..สีสันของความหลากหลาย อาจทำให้ความหมายของชีวิตแปรเปลี่ยน แต่ความเป็นเพื่อนยังคงหมุนเวียน สับเปลี่ยนอยู่ในตำแหน่งของความผูกพัน..
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
30 กรกฏาคม 2555
 
All Blogs
 
แบกเป้เที่ยวแดนอาทิตย์อุทัย...วันที่ 4 (วัดคิโยมิซึ เกียวโต)


หลังจากที่ช่วงเช้า พาไปเที่ยวที่ ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ - วัดคินคะคุจิ แล้ว ในภาคบ่ายนี้ เราจะพาไปชมวัดคิโยมิซึ กันค่ะ  โดยพาหนะรถบัสอีกเช่นเคย  แต่ก่อนที่จะพาไปเที่ยว ต้องเติมพลังกันก่อน ร้านที่เราแวะหน้าปากทางเข้าวัดนี้ เป็นร้านอาหารจีนค่ะ อร่อยใช้ได้เลย (หรือว่า ...เพราะว่าหิวก็ไม่รู้)







จขบ.สั่งผัดเต้าหู้ค่ะ  กินซะหมดเกลี้ยงเลย










ส่วนนี่ ของพี่สาว เค้าไม่สบายไอแค๊กๆ ตั้งแต่วันแรก ๆ  ส่วนของพี่เขย อย่าไปยุ่งของเค้าเลย ไม่ทันได้ถ่ายซักที...แหะๆ







หลังจากอิ่มแล้ว ก็เดินขึ้นไปวัด ที่บอกว่าเดินขึ้นไปนั้น เพราะวัดอยู่บนเนินเขา
ถนนทางเดินขึ้นสู่วัด คิโยมิสึ มีชื่อเรียก ว่า " ถนนสายกาน้ำชา " ต้องเดินขึ้นไป ประมาณ 500 เมตร  เหมือนไกลแต่ก็ไม่น่าเบื่อ เพราะ มีร้านขายของที่ระลึก และขนมต่างๆ เรียงรายอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง


ที่เรียกว่า ถนนสายกาน้ำชา เนื่องจากในอดีตจะมี ร้านขายถ้วยชาเครื่องปั้นดินเผา เรียงรายตลอดสองข้างทาง แต่้ในปัจจุบันเป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆมากมาย แต่ก็มีเหลือร้านเก่าแก่อยู่บ้าง 


























                                                   เห็นแล้ว ทางเข้าวัด







                                       แต่ก่อนจะเข้าไป ต้องซื้อบัตรเข้าชมก่อนค่ะ
                                         ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 300 เยน  เด็ก 200 เยน








วัดคิโยมิซึ (ญี่ปุ่น: 清水寺Kiyomizudera ) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเกียวโตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2176ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านทางเนินเขาลงมาบริเวณวัด

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 วัดคิโยมิซึได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่และอาคารหลักของวัดนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วยอาคารหลักของวัดคิโยมิซึเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่ซึ่งมีความ สูงราว13เมตรมีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้วลีที่กล่าวว่า "กระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซึ"มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า "To take theplunge" ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจวลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอะโดะที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล

ทิวทัศน์เมืองเกียวโตมองจากระเบียงวัดคิโยมิซึคำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่ามีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมดข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตะวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาวและความสำเร็จในการศึกษา ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมากที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพโอะคุนินุชิโนะมิโกะโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ภายในศาลเจ้ามี"ก้อนหินแห่งความรัก" 2 ก้อนตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่าหากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรักวัดคิโยมิซิเป็นสถานที่ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดจึงมีพ่อค้านำสินค้ามาขายในบริเวณวัดมากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องรางเครื่องหอม ธูป เทียน หรือกระดาษเสี่ยงทายโชคชะตา ต่างๆ เป็นต้น




ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net





























































น้ำใสจริงๆ ค่ะ









ใกล้เทศกาล ทานาบาตะ - วันของความรัก แห่งทางช้างเผือก (Star Festival) วันที่ 7 เดือน 7 แล้ว จะเห็นหนุ่ม - สาว แต่งกายด้วยชุดประจำชาติ มาเดินเที่ยวตามวัดต่างๆ 





































ออกจากวัด ก็เดินเที่ยวตามตรอกซอกซอยต่างๆ 














































แล้วเราก็กลับไปเกียวโตสเตชั่น เพื่อนั่งรถไฟไปโอซาก้า เพราะเราจะพักที่โอซาก้ากันค่ะ





บล๊อกหน้าจะพาเที่ยวเมืองนารา นะคะ....

แล้วตามไปเที่ยวต่อด้วยกันนะคะ



















Create Date : 30 กรกฎาคม 2555
Last Update : 30 กรกฎาคม 2555 20:22:57 น. 4 comments
Counter : 858 Pageviews.

 
ภาพเยอะเลย เอนทรี่นี้คุ้ม คุ้มค่าเปิดเข้ามางัย
เดี๋ยวมาโม้ต่อนะ




โดย: คนบ้า(น)ป่า (nulaw.m ) วันที่: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา:20:48:19 น.  

 
สะอ๊าดสะอาด น่าเดินเนาะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา:21:05:06 น.  

 
เห็นระเบียงวัดแล้วไม่กล้าโดดนะคะ
กลัวไปติดอยู่แถวยอดไม้
อ่ะ ที่จิงกลัวไม่รอดหนะ
ก้อตั้งสูงขนาดนั้นค่ะพี่เปี๊ยก หวาดเจี๋ยว..

ตามวัดหรือศาลเจ้าของญี่ปุ่นเนี่ย
มีป้ายที่เขียนคำอธิษฐานทุกที่เลยนะคะพี่
ของไทยไม่มีเนอะ ขอเฉยๆ แบบหมุบหมิบ
เขียนไว้ กลัวเพื่อนอ่านเขินแย่

รูปเยอะดีค่ะ พรุ่งนี้มาดูใหม่
ส่งพี่นอนก่อนค่ะ
ฝันดีนะก๊ะ





โดย: ที่เห็นและเป็นมา วันที่: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา:23:04:27 น.  

 
พี่เปี๊ยกไปเกียวโตได้ไปใส่ชุดไมโกะใหมค่ะ
ถ้าไม่ได้ใส่น่าเสียดายนะค่ะ


โดย: Mitsubachi วันที่: 3 สิงหาคม 2555 เวลา:21:26:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พูดไม่เก่ง แต่เจ๋งทุกคำ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




"ตั้งใจว่า...ทำบล๊อกนี้ขึ้นมาเพื่อบันทึกเรื่องราว ความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากจะทำ และไม่เคยหวังผลตอบแทนใด ๆ ในทุกสิ่งที่ได้ทำ นอกจากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพและความจริงใจจากเพื่อนๆ เท่านั้น"


"ถ้าเรายังรัก
ยังรู้สึกรักและเสียดายมิตรภาพ
หรือความสัมพันธ์ที่ดีที่เคยมี


ใครผิด-ใครถูก
ใครยอมก่อน ใครยอมรับผิด
ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว


“ความคาดหวัง” ที่เราควรมีกับตัวเอง
คือ คนทุกคนไม่จำเป็นต้องทำแต่สิ่งที่เราพึงพอใจ

เช่นเดียวกัน อย่าไปคาดหวังว่าเราจะเป็นที่รักใคร่ของทุกคน

เราทำแบบนั้นไม่ได้
ใครชอบ ใครชัง
บางครั้งก็อยู่เหนือการควบคุมของเรา


เราแค่ยืนหยัดกับสิ่งที่เราเป็น
แต่พร้อมยอมรับปรับตน เรียนรู้ว่าคนอื่นต้องการอะไร
ไม่ใช่ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
และคิดแต่ว่าคนอื่นต้องเข้าใจตัวเราอยู่ฝ่ายเดียว



และถ้าที่สุดแล้ว


แม้แต่คำขอโทษอย่างจริงใจ
ยังไม่อาจละลายใจให้อีกฝ่ายยกโทษหรือให้อภัยได้

เราคงต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า


“เราทำดีที่สุดแล้ว”


และก็ใช้ชีวิตของเราต่อไป"


กะว่าก๋า
14 พ.ย.55


"จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวทำ"
"จะสูง จะต่ำ อยู่ที่ทำตัว"



# เริ่มทำบล๊อกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 #


ไปหลังบ้านทางนี้เน้อ