ความจับใจจาก "ฟ้าใหม่"











รื่องฟ้าใหม่ นี้อาจมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยอาจหาข้อมูลที่อยากหามาไม่ครบหลายประการอยู่เช่นกัน เช่นพระราชพิธีการเดินเห่รอบเมืองฉลองวังหน้าพระองค์ใหม่หาข้อมูลไม่ได้ถึงมีมีน้อยมากพระราชประวัติบุคคลสำคัญต้องจำตัดสินใจจะไม่ใส่ทั้งนี้ได้แทรกวีดิทัศน์ละครฟ้าใหม่ ไว้ด้วยเพื่อความเข้าใจ ยังสามารถไปศึกษาหรือหาอ่านนวนิยายชิ้นเอกของศุภรบุนนาค เรื่องนี้ นับว่าเป็นนวนิยายที่ให้ความบันเทิงและสาระทางวิชาการที่เต็มเปี่ยมอันนำมาซึ่งข้อผิดพลาดหลายประการจึงขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย เรื่องย่อดังกล่าวที่นำมาลงต้องขอขอบคุุเว็บไซต์ต่างๆและผู้ย่อซึ่งผู้เขียนไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดต้องขอบพระคุณอย่างสูงรวมไปถึงหนังสือซึ่งเป็นคลังความรู้อย่างดีที่ทำให้อยากเขียนบอกเล่าสิ่งที่ได้พบเจอมาจากการอ่านนวนิยายเรื่องดังกล่าว 


เรื่องราวกาลก่อน

รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อแสนอายุได้ 8 ขวบออกหลวงพิชิตบรเทศพ่อของแสนพาแสนเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กของพระองค์ท่านและพระองค์ท่านได้พระราชทานแสนให้เป็นมหาดเล็กของสมเด็จพระมหาอุปราชเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์และแสนเป็นที่เอ็นดูและโปรดปรานของท่านยิ่งนัก

การได้เข้าขบวนแห่พิธีอุปราชาภิเษกนำพาให้แสนได้พบกับเรณูนวล สาวรุ่นที่สวยมากเธอมาดูขบวนแห่ครองวังกับนางในอื่นๆการแต่งกายของเธอบ่งบอกว่าเธอเป็นสาวในสกุลสูงแต่ท่าทางเธอแก่นแก้วก๋ากั่นราวเด็กผู้ชายแสนรู้จากเพื่อนชายว่าเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของพระยาพิษณุโลก พ่อส่งเธอมาถวายตัวเป็นข้าหลวงตำหนักพระพันวรรษาน้อยตั้งแต่เธอยังเด็ก ปากคอเธอไม่มีใครเกินและเธอไม่กลัวใครด้วยห้าวหาญเหมือนพ่อชอบขี่ม้ารำทวนผิดวิสัยหญิงทั่วไปเพื่อนชายของแสนยุด้วยความคะนองให้แสนตอกกลับเธอคืนหากเจอกันอีกว่าเธอเป็นชาวเหนือพูดจากเก๋อไก๋น่าส่งไปเป็นตะพุ่นหญ้าม้ามากกว่าเป็นนางข้าหลวงแสนคิดว่าเขาจะตอกกลับในคราวหน้าที่พบกัน

คุณใหญ่รู้เรื่องความหงุดหงิดของแสนด้วยความขันคุณใหญ่บอกว่าข้าหลวงสาวคนนั้นน่าจะชอบว่าแสนตาสวยและคงอยากให้มองเธอและล้อแสนว่าตัดจุกไม่ ทันไรก็มีสาวมาเกี้ยวเสียแล้วแต่ความหงุดหงิดของแสนที่ถูกผู้หญิงล้อหายวับไปในทันใดเมื่อรู้ว่าคุณใหญ่มาที่บ้านครั้งนี้เพื่อมาลาพ่อแสนไปประจำอยู่หัวเมืองแสนใจหายยิ่งนัก คุณใหญ่สั่งแสนให้ฝึกอาวุธไว้สม่ำเสมอเพราะเมืองม่านขณะนี้เงียบเชียบผิดสังเกต และได้ข่าวจากคุณกลางว่าขณะนี้ม่านมาค้าอัญมณีตามชายเขตแดนหนักมือขึ้นราวกับจะรวบรวมเงินทองไว้ทำการใดและผู้ที่มาค้าเป็นชายฉกรรจ์ทั้งสิ้นไม่ใช่ผู้หญิงดังแต่ก่อนคุณใหญ่ให้แสนบอกพ่อว่าให้แบ่งทรัพย์สินเงินทองเก็บซ่อนในที่ที่พ้นตาศัตรูและเตือนแสนมิให้ข้องแวะกับนางในนางห้ามด้วยว่าเป็นอันตรายต่อชายผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทให้ดูชะตากรรมของพระมหาอุปราชพระองค์เก่าเป็นตัวอย่าง




แสนไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดเมื่อผลัดแผ่นดินและจะมีเรื่องถึงเลือดเนื้อนั้นใจเขาจึงประหวัดเป็นห่วงข้าหลวงที่ชื่อเรณูนวลขึ้นมาในทันใด ในงานพระเมรุพระบรมศพข้าราชบริพารและนางในใกล้ชิดต้องโกนศีรษะไว้ทุกข์แต่เรณูนวลรับหน้าที่เป็นนางร้องไห้จึงไม่ต้องโกนนายสุจินดาบอกกับแสนว่าเขาและแสนคงต้องเตรียมตัวถวายตัวแก่เจ้านายใหม่อีกครั้งเพราะได้ยินมาว่าเจ้าฟ้าอุทุมพรจะถวายราชบัลลังก์แก่เจ้าฟ้าเอกทัศและเธอเห็นบรรดาเถนต่างชาติที่เคยถูกขับไล่ไปจากวัดวรโพธิ์นั้นมาปะปนกับผู้คนอยู่ในงานพระเมรุด้วยน่าจะเป็นเค้าลางว่าศัตรูคู่ศึกดั้งเดิมคือม่านกำลังคืบคลานมาใกล้ทุกขณะจิตในงานพระเมรุนี้แสนได้ขี่ม้ารำทวนคู่กับนายสุจินดาถวายเจ้าฟ้าเอกทัศทอดพระเนตรและท่านทรงพอพระทัยมาก ประทานเงินให้แก่ทั้งสองคนและเพียงชั่วในคืนนั้นเองเจ้าฟ้าอุทุมพรทรงถูกบังคับกลายๆให้ถวายราชบัลลังก์แก่เจ้าฟ้าเอกทัศแล้วหลังจากนั้นท่านทรงออกผนวช

แสนและเรณูนวลได้พบกันเพียงใกล้แค่เอื้อมชั่วหน้าต่างคั่นเรียมไปดูต้นทางอยู่ห่างออกไปแสนเอ่ยคำฝากรักจากใจได้ไพเราะล้ำและจริงใจยิ่งสองคนแลกแหวนและให้คำสัตย์ต่อกันเรณูนวลประนมมืออยู่ใกล้แก่เอื้อมแรงรักบริสุทธิ์ยามแรกรุ่นทำให้แสนสุดที่จะห้ามใจเขาประนมมือตนทับมือประนมของเรณูนวลแล้วเอามือน้อยนั้นมาแนบใจและให้คำมั่นแก่เธอว่าวันใดที่กรุงศรีฯ มีฟ้าแผ้วแผ่นดินเย็นแสนจะบากบั่นทำการทุกอย่างให้ได้เรณูนวลไปเป็นดาวประจำชีพแม้จะต้องฝ่าพระราชอาญาและกฎมณเฑียรบาลก็มิเกรงมีเพียงความตายเท่านั้นที่จะขวางกั้นเขากับเรณูนวลได้ขอให้เรณูนวลรักษาตัวให้พ้นภัยรอท่าเขา เสียงจามเป็นสัญญาณหมดเวลาจากเรียมแต่ทันใดนั้นมีเสียงคนร้องด้วยความตื่นตระหนกระคนเสียงร่ำไห้แล้วเรียมวิ่งถลันมาบอกว่ามีข่าวจากม้าเร็วว่าม่านบุกรุกเข้ามาถึงสุพรรณบุรีแล้ว


ความรัก ความอาวรณ์เป็นฉันท์ใดหนุ่มสาวคราวแรกรักเพิ่งได้ประจักษ์ในบัดนี้ เรณูนวลสุดที่หวงตัวต่อไปเธอโผเข้าสู่อ้อมกอดของแสนหัวใจสะท้อนสะท้านดังใบไม้ต้องพายุเธอให้คำมั่นแก่แสนว่า เมื่อบ้านดีเมืองหายเดือดในวันข้างหน้าไม่ว่าเธอจะตกไปอยู่ที่ใดหากรู้ว่าแสนยังมิเบนใจไปอื่น ยังตั้งตาคอยวันกลับของเธอเธอจะสู้ลุยไฟนรก ฝ่าพระราชอาญาไปสู่เรือนแสนแต่หากแสนต้องอันตรายสุดวิสัยที่จะครองกันในชาตินี้ เธอจะบวชชีจะไม่มีวันยอมให้มือชายที่สองมาต้องกายเป็นอันขาด

แสนประจำอยู่กองทัพของพระยากำแพงเพชรซึ่งคุมทัพรักษาพระนครด้านทิศตะวันออกที่เกาะแก้วแสนรู้จักนิสัยพระยากำแพงเพชรดีว่าเอาจริงเอาจังกับการรบอย่างสุดชีวิตจิตใจเพียงใดท่านมิใช่พวกตั้งรับข้าศึกอย่างเดียว หากแต่ชอบที่จะรุกไล่ด้วยการออกไปทัพกับท่านถึงเกาะแก้วครานี้ กว่าจะได้กลับเข้าพระนครก็คงอีกแสนนานหรือไม่ก็อาจไม่ได้กลับเลยหากเสียทีข้าศึก หรือเสียชีวิตแสนจึงหาทางไปพบเรณูนวลก่อนที่จะออกไปเกาะแก้วโดยไปดักพบเรียมที่ตลาดเรียมเห็นแสนก็รู้ทันทีว่ามาตามหาเธอด้วยเรื่องอะไรพูดนัดแนะกับแสนเป็นนัยที่รู้กันเฉพาะสองคน ว่าเธอจะพาเรณูนวลไปพบกับแสนที่บ้านหอรัตนชัยเรณูนวลและแสนพบและลากันด้วยเสน่หาอาลัยล้ำ

ข้าศึกระดมกำลังยิงกระหน่ำทุกด้านรอบพระนครและเร่งสุมเพลิงคลอกรากกำแพงเมืองทุกด้านเช่นมโหสถชาดกเรื่องเล่ากองกำลังรักษาเมืองรับมือข้าศึกสุดชีวิตจมื่นไวยบัญชาการรบอย่างเข้มแข็งอยู่ด้านที่กำแพงกำลังจะพังผู้ที่มาขัดการบัญชาการของจมื่นไวยคือพระยาพลเทพพระยาพลเทพแต่เครื่องขุนนางชุดเข้าเฝ้าเต็มยศมารอต้อนรับทัพม่านด้วยหวังเต็มที่ที่จะได้ยกขึ้นเป็นเจ้าครองเมืองประเทศราชจมื่นไวยระเบิดความแค้นไล่ฟันพระยาพลเทพพลเทพหูขาดไปข้างหนึ่งหนีจมื่นไวยหัยซุนด้วยอยากรักษาชีวิตไว้ขึ้นเป็นเจ้า จมื่นไวยตามล่าไม่ลดละ


ประตูด้านป้อมมหาชัยถูกข้าศึกพังถล่มลงเป็นประตูแรกข้าศึกเฮโลกันเข้าทางประตูนั้น จมื่นไวยมาเห็นพระยาพลเทพยืนปลื้มรับทัพข้าศึกเข้าเมืองอยู่จึงโดยฟันแขนซ้ายพระยาพลเทพขาดก่อนที่พระยาพลเทพจะทันรู้ตัวและตามด้วยปลายดาบจิ้มทะลวงตาข้างหนึ่ง และสุดท้ายฟันแขนขวาขาดอีกข้าง จมื่นไวยคั่งแค้นแน่นหัวอกไมให้พลเทพเหลือมือที่จะไปกราบไหว้แม่ทับและเจ้าผู้ครองกรุงอังวะไม่ให้เหลือรูปโฉมที่ผู้ใดจะยินดีมอง ข้าศึกกลุ้มรุมทำร้ายจมื่นไวย จมื่นไวยต่อสู้จนตัวตายอยู่ตรงประตูใหญ่ท่าช้างหน้าวังจันทรเกษม

เพลาค่ำแปดนาฬิกา วันเนาสงกรานต์ขึ้นเก้าค่ำเดือนห้า พ.ศ. ๒๓๑๐นั้นเองพระนครศรีอยุธยามหาราชธานีก็สิ้นศักดิ์แห่งราชธานีลงหลังจากรวมกำลังตั้งต่อสู้ศัตรูมาได้หนึ่งปีกับสองเดือนเปลวเพลิงรุกโหมโชติช่วงแดงฉานตัดกับท้องฟ้าสีดำสนิทกลืนชีวิตกรุงศรีอยุธยาบรมราชธานีอันเคยบรมสุข เป็นหมดสิ้นเลื่อมยศ

เพียงสามปีที่ผลัดแผ่นดินก็มีศึกพม่าประชิดติดเมืองอีกคือศึกเจ้าตะแคงปะดุง เจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ของพม่า ยกเข้ามาทางลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรีแสนกราบเรียนให้ผู้สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลกส่งบรรดาขุนหมื่นพันทนายออกไปป่าวเรียกผู้คนให้อพยพมารวมกองกันในเมืองโดยเร็วและให้ขนเสบียงมาด้วยเพื่อจะได้ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่ต้องทิ้งเมืองเพราะขาดเสบียงความคิดของแสนได้ผลผู้คนหลั่งไหลเข้าเมืองทุกวันแสนช่วยเป็นภาระคุ้มกันและจัดส่งกองเกวียนของชาวบ้านจนถึงทางเข้าเมืองและจวนเย็นวันหนึ่งมีกองเกวียนใหญ่มากกองหนึ่งอพยพเข้ามาความที่เป็นกองใหญ่และเข้ามาตอนพลบจึงจะยังเข้าเมืองไม่ได้แสนและกองกำลังออกไปดักตรวจตรากองเกวียนนั้นว่าจะมีผู้แปลกปลอมแฝงมาบ้างหรือไม่ขณะเมื่อกำลังพูดจากันอยู่แสนสังเกตเห็นว่ามีม้าสองม้ารีบถอยไปแผงอยู่ด้านหลังสุดของขบวนและยิ่งได้ฟังคนนำกลุ่มพูดจาถึงวันที่เจ้าพระยาทั้งสองแตกทัพอะแซหวุ่นกี้แสนก็ยิ่งปั่นป่วนหัวใจนักจะมองสองม้าที่ถอยไปจนสุดกู่ก็มองไม่ถนัด ได้แต่คิดว่าจะต้องค้นเอาความจริงให้ได้และคิดว่าจะเป็นคนกลุ่มนี้เองที่มาช่วยวันแตกทัพอะแซหวุ่นกี้


แสนได้แต่พูดฝากไว้ในเบื้องต้นนี้ว่าอยากรู้ว่าผู้ที่มาช่วยวันแตกทัพเป็นใครแสนให้ชาวบ้านพักผ่อนตัวเองก็ไปพักด้วย แต่จนดึกแล้วแสนก็ไม่อาจข่มตมให้หลับได้จึงลุกออกจากที่พักเดินตรวจพลเวรยามไปเรื่อยแล้วแสนก็ต้องชะงักทันใดเมื่อได้ยินเสียงชายชาวบ้านป่าขับลำนำรักอันเป็นลำนำที่ชาวกรุงศรีฯขับเป็นประจำและแสนกับเรณูนวลขับสู่กันก่อนแสนจากไปสงครามแสนคาดคั้นจนได้ความว่ามีผู้สอนแสนสั่นไปทั้งตัวด้วยแน่ใจว่าผู้สอนนั้นเป็นเรณูนวลแน่และกองเกวียนนี้ต้องเป็นของเธอแสนคาดคั้นขาวบ้านจนในที่สุดได้พบกับเรียมพี่เลี้ยงของเรณูนวลเรียมต่อว่าต่อขานประชดประชันแสนมากมาย โดยเฉพาะเรื่องได้เมียพระราชทานถึงสองคนแสนชี้แจงและสาบานจนเป็นที่พอใจของเรียม เรียมจึงชี้เกวียนที่พักของเรณูนวลให้แสนกับเรณูนวลได้พบกัน ความรักความคิดถึงแรมปีประดั่งหลั่งไหลท่วมท้นใจแสนรับรู้ความลำบากของเรณูนวลด้วยน้ำตาและให้คำมั่นว่าจากนี้ไปความตายเท่านั้นที่จะพรากเขาจากเรณูนวลได้แล้สองหัวใจรักที่รอคอยกันมานานแสนนานก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในคืนนั้นแสนขอให้ผู้สำเร็จราบการเมืองพิษณุโลกประกอบพิธีสมรสให้แล้วจากนั้นแสนกับเรณูนวลและกองกำลังก็ไปสมทบทัพหลวงที่ลาดหญ้าทำศึกกับพม่าซึ่งยกเข้ามาถึงเก้าทัพกองของแสนและเรณูนวลรบแบบกองโจรและสามารถตีพม่าแตกกระเจิงได้ชัยชนะในด้านนั้นแสนและเรณูนวลไปตนสมทบกับทัพหลวงซึ่งพระอนุชิตราชาหรือพระราชวังบวรหรือคุณเล็กเป็นแม่ทัพ และท่านมีพระบัณฑูรให้แสนและเรณูเข้าเฝ้าท่านตรัสว่าแสนและเรณูนวลจะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวในวันที่เสร็จศึกเพี่ยงเท่านี้แสนก็ยินดีจนสะท้านไปทั้งกาย

ทัพไทยทำศึกกับพม่าสุดชีวิตวิญญาณบรรดาคนไทยที่ซุ่มซ่อนอยู่ต่างก็ออกมาช่วยบ้านเมืองทำศึกจนมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดต่อพม่าและศึกครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายหลังจากนั้นแล้วบ้านเมืองสยามก็เข้าสู่ความสงบสุขไร้ศึกจากเมืองม่านมารบกวนอีกเลยตลอดรัชกาล




ฟ้าใหม่ในที่นี่มิได้หมายความเพียงการเปลี่ยนผ่านจากกรุงศรีอยุธยาเป็นกรุงธนบุรีหรือกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ทรงสถิตอยู่ใจของราษฎรอันเนื่องจากบ้านเมืองหนึ่งนั้นจะเจริญหรือล่มสลายด้วยมือความสามารถของผู้นำเพียงอย่างเดียวไม่ แต่บ้านเมืองจะเจริญหรือเสื่อมโทรมลงอันเป็นผลจากความเสื่อมนานาประการที่มีอยู่แล้วสะสมพอกสุมจนยากแก่การฟื้นฟูเยียวยาให้กลับมาดีดังเดิมได้ ฟ้าใหม่พยายามจะบอกผู้อ่านว่าพระเจ้าเอกทัศน์ทรงทำดีที่สุดแล้วในฐานะเจ้าประคุณขุนหลวงแห่งราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่รุ่งเรืองผ่านความสุขเกษมและเสื่อมถอยจนล่มสลายไปในที่สุด และร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ที่นำพาอาณาจักรกลับมารุ่งเรื่องเช่นเดียวกับอยุธยาราชธานีเป็นฟ้าใหม่คู่แผ่นดินไทยสืบไป


อย่าลืมกลับมาติดตามกันต่อในเรื่องตัวละครและภาษาที่อ่านแล้วได้อะไรมากกว่าการอ่านมากๆ








Create Date : 22 สิงหาคม 2559
Last Update : 23 สิงหาคม 2559 4:06:23 น.
Counter : 246 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 1532163
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



สิงหาคม 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
16
17
19
20
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog