ลองดราม่ากับความเห็นต่างเรื่อง AI กับเค้าด้วย


เมื่อไม่กี่วันนี้มีข่าวเรื่องความเห็นต่างในเรื่อง AI ของบุคคลสำคัญของโลกซึ่งข่าวนำเสนอมา 6 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มง่ายๆว่าพวกโลกสวย สายสว่าง กับพวกขี้ระแวง สายหายนะ เราก็เลยอยากจะลองดราม่ากับประเด็นนี้ด้วยซะหน่อยแล้วมันยาวมากเลยคิดว่าน่าจะเก็บลงบล๊อกเอาไว้

Dystopian สาย dystopia สายขี้ระแวงก็มี Elon Musk, Bill Gates, Stephen Hawking
Utopian สาย utopia สายโลกสวยมี Mark Zuckerberg, Eric Schmidt, Jeff Bezos




ต่อไปนี้คือความเห็นส่วนตัว :)

Elon Musk เป็นเจ้าของ Tesla Motor, SpaceX, SolarCity, นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับ HyperLoop เป็นเจ้าของโครงการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร ทำงานร่วมกับ NASA พัฒนาระบบและเทคโนโลยีต่างๆที่ใช้ในอวกาศ มี Robot ที่ใช้ AI ทำงานให้หลายร้อยตัว เป็นโปรแกรมเมอร์ตัวพ่อที่เคยเขียนเกมและก่อตั้ง PayPal จนขายบริษัทได้ถึง $500 ล้านเหรียญ เป็นหนึ่งในมนุษย์บนโลกนี้ที่มีฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และ AI ที่ดีที่สุดบนดาวดวงนี้ ได้รับการเปรียบเทียบว่าหาก Iron Man มีอยู่จริงบนโลก คนที่เป็นโทนี่สตาร์กคนนั้นก็คือ Elon Musk แถมยังจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ OpenAI เพื่อพัฒนา AI ที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ชาติ ที่เจ๋งกว่านั้นคือเฮียแกยังเป็นคนก่อตั้ง NeuraLink บริษัทที่พัฒนา

AI เพื่อปลูกถ่ายและฝังเข้าไปในสมองของมนุษย์ เป็นคนที่อยู่ในวงการ AI ระดับต้นๆของโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่า Musk เป็นคนที่บริโภคประโยชน์มหาศาลจาก AI แต่ก็เป็นคนที่ออกมาเตือนเองให้ระวัง AI อย่างแข็งขัน คนในรู้ดีที่สุด


Bill Gates เป็นโค้ดเดอร์ตัวพ่อมาตลอดและ Windows เป็นระบบปฏิบัติการ 91% ในตลาด (2017) Microsoft เป็นบริษัทซอฟท์แวร์ที่หันมาจับฮาร์แวร์ ลุงเลยเป็นคนที่รู้ดีว่าซอฟท์แวร์และ AI ทำอะไรได้บ้าง Microsoft เคยพัฒนา Chat Bot ที่ชื่อ Tay ในปี 2016 ให้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ผลคือต้องรีบเอาออกหลังเปิดใช้งานในเน็ทได้เพียง 16 ชั่วโมงเพราะมันวิวัฒน์ตัวเองเร็วและเริ่มจะเลยเถิดจากนางฟ้ากลายเป็นนางมารร้าย ใช้เวลาเพียง 16 ชั่วโมงก็พัฒนาไปไกลเกินเหตุแล้ว


SH ถูกยกย่องให้เป็น the best mind on Earth หลังจากไอสไตน์ เป็นคนที่ต้องใช้ AI ในการสื่อสารและให้แนวทางที่ควรระวังหลายอย่างในเรื่องภัยคุกคามของโลกในอนาคต ก็ออกมาเตือนเรื่องภัยคุกคามจาก AI


Facebook, Alphabet (Google) และ Amazon เป็นบริษัทซอฟท์แวร์ที่หันมาจับฮาร์ดแวร์ในภายหลัง ใช้ประโยชน์จาก Big Data, Cloud Computing และ AI ที่พัฒนาจนได้ประโยชน์มหาศาลจากเทคโนโลยี AI ส่วน Facebook เองก็กำลังพัฒนา AI ที่เลียนแบบการทำงานของ Jarvis ในหนัง Iron Man ส่วน Eric Schmidt ก็เคยเป็น software engineering director ที่ Sun Microsystems มาก่อน จากนั้นก็รับแต่ตำแหน่งสูงๆทางด้านบริหารมาตลอดในหลายๆบริษัทชั้นนำจนถึงเคยเป็น CEO ของ google ซึ่งส่วนมากก็นะ สายบริหารก็จะเน้นใส่ใจในเรื่องไหนเป็นพิเศษ แต่ที่พิเศษกว่าคนอื่นก็คือ Jeff Bezos ผู้ที่รวยเป็นอันดับสองของโลกรองจาก Bill Gates ชายคนนี้เป็นเจ้าของ amazon ที่เริ่มจากขายหนังสือออนไลน์จนในที่สุดก็ขายทุกอย่าง เพราะเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่หลากหลายจึงเล็งเห็นและใช้ประโยชน์จาก Big Data และ Cloud Computing จนกลายเป็น Cloud provider ซะเอง นอกจากความใจบุญแล้ว Jezz ยังได้ตั้งบริษัท Blue Origin ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเดินทางส่วนบุคคลไปอวกาศซึ่งต้องพิ่งพา AI เยอะมาก ดังนั้นจึงเหมาะสมดีอยู่แล้วที่ฝ่ายนี้จะอวยและสนับสนุน AI แต่ Facebook เองก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดเช่นกันที่ end-to-end Negotiator AI พัฒนาตัวเองจนหลุดกรอบที่กำหนดให้สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่ถูกต้องถึงแม้จะตัดสินใจปิดระบบไปด้วยเหตุผลที่กำกวม


ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกหลังจากนี้เป็นต้นไปจะเริ่มเข้าสู่ยุค Dystopia เพราะมนุษย์ไม่สามารถควบคุมปริมาณของการระบาย CO2 ให้กับโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่ได้ มนุษย์จึงไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นกับสภาวะเรือนกระจกได้ โลกจึงร้อนขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้กับการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก น้ำจะรุกพื้นที่แผ่นดิน เมืองสำคัญชายฝั่งของโลกในหลายๆประเทศจะจมน้ำ อเมริกายอมรับเรื่องนี้แล้ว ไมอามี่จะมีเวลาเหลือแค่ 100 ปีก่อนที่จะต้องทิ้งเมือง ซานฟรานซิสโกเริ่มทำเขื่อนมูลค่า $2,500 ล้านเหรียญใต้สะพาน Golden Gate เพื่อปิดอ่าวป้องกันระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและเตรียมใช้เป็นแหล่งสำรองน้ำจืด นิวออลีนส์กำลังสร้างทำนบกั้นน้ำขนาดใหญ่ที่จะกลายเป็นต้นแบบของทำนบกั้นน้ำให้กับเมืองชายฝั่งหลายๆเมืองของโลก เมืองในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนก็เห็นอนาคตของตัวเองแล้ว มีการวางโครงการสร้างเขื่อนแบบเดียวกับซานฟรานที่บริเวณช่องแคบยิปรอลต้าที่ยาวถึงยี่สิบกว่าไมล์ไปปิดกับโมรอคโคที่อาฟริกาเพื่อรักษาเมืองชายฝั่งแถบเมดิเตอร์เรเนียนไว้ แต่เอเชียเป็นพื้นที่เสี่ยงที่สุดที่จะหายไป บังคลาเทศมีประชากร 165 ล้านคน (Aug 2017) หากน้ำสูงขึ้นแค่ 3 ฟุตจะทำให้พื้นที่ประเทศบังคลาเทศหายไป 1 ในสามส่วนขณะที่ 1 ในสามส่วนนั้นเป็นนาข้าวมากกว่า 50% ของประเทศ อาหารจะขาดแคลน คนจะไม่มีที่อยู่อาศัยแต่อินเดียประเทศที่มีพื้นที่ติดกันรู้ตัวแล้วและกำลังสร้างกำแพงป้องกันการอพยพของประชากรบังคลาเทศ (ประชากรอินเดียมากเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ 1,344 ล้านคนรองจากจีนที่ 1,388 ล้านคน) พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีก็อยู่ในจุดที่อันตราย ไม่ต้องนึกถึงประเทศไทยเลย กทม.เมืองหลวงที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 4.9 ฟุตจะจมน้ำภายในไม่ถึง 200 ปี (จากระมาณการน้ำขึ้นในศตวรรษนี้ต่ำที่สุด 3 ฟุตต่อศตวรรษประมาณได้ 163 ปี) พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำมีอยู่มากมายในเอเชียและพื้นที่ราบลุ่มที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลเล็กน้อยซึ่งเป็นพื้นที่หลักในระบบอาหารของโลกกำลังจะจมน้ำ การย้ายเมืองจะรุกพื้นที่ป่า การเกษตรก็จะรุกเข้าไปอีก การปศุสัตว์ก็จะทำให้ยิ่งรุกพื้นที่ป่าเข้าไปอีก เมื่อต้นไม้ลดลง สิ่งที่ใช้ฟอก CO2 ก็ยิ่งลดลงเข้าไปอีก โลกร้อนขึ้นกว่าเดิม แมลงที่ไวและตายง่ายต่ออากาศเย็นก็จะมีความสุขกับอากาศร้อนและขยายพันธุ์มากขึ้น น้ำแข็งที่เคยปกคลุมยอดภูเขาเริ่มละลาย ชะล้างเอาแบคทีเรียอายุล้านปีที่เคยถูกแช่แข็งเอาไว้ออกมาด้วย โรคที่เราไม่เคยรู้จักจะเริ่มปรากฏขึ้น แมลงศัตรูพืชมากขึ้น เป็นพาหะโรคระบาด ในขณะที่ประชากรโลก ณ ปัจจุบันนี้อยู่ที่ 7,525 ล้านคน (Aug 2017) แต่ worldometer พยากรณ์ด้วยสถิติจริงจาก WHO ไว้ว่าจะเพิ่มจำนวนถึง 10,000 ล้านคนภายในปี 2054 และจะสูงถึง 11,200 ล้านคนในปี 2100 ซึ่งมากยิ่งกว่าจำนวนมนุษย์ที่มีมาเคยเกิดและตายบนโลกตั้งแต่ 50,000 ปีก่อนคริสตกาลจนถึงปัจจุบัน (10,600 ล้านคนที่เคยเกิดบนและตายบนโลกนี้เริ่มนับตั้งแต่ยุคโมเดิร์นโฮโมเซเปียน-ข้อมูลจาก worldometer) ยุคต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคของวิกฤตที่อยู่อาศัย วิกฤตโรคระบาด วิกฤตอาหารโลก รวมทั้งวิกฤตสภาพอากาศโลก จำนวนมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้นนอกจากจะสร้างปัญหาทางสภาพแวดแล้วแล้วยังสร้างปัญหาทางสัมคมด้วย อาชญากรรมจะเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าเราต้องการระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดพอที่จะช่วยเราสอดส่องดูแลและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น AI ที่ถูกพัฒนามาอย่างดีกับเทคโนโลยี Big Data, Cloud Cluster Computing, Machine Learning, 3D Virtual, Human-Machine Interface (HMI จะพัฒนาไปจนสามารถเชื่อมต่อกายภาพมนุษย์เข้ากับเครื่องจักรและระบบคอมพิวเตอร์ได้ อย่างที่ NeuraLink ทำให้เห็นถึงแนวโน้ม), รวมไปถึง Holographics (เช่น Microsoft HoloLens) จะช่วยเปิดหูเปิดตาให้กับข้อมูลที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเพื่อรับมือกับสภาวะใหม่ๆที่โลกจะต้องเผชิญ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกที่มันกำลังจะเป็นนี้ ความเป็นอยู่จะต้องลำบากมากขึ้นและ AI จะมีส่วนอย่างมากในการช่วยวิกฤตโลก หลายคนกำลังเริ่มงานของพวกเค้าแล้ว เซอร์ริชาร์ดแบรนด์สัน (Virgin) กำลังระดมทุนผ่านธุรกิจนำเที่ยวอวกาศเพื่อสร้างสถานีอวกาศและดาวเทียมที่จะกระจายรอบโลกเพื่อหาพื้นที่เพาะปลูกแหล่งใหม่ให้กับโลกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตอาหารโลก สร้างสถานีเผาขยะนอกโลกเพื่อลดปริมาณมลภาวะในโลกและส่งพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่โลก การสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารก็ต้องการโรบอตและเทคโนโลยีที่สูงในการพัฒนาและ AI ก็เป็นสิ่งจำเป็น มีนักวิทยาศาสตร์กำลังคิดค้นหาทางพลิกฟื้นพื้นที่ในทะเลทรายซาฮาร่าให้กลับมาใช้งานเพาะปลูกได้ก่อนที่โลกจะพลิกให้ในอีก 15,000 ปี (ทะเลทรายซาฮาร่ามีขนาดใหญ่เท่ากันประเทศสหรัฐอเมริกาและมีน้ำยุค 20,000 ปีที่แล้วซ่อนอยู่ใต้ดินซาฮาราเพียงพอให้ใช้เพาะปลูกทั้งพื้นที่ไป 100 ปี) มีอาจารย์มหาวิทยาลัยปรับปรุงโมเดลทางคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเสถียรภาพการบินให้กับ drone เพื่อนำไปใช้กับกิจกรรมทางการแพทย์และงานสนับสนุนสาธารณะภัย แต่ก็มี drone จำนวนมากเช่นกันที่ติดหัวรบพลังทำลายล้างสูงควบคุมไร้สายได้จากระยะไกลและมีปริมาณมากพอที่จะสร้างหายนะให้กับประเทศเล็กๆได้ทั้งประเทศ


ความรู้ใหม่ๆได้เปิดพรมแดนของการคิดและพัฒนาเทคโนโลยีจจนมีคนคิด interface เอาคลื่นสมองของเรามาใช้ควบคุมอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์และคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยตั้งแต่อำนวยความสะดวกไปจนถึงเข้ามาอุดช่องว่างที่คนพิการทำไม่ได้ (เช่นช่วยให้ผู้พิการไร้ขาสามารถขับรถได้จากการป้อนคำสั่งทางความคิด) บริษัทอย่าง Emotiv และอีกหลายๆบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันก็กำลังพัฒนาแอพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ลองคิดเล่นๆดูว่าหากมีการพัฒนา AI ของ Machine Learning ที่คอยสังเกตพฤิตกรรมการคิดของเราและเอาไปปรับปรุงได้ดีกว่าเราจะเกิดอะไรขึ้น? นอกจากนั้นปัจจุบันยังมีการพัฒนาระบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบใหม่ที่เรียกว่า LiFi ที่เชื่อมต่อผ่านแสงจากหลอดไฟ LED ในที่พักอาศัย โลกจะเข้าสู่ยุค IoT อุปกรณ์ต่างๆของมนุษย์ที่ใช้งานกันอยู่จะเริ่มเชื่อมต่อกันได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ทีวี ตู้เย็น ไปจนถึงตู้เสื้อผ้าซึ่งอะไรก็ตามที่คอนเน็ค มันมีความเป็นไปได้ที่มันสามารถถูกแฮกได้ การแฮกและควบคุมอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ผ่านอินเตอร์เน็ตมีอยู่จริงและไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ ไวรัสคอมพิวเตอร์ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ลองจินตนาการดูว่าหากเราติดตั้งหรือมีคนทะลึ่งติดตั้ง AI ให้กับไวรัสคอมพิวเตอร์ได้จะเกิดอะไรขึ้น? โลกใบนี้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด 449 แห่งและกำลังก่อสร้างอยู่อีก 60 แห่ง ยังไม่ต้องนึกถึง AI ที่ยึดพลังงานเหล่านี้ไว้แต่ลองนึกถึงไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เราควบคุมแหล่งพลังงานเหล่านี้ไม่ได้ก็น่ากลัวมากแล้ว ไม่ต้องนึกถึงว่าหากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดจะรุนแรงและส่งผลทางด้านกัมมันตภาพรังสีไปไกลขนาดไหน แต่สิ่งที่แรงกว่าคืออยู่อย่างในโลกปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานและเมื่อปราศจากไฟฟ้าซะแล้ว ลองถามตัวเองว่าเราจะอยู่รอดได้กี่วัน ดังนั้นไม่ต้องนึกถึงคนป่วยเป็นล้านๆที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเลย สงครามไซเบอร์มีอยู่จริงในปัจจุบัน ไวรัส Stuxnet ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว แนวหน้าของสงครามในยุคนี้ไม่ใช่ทหารราบอีกต่อไปแต่เป็นแฮกเกอร์หนุ่มสาวหรือนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำรวมไปถึงหน่วยงานของรัฐบาลด้วย (ไทยยังคงอีกนานเพราะติดอันดับโลกในเรื่องความยอดแย่ในการรักษาความปลอดภัยหากเกิดสงครามไซเบอร์) หากมีคนใส่ AI และ Machine Learning ให้กับอาวุธสงครามไซเบอร์ขึ้นมาจริงๆเราคงไม่มีที่จะอยู่และมนุษย์คงต้องสูญพันธ์ไปอย่างแน่นอน และถึงแม้ว่า AI จะสำคัญถึงเพียงไหน ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าสิ่งเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นกับ AI เพราะเราให้ศักยภาพในการคิดกับเครื่องจักร แต่ไม่มีทางรู้และเข้าใจสิ่งที่เครื่องจักรคิด เหมือนอย่าง Deepmind ที่เอาชนะนักหมากล้อมเก้าดั้งอันดับหนึ่งของโลกชาวเกาหลี เครื่องจักรนั้นไม่มีชีวิตและจิตใจ ทุกสิ่งที่ตัดสินใจในแต่ละทางเลือกเกิดจากการประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทีี่ทำคะแนนได้สูงสุดเพื่อให้ถึงเป้าหมาย และเมื่อถึงเวลาที่ AI ฉลาดจนไม่สนใจเป้าหมายที่มนุษย์กำหนดให้กับมันแต่หากมันสามารถกำหนดเป้าหมายได้ด้วยตัวเองแล้ว หายนะที่ใครบางคนเคยคิดว่าเป็นแค่ไร้สาระในนิยายวิทยาศาสต์คงได้เกิดขึ้นจริงภายในช่วงชีวิตของพวกเราด้วยซ้ำ


ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า AI จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกที่เข้าสู่ภาวะที่สำบากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์ที่ควรระวังเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน






Create Date : 03 สิงหาคม 2560
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 10:53:28 น.
Counter : 236 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Karz
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 111 คน [?]






สิงหาคม 2560

 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31