สายตาจับจ้องที่ดวงดาว และเท้ายังคงติดดิน (Keep your eyes on the stars, and your feet on the ground.)
Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
10 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
30 ปี “กระจกหกด้าน” เดินหน้าสู้...สู่อาเซียน




ก้าวสู่ปีที่ 30 อย่างสวยงาม เมื่อต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา สำหรับรายการ “กระจกหกด้าน” รายการสารคดีคุณภาพคับจอ ที่อยู่ยงคงกระพันในผังของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 มาตลอด สุชาดี มณีวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด เผยว่า ปีมังกรนี้กระจกหกด้านทำรายการมาครบ 29 ปี ขึ้นปีที่ 30 แต่ไม่ได้จัดงานใหญ่โตเพราะปรัชญาการทำงานที่ยึดถือมาตลอดคือ ความพอเพียงในหลักการประเมินตัวเองและปรับปรุงตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะสวนกระแสตลาดทำรายการส่งเสริมความรู้และปัญญาแต่การทำสารคดีมาจนถึงปีที่ 30 ผ่านเนื้อหาทุกด้านทุกเหลี่ยมทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ความเป็นไทย สิ่งแวดล้อม วิทยาการก้าวหน้า เสียงตอบรับจากสาธารณชนคล้ายคลึงกับว่า กระจกหกด้านเชื่อถือได้ในบทบรรยายถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย ดังนั้นการนำเสนอจึงต้องตรวจสอบ พิถีพิถันทุกขั้นตอนให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ดูแล้วสนุกสนานและมีประโยชน์

“ทุกปีที่ผ่านมามีการปรับปรุงการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลงทุนทั้งที่ไม่มีทุนทำคอมพิวเตอร์กราฟิก เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะรู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจ จึงผลิตประวัติศาสตร์ในรูปแบบการ์ตูน เพื่อดึงดูดความสนใจให้เด็กเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังหาสัตว์แปลก ๆ ใหม่ ๆ มานำเสนออีก อาทิ นกแก้วมาคอร์หายาก, กิ้งก่าสารพัดสี, กุ้งหลายสี และหุ่นยนต์ พยายามหาเรื่องที่น่าสนใจเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ส่วนตอนที่เกี่ยวกับผู้หญิงจะเป็นเรื่องอาหารทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้าที่ได้นำเสนอเป็นประจำแต่เปลี่ยนคอนเซปต์ไปในแต่ละปี ขึ้นปีที่ 30 ทำอาหารไทยออกแนวฟิวชั่นฟู้ด สูตรเหมือนเดิมแต่เป็นรูปแบบการทำทันสมัยมากขึ้น อาทิ ห่อหมกในกระทงกะหล่ำปลี, ยำส้มโอใส่รังนกเผือก เป็นต้น”

ด้านทายาทที่เข้ามาเสริมทัพให้กระจกหกด้านแข็งแกร่งมากขึ้น ดร.จุฬิศพงษ์ จุฬารัตน์ ที่ปรึกษาฝ่ายสร้างสรรค์, อลงค์กร จุฬารัตน์ ผอ.ฝ่ายผลิต และ อรอรีย์ จุฬารัตน์ ผู้จัดการเว็บไซต์และกิจกรรมพิเศษ ร่วมกันเผยว่า ผลิตรายการสารคดีกระจกหกด้านมาขึ้นปีที่ 30 ปัจจุบันมีเสียงตอบรับดีมากกับสารคดีประวัติศาสตร์ โดยนำเทคนิคซีจีหรือคอมพิวเตอร์กราฟิกมาใช้ในงานแม้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ก็สร้างสีสันความตื่นเต้นไปอีกแบบ ถ้าผลสำรวจดีกว่านี้ปีหน้าอาจใช้กับสารคดีชุดอื่น ๆ เพื่อตอบโจทย์ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คิดว่าไม่อยากที่จะขายความเหมือนและความต่างแก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ สำหรับการปรับตัวในอนาคต มีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่าง ๆ รองรับระบบดิจิตอลซึ่งจะมีในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ยังทำซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษลงในเว็บไซต์ตามคำขอของสมาชิก ด้วยความตั้งใจที่จะเผยแพร่ความเป็นไทยกับชาวต่างชาติได้รับความสนใจตอบรับเป็นอย่างดี ปูทางนำกระจกหกด้านให้เป็นสารคดีแบรนด์ไทยสู่ประชาคมอาเซียน.

ที่มา www.dailynews.co.th/society


กระจกหกด้าน



เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทสารคดีสั้น ออกอากาศทุกเย็นวันจันทร์-วันอังคารเวลา 16.00-16.15 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เริ่มออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมพ.ศ. 2526[1] นับเป็นรายการสารคดีที่มีระดับความนิยมสูงสุด[2] ชื่อรายการ กระจกหกด้าน มาจากคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่ว่า คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้าแต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้านมาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง

สารคดีสั้นทุกชุดของรายการ นางสุชาดี มณีวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผู้ผลิตรายการ รับหน้าที่บรรยาย และคัดสรรข้อมูลที่นำมาผลิต นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ยังมีการเปิดเว็บไซต์www.krajokhokdan.com ที่รวบรวมสารคดีที่ออกอากาศไปแล้ว โดยแบ่งเป็น 6 หมวดหมู่ ได้แก่ ศิลปวัฒนธรรม ชีวิตและสิ่งแวดล้อม อาหารและโภชนาการ สุขภาพและวิทยาศาสตร์ บุคคลและสังคม รวมถึงปกิณกะสาระคติ

นับตั้งแต่การออกอากาศเป็นครั้งแรกมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพลงประกอบไตเติลของรายการ ใช้เพลง Dancing Flames ของวง Mannheim Steamroller ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงภาพกราฟิก ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการ


ที่มา วิกพีเดีย






ที่มาของ‘กระจกหกด้าน’

สุชาดี เปิดใจบอกเล่าถึงเรื่องราวอันเป็นตำนานของรายการสารคดีเก่าแก่ของเมืองไทยว่า ที่มาของชื่อรายการ‘กระจกหกด้าน’ นั้นเกิดจากการที่เธอได้รับฟังพระธรรมเทศนาของสมเด็จพุฒธาจารย์โต พรหมรังสี ซึ่งท่านสอนศิษยานุศิษย์ถึงการปฏิบัติตนต่อผู้คนรอบข้างซึ่งเปรียบเสมือนทิศทั้ง 6 เช่นเดียวกับการส่องกระจกที่ต้องส่องดูทุกด้าน ไม่ใช่ดูแต่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว จึงเป็นที่มาของรูปแบบรายการกระจกหกด้านที่มุ่งเสนอเรื่องราวต่างๆอย่างรอบด้าน

       “จำได้ว่าพี่เริ่มทำรายการนี้มาตั้งแต่อายุ 30 กว่า ก็เป็นเจ้าของรายการเองตั้งแต่แรกเลย พี่เองไม่ได้จบด้านการผลิตรายการโทรทัศน์มานะ แต่ด้วยความที่เราเคยเขียนสารคดีส่งเข้าประกวดแล้วปรากฏว่าได้รับรางวัลที่ 1 ได้เงินรางวัลมา 7-8 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อสมัย 30 กว่าปีก่อนถือว่าสูงมาก เทียบกับปัจจุบันก็น่าจะตก 7-8 แสนบาท เราก็เลยมั่นใจว่าน่าจะทำงานตรงนี้ได้ รายการที่เรานำเสนอนั้นก็เป็นแนวสารคดีที่เสนอเรื่องราวต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เหมือนกับระจกที่สะท้อนภาพในหลายแง่มุม

       รายการกระจกหกด้านจะออกอากาศทุกวัน ซึ่งในหนึ่งสัปดาห์เนี่ยแต่ละวันจะมี theme ที่แตกต่างกัน เช่น วันหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต วันหนึ่งเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม วันหนึ่งเป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม วันหนึ่งเป็นเรื่องเทคโนโลยี อีกวันเป็นเรื่องของธรรมะ อีกวันเป็นเรื่องของสุขภาพ ซึ่งเราจะปรับเปลี่ยน theme ของเราอยู่เรื่อยๆ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วรายการของเราซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี ก็มีทั้งรายการ 1 นาที 2 นาที 5 นาที และ 15 นาที”

       ตลอดระยะเวลาหลาย ปีที่ผ่านมานั้นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปของรายการนี้ก็คือเสียงพากย์อันเป็นอมตะ ด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มและก้องกังวานอยู่ในทีดูจะเป็นเสน่ห์ที่สามารถตรึงคนดูให้อยู่หน้าจอทีวีได้อย่างไม่รู้ตัว และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สุชาดียอมเหน็ดเหนื่อยลงเสียงพากย์ด้วยตัวเองในทุกเทปที่ออกอากาศ

       “บางคนสงสัยว่าทำไมตลอดเวลา ที่ทำรายการนี้มาพี่ถึงลงเสียงเองตลอด มันมีเหตุผลหลายอย่างนะ ข้อแรกคือถ้าเราลงเสียงเองเราจะแก้ไขตรงไหน เมื่อไรก็ได้ ข้อสอง เรามีศักยภาพที่จะทำเองได้ คืออดีตพี่เคยเป็นนักจัดรายการเพลงมาก่อน เป็นนักจัดรายการรุ่นแรก ๆ ที่ได้ใบผู้ประกาศ และข้อสาม สำคัญมาก.. มันช่วยประหยัดงบ (หัวเราะ) เพราะค่าลงเสียงแพงมาก ขนาดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาคิดนาทีละ 1,000 บาท ถ้ารายการ 10 นาที ก็ปาเข้าไปเป็นหมื่น เดี๋ยวนี้ราคาขึ้นไปถึงนาทีละ 5,000 บาท แล้วรายการของเราต้องออกอากาศทุกวัน” สุชาดีกล่าวยิ้ม ๆ


ทุ่มเทใจด้วยไฟศรัทธา

       คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการกระจกหกด้านสามารถยืนหยัดมาได้ถึง 30ปีนั้นล้วนเกิดจากการทุ่มเททำงานด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาของคุณสุชาดีและน้อง ๆ ทีมงานที่ต่างมุ่งมั่นผลิตรายการสารคดีที่มีคุณภาพโดยมิได้มีผลตอบแทนของเงินตราเป็นตัวตั้ง หากแต่มีความภาคภูมิใจที่จะยืนหยัดในอุดมการณ์ของคนทำงานสารคดีที่ต้องการหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้ชม

       “หน้าที่ของพี่นอกจากลงเสียงบรรยายเนื้อหาของเรื่องแล้ว ก็จะคอยควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่ theme เรื่อง การเขียนบท ไปจนถึงการตัดต่อ อย่างบทเราก็จะดูว่าข้อมูลที่ลูกน้องไปหามามันครอบคลุมไหม ถ้ายังไม่แน่นพอก็จะให้เขาไปค้นคว้าเพิ่มเติม แต่ก่อนพี่จะออกไปดูแลการถ่ายทำด้วยแต่หลัง ๆ นี่ให้ลูกน้องเขาทำกันเอง โดยเราเป็นคนกำหนดว่าอยากให้ภาพออกมาแบบไหน องค์ประกอบภาพเป็นอย่างไร ต้องการจะสื่ออะไร เราก็จะดูว่าภาพที่เขาถ่ายมาใช้ได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ต้องส่งเขาออกไปใหม่

แต่ละเรื่องแต่ละตอนจึงต้องใช้เวลานานเป็นเดือน แล้วเวลา 1 เดือนเนี่ยทีมหนึ่งออกกองถ่ายได้ 8 ครั้ง เสร็จสรรพเอามาออกอากาศแค่ 10 นาทีเท่านั้น (หัวเราะ) เราจึงต้องมีทีมงานหลาย ๆ ทีม ซึ่งแต่ละเรื่องที่ทำเราจะพิถีพิถันมาก อยากให้คนดูเต็มอิ่มกับสิ่งที่เรานำเสนอ อย่างตอนนี้กำลังทำเรื่องวัง เราก็คิดว่าถ้าเสนอแค่ 1 - 2 วัง คนดูไม่อิ่ม เราก็ทำกัน 7 - 10 วัง ทั้งวังพญาไท วังจักรพงษ์ วังเล็กวังใหญ่ทำหมด หรืออย่างเมื่อต้นปีเราทำเรื่องข้าวแช่ เราก็ไปดูการทำข้าวแช่ในวังสวนจิตรฯ ข้าวแช่เพชรบุรี หลากหลายมาก บางคนถามว่าลงทุนขนาดนี้แล้วคุ้มเหรอ...ก็บอกว่าไม่คุ้มหรอก แต่โดยรวมแล้วก็พออยู่ได้ คือถ้าพออยู่ได้ เลี้ยงพนักงานทั้ง 40 กว่าชีวิตได้ ไม่ต้องกำไร มันก็คือกำไร แต่ถ้ามันได้กำไรเป็นตัวเงินก็ถือว่าเป็นโบนัส” สุชาดีพูดถึงเป้าหมายในการทำรายการด้วยหัวใจพองโต

       ขั้นตอนที่หนักหนาที่สุดในการผลิตรายการกระจกหกด้านนั้นเห็นจะเป็นในส่วนของการหาข้อมูล ซึ่งแม้เทคโนโลยีการสื่อสารจะพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่คุณสุชาดีมักย้ำกับทีมงานทุกคนว่าข้อมูลจากเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่ใช่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ไม่นานนัก อีกทั้งบางเว็บไซต์ก็อาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสืบค้นจากหอสมุด สารานุกรม รวมทั้งวิทยานิพนธ์ต่าง ๆ เป็นหลัก

       “กระจกหกด้านเป็นรายการสารคดีดังนั้นความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก นอกจากหอสมุดแห่งชาติซึ่งเราใช้เป็นฐานข้อมูลหลักของเราแล้ว บริษัทเราก็มีห้องสมุดของเราเอง ปัจจุบันมีหนังสืออยู่ประมาณ 6,000 เล่ม ซึ่งล้วนแต่เป็นหนังสือที่จำเป็นต้องใช้ในการสืบค้นข้อมูลทั้งนั้น แล้วก็ยังมีสารานุกรมและพจนานุกรม ซึ่งมีทั้งภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการอ้างอิงต่าง ๆ มีแม้กระทั่งพจนานุกรมภาษาปักษ์ใต้ คือเรามีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศอยู่หลายท่าน ซึ่งท่านเหล่านี้ช่วยเราได้มาก อย่างราชบัณฑิตยสถานเราก็โทร.ไปปรึกษาประจำ”

ที่สุดแห่งความภูมิใจ

ตลอดระยะเวลา 30 ปีกับสารคดีที่ทำออกมาเกือบ 1,000 ตอนนั้นสิ่งที่ทำให้สุชาดีปลาบปลื้มใจที่สุดก็คือการได้มีโอกาสทำสารคดีเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องเพราะรายการกระจกหกด้านนับเป็นรายการสารคดีรายการแรกของไทยที่มีโอกาสได้นำเสนอเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ ซึ่งส่งผลให้เกิดสารคดีในลักษณะดังกล่าวตามมาอีกมากมายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

       “ต้องบอกว่าสารคดีเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถนั้นรายการของเราเป็นคนบุกเบิกเลยนะ เราทำมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งรายการกระจกหกด้านได้แค่ 2 - 3 ปี คือเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วเนี่ยเรื่องราวของราชวงศ์แทบจะไม่เคยเปิดเผยออกมาสู่สายตาภายนอก เพราะสมัยนั้นสถาบันกษัตริย์ของเราเป็นเหมือนสถาบันปิด ไม่มีใครกล้านำเสนอเรื่องราวของพระองค์ท่านเพราะไม่รู้จะไปติดต่อกับทางวังอย่างไร มีแต่ข่าวในพระราชสำนักที่ออกมาทางทีวีเท่านั้น แต่พี่เห็นว่าพระองค์ท่านทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เรื่องราวเหล่านี้ ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ เลยคิดว่าเราน่าจะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ออกมา

       พอดีสืบรู้มาว่าคุณแก้วขวัญ วัชโรทัย ท่านเป็นเลขาธิการพระราชวัง เลยไปขอคุยกับท่าน ตอนนั้นประมาณปี 2528-2529 ท่านก็เห็นถึงความตั้งใจจริงเลยอนุญาต แล้วก็ช่วยประสานเรื่องต่าง ๆ ให้ อย่างพระราชประวัติ พระบรมสาทิศลักษณ์และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นผู้ที่ดูแลและเก็บรักษาคือคุณขวัญแก้ว วัชโรทัย ซึ่งเป็นรองเลขาธิการพระราชวัง คุยกับท่านหลายครั้งแต่ท่านไม่ตกลง คือคุยกับคุณแก้วขวัญน่ะผ่านแล้ว แต่คุณขวัญแก้วไม่ผ่าน (หัวเราะ) เราก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องระมัดระวัง จำได้ว่าคุยกันอยู่ 9 ครั้ง จนเราท้อ ครั้งที่ 10 ท่านจึงอนุญาต พี่ก็เริ่มทำสารคดีเรื่องโครงการส่วนพระองค์ของในหลวง และเรื่องโครงการพระราชดำริ หลังจากนั้นพอเห็นสารคดีชุดแรกออกมาดีทางสำนักพระราชวังก็ไว้วางใจ คุณแก้วขวัญก็ให้ทำอีกหลายเรื่อง ได้ไปถ่ายพระราชวังต่าง ๆ และพระราชนิเวศน์ในประเทศไทยทั้งหมด ตั้งแต่พระราชวังภูพิงค์ราชนิเวศน์ พระราชวังภูพานราชนิเวศน์ พระราชวังทักษิณราชนิเวศฯ ไปจนถึงพระราชวังไกลกังวล

       ต่อจากนั้นโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในความดูแลของ กปร.(สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) เราก็ได้ไปทำสารคดีตลอด แล้วก็ทำสารคดีเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถด้วย ถือเป็นบุญอย่างมากที่ในช่วงที่ถ่ายทำเราได้มีโอกาสตามเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วย ตอนนั้นพระองค์ท่านทำโครงการส่งเสริมศิลปาชีพที่บ้านกุดนาขาม จังหวัดสกลนคร เราก็ตามถ่ายพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากสารคดีเราออกไปสักพัก ก็เริ่มมีผู้ผลิตรายการรายอื่นกล้าที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทำสารคดีเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถกันมากขึ้น ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจที่เราเป็นผู้บุกเบิกในการถ่ายทอดเรื่องราวพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านให้ปวงชนชาวไทยได้รับรู้” สุชาดี กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

สำหรับเป้าหมายของรายการกระจกหกด้านนั้น สุชาดีในฐานะผู้ผลิตรายการบอกว่าเธอก็ยังคงยืนหยัดในปรัชญาเดิมคือไม่ว่าปีนี้หรือปีไหนเธอก็ยังทุ่มเททำรายการที่มี ‘คุณภาพ’ ให้ประชาชนได้รับชมต่อไป

* * * * * * * * * * * *

เรื่อง - จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
ภาพ - วารี น้อยใหญ่
      ที่มา http://www.manager.co.th




Create Date : 10 มกราคม 2556
Last Update : 10 มกราคม 2556 14:39:23 น. 0 comments
Counter : 1968 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

kanyong1
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 94 คน [?]




เป็นคุณแม่ลูกสอง วัย40ปี สนใจการทำอาหาร และการท่องเที่ยวค่ะ ยินดีต้อนรับทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมบล็อคนะคะ หรือสามารถติดตามการทำอาหารได้ที่เฟสบุค Kannika Roddee

******************************
******************************

ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา…

จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว

ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

แค่บินไปให้ถึงฝัน เท่านั้นพอ

ทำเท่าที่เราจะทำได้ และทำให้ดีที่สุด สักวันหนึ่ง ฝันของเราจะเป็นจริง :)

*****************************
*****************************
: จำนวนคนที่กำลังออนไลน์
online
Blackjack Online
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add kanyong1's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.