยเมยกับสิ่งเหล่านี้เสียแล้ว ยิ่งเป็นภาพที่เห็นผ่านจอโทรทัศน์ด้วยแล้ว มันยิ่งดูเลื่อนลอยไม่ต่างอะไรไปกับเลือดที่ทำขึ้นจากซ้อสมะเขือเทศในหนังแอ็คชั่นทั่วๆไป มันเป็นเพียงเรื่องไกลตัวที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องร้อนใจอะไร


ทว่า! ความรุนแรงจริงๆแล้วไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่พวกเขาเชื่อหรอก











ถ้าดูกันอย่างผิวเผิน เราอาจเข้าใจไปว่า Benny’s Video แค่เพียงต้องการโทษสื่อว่าเป็นตัวการทำให้สังคมของเราเน่าเฟะ และเด็กมากมายทั่วโลกต้องตกเป็นเหยื่อของสื่อที่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรงทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่นเดียวกับเด็กสาว(ผู้เสพสื่อ) ที่ตามมาดูวีดีโอตามคำชวนของเบนนี่(ผู้ผลิตสื่อ)จนถูกฆ่าตาย


แต่เราคงประเมิน “การใช้ความรุนแรง” ต่ำไปหากมองว่าความรุนแรงนั้นหมายถึงแค่การใช้อาวุธเข้าต่อสู้ฟาดฟันกันเท่านั้น แท้จริงแล้ว ความหมางเมิน เย็นชา และ ดูดาย ของคนในสังคมที่มีต่อกัน ก็อาจหมายรวมอยู่ในนิยามของความรุนแรงได้เช่นกัน


ธารน้ำแข็งกัดเซาะพื้นดินและภูผาเป็นร่องยามเมื่อมันไหลผ่านไป ถ้าเราใช้มีดกรีดลงบนเนื้อ เลือดก็คงจะซึมออกมาเป็นทางยาว แล้วเราก็คงรู้สึกเจ็บปวด ทว่า...ความหมางเมิน เย็นชา และดูดายกลับต่างออกไป มันทิ้งรอยแผลในใจเป็นทางเหมือนรอยกรีดก็จริง หากแผลนั้นกลับเย็นเยือกเหมือนธารน้ำแข็งจนลิ่มเลือดจับตัวเป็นก้อนไม่ไหลออกมา เราจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรนอกจาก “ชา” และ “ชิน” และกว่าจะรู้อีกที แผลนั้นก็คงเน่าเฟะเกินเยียวยาเสียแล้ว นี่คือความเข้าใจของผมต่อคำว่า ใจเยือกแข็ง(emotional glaciation) ของมิชาเอล ฮาเนเคอ


ไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่าเบนนี่เรียนรู้และเลียนแบบการใช้ความรุนแรงจากภาพยนตร์และโทรทัศน์ ภาพข่าวสงครามและอาชญากรรมปรากฏคู่กับรายการบันเทิงอื่นๆบนจอทีวีจนเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่พวกเราคนไทยก็คงจะเริ่มรู้สึกชินชากับข่าวการลอบยิงผู้บริสุทธ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าไปทุกที


ความชินชา นี่แหละที่น่ากลัวกว่าการก่ออาชญากรรมใดๆ เพราะความชินชานำมาซึ่งความเฉยเมยดูดายต่อการกระทำผิด ถ้าเช้าวันหนึ่งเราลุกขึ้นจากเตียง กางหนังสือพิมพ์ออกอ่านขณะนั่งปลดทุกขืในห้องน้ำแล้วไม่พบข่าวฆ่ากันตาย วันนั้นเราคงรู้สึกตื่นเต้นประหลาดใจมากกว่าเห็นข่าวอาชญากรรมอยู่ในทุกคอลัมภ์เสียอีก


ทันทีที่ดู Benny’s Video จบ ผมอดคิดแบบขำๆ ไม่ได้ว่า.....ไม่แน่! ฮาเนเคออาจจะเคยอ่าน พ่อแม่รังแกฉัน ของพระยาอุปกิตศิลปสาร หรือไม่ก็เคยฟังเพลง ลูกแก้ว ของคาราบาว มาล่ะมั้ง ถึงทำหนังประเด็นนี้ออกมา ต่อเมื่อเปิดสเปเชียลฟีเจอร์ในแผ่นดูจึงเห็นบทสัมภาษณ์เบื้อหลังไอเดียเรื่อง Benny’s Video ว่ามาจากการที่ผู้กำกับอ่านเจอข่าวเด็กก่ออาชญากรรมฆ่าคนอื่นตาย โดยให้เหตุผลเพียงสั้นๆว่า “อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง”





ความจริงในเปลือกไข่ ที่เปิดออกมาแล้วก็พบแต่เพียงความว่างเปล่า






ฮาเนเคอไม่ลังเลที่จะยัดคำพูดเช่นเดียวกันนี้ใส่ปากเบนนี่ ในตอนท้ายเรื่อง เมื่อพ่อถามลูกชายว่าทำเรื่องทั้งหมดไปนั้นเพราะอะไร เบนนี่เองก็ตอบออกไปว่า “อยากรู้ว่า(ความตายของจริง)มันจะเป็นยังไง”


ทำไมเบนนี่จึงกระหายใคร่รู้ความจริงถึงขนาดฆ่าคนตายได้อย่างเลือดเย็นเช่นนั้น?


สำหรับเบนนี่แล้ว ความจริง เป็นอะไรที่เลื่อนลอยและเลือนลางไม่ต่างอะไรไปจากภาพเบลอๆในโฮมวีดีโอ ยิ่งเด็กหนุ่มค้นหาความจริงมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งห่างไกลจากมันมากขึ้นเท่านั้น ไม่ผิดไปจากไข่ที่เบนนี่ค้นเจอในกระเป๋าสะพายของเด็กสาว เมื่อเขาเปิดออกดูก็พบเพียงไข่ใบเล็กกว่าอีกใบให้เขาเปิดอีก จนกระทั่งเขาแกะเปลือกไข่ใบสุดท้ายออก มันก็มีแต่ความว่างเปล่าบรรจุอยู่ภายในเท่านั้น


ห้องนอนของเบนนี่มักจะมืดทึบอึมครึมอยู่ตลอดเวลา หน้าต่างบานใหญ่มีที่บังตาปิดคลุมเอาไว้ไม่ให้แสงจากภายในลอดเข้ามา โอกาสเดียวที่เขาจะได้เห็นทิวทัศน์ภายนอกนั้นคือการมองผ่านโทรทัศน์วงจรปิดที่เบนนี่ตั้งกล้องทิ้งเอาไว้ เด็กชายเห็นโลกภายนอกโดยวิธีการนี้เอง เขามองความจริงผ่านสื่อ


แม้แต่ฉากที่เบนนี่พาเด็กสาวเข้ามาในห้อง เขาใช้กล้องถ่ายจับใบหน้าของเธอในระยะใกล้ นี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ที่เขามีโอกาสเห็นใบหน้าของเด็กสาวชัดๆ เขาทำความรู้จักผู้คนผ่านทางสื่ออีกเช่นเคย





เบนนี่มองโลกภายนอกและทำความรู้จักผู้อื่นผ่านทางสื่อ






ไม่ใช่แค่ในห้องนอนของเบนนี่เท่านั้น ที่จริงแล้วเราไม่เคยเห็นหน้าต่างในอพาร์ตเมนต์หลังนี้สักครั้งเดียว (ถึงแม้ว่าจริงแล้ว มันคงต้องมีหน้าต่างสักบานแหละ เพราะในหลายๆช็อตเราจะเห็นแสงแดดส่องมาจากด้านข้าง) ในห้องทานข้าวมีรูปวาดจิตรกรรมติดอยู่เต็มผนัง นั่นอาจทำให้เราเข้าใจได้ว่าก่อนเบนนี่จะเป็นโรคติดทีวีมากเท่านี้ เด็กหนุ่มก็ถูกปลูกฝังให้เรียนรู้ความจริงผ่านทางสื่อมาก่อนหน้านั้นแล้ว


เบนนี่คงรู้จักพืชผักผลไม้ ผีเสื้อแมลง ผู้คน และสถานที่ต่างๆจากภาพวาดพวกนั้น น่าเสียดายที่รูปแนวป็อปอาร์ตของ Andy Wohol ไม่สามารถบอกเล่าตัวตนที่แท้จริงของมาริลีน มอนโรลได้มากนัก สื่อไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็มีความสมารถจำกัดในการถ่ายทอดความจริงด้วยกันทั้งนั้น


แม้แต่ภาพที่บันทึกในกล้องวงจรปิดตามร้านขายทองหรือห้างสรรพสินค้า(ภายใต้ความหวาดระแวงเรื่องการก่อการร้าย มีกล้องแบบนี้อยู่ทั่วไปทุกสี่แยก) ซึ่งถือกันว่าเป็นตัวแทนของภาพยนตร์แนวเสมือนจริง ที่ไร้การปรุงแต่งของแท้ ยิ่งกว่าหนังสารคดีหรือข่าวในทีวี หากมันก็ถ่ายทอดได้เพียงความ เสมือนจริง (realistic) ในขณะที่ ความจริง (reality)อาจต่างออกไป












ในช็อตที่เบนนี่ใช้ปืนยิงหมูลั่นไกยิงเด็กสาว เราเห็นช็อตนั้นจากด้านหลังของเหยื่อ ภาพจับใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน เมื่อได้ยินเสียง “ปัง” และเด็กหญิงทรุดลง เราอาจจะสะดุ้งตกใจแต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ในฐานะคนดู เรารู้สึกปลอดภัยแม้จะอยุ่ใกล้เหตุการณ์สะเทือนขวัญขนาดนั้น ช็อตนี้ผู้กำกับจงใจให้คนดูรู้ตัวเสมอว่า...เราเป็นเพียงพยานรับรู้การก่ออาชญากรรม แม้เห็นเด็กสาวเพียงผมจากด้านหน้า แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าคนดูไม่ใช่เหยื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวคนนั้น ยังไงเราก็จะอยู่รอดปลอดภัย


ช็อตต่อมา ภาพเปลี่ยนไปจับกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ช็อตนี้ถ่ายทอดมุมมองของเบนนี่ในช้อตก่อนหน้า ขณะที่ตัวเขาเองลั่นไกปืน เด็กหนุ่มเห็นหน้าตัวเองและผมด้านหลังของหญิงสาวในจอทีวีเช่นเดียวกับที่เราเห็นในช็อตนั้น เบนนี่รู้สึกว่าตนเองและหญิงสาวที่ยืนอยู่ต่อหน้าเป็นเพียงคนดู ภาพของตัวเขาเองและภาพของหญิงสาวในทีวีต่างหากที่เป็นผู้ฆ่าและเหยื่อ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวตนจริงๆของเขาทั้งคู่ เบนนี่รู้สึกเหมือนเป็นผู้ชมเหตุการณ์บนจอทีวีเท่านั้น


ไม่ว่าจะเป็นเพียงความคิดชั่ววูบหรือมาจากการไตร่ตรองไว้ก่อน ที่กล่าวมาเมื่อย่อหน้าที่แล้วจึงอธิบายได้ว่าทำไมเมื่อเด็กหนุ่มลั่นไกยิงเด็กสาว เขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร กว่าเบนนี่จะตระหนักว่าความจริงในชีวิต กับความเสมือนจริงในสื่อนั้นต่างกันออกไป มันก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะหันหลังกลับ เขาไม่มีปุ่มให้กดรีไวด์เพื่อกรอเทปกลับ มันเหมือนกับการขี่บนหลังเสือ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำอะไรก็ตามที่เขาเริ่มต้นไว้แล้วให้ เสร็จ ไปเท่านั้น











คำว่า เสร็จ(finished) เป็นอีกอย่างที่ผู้กำกับฮาเนเคอหยิบยกเอามาพูดในบทสัมภาษณ์ เขากล่าวว่ามันเป้นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดทางสื่อ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหวในจอทีวีและจอหนัง ล้วนเป็นการถ่ายทอดภาวะที่ เสร็จ หรือ สำเร็จ ของเหตุการณ์นั้นๆ มากกว่าจะบันทึกเหตุการณ์ตามความเป็นจริง


เด็กสาวผู้เป็นเหยื่อของเบนนี่ไม่ได้ตายภายในนัดแรก ต่างกับภาพหมูในโฮมวีดีโอ เขาไม่สามารถหยุด กรอเทปกลับ กดปุ่มเล่นโหมดภาพสโลว์ ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่เล่นได้(playable)อย่างที่เขาเคยเข้าใจ มันอาจจะไม่มีภาวะ “เสร็จ” ในโลกของความเป็นจริงด้วยซ้ำ ถึงแม้เขาจะจัดการฆ่าเด็กสาวได้สำเร็จ แต่ก็ยังต้องยุ่งยากเรื่องเก็บกวาด และต่อให้ยัดศพใส่ถุงโยนเข้าตู้ไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องกำจัดหลักฐานให้ต้องขบคิด











แต่การจะกล่าวโทษสื่อว่าเป็นตัวการผลิตฆาตกรเลือดเย็นจากเด็กชายธรรมดาๆอย่างเบนนี่แต่เพียงฝ่ายเดียวออกจะไม่ยุติธรรมนัก ก็ใครเล่าเป้นคนแขวนภาพพวกนั้นจนเต็มผนัง พ่อแม่ของเบนนี่ไม่ใช่หรือที่เป็นคนซื้อเครื่องเล่นวีดีโอ ทีวี เครื่องเสียง และกล้องถ่ายวีดีโอพวกนั้น และจุดที่น่าตำหนิที่สุดอยู่ตรงที่พวกเขาได้แต่โยนข้าวของพวกนั้นให้ลูก เหมือนที่ทิ้งเงินและอาหารไว้ก่อนที่พวกเขาจะออกไปวุ่นวายกับชีวิตการงานของตน โดยไม่คิดที่จะหันกลับมามองหรือทำความเข้าใจเลยว่าผู้เป็นลูกมีชีวิตอยู่สิ่งเหล่านี้อย่างไร


ไม่ใช่แค่เพียงดูดายเท่านั้น พ่อแม่คู่นี้ถึงขนาดเห็นดีเห็นชอบหรืออย่างน้อยก็ไม่คัดค้านห้ามปรามการกระทำของลูกๆด้วยซ้ำ เมื่อพี่สาวของเบนนี่เชิญเพื่อนฝูงมาที่อพาร์ตเมนต์โดยไม่บอกกล่าวพ่อแม่ก่อนและพ่อกลับจากที่ทำงานมาพบเข้า พ่อแสดงทีท่าว่าแปลกใจ และสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุ เขาไม่ได้ดุว่าอะไรลูกสาวเพียงแต่ตำหนิว่าเธอน่าจะบอกกล่าวให้รู้ก่อน เพื่อจะได้เรียกใช้บริการจัดเลี้ยงมาต้อนรับแขกเหรื่อได้ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจกติกาการเล่นเกมส์ที่พี่สาวเบนนี่เป็นผู้ดำเนินการ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอรู้ได้ก็คือมันมีลักษณ์คล้ายการเล่นพนัน และเธอก็ได้เงินจากการเล่นเกมส์ชนิดนี้ไม่น้อยมีเดียว


ภาพการชุมนุนกันในอพาร์ตเมนต์ถูกบันทึกไว้ในกล้องของน้องชาย เบนนี่ดูการเล่นเกมส์ของพี่สาวผ่านทางจอภาพ เช่นเดียวกับที่เขามองความ(เสมือน)จริงทั้งหลาย การนิ่งเฉยของพ่อแม่เปรียบเสมือนใบอนุญาตให้ลูกชายนำเกมสืการพนันที่ว่าไปใช้เล่นกับเพื่อนๆในโรงเรียน ตอนท้ายของเรื่องเราเห็นการชุมนุมเล่นเกมส์นี้อีกครั้ง ถึงตอนนั้นพ่อแม่ของเบนนี่ถึงกับกล่าวถ้อยคำทำนองสนับสนุน และว่าน่าเอาลองเล่นกับเพื่อนๆของตนด้วยซ้ำ


เมื่อเบนนี่เปิดโฮมวีดีโอบันทึกเหตุการณ์ตอนที่เขาลงมือสังหารเด็กสาวให้พ่อแม่ดู พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ดุว่าอะไรผู้เป็นลูกเลยสักคำ ตรงข้ามพวกเขารีบโดดออกมาปกป้องลูกชายตัวเองด้วยซ้ำไป พ่อเพียงแค่ซักถามให้มั่นใจว่าไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสามคนที่รู้ความจริงอันนี้ เมื่อเบนนี่บ่นว่าหิว แม่ก็เอาอกเอาใจรีบเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที ผู้กระทำความผิดกลับได้รับการดูแลเอาใจ แม้แต่ความรับผิดชอบ พ่อแม่ก็ยินดียอมแบกรับไว้แทนลูก แล้วจะไม่ให้ผมเข้าใจ(ไปเอง)ได้อย่างไรว่า ฮาเนเคอเคยอ่าน "พ่อแม่รังแกฉัน" กับฟังเพลง "ลูกแก้ว"











หลังจากเบนนี่เข้านอนในค่ำวันนั้น พ่อแม่ก็ลงมานั่งปรึกษาหาทางออกให้กับปัญหาของลูกชายด้วยกัน สำหรับผมแล้วนี่คือฉากที่ทรงพลังที่สุดในหนังเรื่องนี้ มันดู(เสมือน)จริงและน่าช็อคพอๆกับช็อตยิงหมูตอนต้นเรื่อง พวกเขาตกลงว่าจะต้องพาเบนนี่ไปอยู่มที่อื่น ในขณะที่พ่อจะคอยจัดการเคลียร์ศพอยู่ที่บ้าน


และแล้วเบนนี่ก็บินไปเที่ยวอียิปต์กับแม่ ที่นั่นเขายังคงนำกล้องวีดีโอเอาไปถ่าย ราวกับว่ามันเป็นวิธีเดียวที่เขาจะสามารถมองเห็นความจริงได้ หากที่อียิปต์นี่เองที่เบนนี่ได้มีเวลาใกล้ชิดกับแม่และเรียนรู้ความจริงที่ไม่ใช่ความเสมือนจริง ทีแรกเขาไม่ถูกใจการมาเที่ยวที่อียิปต์มากนัก ลูกทัวร์มีแต่คนแก่ สถานที่และวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองไม่น่าอภิรมณ์ อากาศก็ร้อนระอุจนน่าหงุดหงุด ต่างไปจากการนั่งดูภาพทะเลทราบในทีวีที่บ้าน


ผมมองว่าซีเควนซ์*การไปเที่ยวอียิปต์ของเบนนี่ ไม่ต่างไปจากการที่โฮชิโนะและผองเพื่อนไปพักร้อนที่เกาะโอกินาว่ามากนัก** พวกเขาต่างก็ได้เรียนรู้ชีวิตและความจริงในมุมมองที่ต่างออกไป ผู้หญิงในชุดสวยงามเริงร่าร้องเพลงเต้นระบำในทีวีท้องถิ่นไม่มีอะไรเหมือนกับผู้คนที่เบนนี่เห็นในตลาดเลยสักนิด


note
* sequence ทางภาพยนตร์หมายถึง ฉากต่อเนื่องกันหลายๆฉากที่รวมกันเพื่อสื่อความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง

** อ่านเรื่องของโฮชิโนะได้จากบทวิเคราะห์หนัง All about Lily Chou-Chou ในหัวข้อ รหัสลับชุนจิ ตอน ปริศนาแอบเปิ้ลเขียว






นักร้องในทีวีกับผู้คนบนท้องถนนที่อียิปต์ชั่งต่างกันเหลือเกิน






ถ้าเบนนี่ไม่เคยสำนึกผิดต่อการกระทำของตนมาก่อน การไปเยือนพีรามิดซึ่งก็คือสุสานในรูปแบบหนึ่งหรือการเข้าไปในโบสถ์ท้องถิ่นอาจทำให้เด็กชายสำนึกในความผิดบาปของตนเป็นครั้งแรก เขาเริ่มตั้งคำถามต่อการกระทำของตนเองและการแก้ปัญหาของพ่อแม่


เมื่อสองแม่ลูกบินกลับมาที่ออสเตรีย ไม่มีใครเอ่ยปากพูดถึงเหตุการณืที่ผ่านมาสักคำราวกับว่ามันเป็นเพียงฟุตเตจในม้วนวีดีโอที่สามารถลบทิ้งได้ด้วยการบันทึกเรื่องราวใหม่ทับลงไป ประตูห้องนอนของเบนนี่แง้มเปิดทิ้งไว้ เขาออกเงินเลี้ยงข้าวเพื่อนเป็นการไถ่โทษที่ยืมสมุดการบ้านไปลอกแล้วไม่ได้คืน ครอบครัวนี้กำลังจะชีวิตใหม่ และทิ้งอดีตไว้ข้างหลังหรือไม่ก็โยนมันทิ้งชักโครกไปเสียเลย จะเหลือก็เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ยังค้างคาอยู่ในใจของเบนนี่





เทียบภาพห้องของเบนนี่ที่เปิดแง้มออกและมีแสงแดดลอดมาจากหน้าต่าง กับ ช็อตเดียวกันก่อนหน้านั้นที่ห้องของเบนนี่ยังมืดครึ้มและปิดกั้น






เบนนี่เรียนรู้ได้ในที่สุดว่าความจริงกับความเสมือนจริงนั้นต่างกัน แต่การกลับมาสู่ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอก เมื่อเด็กหนุ่มคุ้นชินกับความเสมือนจริงในสื่อมาตลอดทั้งชีวิต การกลับตัวกลับใจของเบนนี่ก็มีราคาที่ต้องจ่าย แถมเป็นราคาที่สูงลิบลิ่วเสียด้วย


ในที่สุดเบนนี่ก็หอบฟุตเตจโฮมวีดีโอทั้งหมดไปให้ตำรวจ เขาสารภาพความผิดบาปของตนเองจนหมดเปลือกด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกเช่นเคย ฉากตอนที่เบนนี่ยังอยู่ที่อียิปต์แล้วบันทึกภาพตนเองคุยกับพ่อผ่านกล้อง ในตอนท้ายของฟุตเตจเบนนี่ยิ้มอย่างใสซื่อและเรียกพ่อของตนเองว่า "ปะป๊า" เมื่อเอามาพิจารณาร่วมกับฉากในห้องสอบสวน เมื่อเบนนี่จบคำให้การทั้งหมดแล้วพูดกับตำรวจว่า "ทีนี้ผมไปหรือยัง?" แล้ว ทำให้เราตระหนักได้เป็นอย่างดีว่า เบนนี่นั้นร้าย(และ)เดียงสาเพียงใด





2 ช็อตที่แสดงถึงความร้ายเดียงสาของเบนนี่






เด็กหนุ่มยังคงมองความจริงเป็นแค่ภาพที่ สำเร็จ เหมือนเช่นเคย เบนนี่เข้าใจว่าเมื่อเขาสำนึกผิดและเปิดเผยความจริงออกมาแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบต่อความผิดบาปนั้นก็ เสร็จ สิ้นลงตรงนั้น ต่างจากพ่อแม่ของเขาในฉากที่นั่งปรึกษากันในห้องรับแขกว่าควรจะจัดงานแก้ปัญหาที่ลูกชายก่อไว้อย่างไรดี พวกเขาถือเอา ผล ที่ตามมาเป็นสำคัญยิ่งกว่า วิธีการ ที่เขาจะกระทำ


ในช็อตสุดท้ายของเรื่อง เราเห็นเบนนี่ถูกพาตัวออกมาพบพ่อแม่ที่หน้าห้องสอบสวนผ่านจอโทรทัศน์วงจรปิดของสถานีตำรวจ ลูกชาวกล่าวขอโทษเพียงสั้นๆก่อนแยกออกไป พ่อแม่ถูกพาตัวเข้าห้องสอบสวน ภาพบนจอ มอนิเตอร์ แช่ทิ้งไว้อย่างนั้นจนเฟดเอาท์จบเรื่องไปเอง มันเป็นอีกวิธีที่ผู้กำกับฮาเนเคอใช้เพื่อเสียดสีวิธีการดูแลลูกของพ่อแม่สมัยนี้ ด้วยวิธีการดูห่างๆ(monitoring) ไม่เข้าไปใกล้ชิดเอาใจใส่ เหมือนกับภาพในจอมอนิเตอร์พวกนั้น และเหมือนกับวิธีที่พวกเราใช้ดูหนังเรื่องนี้เช่นกัน


ภาพทุกเฟรมที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะรุนแรง สะเทือนใจ หรือสมจริงเพียงใด แต่ผู้ชมก็ยังคงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของพวกเขา พวกเราสามารถเดินออกจากโรงหนัง(หรือลุกออกจากหน้าทีวี)ได้อย่างปลอดภัย เราไม่เคยตระหนักว่าโลกของความเป็นจริงอาจจะน่ากลัวกว่าความเสมือนจริงในภาพยนตร์เสียอีก

ช็อตสุดท้ายในเรื่อง Benny's Video จึงเป็นทั้งการเสียดสีและกระตุ้นเตือนเราว่า สิ่งที่พวกเราเห็นอยู่นั้นเป็นเพียงความเสมือนจริงเท่านั้นเอง หาใช่ความจริงไม่ เราอาจเคยเข้าใจว่าการถ่ายทอดเรื่องราวให้สมจริงนั้น ผู้ถ่ายทอดต้องไม่เข้าไปแทรกแซงและใช้เทคนิกในการสื่อสารแต่น้อย หากการสื่อแบบภววิสัย(objective) โดยการตัดขาดความคิดจิตใจทั้งหลายทิ้งไป ให้ได้แค่ สาร ในระดับเสมือนจริงเท่านั้น เพราะในโลกของความจริงแล้ว เราไม่สามารถขาดอัตวิสัย(subjective)ของผู้ผลิตและผู้เสพสื่อได้ สมดังทัศนะเรื่องความจริงของทฤษฎีควอนตั้มฟิสิกส์ที่ว่า "There is no reality in absence of observation - จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเป็นจริงถ้าเราไม่เข้าไปสังเกตมันเข้า"***



note ***อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ สัจธรรมกับควอนตัมจิตวิญญาณ ของ น.พ. ประสาน ต่างใจ



















ภาคผนวก


เป็นเรื่องบังเอิญว่าขณะที่เขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ผมกำลังอ่านนวนิยายเรื่อง The Reader ของนักเขียนชาวเยอรมันนามเบิร์นฮาร์ด ชลิงค์อยู่พอดี เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีบางส่วนกล่าวถึงความชินชา และดูดายของผู้คนที่มีต่อการกระทำผิด ผมจึงขออนุญาตคัดลอกเนื้อเรื่องบางส่วนมาถ่ายทอดเป็นส่วนเสริมให้กับบทความชิ้นนี้

ในเนื้อเรื่องตอนนี้บรรยายถึงฉากการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามในชั้นศาล การไต่สวนเป็นไปอย่างยืดเยื้อเนื่องจากมีจำเลยและพยานหลายปากในคดีเดียวกัน จนทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งทนาย อัยการ โจทย์ จำเลย ลูกขุน หรือแม้แต่ผู้พิพากษาต่างก็เอือมระอาไปตามๆกัน ความตอนหนึ่งมีว่า....





.....คงไม่ต่างไปจากบรรดานักโทษ ซึ่งถูกกักขังอยู่ในค่ายมรณะ เมื่อประคองชีวิตรอด ไปเดือนแล้วเดือนเล่า เขามองความพรั่นพรึงของนักโทษใหม่ด้วยดวงตาที่ไร้ความรู้สึก เขามองภาพการสังหารและการตายหมู่ด้วยจิตใจด้านชา เรื่องเล่าจากปากคำผู้รอดชีวิตทั้งหลายล้วนบรรยายถึงความชาชินแบบนี้ ความตายด้านที่รู้สึกว่า ชีวิตช่างมีคุณค่าเหลือเพียงน้อยนิด กลายเป็นความเห็นแก่ตัวไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ การรมแก๊สและการเผาศพเป็นปรากฏการณ์ปกติของทุกวัน

.....ห้องรมแก๊สและเตาเผาศพกลายเป็นภาพที่ชินตา แสดงถึงจิตใจด้านชาไร้ความรูสึกของอาชญากรเหล่านั้น

.....เมื่อพบว่าความชาด้านเข้าเกาะกุมทุกๆคน ไม่ใช่เพียงตัวอาชญากรและผู้ตกเป็นเหยื่อ แต่มันเข้าห้อมล้อมคนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

.....อาการด้านชานี้ยังปรากฏชัดมากในคณะตุลาการและผู้คนที่ร่วมฟังการพิจารณา ตลอดสัปดาห์แรกๆ ของการพิจารณา พวกเขาได้รับฟังเรื่องราวอันหฤโหด จากปากคำของพยาน ที่สาธยายเรื่องด้วยน้ำตานองหน้า

......คณะตุลาการเริ่มรับฟัง ด้วยสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลายเป็นปกติ สามารถแย้มยิ้มหรือพูดจากระซิบกระซาบกัน บางคนแสดงอาการหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อพยานให้การวกวนขาดความต่อเนื่อง

จาก The Reader หน้า 129-130 ฉบับแปลโดยสมชัย วิพิศมากูล สำนักพิมพ์มติชน





ไม่ใช่เพียงเบนนี่เท่านั้นหรอกที่สมควรคิดว่าตนเองคือนักโทษในค่ายกักกัน พ่อแม่ของเขา ตลอดจนพวกเราทุกคนต่างก็คือนักโทษที่ถูกรมด้วยแก๊สพิษของความโง่เขลาไม่รู้ทันสื่อและการนิ่งดูดายไม่ดูแลกันด้วยกันทั้งนั้น

นี่แหละคือความน่ากลัวของ emotional glaciation หรือจิตใจที่เยือกแข็งด้านชา


ในบรรยากาศบ้านเมืองที่สื่อเรียกร้อง เสรีภาพ ขณะที่คนอีกกลุ่มต้องการ ควบคุม เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม(หรือไม่ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตน) ยังเป็นข้อถกเถียง และหาสมดุลระหว่างเสรีและการควบคุมสื่ออยู่นั้น

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและมักถูกละเลยหรือมองข้ามไปเสมอ นั่นคือ การสร้าง ภูมิรู้ ให้ผู้เสพเพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกัน ต่ออันตรายจากสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่ยังไม่สามารถใช้วิจารณญาณเพียงลำพังตนเองได้

เมื่อพวกเรามีปัญญาญาณสามารถรู้เท่าทันสื่อที่ตนเสพได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งดีเพียงพอแล้วเท่านั้น ปัญหาเรื่องการควบคุมที่เกินกว่าเหตุกับเสรีจนเกินขอบเขตของสื่อจึงจะสามารถแก้ไขได้

ทว่า....การเพียงแต่พูดว่าอะไรผิดอะไรอะไรถูก อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรควรอะไรไม่ควรนั้นอาจจะไม่เป็นการเพียงพอที่จะใช้แยกความเสมือนจริงในสื่อออกจากความจริงของชีวิต พ่อ-แม่และผู้ใหญ่ในสังคมควรทำตนเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนและผู้น้อยได้เห็นกับตาจริงจึงจะนับได้ว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด













ตะลุย แฝด รอบเสื_ก







เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2550 แฝด ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับคู่หูดูโอจาก ชัตเตอร์ฯ ได้ฤกษ์เปิดตัวรอบสื่อที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด-รัชดา

ผมมีโอกาสได้ไปดู แฝด กับเขาด้วย ทั้งๆที่ไม่ใช่สื่ออะไรที่ไหนหรอก ก็เลยเรียกว่าเป็นการไปดูแฝดรอบเสื_ก ซะเลย

ไหนๆได้ตั๋วฟรีเขามาแล้ว ก็ต้องโปรโมทใช้หนี้ GTH สักนิดนึง บังเอิญว่าจะอัพบล็อคที่พูดถึงหนังวิจารณ์สื่อพอดี เลยถือโอกาสพ่วงหนังรอบสื่อไปด้วยอีกเรื่อง (มันเกี่ยวกันตรงไหนหว่า )





เรื่องย่อ

หลังพลอยตาย, พิมเลือกที่จะทิ้งความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดไว้เบื้องหลังแล้วหนีไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เกาหลี ชีวิตของพิมคงดำเนินต่อไปอย่างมีความสุขกับผู้ชายที่เธอเลือก ถ้าเสียงโทรศัพท์ในกลางดึกคืนหนึ่ง จะไม่ดึงให้เธอต้องหวนกลับมาพบความหลังที่เธอทั้งผูกพันและกลัวสุดขั้วหัวใจ

ข่าวจากเมืองไทยแจ้งว่าแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุ พิมจึงรีบเดินทางกลับเมืองไทย แต่ทันทีที่เธอเหยียบย่างกลับเข้าบ้านหลังเก่า ความทรงจำในอดีตที่เธอแกล้งลืมมันไปก็ย้อนคืนมา พิมกับพลอยเป็นแฝดสยาม!

พิมยังจำวันที่เธอต้อง “เชื่อมติด” กับพลอยด้วยก้อนเนื้ออัปลักษณ์ที่พันธนาการพวกเธอไว้ด้วยกันได้ดี เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นพิมเริ่มอึดอัดกับสภาพกึ่งตัวประหลาดนั่นทำให้เธอร่ำร้องขอเข้ารับการผ่าตัดแยก แม้พลอยจะต่อต้านสุดชีวิต แต่การผ่าตัดเพื่อปลดทั้งคู่ออกจากกันก็เกิดขึ้น และผลของมันก็เลวร้ายสุดทน

ในบ้านหลังเดิมที่พิมเคยอาศัยสมัยเด็ก ข้าวของทุกอย่างของพิมและพลอยยังคงแน่นิ่งอยู่ในที่ของมัน รองเท้าเด็กสองคู่, ตุ๊กตาสองตัว, เสื้อผ้าชุดติดกัน เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งไม่ไหลผ่านไป พิมเริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเก่าๆอีกครั้ง ความรู้สึกคล้ายมีคนอยู่ข้างกายตลอดเวลา ทุกลมหายใจ

คงจะดีกว่าถ้าพลอยจะเกลียดพิมซะจนไม่อยากกลับมาอยู่ข้างๆ ตัวพิมเหมือนเดิม ทว่า...พลอยยังคงอยู่ที่นี่ รอเธอและโกรธเธอ หรือกระทั่งความตายก็ไม่อาจ “แยก” พลอยจากพิม





กำกับภาพยนตร์โดย : บรรจง ปิสัญธนะกูล, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ





นักแสดงนำ : พิม วัฒนพานิช วิทยา วสุไกรไพศาล และ รัชนู บุญชูดวง


น้องฝาแฝดที่เล่นเป็นมาช่าตอนวัยรุ่นตัวจริงน่ารักมากๆ ขอบอก



ความคิดเห็นส่วนตัว(เกือบสปอย์)

ยังพูดอะไรมากไม่ได้ครับ ไว้หนังเข้าฉายจริงวันที่ 29 มี.ค. นี้ก่อนดีกว่า คร่าวๆก็คือ.....

......พล็อตเรื่องน่าสนใจครับ ดูโดยรวมๆแล้วใช้ได้ทีเดียว (ยังไม่ได้ดูชัตเตอร์ แต่เพื่อนๆบอกว่าเรื่องนี้มีเนื้อหามากกว่า)

......ผมเป็นคนไม่ชอบหนังผีที่เอาเสียงดังๆ ทำให้คนดูตกใจ แทนที่จะใช้ซาวด์ ภาพ บรรยากาศ หรือ เทคนิกอื่นๆทางภาพยนตร์ ในการทำหน้าที่ตรงนี้แทน และ แฝด ก็มีเสียงดังๆอย่างที่ว่าเพียบเลยครับ (สรุปย่อหน้านี้กันเอาเองนะครับ)

......ดูแล้วรู้ว่า พี่มาช่าไม่ใช่สวยอย่างเดียว แต่เล่นดีซะด้วย แถมเรื่องนี้จะได้เห็นมาช่าเล่นมากกว่าดราม่าอีก เป็นอะไรนั้นต้องไปดูเอง เล่าไม่ได้

......ชอบใจที่ผู้กำกับเลือก คุณรัชนู บุญชูดวง มาเล่น เพราะเขาเคยเป็นเจ้าแม่ละครแนวลึกลับมาก่อน เคยดูตอนเด็กๆ (เน้นว่าเด็กมากๆ) พอจำได้เลาๆ ตอนไปขอถ่ายรูปแล้วทักว่าชอบ คุณรัชนูหันมาถามว่า.....เกิดทันด้วยเหรอลูก

แค่นี้พอดีกว่า เดี๋ยวจะสปอย์หนักเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่า โดยสรุปแล้ว แฝดเป็นหนังไทยที่ควรเสียตังค์เข้าไปดูครับ ฟันธง!

รัชนู บุญชูดวง อดีตดาราและผู้กำกับละครแนวลึกลับ




ภาพเก่าๆจากงาน Line Up หนังของ GTH เมื่อปีที่แล้ว







ไหนๆ ก็เครียดมาจากบทวิเคราะห์ Benny's Video แล้ว
มาผ่อนคล้ายด้วยภาพที่ทำเล่นๆขำๆแล้วกันนะครับ อย่าถือเป็นจริงเป็นจัง แค่แซวกันเล่นๆ






















สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ

-มิชาเอล ฮาเนเคอที่ทำหนังแรง จริง และ โดน

- ดารา + ผู้กำกับ ทุกคนที่อนุญาต(แบบไม่รู้ตัว)ให้นำภาพมาหยอกกันเล่น

- พี่บอล เก๋า..เก๋า และ GTH ที่เอื้อเฟื้อบัตรรอบเสื_ก

- ผู้อ่านทุกคนที่ติดตามอ่านมาถึงบรรทัดนี้






Create Date : 28 มีนาคม 2550
Last Update : 28 มีนาคม 2550 1:17:00 น. 14 comments
Counter : 3008 Pageviews.

 
ใจหนึ่งอยากดู Benny's Video อีกใจหนึ่งก็รู้สึกสยองไปหน่อย ขนาดอ่านตอนต้นๆก็สยองแล้วสิ

ได้มุขขำจากรูปข้างล่าง ค่อยคลายเครียดได้มั่ง


โดย: ป้ามด วันที่: 28 มีนาคม 2550 เวลา:11:53:35 น.  

 
เป็นบลอคที่ยาวมากๆ อ่านช่วงต้นๆ หนังเรื่องแรก น่ากลัวจัง ไม่ชอบดูหนังแนวนี้ด้วยสิคะ มันโหดเกินไป


ส่วนเรื่องแฝด ก็เห็นโฆษณาในทีวีแล้ว อืมม จะว่าไงดี ก็ไม่ได้อยากไปดูมาก ถึงขนาดว่า ต้องดูให้ได้ อะไรแบบนั้น..ปกติก็ไม่ดูหนังอยู่แล้วอ่ะค่ะ

เดี๋ยววันหลังจะแวะมาอ่าน รีวิวหนังใหม่ๆอีกนะคะ มันทำให้ไม่เสียตังค์ไปดูล่ะ ประหยัด เราชอบบบ


โดย: กระต่ายลงพุง วันที่: 28 มีนาคม 2550 เวลา:13:35:09 น.  

 
น้องแฝดสองคนน่ารักจริงด้วย อ่า หนังสือ the reader ยังอ่านไม่จบเลย หลังจากซื้อมานานเป็นปี

ปล.ส่วนตัวไม่ค่อยชอบเสียงดังเหมือนกัน เพราะ
มันทำให้สะดุ้ง อาย คน ข้าง ๆ เด๋ว หา ว่า ขวัญอ่อน มีบัตรฟรีเอามาแบ่งกันบ้างนะคะ อิอิอิ


โดย: Ple So gOoD วันที่: 28 มีนาคม 2550 เวลา:19:22:59 น.  

 
...
...
ไว้ ไป ดู ก่อน
เด๋ว มา เม้นท์ ใหม่ น๊า



โดย: กรุณาอย่าล้ำเส้น วันที่: 28 มีนาคม 2550 เวลา:23:28:12 น.  

 
ท่านรุ่นพี่ review เก่งจังเลย นัทกว่าจะเขียนได้นิดเดียวนี่แทบตาย...โฮะๆ เดี๋ยวจะลองไปหา Benny's Video มาดูมั่ง แต่มันดูน่ากลัวดีจังเลยอ่ะค่ะ เห็นรูปแล้วคิดถึงเรื่อง Donnie Darko แฮะหม่นๆเหมือนกัน


โดย: samekizofu วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:0:31:11 น.  

 
รุ่นน้อง samekizofu......

ที่เห็นเขียนยาวๆเนี่ยไม่ได้ก่งเก่งอะไรหรอกครับ เป็นนิสัยตั้งแต่เรียนอยู่ที่ซจ.แล้ว

แบบว่าเขียนเรียงความเก่ง แต่ย่อความได้คะแนนแย่มาก ไม่รู้ตอนเรียนน้องเคยโดนมิสให้เขียนสรุปที่อ.ชัยณรงค์อบรมตอนเช้ารึเปล่า

จำได้ว่าทุกเช้าเข้าแถวเดินเข้าห้องแล้ว ต้องมานั่งเขียนสรุปก่อนเริ่มคาบแรก เขียนทุกวันมันก็ไม่เคยต่ำกว่าครึ่งหน้าซะที ส่วนใหญ่จะเกือบเต็มหน้าด้วยซ้ำ พอเหลือบมองคนอื่นเห็นเขียนกันอยู่แค่ 2-3 บรรทัดเอง เลยไม่มีเพื่อนคนไหนยืมของเราลอก ก็ดีไปอย่างไม่ถูกกดดันให้ต้องรีบๆเขียนให้พวกมันลอก


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:0:43:42 น.  

 
แวะมาเยี่ยมอีกครั้งนะครับ

ท่าทางว่าคุณจะเป็นคอหนังตัวยง หรือไม่ก็เป็นนักวิจารณ์ภาพยนต์แน่ ๆ เลยครับ ผมอ่านบทความที่คุณเขียนแล้วรู้สึกประทับใจไปกับเนื้อหาและการดำเนินเรื่องของหนังที่คุณเขียนมาก แต่บังเอิญว่าผมไม่ใช่คอหนัง เลยไม่รู้ว่าจะไปหาหนังเรื่องนี้มาดูได้จากที่ไหน

เอาเป็นว่าจะเสียตังค์ไปดูเรื่อง "แฝด" แทนดีกว่านะครับ เห็นเค้าว่ากันว่า 90% ของเรื่องมีแต่ มาช่า เหรอครับ?

ปล.ช่วงนี้ผมมีเรื่องที่เขียนเก็บไว้หลายเรื่อง (ตั้งแต่ก่อนจะมาเจอ Blog Gang แห่งนี้) ซึ่งผมสามารถนำมาอัพลงบล็อคให้ท่านได้อ่านทุกวันในเวลาโดยประมาณ 10 โมงเช้า ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์นะครับ อย่าลืมแวะเข้าไปอ่านขำขำ หรืออมยิ้มเล่นนะครับ ... อิอิ



โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:15:01:33 น.  

 
คุณอาคุงกล่อง.....

หนังที่เอามาเขียนในบล็อคนี้หลายๆเรื่องอาจไม่เป้นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่จริงๆแล้วหาดูไม่ยากหรอกครับ ถ้าสนใจจริงๆลองหาดูนะครับ

เรื่องแฝดที่ว่ามีมาช่าเข้าฉากถึง 90% อาจจะจริงนะครับ ทีแรกไม่ได้สังเกต แต่พอกลับมาทบทวนดูแล้ว เห็นหน้าเธอเยอะจริงๆ

ยินดีครับที่ได้รู้จักเพื่อนเขียนบล็อคเพิ่มอีกคน ผมต้องเข้าไปอ่านบล็อคของคุณแน่นอนไม่ต้องห่วง


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:23:07:25 น.  

 


ทราบแล้วค่ะว่าทำไมบ่นว่าเครียดตอนจะเขียนบทความนี้...

แทบจะลุกออกไปหามาดูบ้างด้วยนิสัยดื้อส่วนตัว..แหะๆ..

แบบว่า ชักสงสัยว่าคนเขียนวิจารณ์จะมองเห็นและคิดหาแง่มุมได้ลึกล้ำกว่าคนสร้างและคนเขียนบทตั้งใจหรือมองออกเองหรือเปล่านะ...?

สบายดีนะคะ


โดย: รอยคำ วันที่: 30 มีนาคม 2550 เวลา:1:24:41 น.  

 
คุณรอยคำ.....

โอ้ย! ผมว่าตัวเองยังเข้าใจหนังเรื่องนี้ยังไม่หมดด้วยซ้ำ มีหลายอย่างทั้งภาพ บทพูด หรือสัญลักษณ์ที่คนสร้างทิ้งไว้เป็นนัย แล้วผมยังตีความไม่ออกอีกไม่น้อยทีเดียวครับ


แต่คงต้องขอพักไม่หยิบเรื่องนี้มาดูอีกนานทีเดียว หวังว่าพอกลับไปดูอีกรอบจะเข้าใจอะไรที่ยังสงสัยอยู่ได้อย่างชัดเจนขึ้น


ผมสบายดีครับ หวังว่าคุณคงจะหลับดีกินอร่อยเช่นกัน


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 30 มีนาคม 2550 เวลา:1:36:29 น.  

 
เขียนรีวิวได้ยาวสะใจดีครับ แถมพกด้วยรูปสาวสวย (ชอบน้องต่ายมักๆ) หนังของ Haneke ผมไม่เคยดู เพราะความเป็นคนจิตอ่อนกระมัง สำหรับการที่คุโรซาวาได้อันดับสูงกว่าโอซึเพราะงานของฝ่ายแรกเป็นอินเตอร์ทั้งพล็อตและรางวัลมากกว่า ทั้งที่ทั้งคู่น่าจะกินกันไม่ลง ส่วนผู้กำกับหญิงนี่ ผมเองก็ไม่เคยเจอคนที่กำกับเก่งจนสร้างชื่อเข้าระดับโลกได้ นอกจาก Leni Riefenstahl ผู้กำกับหญิงคนโปรดของฮิตลอร์


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 31 มีนาคม 2550 เวลา:10:55:03 น.  

 
อ่ะๆมาทักทายเด็กซจ.ค่ะ เรามันสตรีซจ.
หนูคงเป็นรุ่นน้อง ตอนอยู่ก็ต้องเขียนโอวาทของอ.ชัยณรงค์ มณเฑียรวิเชียรฉาย เหมือนกัน ทำเอาเซ็งเลยจะบอก


โดย: ต.เต่าหลังตุง (pintakai ) วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:22:14:24 น.  

 
คุณต.เต่าหลังตุง

ว้าว...ยินดีที่ได้มีเพื่อนในบล็อคเพิ่มอีกคน แถมยังเป็นรุ่นน้องด้วย เหมือนได้โชค 2 ชั้น จะอยู่ฝั่งสตรีหรือแผนกชายก็ไม่สำคัญครับ เพราะซจ.สามัญก็รั้วเดียวกัน


โดย: จขบ. (das Kino ) วันที่: 1 เมษายน 2550 เวลา:23:35:41 น.  

 
ขยัน Cap รูปจังครับ ผมคงยอมแพ้


โดย: yuttipung วันที่: 12 ธันวาคม 2550 เวลา:22:35:05 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

das Kino
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




film lovers are sick people




Google



Friends' blogs
[Add das Kino's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.