Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
24 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 

เสียงจากคนข้างโรงเรียน

เสียงจากคนข้างโรงเรียน

ผมไม่ใช่ครู แต่มีเหตุให้ผมต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับแวดวงการศึกษาอยู่หลายเรื่อง ผมได้เฝ้ามองการศึกษาของเด็กๆ ในต่างจังหวัดด้วยความห่วงใยมาเป็นเวลานาน จึงอยากถ่ายทอดสิ่งที่ได้รู้เห็นในมุมมองของผมให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ในแวดวงการศึกษาได้ทราบ

เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ผมได้ไปหาเพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเขากำลังสอนนักศึกษาโดยใช้ไมค์โครโฟน ผมคุยกับอาจารย์ที่นั่งคุยด้วยกันว่าเพื่อนผมสอนฉะฉานดีนะครับ มีอาจารย์ท่านหนึ่งตอบว่า เขา ก็สอนไปยังงั้นแหละ ทั้งห้องรู้เรื่องไม่เกิน 2 คน ผมก็พูดว่าอาจารย์ล้อเล่นหรือครับ เขาตอบว่าเรื่องจริง ห้องนี้ผมก็สอน เด็กทั้งห้องถอดบัญญัติไตรยางค์เป็นแค่ 2 คน รับรองว่าที่สอนน่ะรู้เรื่องแค่ 2 คน ผมก็ถามว่าแล้วเด็กพวกนี้จบชั้นมัธยมมาได้อย่างไร เขาตอบว่าก็ไปถามครูมัธยมว่าส่งอะไรมาให้ผมสอน

ผมไปถามครูมัธยม ได้ความจริงว่าเด็กจบมัธยมออกไปด้วยความรู้ต่ำมาก เพราะมีกติกาว่าห้ามมีนักเรียนสอบตกซ้ำชั้น (ถ้ามี ครูประจำชั้นจะไม่ได้ขึ้นขั้นเงินเดือน หัวหน้าหมวดจนถึงผู้อำนวยการก็โดนด้วย) ผมก็ถามว่าทำไมจึงสอนให้เด็กมีความรู้ตามเกณฑ์ไม่ได้ เขาตอบว่าเด็กบางส่วนมาเรียนมัธยมโดยไม่มีพื้นความรู้อะไรเลย เขียนหนังสือยังไม่ได้ก็มี ถ้าอยากรู้เหตุผลก็ให้ไปถามครูประถมดูว่าส่งอะไรมาให้เขาสอน

ผมไปถามครูชั้นประถมศึกษา ก็ได้คำตอบในเรื่องกติกาที่ว่าห้ามมีเด็กสอบตกซ้ำชั้นเหมือนกัน ผมพยายามสอบถามหาเหตุผลจากผู้ใหญ่หลายท่าน จนกระทั่งได้คำตอบว่าที่เขาห้ามมีเด็กสอบตกซ้ำชั้นนั้น ความจริงไม่ใช่เหตุผลที่ว่ารัฐได้ลงทุนกับเด็กไปมากแล้วต้องให้ขึ้นชั้นเท่านั้น แต่รัฐ (กระทรวงศึกษาฯ) ต้องการให้ครูประจำชั้นซึ่งใกล้ชิดกับเด็กที่สุด เอาเด็กที่เรียนอ่อนไม่ทันเพื่อนมาสอนหลังเลิกเรียนและตอนเช้าก่อนเข้าชั้นเรียน (ถ้ามีหลายคน) เพื่อให้เรียนทันเพื่อน

ความต้องการของรัฐดังกล่าวนั้นไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะครูก็มีครอบครัว มีภาระอื่นๆ นอกเวลางาน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตนเองโดนลงโทษจึงให้เด็กได้ขึ้นชั้นเรียน ทั้งที่เด็กไม่ได้มีความรู้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น
แต่ในช่วงแรกๆ ที่มีกติกานั้นออกมา ผมคิดว่าครูไม่น่าจะสอนให้เด็กสอบผ่านได้ทุกคน เพราะสมัยก่อนใช้ข้อสอบกลางสำหรับชั้นประถม 4, 7 และ ม.ศ. 5 แต่ความจริงที่ผมไม่ทราบในขณะนั้นคือกระทรวงฯ ได้เปลี่ยนการสอบของเด็กนักเรียนโดยให้สถานศึกษาออกข้อสอบเอง-ให้คะแนนเอง ดังนั้นครูจึงสามารถให้คะแนนเด็กจนถึงขั้นที่ไม่ต้องสอบตกซ้ำชั้นได้ (แม่เด็กบางคนบอกว่าเอาไก่ไปให้ครูก็สอบได้, บางคนว่าเด็กไปล้างรถให้ครูก็สอบได้)

เวลาผ่านไป 30 ปี ผมไม่ได้ติดตามหรือต่อสู้เรื่องนี้เพราะคิดว่าการศึกษามีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว คงมีการเปลี่ยนกติกาห้ามเด็กซ้ำชั้นไปหลังจากใช้ไม่กี่ปี แต่เมื่อช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมาผมได้เข้าไปที่วิทยาลัยแห่งนั้นอีก เพื่อหาเพื่อนคนเดิม พบนักศึกษาอยู่ในอาคารปฏิบัติการเต็มไปหมด จึงถามอาจารย์หัวหน้าแผนกว่า เด็กมาทำอะไรกันเยอะแยะ ได้รับคำตอบว่าเด็กมาสอบแก้ครั้งที่ 5 และวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องส่งผลคะแนนประจำภาคเรียน และต้องให้เด็กสอบผ่านทั้งหมด แล้วก็เอากระดาษรายชื่อเด็กที่มาสอบให้ผมดู ซึ่งมีเต็มหน้ากระดาษ และบอกผมว่าเด็กในชั้นราว 100 คน มีที่เรียนเก่งจริงๆ 2-3 คน อีก 21-23 คน อาจารย์ทุกคนเห็นว่าควรจะให้จบได้แบบสบายใจ และที่เหลือคือพวกนี้

ต่อมาเมื่อราว 3 เดือนที่แล้ว ครูมัธยมคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าปกติเขาสอนชั้นม.ปลาย แต่วันนี้ไปแทน ม.3 พบเด็กบางคนอ่านหนังสือไม่ได้ ผมถามว่าภาษาไทยหรือ เขาตอบว่าใช่ ถ้าตัวที่สะกดตรงๆ เช่น “กาน” จะอ่านได้ แต่ถ้ามี สระ,วรรณยุกต์ อยู่ข้างบนหรือข้างล่าง จะอ่านไม่ได้เลย ผมถามถึงกติกาที่ว่าห้ามเด็กสอบตกซ้ำชั้น ก็ทราบว่ายังใช้กันอยู่

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเจอครูมัธยมอีกโรงเรียนหนึ่ง ผมเล่าเรื่องเด็ก ม.3 อ่านหนังสือไม่ออกให้เขาฟัง เขายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เด็กของเขาอยู่ชั้น ม.4 เขียนหนังสือไม่ได้หลายคน เขาบอกว่าไม่มีทางสอนเด็กทั้งห้องให้รู้ตามหลักสูตรได้ สิ่งที่ทำได้คือแบ่งเด็กเป็น 2 พวก คือ พวกที่จะเอาความรู้เขาก็สอน พวกที่มาเรียนเพื่อเอาใบประกาศ เขาก็ไม่ทุ่มเทสอนเพราะสอนไปก็ไม่รู้เรื่อง (เด็กไม่มีพื้นฐานเลย) กลุ่มหลังนี้เขาบอกว่ามีเกินครึ่ง ผมถามเขาว่าในเมื่อกระทรวงให้งานที่เกินกำลังความสามารถ ทำไมพวกครูไม่ต่อสู้ เขาบอกว่าเบื้องบนสั่งไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็บอกว่าเวลารวมกันเป็นแสนๆ คนไปขอขึ้นเงินเดือนทำไมครูทำได้ อันนี้เป็นวิชาชีพ เป็นศักดิ์ศรีของครูทำไมไม่ทำ ผมยกตัวอย่างว่าถ้าอาจารย์ซื้อรถมอเตอร์ไซค์มา 1 คัน กลับถึงบ้านอีกวันพอเหยียบคันสตาร์ท คันสตาร์ทก็หัก สายคันเร่งขาด แฮนด์รถหลุด อาจารย์ยอมไหม เขาว่าไม่ยอม กระผมก็บอกเขาว่าคน สำคัญกว่าสิ่งของตั้งแยะ ทำไมอาจารย์ยอมให้เด็กเรียนจบออกไปโดยต่ำกว่ามาตรฐาน แถมออกใบรับรองให้ด้วย

ผมได้คุยกับเขาต่อว่ากระทรวงศึกษานี่แปลก ไปอุ้มข้าราชการใหญ่ๆ ในกระทรวงฯ ที่เกษียนแล้ว โดยให้มาเปิดบริษัทประเมินการศึกษา จ้างมาประเมินครู ประเมินสถานศึกษา ทั้งๆ ที่ประเมินที่เด็กจุดเดียวก็น่าจะพอ เขาก็บอกว่าจริง (ผมถามครูและผู้บริหารโรงเรียนมาเกิน 10 คน ก็ได้รับคำตอบว่าประเมินที่เด็กดีกว่า)

ผมขอกลับมาเรื่องการเรียนการสอนนะครับ ผมสมมติภาพเด็กน้อยที่เรียนชั้นประถมปีที่ 1 เมื่อเด็กบางคนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ บวกลบเลขไม่รู้เรื่อง เมื่อขึ้นประถม 2 เด็กเหล่านี้ย่อมเกลียดโรงเรียน เพราะเรียนไม่รู้เรื่องยิ่งขึ้น ปีต่อๆ ไปก็ยิ่งเรียนไม่ทันเพื่อนมากขึ้น เด็กที่ไปโรงเรียนแต่ไม่เรียนหนังสือมักจะเกเร และเป็นกลุ่มที่มักจะพาให้เพื่อนที่เรียนอยู่เสียคนหรือเกเรตามได้มาก

ผมไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการตั้งกติกาที่ห้ามเด็กสอบตกซ้ำชั้นเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร ไม่ทราบว่าเนื่องจากรัฐมนตรีต้องการความแปลกใหม่ หรือประเทศต้องการกำลังคนที่เหมาะสมเพียงเพื่อทำงานหน้าสายพานการผลิต ที่ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลยก็ได้ เพราะอุตสาหกรรมกำลังขยายตัว เด็กที่เรียนจบมาโดยไม่มีความรู้ที่แท้จริงย่อมไม่เลือกงานนัก

สัปดาห์นี้ ผมได้ข้อมูลมาอีก 2 ด้านครับ คือด้านแรก โรงเรียนตามหมู่บ้านในชนบทต่างจังหวัด ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนจำนวนน้อยมาก บางแห่งครูจึงมีเวลาเพิ่มในการเอาใจใส่ให้เด็กเรียนรู้ได้มากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคือ ที่เด็กตามโรงเรียนชนบทลดลงเพราะโรงเรียนเอกชน โรงเรียนวัด โรงเรียนมูลนิธิต่างๆ ในตัวจังหวัด พากันล่ารายหัวเด็ก โดยจัดรถบัสรับส่งเด็กนักเรียนจากหมู่บ้านมาเรียนในเมือง (รัฐจ่ายเงินอุดหนุนตามจำนวนนักเรียน) จากการสอบถามได้ความว่า เด็กในโรงเรียนเหล่านี้กว่าครึ่งห้องเรียน เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ครูผู้สอนก็ให้เด็กสอบผ่าน เพราะถ้าเด็กสอบตก โรงเรียนก็เลิกจ้าง มีคนจบวุฒิครูตกงานรอเข้าทำงานมากมาย

ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้หันมาสนใจคุณภาพด้านสมองของคนไทย แต่เขาเล็งแก้ปัญหาไปทางด้านสารอาหาร คือ ไอโอดีน ผมคิดว่านั่นคือภาพสะท้อนการไม่รู้หนังสือและด้อยการศึกษาของเด็กส่งผลออกมาให้เห็นชัดเจนทั่วไป กระทรวงอื่นๆ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในขอบเขตของตน ไม่กล้าที่จะก้าวก่ายกระทรวงศึกษา เมื่อวานผมดูทีวี พบรายการ “มูลนิธิพระดาบส” เชิญชวนให้คนไปสมัครเรียนฟรี ตอนหนึ่งเขาบอกว่า “ผู้ที่ประสงค์จะเรียน (วิชาช่าง) ไม่จำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้” แสดงว่าปัญหาคนไทยไม่รู้หนังสือ แต่เรียนจบภาคบังคับมาโดยที่ไม่ได้มีความรู้ตามที่ควรนั้น น่าจะเป็นที่ทราบกันในวงกว้างพอสมควร แต่คนส่วนมากจะคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของตนเลยไม่มีการแก้ไข

ผมขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อนครับ ผมขอเรียนว่าเรื่องที่กระผมเล่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้น ผู้ที่อยู่เบื้องบนอาจจะทราบหรือไม่ทราบก็ไม่แน่ใจครับ เพราะผมคิดว่าการประเมินด้านต่างๆ ที่ภาครัฐจัดทำขึ้น เช่น KPI หน่วยงานมักจะทำแบบกำหนดผลคำตอบสุดท้ายที่ต้องการไว้ก่อน ขอให้ท่านที่อยู่ในแวดวงการศึกษาได้โปรดช่วยหาทางแก้ไขปัญหาการศึกษาของเด็กไทยด้วยครับ ผมคิดว่าวิธีแก้ไขเบื้องต้นน่าจะเริ่มจากการกำหนดให้ใช้ข้อสอบกลางสำหรับชั้นประถม 1 -2 ก่อนครับ

......................................................
29 พย. 2553
.........................................................




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2554
1 comments
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2554 21:57:10 น.
Counter : 943 Pageviews.

 

ดีครับผมชื่อบอยนะครับ อยากรู่ทำไงไห้เขียนได้อ่านออก ผมก็อ่านออกพอเขียนได้บางคำ ผมอยากเขียนเป็นอ่านออกใครก็ได้ไห้คำตอบทีครับ ผมอายุ24แล้วยังไม่มีงานทำเลย ผมอยากทำงานกลัวทำม่ไดเพราะเขียนไม่ได้อ่านไม่ออก ทำไงดีครับ ตอบทางfacebookก็oilboylove_boy@hotmail.comนะครับ

 

โดย: บอยครับ IP: 192.168.10.27, 58.8.54.232 15 มีนาคม 2555 1:19:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ครับผม
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ครับผม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.