หลวงพ่อพ่วง วัดกก


ประวัติหลวงพ่อพ่วง วัดกก หรือ พระอุปัชฌาย์พ่วง

       “หลวงพ่อพ่วง” เป็นชาว “บางขุนเทียน” เกิดที่ตำบลแสมดำ ทั้งบิดาและมารดาต่างก็ชื่อ “พุ่ม”เช่นกัน นามสกุล “พุ่มพยุง” และจากที่ “หลวงพ่อ”เป็นพระเถระที่สงบเงียบไม่ค่อยพูดจึงไม่มีใครกล้าคุยกับท่านมากนัก เพราะคิดว่าท่านดุแต่โดยแท้จริงท่านเป็นพระที่มี “เมตตามาก” คนใกล้ชิดทราบดี ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ทราบแต่เพียงว่าท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๐ และมีน้องชายชื่อ “หลวงพ่อรอด” เพราะหลังจากอุปสมบทแล้วก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าอาวาสวัดแสมดำ” ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า “หลวงพ่อรอด” ทางด้าน “หลวงพ่อพ่วง” เมื่ออายุครบบวชก็อุปสมบทที่ วัดกก โดยมี “หลวงพ่อวัดหัวกระบือ” เป็นพระอุปัชฌาย์ “หลวงพ่อคง วัดกก” เป็นคู่สวดได้รับฉายาว่า “ธมฺโชติก” หรือ“ธรรมโชติ” หมายถึงผู้ “มีธรรมอันสว่างไสวเข้าใจธรรมได้กระจ่างแจ้ง” หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาทาง “วิปัสสนา” กับ “หลวงพ่อคง” และพระอุปัชฌาย์ของท่านที่ “วัดหัวกระบือ” อยู่หลายพรรษาจึงออก “ธุดงค์” ไปแสวงหาความสงบวิเวกเป็นการทดสอบ “พลังจิต” และฝึกฝนวิชาการต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามา

นายเยื้อน บุญฟัก อายุ ๘๑ ปี เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า คราวหนึ่งคุณแม่ของแกเองชื่อนางแปลก ป่วยหนักจึงนำตัวไปรักษาที่ “บ้านหมอไหม” ย่านบางมดนานหลายวันอาการกลับ “ทรุดลง” ไม่ดีขึ้นเลยวันหนึ่ง “นายเยื้อน” เดินผ่านกุฏิ “หลวงปู่พ่วง”ท่านเห็นจึงเรียกให้ขึ้นไปหาแล้วบอกว่า “ต้องเปลี่ยนหมอที่รักษาคุณแม่ใหม่แล้วจะหาย ไม่เช่นนั้นแม่แกตายแน่” เมื่อได้ยินเช่นนั้น “นายเยื้อน”รีบไปรับ “คุณแม่” จากบ้าน “หมอไหม” โดยอุ้มลงเรือพาไปหา “หมออ่ำ ปากคลองบางกระแนะ” ซึ่งพอไปถึง “หมออ่ำ” ก็ทำการรักษาไม่นานอาการก็“ดีขึ้น” กระทั่งหายเป็นปกติตั้งแต่นั้นมา “นายเยื้อน” จึงเพิ่มความเคารพนับถือ “หลวงพ่อพ่วง”มากขึ้นมักบอกใครต่อใครว่า “หลวงพ่อพ่วงท่านแน่จริงไม่ต้องถามอะไรเลย ท่านก็ล่วงรู้ได้แจ่มแจ้งเหมือนตาเห็นแสดงว่าญาณของท่านสูงยิ่งนัก” ต่อมาทางคณะสงฆ์พิจารณาเห็นว่า “หลวงพ่อพ่วง” เป็นพระเถระที่ชาวบ้านเคารพนับถือและมีศีลาจารวัตรดียิ่ง สามารถปกครองพระให้มีระเบียบเรียบร้อย จึงแต่งตั้งให้เป็น “พระอุปัชฌาย์พ่วง” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ซึ่ง ขณะนั้นท่านมีพรรษาได้เพียง ๒๐ พรรษาเท่านั้นเพราะสมัยนั้นพระอุปัชฌาย์ มิใช่จะตั้งกันได้ง่าย ๆ เพราะช่วงนั้นบางขุนเทียน มีเพียงรูปเดียวคือ“หลวงปู่เอี่ยม” หรือ “เจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง” ต่อมาจึงมี “หลวงพ่อพ่วง” เพิ่มอีกเป็น ๒ รูป ดังนั้นสมัยที่“หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง” ทำการบวชก็มี “หลวงพ่อ” เป็นพระกรรมวาจาจารย์และหลังบวชแล้ว ก็ได้ศึกษาทางด้านวิปัสสนาและพุทธาคมจาก“หลวงพ่อพ่วง วัดกก”

อีกเรื่องที่ต้องเล่าให้ฟังคือ “พระอรุณ อรุโณ”สมัยเด็กก็บวชอยู่ที่ “วัดกก” จึงได้เป็น “ลูกศิษย์” ของ “หลวงพ่อพ่วง” เล่าว่า “หลวงพ่อพ่วงเป็นพระที่เคร่งมาก ไม่เคยจับเงินเลย ใครถวายท่านก็ให้ศิษย์เก็บเอาไว้ไม่แตะต้องทั้งสิ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปสวดมนต์ฉันเพลที่บ้านญาติโยมซึ่งเอาเรือมารับ พอท่านลงจากกุฏิไปแล้วลูกศิษย์ก็ออกจากกุฏิใส่กุญแจ ซึ่งกุญแจนั้นสามารถกดเข้าไปก็ล็อกได้แต่วันนั้นเมื่อล็อกแล้ว ปรากฏว่าลืมลูกกุญแจไว้ในกุฏิ ดังนั้นเมื่อ “หลวงพ่อพ่วง” กลับจากกิจนิมนต์จึงเข้ากุฏิไม่ได้แต่ท่านก็มิได้ว่ากล่าวใด ๆ สั่งให้ลูกศิษย์ไปหิ้วของที่ท่าน้ำครั้นลูกศิษย์กลับมาก็พบว่า “หลวงพ่อ” เข้าไปอยู่ในกุฏิแล้วโดยที่ประตูกุฏิยังคงปิดอยู่เช่นเดิม ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสงสัยให้กับ “พระอรุณ อรุโณ” เป็นอย่างยิ่งแต่ก็ไม่กล้าถามเพราะทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่า“หลวงพ่อ” มีวิชาอาคมเข้มขลัง อีกเรื่อง “หลวงพ่อน้อม” อดีตเจ้าอาวาสวัดกกเล่าให้ผู้คนฟังขณะ หลวงพ่อพ่วง สร้าง “พระเนื้อดิน” ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นั้น “นายจง พึ่งพรหม” ซึ่งเป็นช่างแกะแม่พิมพ์เดินผ่านมาหลวงพ่อจึงเรียกแล้วบอกว่า “ให้ไปดู นายตู้ พึ่งพรหม น้องชายที่บ้านซิว่ายังอยู่ดีหรือ” นายจงได้ยินจึงรีบไปดูปรากฏว่า “นายตู้” ผู้น้องชายกำลังเจ็บไข้ไม่สบายจึงกลับมาบอกหลวงพ่อซึ่งท่านก็ไม่ว่ากระไรแต่ พอวันรุ่งขึ้น “นายตู้” ก็เสียชีวิต“หลวงพ่อ” จึงได้แต่บอกว่า “เขาหมดอายุแล้ว”ซึ่งเรื่องนี้ “หลวงพ่อน้อม” เล่าว่าได้ยินมากับหูของท่านเองจึงแสดงว่า “หลวงพ่อพ่วง” มีญาณวิเศษหยั่งรู้กาลชะตาของคนอื่นได้เหมือนตาเห็นนอกจากนี้ “พระอรุณ อรุโณ” ยังพูดถึงมงคลวัตถุของหลวงพ่อพ่วงว่า “พระเนื้อดินเผา” ของ หลวงพ่อพ่วง วัดกก มีพุทธคุณเยี่ยมมีคนได้รับประสบการณ์กันมากมายนับไม่ถ้วน

“คุณปู่เยื้อน บุญฟัก” เป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้เห็นเรื่องอภินิหารของ “หลวงพ่อพ่วง วัดกก” โดยได้เล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่า “คราวหนึ่งหลวงพ่อพ่วง” ไปงานสวดสดับปกรณ์ครั้นสวดจบในหลวง “รัชกาลที่ ๕” ทรงถวายเงินที่ห่อด้วยผ้าให้ท่านโดยที่ หลวงพ่อพ่วง ไม่รู้ว่าในห่อผ้านั้นเป็นเงินจึงไปหยิบ แต่เมื่อมารู้ภายหลังท่านรีบยกเงินห่อนั้นให้ “ปู่เยื้อน”ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กและคอยติดตามหลวงพ่อไปในทุกงานรับกิจนิมนต์ พร้อมทั้งยกย่องหลวงพ่อว่าเป็นผู้ไม่ติดในโทสะ เพราะท่านไม่เคยโกรธหรือดุด่าว่าใครแต่ท่านมีตบะแรงกล้าคนเห็นจึงเกรงกลัว แม้แต่รสอาหารท่านก็ไม่หลงเพราะตลอดชีวิตสมณะของท่านเอาแต่ “ฉันเจ” กระทั่งมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ทิ้งไว้แต่อนุสรณ์แห่งคุณงามความดีและพระเครื่องอันเข้มขลังไว้ช่วยเหลือผู้ เลื่อมใสศรัทธาต่อไป จึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่งของท่านผู้อ่านที่สนใจมี “ของดี” ขณะที่ยังไม่มีใครสนใจราคาก็ไม่สูงแค่หลักร้อยเท่านั้น แต่วันข้างหน้าหลังจาก “เหนือลิขิต ประกาศิตฟ้าดิน”ตรงนี้นำเสนอแล้วราคาจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบได้เช่นกัน.
ขอขอบคุณข้อมูลที่มา...เดลินิวส์

หลวงพ่อพ่วง วัดกก เกจิเฒ่าจอมขมังเวทย์แห่งวัดกก บางขุนเทียน

ในสมัยนั้น ย่านบางขุนเทียน มีเพียงเจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง และ หลวงพ่อพ่วง วัดกก เท่านั้นที่เป็นพระอุปัชฌาย์

และท่านเจ้าคุณวัดหนัง ยังกล่าวชมเชย หลวงพ่อพ่วง ให้เหล่าสานุศิษย์ฟังเสมอว่า "ท่านพ่วงนั้นเก่งจริงๆ

หลวงพ่อน้อม ญาณสุทธิ อดีตเจ้าอาวาสเล่าว่า ตอนสร้างพระท่านยังอายุไม่มากนัก จำได้ว่า หลวงพ่อพ่วงได้ไปเอาดินเหนียวจากบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี แล้วเอามาผสมผงวิเศษซึ่งท่านจารสูตรสนธิขึ้น อันมี ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงปถมัง ผงมหาราช และผงพุทธคุณ ซึ่งหลวงพ่อพ่วงท่านชำนิชำนาญทางจารสูตรต่าง เหล่านั้น

นอกจากนี้ยังผสมด้วยสมุนไพรและว่านต่าง แร่บด ตลอดจน ปากเหยี่ยว ปากกา เขี้ยวเสือ เล็บเสือ งาช้าง (เป็นของจริง ๆ) นำมาผสมลงในดินที่ท่านสร้างพระเครื่อง หลวงพ่อน้อมเล่าว่า คนแกะพิมพ์พระได้แก่ นายจง พึ่งพรหม และ นายชิต ช่วยกันแกะพิมพ์ ขนาดใหญ่ส่วนมากเป็นฝีมือของนายจง ส่วนพิมพ์เล็ก มักเป็นของนายชิต เมื่อแกะพิมพ์เสร็จแล้ว หลวงพ่อได้เอาดินมาผสมผงและเครื่องสมุนไพรของเคล็ดต่าง ตามที่กล่าวมาแล้วจึงได้กดพิมพ์พระ ท่านตั้งใจจะสร้างให้ได้ 84000 องค์ จึงได้ขอให้พระวัดใหม่สีสุก และวัดยายร่ม ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันมาช่วยกันกดพิมพ์พระด้วย เท่าที่คนพบปรากฏมีทั้งหมดขณะนี้ 18 พิมพ์ แต่หลวงพ่อน้อมจำได้ว่าจะมีมากกว่านี้ แต่ยังไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใดบ้าง เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วท่านได้นำเข้าเผาโดยสุมแกลบที่ลานวัด ขณะเผาท่านจะไปเฝ้าบริกรรมปลุกเสก แสดงว่าท่านต้องการแผ่พลังจิตลงไปขณะพระได้รับความร้อน เป็นการหนุนเตโชธาตุ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน สุพรรณบุรี ซึ่งปลุกเสกขณะพระกำลังเผาเช่นกัน หลังจากเผาแล้ว จึงได้นำเข้าปลุกเสกภายในอุโบสถวัดกก เป็นเวลานานหลายพรรษา ท่านปลุกเสกอยู่ตลอดแทบทุกวันหลังจากทำวัตรสวดมนต์ในพระอุโบสถตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 จนถึง ปี พ.ศ.2479 รวมแล้วได้ 6 ปีเต็ม จึงนำพระเครื่องทั้งหมดขึ้นเก็บไว้บนเพดานพระอุโบสถ ประสบการณ์ ด้านความเข้มขลังของพระชุดนี้ ผู้คนแถบบางขุนเทียนทราบกันเป็นอย่างดีครับมีเรื่องเล่ากันแถบนั้นว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อมิ่งได้นำพระออกมาแจกในตอนนั้นมีนายสิบตำรวจ สน.ท่าข้าม ท่านนึงนำไปทดลองยิงปรากฏว่ายิงไม่ออก ในระยะหลังๆทางวัดได้นำพระชุดนี้ออกมาแจกจ่ายให้ประชาชนที่ทำบุญ จึงเกิดมีประสบการณ์ หลากหลาย ทั้งทางด้าน เมตตาและ ที่โดดเด่นมากก้อคือ เรื่องแค้ลวคลาด และคงกระพันชาตรี อาทิเช่น รอดจากอุบัติเหตุ และ ถูกปล้น หรือ ถูกรุมแทงไม่เข้า เพราะมีพระชุดนี้คุ้มครองตัว เป็นต้น เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลของ หลวงพ่อพ่วงนั้น เป็นที่กล่าวขานกันมากในสมัยนั้นถึงเรื่องมหาอุดคงกระพัน และโดยเฉพาะทางด้านเมตตามหานิยม หลวงพ่อพ่วงวัดกกท่านนี้ยังเป็นสหธรรมมิกกับ หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง และหลวงพ่อไปล่ยังได้แลกเปลี่ยนวิชาจากหลวงพ่อพ่วงอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลนี้จากเว็บไซต์......เกจิสยาม.คอม









Create Date : 18 มิถุนายน 2560
Last Update : 18 มิถุนายน 2560 10:32:50 น.
Counter : 296 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
  
หลวงพ่อพ่วง วัดกก
ท่านเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อมิ่ง วัดกก และ พระเกจิอาจารย์ ท่านนี้เป็นอาจารย์ของ “หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง” ผู้โด่งดังจากมงคลวัตถุของท่านราคาเลยเลขหลัก “หกตัว” แล้วนั่นเอง ซึ่ง “หลวงพ่อไปล่” ก็ได้กล่าวยกย่องถึงพุทธาคมของหลวงพ่อผู้เป็นพระอาจารย์ของท่านให้ศิษย์ฟัง อยู่เสมอหรือแม้แต่ “พระภาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม) วัดหนัง” ก็ยกย่องเพราะเป็นเกจิอาจารย์ “ยุคเดียวกัน” และเชื่อมั่นขนาดให้เป็นอุปัชฌาย์บวชพระแทนเป็นประจำซึ่ง “พระเกจิอาจารย์” ที่จะแนะนำให้รู้จักวันนี้คือ “หลวงพ่อพ่วง วัดกก” บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร นี่เอง พระชุดเนื้อดิน ท่านสร้างไว้ในรางปี 2470 โดยที่ ท่านได้เก็บพระจำนวนหนึ่ง ไว้บนเพดานพระอุโบสถวัดกก ประสบการณ์ ด้านความเข้มขลังของพระชุดนี้ ผู้คนแถบบางขุนเทียนทราบกันเป็ยอย่างดี ...มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อมิ่ง ได้นำพระออกมาแจก ใน ตอนนั้น มีนายสิบตำรวจ สน.ท่าข้าม ท่านนึง นำไปทดลองยิง ปรากฏว่ายิงไม่ออก

หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง
ท่านนี้เป็นศิษย์หลวงพ่อพ่วง วัดกก เหรียญของวัดนี้มีชื่อเสียงโด่งดังนับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ที่ได้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึก เป็นเหรียญรูปหลวงพ่อไปล่ มีทั้งเนื้อทองเหลืองฝาบาตร และเนื้อสัมฤทธิ์เป็นเหรียญหล่อ ปัจจุบันนี้ก็หาของแท้ดูยากเพราะชื่อดัง จึงมีคนทำปลอมขึ้นแต่ทำเนื้อไม่เหมือนของจริง แม้จะพยายามทำสักเท่าไรก็ไม่เหมือนของจริงเป็นที่น่าอัศจรรย์
คำขวัญของเหรียญมีว่า
มีเหรียญหลวงพ่อไปล่วัดกำแพงใครจะมาฆ่าแกงก็ไม่ต้องกลัว ถึงไหนถึงกันคงกระพันชาตรีดีนักแล
สมัยนั้นใครมีเหรียญวัดหนังก็ไม่กล้าแหยม กับคนที่แขวนเหรียญวัดกำแพงจัดเป็นยอดเหรียญของอำเภอบางขุนเทียน ทั้ง ๒ วัดใครๆ ก็รู้กันทั่วว่าเด็ดทั้งคู่

หลวงพ่อมิ่ง วัดกก
หลวงพ่อมิ่ง ท่านเป็นพระสหธรรมิกกับหลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง ครับ ซึ่งท่านเป็นพระเกจิที่เก่งมากทั้งคู่ ถ้าเหรียญหล่อ ต้องเหรียญจอบหลวงปู่ไปล่ วัดกำแพงครับ คงกระพันชาตรี เหนียวสุดๆ
ถ้าเป็นเหรียญก็ต้องเหรียญหลวงพ่อมิ่งเหรียญ นี้ครับ ท่านทั้งสองจัดเป็นพระศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ร่ำเรียนวิชาอาคมและวิปัสสนาธุระ กับหลวงพ่อพ่วง วัดกก พระเกจิ ผู้ที่หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังกล่าวถึงเสมอว่าเป็นพระเกจิผู้ที่มีพลังจิตแก่กล้ามาก
เหรียญรุ่นแรก ปี 2488 เป็นเหรียญรูปไข่ รูปเหมือนเต็มองค์ ด้านล่างเป็นภาษไทย พระอธิการมิ่ง ธัมมสุวัณโณ วัดกก ด้านหลังเป็นยันต์
เหรียญรุ่นสอง ปี 2509 ลักษณะคล้ายเหรียญของวัดหนัง มี 2 ขนาด คือ ใหญ่ และเล็ก มีเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้ออัลปาก้า
เหรียญรุ่นสาม ปี 2513 คล้ายรุ่นสอง แต่ด้านหลังของทั้ง 2 รุ่น จะบอกวัตถุประสงค์การสร้างชัดเจน มีทั้งใหญ่และเล็ก มีเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อทองแดง และเนื้ออัลปาก้า นอกจากนี้แล้ว ปี 2514 ท่านสร้างพระเนื้อผง และเนื้อผงคลุกรัก มีพิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ เป็นต้น
โดย: thaithinker วันที่: 18 มิถุนายน 2560 เวลา:10:42:15 น.
  

หลวงพ่อพ่วง วัดกก ท่านเป็นพระเกจิยุคเดียวกันกับ พระภาวนาโกศลเถระ(เอี่ยม) หรือที่รู้จักกันดีในนาม เจ้าคุณเฒ่า วัดหนัง ซึ่งมีบ่อยครั้งที่หลวงปู่เอี่ยม มักจะให้หลวงพ่อพ่วง นั่งที่อุปฌาย์ ในพิธีบวชพระใหม่ แทนท่านเสมอๆ และ ท่านมักจะพูดกับลูกศิษย์ ว่า “หลวงพ่อพ่วงท่านนี้นี่แหละ เก่งจริง” เรียกได้ว่า ถ้าหาวัตถุมงคลของท่านเจ้าคุณ เฒ่า วัดหนังไม่ได้ก้อบูชาพระชุดนี้ แทนได้เลยครับ พระของท่านสร้างปี2473 หลวงพ่อพ่วงท่านเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อมิ่ง วัดกก และ เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง ผู้สร้างพระหล่อเหรยญจอบอันลือลั่นของวงการ พระชุดเนื้อดิน ท่านสร้างไว้ในรางปี 2470 โดยที่ ท่านได้เก็บพระจำนวนหนึ่ง ไว้บนเพดานพระอุโบสถวัดกก ประสบการณ์ ด้านความเข้มขลังของพระชุดนี้ ผู้คนแถบบางขุนเทียนทราบกันเป็ยอย่างดี ...มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อมิ่ง ได้นำพระออกมาแจก ใน ตอนนั้น มีนายสิบตำรวจ สน.ท่าข้าม ท่านนึง นำไปทดลองยิง ปรากฏว่ายิงไม่ออก ในระยะหลัง ทางวัดได้นำพระชุดนี้ออกมาแจกจ่ายประชาชนที่ทำบุญ จึงเกิดมีประสบการณ์ หลากหลาย ทั้งทางด้าน เมตตาและ ที่โดดเด่นมากก้อคือ เรื่องแค้วคลาด และคงกระพันชาตรี อาทิเช่น รอดจากอุบัติเหตุ และ ถูกปล้น หรือ ถูกรุมแทงไม่เข้า เพราะมีพระชุดนี้คุ้มครองตัว
โดย: thaithinker วันที่: 19 มิถุนายน 2560 เวลา:17:29:16 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thaithinker
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กตัญญู ขยัน ซื่อสัตย์
เป็นคุณธรรมพื้นฐาน ของการดำเนินชีวิต
ที่เราทุกคนเกิดมาเป็นคน
พึงรักษาไว้








JAVA counter clicks
มิถุนายน 2560

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog