"สองรักล้นใจ" (แพ็กคู่ 2 เล่มจบ) จะวางแผงแล้ว~ ขอฝากงานเขียนของ "คีตภา" ไว้ด้วยนะคะ ^^

Group Blog
 
<<
มีนาคม 2558
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
4 มีนาคม 2558
 
All Blogs
 

(100%) === สองรักล้นใจ # 11 : คำมั่นสัญญา ===









- 11 -



งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสช่วงเย็นย่ำมีแขกทยอยมาร่วมงานไม่ขาดสาย...

เจ้าบ่าวหล่อเหลาอยู่ในชุดสูททันสมัยกับรองเท้าผูกเชือกเข้าชุดกัน ต้อนรับแขกเคียงคู่กับเจ้าสาวคนสวยในชุดวิวาห์สีออฟไวท์แบบเรียบๆ แต่หรูหรา คอรูปหัวใจรัดรึงทุกสัดส่วน อวดลาดไหล่สง่า เนินอกอวบอิ่ม และแผ่นหลังนวลเนียนใต้เรือนผมบางส่วนที่รวบเป็นช่อๆ คาดทับด้วยมงกุฎลวดลายเก๋ขนาดกะทัดรัด ปล่อยเกลียวผมส่วนที่เหลือคลอเคลียลำคอระหงอย่างเย้ายวน ตัวกระโปรงช่วงล่างบานออกพองาม สองหนุ่มสาวประจำอยู่ที่ซุ้มดอกไม้หน้างาน ถ่ายรูปกับแขกเหรื่อมากหน้าหลายตา จำไม่หวาดไม่ไหวว่าใครเป็นใคร

เพื่อนๆ ของเรืองรองให้เกียรติมาร่วมงานตามคำเชิญ ต่างพอใจที่เห็นรุจศรัณย์มีสุขภาพพลานามัยดี หน้าตาอิ่มเอิบสดใส ความประพฤติสุภาพน่ารัก ไม่ร้องไห้กระจองอแงจะเอาให้ได้ดังใจ บ่งบอกว่าครอบครัวใหม่ดูแลเอาใจใส่เด็กน้อยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และเป็นต้นแบบดีๆ ให้ผ้าขาวซึมซับได้อย่างน่าชื่นชมทีเดียว

รุจศรัณย์เข้าฉากกับพี่สาวและพี่เขยได้พักหนึ่งก็เริ่มหาวหวอด ตาปรือจะปิดมิปิดแหล่เพราะคึกคักมาตั้งแต่เช้ามืดยันค่ำ ไม่ได้หลับเอาแรงเลย วิภาดาเห็นว่าแขกเริ่มหนาตา สมควรส่งเด็กชายกลับโรงพยาบาลไปกับพยาบาลสาวก็เสนอให้ยืมรถพร้อมสารถี เจ้าตัวเล็กทำหน้าม่อย ช้อนตาละห้อยวิงวอนทุกคน อยากอยู่ต่อนานๆ เหมือนทุกครั้งที่ได้ออกมาเที่ยวข้างนอก ทวิพัทธ์ต้องเกลี้ยกล่อมโดยหยิบเรื่องที่จะรับกลับบ้านมาเกี่ยวเบ็ดล่อ หนูน้อยก็ตาลุกโพลง รีบงับเหยื่ออย่างว่องไว ก่อนไปก็ทวนสัญญาเจื้อยแจ้ว

“อย่าลืมนะคับ เย็นพรุ่งนี้รับจั๊มพ์กลับบ้าน สัญญานะคับ”

ชายหนุ่มยิ้มรับ แปะมือให้สัญญากับเด็กชายอย่างที่ชอบทำบ่อยๆ...ภาพที่ผู้ชายตัวโตๆ แสดงความอ่อนโยนกับเด็กตัวกะเปี๊ยกช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนหลายคนแอบอมยิ้ม ขนาดวิภาดากับมัทนาที่เพียรวางมาดปั้นปึ่งใส่ชายหนุ่ม โทษฐานที่บังอาจฉกหลานสาวไปแบบข้ามหน้าข้ามตากันผสมกับต้องการเป็นแม่ยายผู้น่าเกรงขามแทนเพื่อนผู้ล่วงลับ เห็นหลานเขยปฏิบัติต่อหลานคนเล็กทีไรเป็นใจอ่อนยวบทุกที

รุจศยาเคยคิดว่าห้องจัดงานใหญ่กับโต๊ะจีนหนึ่งร้อยโต๊ะที่ชานนท์จ่ายค่ามัดจำไว้อาจจะโหรงเหรง มีคนมาไม่ถึงครึ่ง ปรากฏว่าเธอคาดการณ์ผิด สบประมาทฝีมือของวิภาดา มัทนา และทวิพัทธ์อย่างแรง

สองรายแรกมีหน้ามีตากว้างขวางในวงสังคม ส่วนรายหลังเป็นที่ชอบพอของเพื่อนฝูงมากมายในวงการบันเทิงและผู้คนที่เคยร่วมงานกัน ทั้งที่เจ้าตัวกำลังวุ่นกับงานวิทยุโทรทัศน์และต้องเตรียมการสารพัดสำหรับงานวิวาห์จนแทบไม่มีเวลาไปแจกการ์ดเชิญแขก แต่ก็หาทางออกด้วยการนำบัตรเชิญเข้าสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่นิยมเปิดไว้วิสาสะกับผองเพื่อน ผู้มีชื่อเสียง หรือองค์กรที่ชื่นชอบ เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสาร แบ่งปันเรื่องราวและรูปภาพให้กันอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่กี่นาที การ์ดเชิญใบสวยก็ส่งตรงถึงทุกคนในบัญชีรายชื่อฉับไว

และอีกหนึ่งแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้คนให้อยากมาร่วมงานนี้ก็คือเด็กชายที่กลับไปแล้ว...รุจศรัณย์

ทันทีที่พลวัตกับพิลาสลักษณ์ควานหาทนายความมาทำคดีแย่งสิทธิ์ขอเป็นผู้ปกครองหลานชายพิการ เรื่องที่รุจศรัณย์กลายเป็นทายาทตัวจริงของกองมรดกมหาศาลก็แพร่สะพัดออกไปในสังคมคนมีเงิน ไล่หลังข่าวที่พี่สาวถังแตกของหนูน้อยโดนนักธุรกิจหนุ่มทิ้งงานวิวาห์ หันไปคว้าสาวไฮโซฯ มาเชิดชูแทน อดีตว่าที่เจ้าสาวตกกระป๋องให้คนนินทาแกมหัวเราะเยาะได้ไม่ทันไร หนุ่มเนื้อหอมรายหนึ่งของวงการบันเทิงก็ออกมาประกาศจะแต่งงานด้วย ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็ไม่ธรรมดาเป็นถึงรองประธานศาลฎีกากับคุณหญิงตราตั้งคนดัง ส่วนฝ่ายหญิงที่เคยระหองระแหงกับสองคุณน้าจากครอบครัวคหบดีผู้มั่งคั่งก็คืนดีกัน ต่างเกี่ยวก้อยมาเป็นผู้ใหญ่และเป็นแม่งานให้อย่างออกหน้าออกตา

เรื่องราวพลิกผันไปมาจนคนรอบข้างหัวปั่นหัวหมุน เปลี่ยนสีตามไม่ค่อยทัน หน้าม้านเข้าหน้าไม่ติดไปหลายราย บ้างก็สนุกกับเรื่องชาวบ้าน บ้างก็สอดรู้สอดเห็นเบื้องหน้าเบื้องหลัง และบ้างก็อยากมาเป็นสักขีพยานเผื่อเกิดเรื่องน่าฮือฮาอีก ทั้งหมดนั่นคือเหตุผลที่ใครๆ ก็อยากมีส่วนร่วมในงานวิวาห์ที่เป็นศูนย์รวมเรื่องอื้อฉาวถึงขนาดต้องเสริมโต๊ะเพิ่มหลายตัว

ครอบครัวของชานนท์กับอัมราภรณ์ไม่โผล่มาร่วมงานสักคน ขัดกับบทสัมภาษณ์ที่ว่า ‘จบลงด้วยความเข้าใจและจากกันด้วยมิตรภาพ’ ผู้ชายติดงานบินไปต่างประเทศสามวันแล้ว ส่วนผู้หญิงไปตากอากาศกับทางบ้านแล้วไม่สบายหนัก คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ และเป็นลมล้มพับจนต้องนำส่งโรงพยาบาลที่นั่น มีข่าวรั่วมาเบาๆ ว่าอัมราภรณ์ตั้งครรภ์ได้เดือนเศษและแพ้ท้องหนักมาก คาดว่าเร็วๆ นี้คงมีประกาศจัดงานวิวาห์ตามมาอีกคู่ ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนุกปากและจ้องจับผิดกันตาเป็นมัน

รุจศยาเองก็ถูกหางเลข โดนมองแปลกๆ จากหลายคนที่สงสัยว่าเธอรีบร้อนแต่งงานเพราะอะไร...กู้หน้ากู้ตา...ท้องก่อนแต่ง...หรือจนกรอบต้องเร่งหาหลักเกาะใหม่ก่อนจะไร้ที่ซุกหัวนอน แม้จะได้ผู้ชายคุณสมบัติด้อยกว่าเดิมเยอะก็ต้องจำยอมเพื่อความอยู่รอด

ทวิพัทธ์ต้องบอกหญิงสาวให้เลิกปริวิตก ไม่วายหยอดมุกขำๆ ตามแบบฉบับ

“อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาตาหมาตาแมวเลยคุณจ๋า คนเขาไม่มุงเรื่องเราตลอดไปหรอก เดี๋ยวก็แห่ไปมุงเรื่องอื่นต่อแล้ว...เรารู้ดีว่าตัวเราเป็นยังไง คนไม่รู้จริงแต่อวดรู้แทนทุกอย่างนั่นต่างหากที่เป็นตัวตลก สิ่งที่คนสนใจก็สะท้อนจิตใจของคนนั้นว่าชอบเรื่องดีหรือร้าย สะอาดหรือสกปรก แต่ฟังไปฟังมาก็จี้ดีเหมือนกันนะ...ตอนนี้ผมกลายร่างเป็นตัวเคี้ยวเอื้อง มีเขา หน้าโง่ พลาดท่าถูกคุณจ๋าสนตะพายเข้าแปลงนา มีนกเอี้ยงบินมาเกาะบ่าหลายตัวแล้ว ยังไงคุณจ๋าก็ถนอมผมหน่อย อย่าใช้งานหนักมาก ไม่พอใจก็บอกดีๆ อย่าใช้แส้เฆี่ยนตีกัน ผมชอบกินหญ้ากลิ่นหอมๆ อ่อนกว่าผมสักสี่ห้าปีนี่กำลังกินเลย”

“ฮื้อ...สองน่ะสนุกได้ทุกเรื่องแล้วก็ป้อจ๋าได้ตลอดล่ะ”

หญิงสาวว่าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง พยายามกลั้นเสียงหัวเราะและอาการขัดเขินไว้ไม่ให้ชายหนุ่มได้ใจ แค่นี้เธอก็อิ่มขนมจีบสารพัดแบบที่เขาคอยป้อนให้กินอยู่เรื่อยแล้ว แต่บางสิ่งไม่อาจปกปิดได้มิดชิด มันเปล่งประกายอยู่ในหน่วยตาคม ทวิพัทธ์ยกนิ้วขยี้ปมระหว่างหัวคิ้วเรียวคล้ายกับจะลบรอยย่น พึงพอใจที่เส้นสายความตึงเครียด กร้าวกระด้าง และโศกเศร้าค่อยๆ จางหายไปจากวงหน้างาม แทนที่ด้วยสีสันแห่งความสุขอย่างน่ามองเหมือนปีแรกๆ ที่ได้พบปะรู้จักกัน

“ไม่เอา อย่าขมวดคิ้วบ่อย เดี๋ยวหน้าแก่เร็วนะ”

“ใครเขาจะหน้าระรื่นตลอดเวลาได้อย่างสองล่ะ”

หญิงสาวแขวะกลับ แต่ชายหนุ่มหาได้รู้สึกรู้สาไม่ ยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจ แถมยังหย่อนระเบิดทิ้งท้ายให้เธอหวั่นระแวงล่วงหน้าอีกแน่ะ

“ผมเป็นอย่างนี้ล่ะ ถึงยังดูเอ๊าะเหมือนหนุ่มยี่สิบยี่สิบเอ็ด ตอนนี้คุณจ๋ายังพอดูอายุเท่าผมอยู่ แต่ขยันทำหน้าดุบ่อยๆ ระวังจะหน้าแก่นำไป โดนหาว่าเป็นพวกกินเด็กเหมือนเจ๊อ้อยเมื่อไหร่ก็อย่ามาโทษกันเชียว”

“พูดมาได้ไม่อายปาก ลามไปถึงพี่อ้อยด้วย เดี๋ยวก็โดนพี่เขาเฉ่งเอาอีกหรอก”

รุจศยาปรามอย่างรู้จักอุปนิสัยคนคู่นี้ดี เรื่องที่จะยอมถูกแซวแกมจิกกัดอยู่ข้างเดียวไม่มีในพจนานุกรมของพวกเขา เป็นต้องสรรหาวาทะเด็ดๆ มาประชันตอบ ซึ่งหัวข้อนี้ก็มีแววแฉลบเข้าเนื้อเธอมากเสียด้วย

หญิงสาวชายตามองครีเอทีฟสาวที่จับจองเก้าอี้อยู่ไม่ไกล อ่านสคริปต์ลำดับขั้นตอนในงานเลี้ยงพลางคุยคิกคักกับหนุ่มหน้าใสวัยอ่อนกว่าเจ็ดปีที่จะเป็นพิธีกรคู่กันในค่ำคืนนี้...ดีเจเต๋ หรือ เตชัส เป็นเพื่อนร่วมงานของทวิพัทธ์ เคยแลกเปลี่ยนเวลาจัดรายการกันหลายหน ทั้งตอนที่ทวิพัทธ์ไปช่วยงานศพของศราพรรณและช่วงที่วุ่นๆ เตรียมงานวิวาห์กับรุจศยา มีเพียงเพื่อนสนิทไม่กี่คนที่รู้ว่าอิสรีกับเตชัสคบหากันแบบไม่เปิดเผยหรือที่เรียกเป็น ‘กิ๊ก’ กันมาพักใหญ่แล้ว ส่วนตัวรุจศยาเพิ่งรู้เรื่องนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ค่อนข้างประหลาดใจ แต่ไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจรังงอนอะไร ถ้าเป็นความสุขของอิสรีและผู้ชายคนนั้นเป็นคนดี ไม่ทำให้เพื่อนสาวรุ่นพี่เสียใจ เธอก็พร้อมยินดีด้วยจากใจจริงเสมอ

อีกคนที่ต้นรักกำลังเจริญงอกงามก็คือน้ำหนาว...นักกายภาพบำบัดสาวไม่เคยเล่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของตัวเองเพราะยังกระดากอายปนกริ่งเกรงว่าอาจทำให้เพื่อนผู้ขาดแคลนความสุขเกิดน้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนา พอทุกอย่างมีแนวโน้มไปในทางที่ดีก็ยอมบอกอย่างกระมิดกระเมี้ยน งานเลี้ยงช่วงหัวค่ำก็ควงวิศวกรหนุ่มที่คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ภาคเหนือและมีโครงการจะแต่งงานกันในปีหน้ามาแนะนำให้เธอกับคนอื่นๆ รู้จักและโดนแซวพอหอมปากหอมคอไปตามระเบียบ

ผู้คนที่มาร่วมงานรื่นเริงต่างแช่มชื่นรื่นรมย์ มีเพียงคนเดียวที่หน้าตาไม่สู้ดี...

ปวันรัตน์ก้าวเข้ามาในสถานที่จัดงานพร้อมเพื่อนร่วมบริษัท แวบแรกที่เห็นคู่บ่าวสาวก็ชะงักกึก ไม่อยากเชื่อ โกรธเกรี้ยว เจ็บปวด และเสียใจที่ต้องยอมรับว่าผู้ชายที่เธอแอบหลงใหลถูกผู้หญิงที่เธอแสนเกลียดชังคว้าไปครองแล้วจริงๆ...เสียแรงที่เธออุตส่าห์ติดตามชายหนุ่มมาตั้งแต่เธอยังเป็นนิสิต คอยหาโอกาสไปพบปะเพิ่มความสนิทสนมกันตามงานอีเวนต์ การบันทึกเทปรายการ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีเขาอยู่ในหมู่คณะ หวังลมๆ แล้งๆ เสมอว่าสักวันเขาจะเห็นเธอเป็นมากกว่าแฟนคลับ แต่ทุกอย่างพังทลาย...เพราะรุจศยาโผล่มายื้อแย่งทุกสิ่งที่เธอหมายตาไป ทั้งอาชีพการงานและผู้ชายที่เธอรัก!

ปวันรัตน์มองเจ้าบ่าวอย่างตัดพ้อ อยากจะกรีดร้องฟูมฟายแต่ก็อายคน ถึงอย่างไรเธอก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงนี้ ครั้นจะให้ฉีกยิ้มอวยพรพวกเขาก็ทำใจไม่ลง ในที่สุดก็สะบัดหน้าพรืดกระแทกเท้าเข้าห้องจัดงานไปดื้อๆ ทิ้งให้เพื่อนที่มาด้วยกันยิ้มจืดเจื่อน ถ่ายรูปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวและเขียนข้อความในสมุดอวยพรเสร็จก็ตามไปชำระความกันที่โต๊ะ

สุมนยกน้ำดื่มมาให้รุจศยาที่ได้นั่งพักรอเวลาขึ้นเวที ขณะที่ทวิพัทธ์ยืนอยู่ห่างไปไม่ถึงสิบเมตรกำลังเฮฮากับกลุ่มเพื่อนผู้ชายเลื่องชื่อที่มารวมตัวกัน สาวน้อยก็อดฟ้องกึ่งระบายความหงุดหงิดไม่ได้

“พี่แหวนนี่ท่าจะบ้าใหญ่แล้วค่ะ ตั้งแต่โดนคุณวิกับคุณมัทเรียกไปคุยก็ตาขวาง กัดดะไปหมด พอรู้ข่าวพี่สองจะแต่งงานกับพี่จ๋าก็ประสาทหนักขึ้นอีก เมื่อกี้สุเดินผ่านโต๊ะเห็นถามหาเหล้า พนักงานบอกไม่มีก็จะบังคับเอาให้ได้ สุทนไม่ไหวเลยบอกไปว่าพี่สองกับพี่จ๋าแจ้งไว้แล้วว่างานนี้โนแอลกอฮอล์ พี่แหวนงี้ตาลุกอย่างกับงูเห่า โชคดีที่พี่ต้นพาเพื่อนมานั่งโต๊ะแถวนั้น ไม่งั้นสุโดนฉกเลือดโชกแน่ ถ้าพี่แหวนอยากดื่มมากขนาดนั้นน่าจะไปร้านเหล้าแต่แรก จะมาให้งานเสียบรรยากาศทำไมก็ไม่รู้”

“อ๊ะๆ ไม่มาไม่ได้จ้ะน้องสุ” น้ำหนาวยื่นหน้ามาตอบกลั้วหัวเราะ “ขืนไม่มาก็อดเรียกร้องความสนใจสิจ๊ะ แม่นั่นเขาอยากให้พี่สองรู้สึกผิดว่าทำเขาอกหักไม่เป็นผู้เป็นคนก็ต้องมาให้เห็นหน่อยสิว่าเขาเฮิร์ตหนัก นี่คงแอบแช่งให้งานล่มอยู่ทุกนาทีแหง ไม่ได้รู้เลยว่ากินแห้วไปนานแล้ว เสียเวลาฝันเฟื่องแท้ๆ เนอะจ๋าเนอะ…”

ตอนท้ายทำตาเล็กตาน้อยล้อเลียนเจ้าสาวเลยได้รับค้อนวงใหญ่เป็นรางวัล สุมนไม่รู้ความนัยว่ารุจศยากับทวิพัทธ์มีพันธะทางนิตินัยก่อนงานแถลงข่าว ทึกทักเอาจากที่เห็นว่าฝ่ายชายไม่เคยตอบรับไมตรีฉันชู้สาวของปวันรัตน์จริงๆ ก็พยักหน้าหงึกๆ และบ่นกระปอดกระแปดต่ออีกนิด

“คนเรานี่ก็แปลกนะคะ รู้ว่ามาแล้วไม่มีความสุขก็ยังอุตส่าห์ถ่อมาให้คนอื่นเขาหมดสุข คุณวิกับคุณมัทก็ดันใจดีเกิน น่าจะลงโทษพี่แหวนหนักๆ หน่อย...เสียดายจัง”

“ช่างเขาเถอะ เลิกสนใจเขาเราจะได้สบายใจ ให้เขาทุกข์ไปคนเดียวก็พอ”

รุจศยาตัดบทยิ้มๆ ไม่ได้น้อยอกน้อยใจวิภาดากับมัทนาที่ไม่ลงมือเชือดปวันรัตน์ดังที่สุมนกระเหี้ยนกระหือรืออยากเห็น ทราบดีว่าน้าๆ ลำบากใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เบื้องหลังพวกเธอทั้งสองออกจะโกรธเกรี้ยวที่หลานสาวโดนรังแกอยู่ใต้ปลายจมูก แต่เบื้องหน้าต้องวางตัวเป็นเจ้านายที่น่านับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา ในเมื่อสาเหตุทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องส่วนตัว รุจศยาเองก็ตอบโต้ไปแรงไม่เบา ดังนั้นจะให้จัดการคนที่ถูกจับโขกโต๊ะเสียหัวโนผมเผ้ายุ่งเหยิงและปล่อยผู้กระทำลอยนวลไปเฉยๆ ย่อมถูกครหาแน่ พวกเธอไม่อยากลงโทษรุจศยาด้วยจึงแค่เรียกปวันรัตน์มาตักเตือนกึ่งภาคทัณฑ์บนไว้ว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก

สำหรับรุจศยา...แค่ได้รับความเข้าอกเข้าใจ ห่วงใยความรู้สึกของเธอ และคิดจะทำอะไรก็บอกกันบ้าง...เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

เวดดิ้งแพลนเนอร์เตือนให้คู่วิวาห์เตรียมตัวขึ้นเวที เจ้าสาวขยับลุกอย่างตื่นเต้น ปล่อยมือเล็กไว้ในการจับจูงของเจ้าบ่าวที่วกกลับมาหาเธอ พุ่งความสนใจไปยังพิธีการ โยนเรื่องของปวันรัตน์ออกไปจากสมองโดยไม่ระแคะระคายสักนิดว่าค่ำคืนแห่งความสุขของเธอจะเป็นชนวนเหตุแห่งฝันร้ายของหญิงสาวผู้นั้น และมันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่ของเธอในภายภาคหน้าไม่น้อยทีเดียว...

============================


บรรยากาศบนเวทีเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเองจากสองพิธีกรปากเอก ต่างกระเซ้าเย้าแหย่คู่วิวาห์ให้เก้อเขิน เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากแขกเหรื่อได้เนืองๆ รุจศยากระอึกกระอักกับหลายมุกที่ถูกระดมยิงใส่ แต่ก็เอาตัวรอดไปได้ด้วยไหวพริบ นึกอยากจะบีบคอที่ปรึกษาตัวดีที่แนะนำให้เลือกพิธีกรที่สนิทสนมกับคู่บ่าวสาวว่าจะช่วยเพิ่มสีสันให้งานมากขึ้น เวลานี้เธอคิดว่ามันชักจะจัดจ้านเกินไป หน้าตาเธอร้อนผ่าวอย่างกับถูกอังไฟ หัวเดียวกระเทียมลีบอยู่ท่ามกลางพิธีกรสามคน (รวมทั้งเจ้าบ่าว!) ที่ช่วยกันหยอกเธอไม่ยั้ง

ช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ คำถามที่ตอบยากที่สุดก็เดินทางมาถึง

“เอาล่ะ มีสักขีพยานอยู่เยอะแยะขนาดนี้ อยากให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวพูดอะไรสักนิดเป็นสัญญากัน เริ่มที่เจ้าสาวก่อนดีกว่า รู้สึกยังไงและอยากบอกอะไรกับเจ้าบ่าวบ้างครับ”

“ขอบคุณค่ะ” รุจศยาพูดคำแรกจากใจจริง ชำเลืองมองคนข้างตัวด้วยแววตาอ่อนโยนยิ่ง สะทกสะเทิ้นกับสายตาคมที่สบตอบ เธอยังไม่อาจประกาศว่า ‘รัก’ ทั้งที่ยังสัมผัสไม่ได้เต็มหัวใจ แต่มีอีกหลายสิ่งที่เธอสามารถเปิดเผยต่อเขาและอนุญาตให้แขกร่วมรับรู้ “เวลาจ๋ามีปัญหาสองมักจะอยู่กับจ๋าเสมอ จ๋ารู้ว่าสองเป็นคนพึ่งพาได้ จ๋าอาจจะทำให้สองต้องเหนื่อยบ่อยๆ ตอบแทนสองได้ไม่เต็มร้อย แต่จ๋าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของเรา...จ๋าดีใจที่มีสองอยู่ด้วยในตอนนี้...จ๋าขอบคุณที่มีสองเข้ามาในชีวิต ขอบคุณค่ะ”

“แล้วเจ้าบ่าวล่ะคะ”

“มันเหมือนปาฏิหาริย์ที่ผมได้มายืนคู่คุณจ๋าตรงนี้...” ทวิพัทธ์ยิ้มน้อยๆ นัยน์ตาทอประกายดั่งดวงดาวดารดาษบนผืนฟ้า เกี่ยวกุมมือหญิงสาวข้างกายแน่นขึ้น “ผมอยากอยู่กับคุณจ๋า อยากดูแลคุณจ๋า อยากทำอะไรหลายๆ อย่างให้คุณจ๋า ผมไม่กล้าพูดหรอกว่าคุณจ๋าแต่งงานกับผมแล้วจะเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่ผมสัญญาว่าจะพยายามทำให้คุณจ๋ามีความสุขที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ ขอบคุณครับ”

“อะไรกัน เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะไม่บอกรักกันสักคำเหรอ”

“นั่นสิ งานแต่งงานขาดคำว่ารักได้ไง พูดหน่อยสิ พูดหน่อย ทุกคนจะได้ช่วยเป็นพยานด้วยน้า”

เตชัสเอะอะคัดค้าน ส่วนอิสรีก็รับลูกยุแหย่ต่อ เข้าขากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุจศยาเหลือบมองทวิพัทธ์คล้ายหารือว่าจะเอายังไง และชายหนุ่มก็พาเธอออกไปจากสถานการณ์นี้อย่างสวยงามด้วยการเปล่งเสียงนุ่มทุ้มสะกดแขกที่เงียบฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ...ทุกถ้อยคำมีความหมายลึกซึ้ง มอบความอบอุ่น อ่อนหวาน และทรงพลังมากพอจะเขย่าหัวใจเธอให้สั่นสะเทือน

“คำว่า ‘รัก’ พูดแค่เสี้ยววินาที แต่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตพิสูจน์มัน ผมอยากให้คุณจ๋าพิสูจน์ไปด้วยกันกับผม...ตกลงนะครับ”

“ค่ะ”

หญิงสาวรับคำสั้นๆ ไม่อาจถอนสายตาจากใบหน้าคมสันที่ระบายยิ้มอ่อนๆ รับรู้แรงบีบมือเธอเบาๆ ราวกับจะขอบคุณและให้คำมั่นสัญญา หัวตาเธอชักร้อนผะผ่าว ต้องกะพริบตาถี่ๆ สกัดความอ่อนไหวที่กลั่นตัวเป็นของเหลวอุดออไม่ให้ซึมออกมาอวดผู้คน

ทุกคำที่ชายหนุ่มพูดเป็นความจริง...ความรักอาจสื่อง่ายๆ ด้วยคำเดียว แต่จะเป็นรักฉาบฉวยหรือรักนิรันดร์ เวลาเท่านั้นที่จะมอบคำตอบ...และเธอก็อยากลองใช้เวลาที่เหลืออยู่ค้นหาไปพร้อมกับเขา

ปรารถนาสุดหัวใจที่จะทำเช่นนั้นให้นานแสนนาน...

ความคิดของหญิงสาวจดจ่ออยู่กับคนที่จับผลัดจับผลูมาเป็นคู่ชีวิต แทบไม่ได้ยินเสียงปรบมือชื่นชมและให้กำลังใจกึกก้อง มารู้ตัวอีกทีตอนที่พิธีกรร้องเสียดายและหาทางใหม่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวแสดงความรักให้เป็นที่ประจักษ์ โดยมีสาธารณชนเบื้องล่างช่วยสนับสนุนเป็นเสียงเดียวกันกระหึ่ม

“ว้า...เขาไม่ยอมบอกรักให้เราฟังน่ะ แบบนี้ต้องให้แสดงอะไรพิเศษๆ ให้ดูแทน...อ่ะแฮ่ม...จูบสัญญากันสักทีเป็นไงครับ”

“นั่นสิคะ คู่นี้ท่าจะไม่ชอบอะไรผิวเผิน แค่แตะปากเฉยๆ คงไม่พอ ต้องจูบลึกซึ้งอวดกันหน่อย...เอาแบบ ‘เฟรนช์คิส’ เลยนะค้า”

“เอาเลย...จูบกัน! จูบกัน! จูบกัน!”

รุจศยาทำหน้าปั้นยาก มองครีเอทีฟสาวที่เสนอเรื่อง ‘เฟรนช์คิส’ เคืองๆ อิสรียิ้มไม่รู้ไม่ชี้ บุ้ยโบ้ยไปยังสคริปต์แผ่นเล็กในมือทำนองว่าบทมันพาไปน่ะน้อง...หญิงสาวเหล่มองเจ้าบ่าวพบว่ากำลังยิ้มกริ่ม ชวนให้ครั่นคร้ามว่าองค์ ‘ชอบโชว์’ อาจจะลงประทับร่าง เรื่องหากำไรกับเนื้อตัวเธอ รายนี้ไม่ค่อยยอมพลาดอยู่แล้ว

ใช่ว่าเธอจะไม่เคยจูบแบบที่ว่านั่น...จูบบดเบียดปากแลกลิ้นเกี่ยวพันรัดรึงอย่างดื่มด่ำ ปลดปล่อยจิตวิญญาณมาพบกันตามความหมายของชาวฝรั่งเศส นับจากตกลงเป็นคนรักและจดทะเบียนสมรสกับทวิพัทธ์แล้วก็...เอ่อ...ทำแทบทุกวัน...บางวันก็หลายครั้งด้วย พ่อตัวร้ายมักใช้โอกาสที่อยู่กับเธอสองต่อสองได้อย่างคุ้มค่าทุกที

แต่จะให้จูบกันอวดชาวบ้านเธอก็ยังไม่กล้าหาญพอ เธอไม่ค่อยไว้ใจความขี้เล่นของชายหนุ่มและไม่วางใจปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเอง ยามที่ริมฝีปากเขากดลงมาหนักๆ แยกแย้มกลีบปากอิ่มออกแล้วแทรกซอนสู่ภายในมักจะดึงสติและสมองของเธอไปหมดสิ้น

เธอไม่อยากเสี่ยงให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าขายหน้าแบบนั้น...

รุจศยาคิดหาทางหนีทีไล่จนหัวหมุนติ้ว อารามหมั่นไส้อิสรีกับเตชัสที่ช่างหาเรื่องมาให้เลยโยนกลองกลับไป

“จ๋าขอตัวอย่างหน่อยค่ะ พิธีกรช่วยทำให้ดูก่อนได้ไหมคะ จะได้แน่ใจว่าเราเข้าใจตรงกันจริงๆ ว่าเป็นยังไง ถ้าพี่อ้อยกับคุณเต๋ไม่ทำให้ดู จ๋ากับสองก็ไม่ทำค่ะ”

“อ้าว เล่นงี้เลยเหรอคุณจ๋า”

“ไหงเป็นงี้ไปได้ล่ะคร้าบ”

สองผู้ดำเนินรายการแข่งกันโอดครวญ วางหน้าไม่ถูกเหมือนที่เจ้าสาวเป็นเมื่อครู่ ทวิพัทธ์หัวเราะขำร่วมกับแขกเหรื่อที่ส่งเสียงโห่ฮาอย่างเมามัน แกล้งยุส่งแบบวอนโดนครีเอทีฟสาวเอาไมโครโฟนตบปากแหก

“เอ้า เจ้าเต๋ เจ๊อ้อย ผมรอตัวอย่างอยู่ เฟรนช์คิสนะเฟรนช์คิส ทำเร็วๆ สิครับ”

“ไม่เอา คัตๆๆ เดี๋ยวติดเรต น. เรต ฉ. เอา งานนี้มีเด็กกับเยาวชนมาตั้งหลายคน เราเป็นผู้ใหญ่ต้องช่วยกันดูแลการจัดเรตให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่ออนาคตของชาติสิ...จริงไหมค้า”

อิสรีเอาตัวรอดไปได้ด้วยความคล่อง สุดท้ายคู่บ่าวสาวก็เพียงแค่หอมแก้มใกล้ๆ มุมปากของกันและกันกลางแสงแฟลชวูบวาบ จากนั้นก็ร่วมตัดเค้กนำไปมอบให้ผู้ใหญ่และญาติสนิทมิตรสหาย ทวิพัทธ์แบ่งชิ้นหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่ให้คนใส่กล่องเก็บไว้ให้รุจศรัณย์ที่โปรดปรานการกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ กว่าจะยอมตัดใจกลับโรงพยาบาลได้เจ้าตัวเล็กก็ทำตาละห้อยอาลัยอาวรณ์ขนมเค้กหลายชั้นจนเขานึกสงสาร พรุ่งนี้มีไปฝากเด็กชายคงดีใจที่ได้กินขนมเค้กงานแต่งของพี่สาวกับพี่เขย

แขกบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับ เจ้าบ่าวเจ้าสาวสนทนากับแขกที่ยังสังสรรค์กันอยู่ครู่หนึ่งก็ปลีกตัวขึ้นรถไปประกอบขั้นตอนสุดท้ายของงานวิวาห์ให้เสร็จสมบูรณ์

พิธีปูที่นอนและส่งตัวคู่วิวาห์เข้าหอ...

============================


รุจศยาเคยทำใจไว้แล้วว่าอาจต้องสละบ้านที่อยู่มานมนานเพื่อยุติปัญหาหนี้สินที่รุมเร้าแล้วมองหาที่อยู่อาศัยใหม่เหมาะสมกับกำลังทรัพย์ หญิงสาวเชื่อว่าบุพการีผู้ล่วงลับจะไม่ตำหนิเธอที่รักษาสถานที่แห่งความทรงจำร่วมกันไว้ไม่ได้ พวกท่านรักเธอมากย่อมอยากเห็นเธอมีชีวิตที่ดีกว่ายอมพลีกายให้ตาแก่ตัณหาจัดเพื่อจมปลักอยู่กับวัตถุในอดีต ไม่ก้าวออกไปไขว่คว้าหาอนาคต

บางทีมันอาจจะเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเอง...

แต่เธอไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้วว่าการเก็บบ้านหลังใหญ่เอาไว้โดยไม่มีเงินบำรุงรักษาย่อมไร้ประโยชน์ เรื่องที่เธอมีปัญหาทางการเงินก็รู้กันทั่วสังคม จะไปกู้หนี้ยืมสินมารักษาหน้าตาที่แทบไม่เหลือหลอแล้วคงยิ่งดูน่าขันระคนน่าสมเพช

‘จะขายบ้านก็ได้นะ’ หญิงสาวรวบรวมความกล้าบอกชายหนุ่มตอนปรึกษาหารือเรื่องจัดการหนี้สินและวางแผนสร้างครอบครัวคร่าวๆ หลุดปากออกไปแล้วก็ใจหาย แต่เธอไม่ใช่คนที่จะกลับคำไปมา ‘ถ้ามันเป็นภาระมากก็ขายทิ้งเถอะ จะได้เอาเงินมาเคลียร์ค่าบ้านที่ติดจำนองแล้วก็ใช้หนี้ของแม่ให้จบๆ ไป ถ้าได้ราคาดีอาจจะเหลือเงินบ้างนิดหน่อย ไม่งั้นก็ปล่อยไปตามขั้นตอนศาล ให้ธนาคารกับเจ้าหนี้รุมทึ้งกันเอาเอง จะได้หมดปัญหาสักที เราเริ่มต้นจากศูนย์ยังดีกว่าติดลบนะสอง’

‘คุณจ๋าไม่เสียดายจริงเหรอ’

‘เสียดาย...แต่จ๋าไม่อยากมีหนี้ท่วมหัว’

รุจศยาตอบอ่อยๆ นี่เป็นสิ่งหนึ่งในตัวเธอที่ทวิพัทธ์ชื่นชม ตลอดเวลาที่ผ่านมาหญิงสาวไม่เคยดิ้นรนอยากกู้ยืมเงินมาเพิ่มปัญหา หากพยายามหาทางออกด้วยสติ สมอง และมองโลกตามความเป็นจริง ถึงที่สุดแล้วก็ไม่ได้ยึดติดกับวัตถุที่เป็นเพียงสิ่งลวงตา เธอมอบความภาคภูมิใจให้เขาจนหัวใจพองโตคับอก

ชายหนุ่มไม่ได้เสียเวลาคิดนานเลยเมื่อยื่นข้อเสนอว่า...

‘แต่ผมเสียดายแทนนี่นา บ้านคุณจ๋าออกจะสวย ทำเลดี มีตั้งหลายห้องนอน ขายตอนนี้คงถูกกดราคาแย่ คุณจ๋าจะว่าไง...ถ้าผมจะขอให้รีไฟแนนซ์แล้วยื่นกู้ร่วมผ่อนบ้านเป็นเจ้าของด้วยกัน ส่วนหนี้ที่ต้องใช้เงินค่าบ้านครึ่งหนึ่งเคลียร์ เดี๋ยวผมจะหามาโปะให้เอง’

‘สองจะไปหาเงินตั้งหลายล้านมาจากไหน จ๋าไม่อยากให้ทำอะไรเกินตัวนะ’ รุจศยาร้องท้วงอย่างตกใจ

‘ไม่เกินตัว...สัญญา...’ ชายหนุ่มยกมือปฏิญาณและทำหน้าตาออดอ้อนขอความเมตตา ‘แค่เก็บบ้านหลังนี้เอาไว้แล้ว คอนโดฯ ของผมคงไม่จำเป็นอีก คุณจ๋าต้องยอมให้ผมอยู่ที่นี่ด้วยคนนะ’

‘สองจะยอมทิ้งคอนโดฯ เพื่อจ๋าเหรอ’

หญิงสาวชะงักมองชายหนุ่มอย่างคาดไม่ถึง ใจสั่นพลิ้วด้วยคลื่นแห่งความหวัง ทวิพัทธ์ดึงตัวเธอเข้ามาอิงแอบในอ้อมแขน หญิงสาวขัดขืนเล็กน้อยด้วยยังไม่เคยชิน ก่อนจะค่อยๆ สงบลงตามลำดับ มือหนาช้อนปลายคางมนขึ้นสบตายิ้มได้ของเขา

‘ผมว่าบ้านหลังนี้เหมาะกับการปักหลักสร้างครอบครัวของเรามากกว่าคอนโดฯ ที่มีแค่สองห้องนอน...ค่าผ่อนบ้านเดือนนึงก็ไม่เท่าไหร่ เราสองคนรับไหวสบายๆ ศาลเองก็น่าจะพอใจที่เรามีบ้านกว้างขวาง มีที่ให้เด็กๆ เล่น สภาพแวดล้อมแบบนี้ดูดีกว่าห้องสี่เหลี่ยมบนตึกสูงๆ เป็นไหนๆ คุณจ๋าว่าจริงไหม...’ ปลายนิ้วแกร่งของชายหนุ่มเกลี่ยปอยผมที่ระข้างแก้มนวลอย่างหยอกเย้า ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มบางๆ พึมพำทวนความหลัง ‘อีกอย่าง...ผมขอคุณจ๋าแต่งงานที่นี่...’ ใบหน้าคมคายลดลงใช้ปากอุ่นปัดเรียวปากอิ่มแผ่วเบา ‘ผมจูบแรกกับคุณจ๋าที่นี่…’ ชายหนุ่มถอยห่างเพื่อสบตาเธอในระยะกระชั้นชิด ชักชวนอย่างอ่อนหวาน ‘ผมอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเราสองคนที่นี่…ตกลงนะคุณจ๋า’

รุจศยาก้มหน้างุด ความเห็นแก่ตัวของเธอต่อสู้กับความไม่อยากเอารัดเอาเปรียบเขาอย่างหนักหน่วง ลึกๆ แล้วเธอไม่ปรารถนาจะย้ายออกจากบ้านที่ผูกพันมาตลอดชีวิต อยากพำนักต่อไปเรื่อยๆ และเธอก็ต้านทานแรงเย้ายวนที่จะได้ทำเช่นนั้นไม่ได้

ทันทีที่เธอพยักหน้ารับ...ทวิพัทธ์ก็ติดต่อขอนัดพบกับผู้รับเหมาออกแบบและตกแต่งบ้านที่รู้จักกันซึ่งสามารถเนรมิตงานให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น บ้านของเธอยังอยู่ในสภาพดีมาก ได้รับการตกแต่งเพียบพร้อมอยู่แล้ว แค่ลงทุนปรับปรุงตัวบ้านบางส่วนและบางห้องก็เพียงพอต่อการต้อนรับสมาชิกใหม่อีกสองคนที่เป็นผู้ชายตัวโตๆ กับเด็กพิการตัวเล็กๆ

ในค่ำคืนนี้บ้านของเธอพร้อมที่จะเป็นเรือนหอ...

ห้องที่เธอเคยครองมาแต่อ้อนแต่ออกก็กำลังกลายเป็นห้องหอ...

============================


ฤกษ์ส่งตัวทวิพัทธ์กับรุจศยาคือยี่สิบสองนาฬิกาสิบเก้านาที...

บัดนี้ล่วงเลยไปหลายนาทีแล้ว...เหล่าญาติมิตรและผู้ใหญ่ที่มาทำพิธีปูที่นอน ให้ศีลให้พร และฝากฝังเจ้าสาวไว้กับเจ้าบ่าวพากันกลับไปหมด รุจศยานอนพอเป็นพิธีอยู่บนเตียงขนาดใหญ่กว่าที่เคยใช้ ค่อยๆ ผินหน้ามองคนที่นอนเคียงข้าง พบว่าชายหนุ่มกำลังมองเธออยู่ด้วยนัยน์ตายิ้มๆ เลื่อนข้อนิ้วมาไล้แก้มที่โดนจมูกกับปากของเขาแสดงความเป็นเจ้าของอวดแขกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ส่งกระแสความร้อนซ่านแปลกๆ สู่ผิวเธอ พอนิ้วซุกซนลากไปแตะกลีบปากเคลือบสีชมพูสวยอย่างหลงใหล หญิงสาวก็สะดุ้งเหมือนถูกไฟช็อต รีบเผ่นพรวดไปไกลๆ จากที่นอน ละล่ำบอกหน้าตาตื่น

“สะ...สอง…วันนี้จ๋าเหนื่อย...จ๋ายังไม่พร้อมนะ”

“ผมรู้...” ชายหนุ่มยันตัวนั่งอย่างเกียจคร้าน ยืนกรานให้เธอโล่งอกว่า “ไม่ใช่วันนี้...ผมสัญญา...คุณจ๋าสบายใจได้”

“ขอบคุณ...”

หญิงสาวยืนเก้ๆ กังๆ อยากจะถอดชุดรัดรึงออกจากร่าง ติดที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่เธอไม่อยากให้คนตาวาวๆ เยิ้มๆ เป็นผู้ช่วยเลย แค่คิดภาพมือใหญ่มาป้วนเปี้ยนบนเนื้อตัวก็ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เป็นท่วงทำนองสุดปั่นป่วน

งานนี้มันแย่ตรงที่เธอไม่มีตัวเลือกอื่นให้ใช้สอย ถ้าไม่อยากทรมานอยู่ในชุดนี้ยันสว่างก็ต้องกลั้นใจยืมมือเขาคนเดียวนี่ล่ะ

ดูท่าชายหนุ่มจะรู้ว่าเธอเหลือบมองมาแปลกๆ เพราะอะไรก็ยักไหล่ ลุกจากเตียงนุ่มที่โรยกลีบกุหลาบสีแดง ชมพู และขาวกลาดเกลื่อน เดินไปซ้อนหลังคนที่ยืนเกร็งร่าง โน้มหน้าลงกระซิบชิดหูบอบบาง

“ผมช่วยถอดชุดให้นะ”

“ห้ามลืมสัญญาล่ะ”

หญิงสาวเตือนเสียงสั่นหวิวอย่างไม่อาจควบคุมความระทึกใจที่ชายหนุ่มเข้าประชิดตัว เธออาจจะเคยอยู่กับเขาตามลำพังในที่รโหฐาน โดนกอดจูบมาหลายหน แต่ไม่ใช่ในสถานภาพและสถานที่ที่เขาสามารถอ้างสิทธิ์เป็น ‘สามี’ เธอได้เต็มที่เช่นนี้

รุจศยาไม่คิดว่าทวิพัทธ์จะยอมแต่งงานแต่ในนาม งดเว้นการมีสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ช่วงเวลารัญจวนใจต้องมาถึงในไม่ช้านี้แน่ๆ ตัวเธอยังมีความกังวลและลังเลใจตามประสาผู้หญิงที่ยังไม่เคยผ่านเรื่องประเภทนี้ อยากขอเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกนิด...สักวันสองวันก็ยังดี ที่สำคัญเธอเหนื่อยกับงานวิวาห์มาตั้งแต่เช้ามืดยันดึกดื่น ใกล้จะล้มทั้งยืนอยู่แล้ว สู้รบปรบมือกับเขาบนเตียงต่อไม่ไหวหรอก

ทวิพัทธ์ลอบยิ้มกับเรือนผมที่จัดทรงสวยงามปานเจ้าหญิง ผงกศีรษะรับ และทวนคำมั่นให้เจ้าสาวที่กลัวฝนสบายใจ

“ผมสัญญาว่าจะแค่ช่วยถอดชุดให้ จะไม่ทำเรื่องที่คุณจ๋าขอไว้ในวันนี้ แค่ขอชื่นใจนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ”

“หา!”

รุจศยาหันขวับไปมองอย่างตื่นตระหนก จากประสบการณ์ตรงที่เธอรับมือมาหลายเพลา คำว่า ‘นิดๆ หน่อยๆ’ ของทวิพัทธ์เป็นอะไรที่ ‘มาก’ สำหรับเธอเสมอ แต่จะขัดขืนอะไรก็ไม่ทัน ปลายนิ้วเขาสะกิดตะขอชุดวิวาห์ออกจากกันอย่างว่องไว ไม่ฟังเสียงเอะอะห้ามปรามของเธอเลย

“เดี๋ยวก่อนสิสอง อย่าเพิ่งถอด ให้จ๋าหยิบเสื้อคลุมก่อน อย่าแกล้งกันแบบนี้สิ โธ่...”

หญิงสาวครางอย่างสิ้นหวัง ปัดป้องมือไม้ที่ยุ่มย่ามบนเนื้อตัวออกไม่หวาดไม่ไหว แกะจากตรงนี้ไปโผล่ใหม่ตรงนู้น พอชายหนุ่มจับขอบเสื้อที่ต้องถอดแบบดึงจากข้างบนลงล่าง เธอก็ดิ้นรนสุดชีวิต พาดท่อนแขนข้างหนึ่งทาบทับทรวงอกทั้งสองข้าง อีกมือก็พยายามเสือกไสคนขี้แกล้งไปให้พ้นๆ ตัว ขนาดมีมือครบสองข้างยังไม่เคยสู้เขาได้ เหลือแค่มือเดียวแบบนี้ก็เห็นแววพ่ายแพ้ลอยมาลิบๆ

“สอง! คนบ้า...!”

สิ้นเสียงร้องอย่างหมดท่า ชุดเจ้าสาวแสนสวยก็ถูกกระตุกผ่านสะโพกผายทิ้งตัวลงเป็นกองผ้าฟูฟ่องรอบเรียวน่องได้สัดส่วน รุจศยานึกอยากให้พื้นห้องแยกออกเป็นช่องว่าง จะได้กระโดดหนีอายไปให้รู้แล้วรู้รอด หญิงสาวตั้งท่าจะทุบตีคนบ้าหลายๆ อั้ก พริบตาเดียวก็ต้องเปลี่ยนเป็นเหนี่ยวบ่ากว้างไว้ด้วยถูกช้อนอุ้มขึ้นในอากาศ ส่วนอีกข้างยังประจำการอยู่ที่เดิมอย่างเหนียวแน่น ชุดวิวาห์ของเธอเป็นแบบเกาะอก มีบราอยู่ในตัว ไม่จำเป็นต้องสวมชุดชั้นในชิ้นบน พอถูกพรากไปเธอก็เหลือเพียงเรียวแขนปกปิดโนมเนื้อ กางเกงชั้นในลูกไม้สีขาวกับสายรัดเอวต่ำที่ยึดเกี่ยวถุงน่องเนื้อเนียน ขอบโคนขาเป็นแถบลูกไม้กว้างประมาณสามนิ้วเข้าชุดกับผ้าชิ้นเล็กที่อยู่สูงกว่านั้น

ทวิพัทธ์ผิวปากหวือเบาๆ หญิงสาวแอบเหลือบมองแล้วก็หน้าร้อนกับสายตาชื่นชมที่เขากวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า อ้อยอิ่งบริเวณที่มือเรียวโอบกระชับอย่างหวงแหน ไม่ได้รู้เลยว่ายิ่งขับเน้นให้เห็นความอวบอิ่มสมบูรณ์เย้ายวนใจชาย

“คุณจ๋าของผมนี่รสนิยมเลิศสุดยอดเลย”

“ฮื้อ...”

รุจศยาร้อง ทุบไหล่หนาแก้เขินพลั่กใหญ่ เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบชุดชั้นในสวยๆ เวลาสวมใส่แล้วรู้สึกมั่นใจในเรือนร่าง วันวิวาห์ก็พิถีพิถันตระเตรียมไว้เป็นพิเศษเนื่องจากชุดข้างนอกงดงามก็ไม่อยากให้ข้างในน้อยหน้ากัน พอแผ่นหลังแตะผ้าปูที่นอนกับกลีบดอกกุหลาบหอมกรุ่นหญิงสาวก็ผวาเฮือก แต่หนีไปไหนไม่รอด ติดร่างสูงใหญ่ที่ปิดกั้นด้านบนและท่อนแขนที่ตั้งฉากกักกันด้านข้าง รีบทวงปากคอสั่น

“สองสัญญากับจ๋าแล้วนะ”

“ผมไม่ผิดสัญญาหรอก รับรองว่าทำตามทุกคำ ผมบอกแล้วไงว่าจะช่วยถอดชุดให้คุณจ๋า นี่ยังถอดไม่หมดเลย...”

“บ้าจริง! ไม่ต้อง ที่เหลือจ๋าทำเองได้ หยุดนะ สอง...!”

หญิงสาวหวีดร้องอย่างเจ็บใจที่เสียรู้คนเจ้าเล่ห์ คัดค้านได้แค่นั้นเสียงเธอก็ขาดหายไปในปากหยักลึกที่นาบลงมาดูดซับ ร่ายมนตร์ละลายอาการขัดขืนของเธอ สัมผัสอุณหภูมิอุ่นๆ จากเรียวนิ้วที่ปัดป่ายอยู่แถวขาอ่อน ขยับปากจะห้ามแต่อีกฝ่ายก็นกรู้ จุมพิตลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้ความชำนิชำนาญเกลี้ยกล่อมเธอให้เตลิดเปิดเปิงไปกับเขา

กว่าทวิพัทธ์จะยอมถอนริมฝีปากช่ำชองออกห่าง รุจศยาก็หายใจหอบๆ เหมือนวิ่งมาไกลหลายร้อยเมตร หัวสมองอึงอล คิดอะไรไม่ออก ไร้เรี่ยวแรงผลักไสคนที่เคลื่อนจมูกกับริมฝีปากไปหยอกล้อติ่งหู และเล็มต่ำลงไปตามลำคอระหง ลาดไหล่มน กระทั่งได้ยินเสียงนุ่มทุ้มกลั้วหัวเราะน้อยๆ ดังขึ้นในความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาและเธอผสานกันว่า

“ผมถอดถุงน่องกับสายรัดให้หมดแล้วนะคุณจ๋า...” มือใหญ่ลูบไล้ขอบผ้าลูกไม้ที่เหลือติดกายเธออย่างมีความหมาย “ชิ้นสุดท้ายนี่ถอดเองได้ไหม ขืนให้ผมช่วยจริงๆ...ต้องผิดสัญญาที่คุณจ๋าขอไว้แน่เลย”

รุจศยางุนงงอยู่สองสามวินาที มองคนที่ยกศีรษะขึ้นจากบริเวณที่ตั้งหัวใจเธอ พิศวงกับกากเพชรชิ้นจิ๋วที่ติดปลายจมูกโด่งและผิวหน้าคมสันบางส่วน ทวิพัทธ์ไม่ได้ลงสเปรย์กากเพชร มีแต่เธอคนเดียวที่ช่างเสริมสวยจับเคลือบผิวนอกร่มผ้าให้เปล่งประกายและลงชุดเจ้าสาวให้หอมกรุ่น พอนึกออกว่าชายหนุ่มไปได้มาจากไหนและด้วยวิธีการใด หญิงสาวก็เบิกตาโพลง เลือดฉีดขึ้นหน้าแดงก่ำ ยิ่งหลุบตาลงเห็นมือข้างหนึ่งของเธอขยุ้มเสื้อสูทของเขาแน่น อีกข้างกำผ้าปูที่นอนกับกลีบกุหลาบชอกช้ำก็อยากกรี๊ดสนั่น

หญิงสาวยกเท้ายันคนขี้โกงออกไปจากร่าง ตั้งใจจะอัดกล่องดวงใจเขาให้จุกแอก หากชายหนุ่มระวังตัวดีอยู่แล้ว พลิ้วหลบทันฉิวเฉียด ขยับไปยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างเตียงในระยะที่ปลอดภัยจากรัศมีฟาดหางของเธอ

รุจศยารีบดึงผ้าห่มมาปกปิดกายที่ยังร้อนผ่าวจากฤทธิ์ริมฝีปากและมือไม้ของเขา หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างกับมีกลองวงใหญ่ที่ตีระรัวไม่ได้จังหวะอยู่ในนั้น ทั้งขายหน้าและตื่นเต้นกับเหตุการณ์เร้าอารมณ์ที่ผ่านมาหมาดๆ ค้อนปะหลับปะเหลือกใส่คนที่บังอาจลอกคราบเธอเสียจนเกือบเปลือยและปฏิบัติการโอ้โลมเธอให้หลงลืมไปถึงไหนต่อไหนโดยที่ตัวเขายังหล่อเลิศอยู่ในชุดสูทเต็มยศ

ตาบ้านี่...ร้ายกาจเหลือทนที่สุด!

“คุณจ๋าล้างเครื่องสำอางไปแล้วกัน ผมขอไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ต้องพึ่งน้ำเย็นมากๆ ด้วย ไม่งั้นล่ะก็...”

ชายหนุ่มทิ้งสายตามีเลศนัยให้คนที่ซุกตัวในผ้าห่มผืนใหญ่กัดฟันกรอด ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร

“คนบ้า! บ้าบอ! บ้ากาม! บ้าไปหมดทุกอย่างจริงๆ!”

หญิงสาวอุบอิบประณามไล่หลังคนที่ผิวปากเข้าห้องน้ำไปอย่างรื่นรมย์...

============================


เกือบเที่ยงคืนรุจศยาก็หอมสดชื่นอยู่ในชุดกระโปรงนอนสีฟ้าอ่อนตัวยาวครึ่งน่อง มีเสื้อคลุมสีเข้มเนื้อหนานุ่มห่อทับอีกชั้น หญิงสาวนิ่วหน้ายุ่งใส่สามีทางนิตินัยที่ครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียง ตบมือแปะๆ บนที่ว่างข้างตัวอย่างเชิญชวนให้ทิ้งตัวนอนด้วยกันตรงนั้น แววตาพราวๆ กับรอยยิ้มเผล่ของเขาไม่ค่อยน่าไว้วางใจเลย

...ให้ตายเถอะ คืนนี้เธอจะได้พักบ้างไหมเนี่ย...

“คุณจ๋า นอนเหอะ ผมเหนื่อยแล้ว...”

...เธอต่างหากที่เหนื่อยของแท้! หน้าตาเขาไม่เห็นจะง่วงสักนิด คึกคักอย่างกับโด๊ปยามา ฮึ! คนบ้าพลัง!...

รุจศยาตอบโต้คนที่ชวนเหย็งๆ ในใจก่อนสะดุ้งวาบกับวาจาเสริมตามมา

“หรือว่าคุณจ๋ายังมีแรง ยังไม่อยากเข้านอน ถ้างั้นมาต่อกันอีกนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้นะ”

“บ้า! จ้องแต่เรื่องพรรค์นั้นแหละ”

หญิงสาวถลึงตาดุ หวนคิดถึงฉาก ‘นิดๆ หน่อยๆ’ แล้วพวงแก้มก็ร้อนซู่อย่างกับมีควันลอยกรุ่น ปกติเธอไม่ใช่คนที่จะแกว่งไปกับการยั่วเย้าของใครง่ายๆ แต่พ่อจอมกวนคนนี้มักเป็นกรณียกเว้น ยามที่เขาส่งสายตาเจ้าชู้ หยอดมุกวาบหวาม หรือแตะต้องกันฉันคนรักมักทำเอาเธอย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กสาวแรกรุ่นที่เพิ่งโดนหนุ่มๆ จีบ พร้อมจะออกท่าเงอะงะอย่างน่าขัดใจตัวเองเสมอ

ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มเคยหยอกเธอเล่นไปตามเรื่องตามราวไม่เกินขอบเขตมิตรภาพ พอเธอเผลอตกลงร่วมชีวิตด้วย พ่อเจ้าประคุณก็รีบวาดลวดลายอย่างกับกลัวเธอจะข้องใจในศักยภาพความเป็นชายชาตรี ว่ากันตามตรงแล้วเธอไม่สงสัยหรอก อยู่ในวงการที่เกี่ยวพันกันก็เคยได้ยินเรื่องซุบซิบของเขากับสาวๆ มาไม่น้อย...ไม่เห็นมีข่าวคาวกับผู้ชายด้วยกันสักคน!

ทวิพัทธ์เป็นหนุ่มโสดที่รักสนุก ตกเป็นข่าวกุ๊กกิ๊กกับผู้หญิงเป็นระยะๆ ช่วงหนึ่งเคยทำตัวเสเพลเละเทะจนเลื่องชื่อ เปลี่ยนคู่ขาล่าแต้มเป็นว่าเล่น ไม่นานก็ซาลงโดยไม่ทราบสาเหตุ แว่วว่าเจ้าตัวเกิดเบื่อผู้หญิงเอาเสียดื้อๆ แต่ก็ยอมมีบ้างประปรายตามธรรมชาติเรียกร้อง

วัดจากพฤติกรรมเวลาที่เขาอยู่กับเธอแล้ว...พ่อตัวร้ายไม่น่าขาดแคลนอิสตรีได้นานนับเดือนอย่างที่เคยโอ่ตอนไปตรวจสุขภาพร่างกายด้วยกัน เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีระยะฟักตัว ผู้เข้ารับการตรวจควรงดเว้นกิจกรรมดังกล่าวมาระยะหนึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด

...ตายล่ะ...หรือเขาเก็บกดอดอยากมานานแล้วเอามาลงกับเธอล่ะเนี่ย...

“คุณจ๋า...”

เจ้าของชื่อเขม้นมองคนเรียกอย่างหวาดระแวง เวลาเขาทอดเสียงนุ่มทุ้มยาวๆ และทำตาวิบๆ แบบนี้เป็นสัญญาณอันตรายสำหรับเธอทุกที พอเห็นเขาเหวี่ยงช่วงขายาวในชุดนอนสีเดียวกับเธอลงบนพื้นด้วยท่วงท่าสบายๆ และได้ยินเสียงเตือนภัยจากพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะออกล่าเหยื่อ นางเนื้อสาวก็ยิ่งหวั่นผวา

“ผมสัญญาว่าวันนี้จะไม่ทำอะไรคุณจ๋าก็จริง แต่เกมไล่จับ...อาจเปลี่ยนความคิดผมได้นะ”

“อย่าเชียว!”

“ถ้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้นก็มานอนซะดีๆ หรือถ้าอยากเล่นเกมให้ผมเปลี่ยนใจก็ได้ทุกเมื่อเลย...”

ทวิพัทธ์ขยับลุกจะทำตามคำพูด รุจศยารีบเผ่นพรวดไปยังด้านหนึ่งของเตียงนอนขนาดคิงไซส์ สอดร่างเข้าไปในผ้าห่มราวกับจะใช้มันเป็นปราการอีกชั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะพรืดของชายหนุ่มที่กลับสู่ตำแหน่งเดิมก่อนจะเล่นบทคุกคามเธอ

“มีใครเขานอนทั้งเสื้อคลุมกันล่ะคุณจ๋า หรือว่า...จะให้ผมช่วยถอดอีก...”

“ไม่ต้อง!”

รุจศยาห้ามเสียงหลง ขยับตัวขยุกขยิกแวบเดียวก็นำเสื้อคลุมพาดลวกๆ ไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียง อึดใจถัดมาเอวบางก็ถูกมือหนารั้งให้หมุนร่างเข้าไปอิงแอบแนบชิดเขา สัมผัสกับความแข็งกระด้างและความนุ่มเนียนที่แตกต่างกัน เธอรีบประท้วงเสียงสั่นเล็กน้อย

“สอง...สัญญากันแล้วนะ...”

“ฮื่อ...จำได้ แต่ขอนอนกอดคุณจ๋าหลับไปได้ไหม”

“นอนกอดผู้หญิงเฉยๆ ได้จริงน่ะ” หญิงสาวไม่อยากเชื่อน้ำยา

ทวิพัทธ์หัวเราะทุ้มๆ และรับสารภาพแบบวอนโดนทุบหลายอั้ก

“ความจริงผมก็อยากทำมากกว่านั้นหรอก แต่เพลียเกิน...รบกับงานแต่งแล้วยังต้องมารบกับคุณจ๋าต่ออีก ขอเวลาผมชาร์จแบตฯ หน่อย เดี๋ยวครั้งแรกทำได้ไม่ประทับใจเต็มที่แล้วคุณจ๋าไม่ติดใจเข้า ผมจะซวยทีหลังเอาน่ะสิ”

“ปากมอมจริงๆ เลย!”

รุจศยาเอ็ด และกระทำสิ่งที่ชายหนุ่มคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน

ทวิพัทธ์หัวเราะขำ สังเกตหลายหนแล้วว่ารุจศยามักจะแก้เกี้ยวด้วยการลงไม้ลงมือกับเขา ยังดีที่เธอยั้งน้ำหนักมือไว้แค่พอเจ็บๆ คันๆ ไม่งั้นเขาคงน่วมเป็นผลกระท้อน เนื้อถูกจิกเป็นรอยเขียวอมม่วง หรือโดนข่วนจนลายพร้อยจากน้ำมือและกรงเล็บคมๆ ของเธอแน่

ทว่าหน้าตาตอนเขินของเธอช่างน่ารักน่าใคร่ คิ้วผูกเป็นปมอย่างน่าช่วยแก้ออก ตาส่องประกายดุดันแต่ไม่น่ากลัวสักนิด ปลายจมูกเชิดรั้นน่าหยิก แก้มป่องน่าหอม และริมฝีปากอิ่มที่ชอบขบเม้มก็ก่อแรงกระตุ้นให้เขาอยากช่วยคลี่คลายสู่สภาพเดิมพร้อมกับจัดการทำให้บวมเป่งเย้ายวนยิ่งกว่าเดิม...ด้วยริมฝีปากของเขาเอง

ชายหนุ่มลดใบหน้าลงอย่างอดใจไม่ไหว...ปฏิบัติการเช่นนั้นอีกครั้ง...

หลายนาทีต่อมารุจศยาต้องสูดอากาศเข้าปอดถี่ๆ ปรือตามองชายหนุ่มที่ถอนปากออกห่าง หารู้ไม่ว่าภาพที่เธอช้อนนัยน์ตาวาววามค้อนคม ดวงหน้าซับสีเลือดตามแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้า และเรียวปากแดงเป่งจากพิษจุมพิตเป็นภาพที่คนมองลุ่มหลงจึงชอบแกล้งเธออย่างแสนหวานบ่อยๆ

“เมื่อไหร่จะได้นอนกันล่ะสอง จ๋าไม่เล่นแล้วนะ”

“ต้องโทษคุณจ๋าที่น่ารักน่าจูบเกินไป”

“ฮื้อ เลิกบ้าได้แล้วนะ จ๋าเหนื่อย ให้จ๋านอนเถอะ...”

หญิงสาวขอร้องและครางอย่างท้อแท้กับอุ้งปากที่ผนึกลงมาอีกหนอย่างมันเขี้ยว ดีหน่อยที่ไม่นานปิ่มขาดใจเหมือนเก่า มิฉะนั้นเธออาจจะตายคาอกเจ้าบ่าวในคืนวิวาห์ให้ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่ง อับอายกันทั้งวงศ์ตระกูลเพราะคนที่จ้องจูบเธอไม่บันยะบันยังนี่แหละ

“กู๊ดไนท์คิส...ฝันดี...ฝันถึงผมบ้างนะ”

“ฝันให้เหนื่อยเหรอ”

รุจศยายอกย้อนอย่างว่องไวแล้วก็เหลือกตาขึ้นข้างบน อยากกัดลิ้นที่เผลอหาเรื่องไม่ดูตาม้าตาเรือให้ขาด เพราะคนที่ไม่ได้รับการอนุมัติให้เป็น ‘ชายในฝัน’ ลงแรงเกลี้ยกล่อมเธอด้วยวิธีเดิม เสียดายที่เธอถูกงานวิวาห์สูบพลังไปหมดตัว ไม่งั้นคงได้รบรากับผู้ชายเอาแต่ใจสักยก รับรองว่าไม่มีทางรีบยกธงขาว ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างอ่อนระโหยทันทีที่เขาผละออกแค่องคุลีเดียวหรอก

“ฝันก็ได้...พอทีเถอะนะ...”

“ภรรยาผมน่ารักที่สุด...”

ชายหนุ่มชมแล้วให้รางวัลเธออีกจุ๊บเล็กๆ บรรจงไต่ริมฝีปากขึ้นไปตามนวลแก้ม จมูก เปลือกตา เรียวคิ้ว และหยุดประทับกลางหน้าผากลาดมนเหมือนส่งเด็กหญิงตัวน้อยเข้านอน จากนั้นก็โอบร่างบางไว้หลวมๆ อิงศีรษะกับกลุ่มผมหยักศกแผ่วเบาเพื่อเข้าสู่นิทรารมย์

...อย่างน้อยเขาก็เลิกจูบสักที...

รุจศยาผ่อนลมหายใจเบาๆ อย่างโล่งอกผ่านริมฝีปากที่น่ากลัวว่าอาจชอกช้ำจากรอยจุมพิตนับไม่ถ้วน ค่อยๆ ขืนตัวออกจากท่อนแขนที่พาดอยู่บนร่าง ไม่คุ้นชินกับการเป็นหมอนข้างให้ใครกอดก่าย เธอนอนคนเดียวมานานจนเคยตัว พอต้องร่วมเตียงกับชายหนุ่มอีกคน ขยับไปทางไหนก็ติดตัวเขา...ไม่สิ...ต้องบอกว่ากระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ถนัดเพราะลำแขนแข็งแรงกระชับร่างเธอไว้ไม่ยอมปล่อยก็รู้สึกอึดอัดกระสับกระส่าย

“วันนี้พอแล้ว...ไม่รบกันแล้วนะคุณจ๋า...”

หญิงสาวอยากเถียงนักว่าเขาต่างหากที่ชอบก่อหวอดสงคราม แต่ทุกคำค้างคาอยู่ในลำคอ ไม่ได้พรั่งพรูออกไป เปลือกตาเธอหย่อนยานลง กล้ามเนื้อทุกส่วนอ่อนล้าเรียกร้องการพักผ่อน สติสัมปชัญญะของเธอเหมือนว่าวที่ถูกตัดสายป่านลอยเคว้งคว้างไปในท้องนภาอันมืดมิดหลังแพขนตายาวงอนพริ้มปิดสนิท

ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มกระซิบแผ่วๆ ในอนุสติอันเลือนราง...

“พรุ่งนี้นะ...คุณจ๋า...พรุ่งนี้...พรุ่งนี้...”


========= (จบตอนที่ 11) =========






 

Create Date : 04 มีนาคม 2558
3 comments
Last Update : 13 มิถุนายน 2558 23:53:33 น.
Counter : 1114 Pageviews.

 

เมื่อไรจะได้ฤกษ์รวมเล่มพี่สองค้า ขออยู่น้า

 

โดย: ribbin IP: 171.98.41.51 7 มีนาคม 2558 22:25:42 น.  

 

ขำปนเขินจริงๆ คุณพี่สองนี่ จะเวอร์ชันไหน ก็ชอบจังค่ะ

 

โดย: goldensun IP: 61.47.87.2 9 มีนาคม 2558 21:31:00 น.  

 

=== ribbin ===
เตรียมหยอดกระปุกไว้รอเลยค่า อิอิ ;)

=== goldensun ===
ขอบคุณมากๆ สำหรับการติดตามด้วยค่า ^O^

 

โดย: คีตภา 10 มีนาคม 2558 21:32:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


คีตภา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




*** งานเขียนใน Blog นี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอก หรือ ดัดแปลงเนื้อหา นำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นๆ ทุกรูปแบบนะคะ :) ***


"สองรักล้นใจ" (แพ็กคู่ 2 เล่มจบ)

รวมเล่มโดย Love สนพ. แจ่มใส วางแผงปลายเดือน มิ.ย. 58 ค่ะ ขอฝากพี่สอง คุณจ๋า และน้องจั๊มพ์ไว้ด้วยนะคะ ^_____^



Date 28/04/2015
สองรักล้นใจ บทที่ 1-11
~ ตัวอย่างทดลองอ่านจ้า ~





เว็บบอร์ดคีตภา@jamsai.com
เว็บบอร์ดคีตภา ณ แจ่มใส :)




ผลงานของคีตภา
นิยายตีพิมพ์รวมเล่ม

นิยายรูปแบบ E-Book


อีเมลของคีตภา



Unique Visitors :
Page Loads :


Friends' blogs
[Add คีตภา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.