Group Blog
 
<<
เมษายน 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
14 เมษายน 2556
 
All Blogs
 
รู้เท่าทันเครื่องดื่มสุขภาพ ฉลาดเลือก ลดเสี่ยงผลกระทบต่อร่างกาย

ครื่องดื่มสุขภาพ แต่ก่อนรูปลักษณ์รสชาติอาจขมเหมือนยาจนร้องยี้ ผิดจากตอนนี้วิวัฒนาการต่าง ๆ ทำให้เปลี่ยนไป และหาดื่มได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตแต่ละรายต่างก็งัดกลยุทธ์ในการบำรุงสุขภาพมานำเสนอตั้งแต่ รูปร่างหน้าตาหรือสีผิวที่ดูเปล่งปลั่งสดใส ทำให้ผู้บริโภคหลายคนที่ยังขาดความรู้หลงเชื่อ ซึ่งไม่แน่เครื่องดื่มที่คุณดื่มอยู่อาจไม่ได้ผลดังที่โฆษณาก็เป็นได้

นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ศูนย์ Life Center รพ. สมิติเวช สุขุมวิท มองว่า ตอนนี้มีเครื่องดื่มสุขภาพในตลาดมากขึ้น เช่นเดียวกับการโฆษณาเกินจริงก็มากขึ้นด้วย ต่างจากแต่ก่อนที่เครื่องดื่มสุขภาพจะเน้นมาจากธรรมชาติโดยตรง ไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปมากอย่างเช่นปัจจุบัน ซึ่งจะมีการเติมวิตามินหรือสารอาหารลงในเครื่องดื่มเมื่ออยู่ในรูปของ เครื่องดื่มแล้ววิตามินหรือสารอาหารอาจทำปฏิกิริยาระหว่างกันเองยิ่งถ้ามี สารอาหารหลาย ๆ ชนิดที่เติมเข้าไป แล้วไม่ได้ศึกษาถึงความคงที่ของสารนั้น ร่างกายอาจไม่สามารถดูดซึมได้

โดยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดสามารถแบ่งแยก ออกได้เป็น

1. ชาเขียว บรรจุขวด มีขายทั่วไป มีน้ำตาลผสม 9-17 % แล้วแต่ยี่ห้อ มองง่าย ๆ คือปริมาณ 500 มิลลิลิตร มีน้ำตาลผสม 9-17 ช้อนชา (45-85 กรัม) ต่อขวด ซึ่งปริมาณความต้องการน้ำตาลของร่างกายไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน น้ำตาลที่เกินร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้หมดในทันที ดังนั้นระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นมาก ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน อินซูลิน ออกมากำจัดน้ำตาลที่มากเกินไปทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำ เกินไปในระยะต่อมา เป็นผลให้คน ๆ นั้นเหมือนขาดน้ำตาล อยากกินของหวาน ๆ อีก

ขณะที่น้ำตาลในเลือดต่ำลงนี้สมองจะขาดพลังงาน เป็นผลให้เกิดอาการง่วงนอนหลังรับประทาน และน้ำตาลที่เกินอีกส่วนจะถูกตับเปลี่ยนให้เป็นไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ และเป็นเหตุให้อ้วนด้วยไขมันเกาะตับ ถ้าดื่มชาเขียว 1 ขวดแล้ว หมดสิทธิที่จะบริโภคน้ำตาลจากอาหารอื่น ๆ ได้อีกในวันนั้น



2. เครื่องดื่มคอลลาเจน คือโปรตีนชนิดหนึ่ง มีมากที่สุดในร่างกายประมาณหนึ่งในสาม เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง พบได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงและเนียนเรียบโดยทำหน้าที่คู่กับโปรตีนอีก ชนิดหนึ่งคือ อิลาสตินช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ผิว ในเชิงโภชนาการคอลลาเจนจัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำถ้าได้รับโปรตีนในรูปของ คอลลาเจนเพียงชนิดเดียวอาจขาดโปรตีนได้และส่งผลเสียต่อร่างกาย

ที่สำคัญ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยที่ยืนยันว่าการรับประทานคอลลาเจนจะ ช่วยชะลอผิวหนังที่เสื่อมสภาพตามวัย และไม่ได้ช่วยให้ผิวขาวใสขึ้น ซึ่งคอลลาเจนในเครื่องดื่ม เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายจะถูกย่อยเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดที่เรียกว่า กรดอะมิโน แล้วร่างกายจะนำกรดอะมิโนที่ได้กลับไปสร้างเป็นคอลลาเจน แต่ไม่ใช่การดื่มเครื่องดื่มผสมคอลลาเจนเข้าไปแล้วจะได้เป็นคอลลาเจนเลยขึ้น อยู่กับว่าร่างกายมีความสามารถสังเคราะห์กลับมาได้มากน้อยเพียงใด



3. เครื่องดื่มกลูต้าไธโอน ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ซิสเตอีน, ไกลซีนและกลูตาเมทมีหน้าที่สำคัญช่วยกำจัดพิษออกจากร่างกาย เช่น พิษของโลหะหนักสารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิดให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออก จากร่างกายและจัดเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยเปลี่ยนเม็ดสียูเมลานินเป็นฟีโอเมลานินทำให้ผิวขาวได้ ร่างกายสามารถสร้างกลูต้าไธโอนได้เองที่ตับ แต่กลูต้าไธโอนรูปแบบรับประทาน สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก ดังนั้นการรับประทานกลูต้าไธโอนที่เติมลงในเครื่องดื่มจึงไม่ได้ประโยชน์



4. เครื่องดื่มเปปไทด์ เป็นโปรตีนหน่วยย่อยที่ได้จากการย่อยโปรตีนถั่วเหลืองด้วยเอนไซม์ปัจจุบันมี การพูดถึงประโยชน์ของเปปไทด์ถั่วเหลืองที่มีต่อสุขภาพสมองโดยช่วยเพิ่มการ สร้างสารสื่อประสาท ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น การเรียนรู้ ความจำและมีคุณสมบัติในการลดความเครียด แต่งานวิจัยดังกล่าวยังน้อยและไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ



5. เครื่องดื่มแอลคาร์นิทีน ปกติร่างกายสังเคราะห์แอลคาร์นิทีนได้จากกรดอะมิโนไลซีน และเมทไธโอนีนโดยมี วิตามิน บี 3 วิตามินบี 6 และวิตามินซีช่วยในการสังเคราะห์ การกล่าวอ้างว่าการรับประทานพร้อมกับการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ดีขึ้นและช่วยลดน้ำหนัก

แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ กลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเผาผลาญไขมัน นอกจากนั้นการศึกษาให้รับประทานแอลคาร์นิทีนในผู้หญิงที่อ้วนปานกลางเป็นเวลา 2 เดือนร่วมกับให้เดินออกกำลังกาย ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของมวลไขมัน ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยเพียงพอที่จะสรุปว่าการรับประทานแอลคาร์นิที นจะช่วยลดน้ำหนักได้



6. เครื่องดื่มคิวเทน (Q 10) คิวเทน หรือโคเอนไซม์คิวเทน ทำหน้าที่ในกระบวนการเสริมสร้างพลังงานให้แก่ทุก ๆ เซลล์และเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกายจึงมีการนำมาใช้ ในด้านความสวยงาม อย่างไรก็ตาม คิวเทนที่ได้รับจากอาหารจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และอวัยวะต่าง ๆ แต่จะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้น้อย ซึ่งให้ผลในด้านสุขภาพโดยรวมมากกว่าด้านผิวพรรณ



7. เครื่องดื่มคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) คลอโรฟิลล์ เป็นกลุ่มของวัตถุที่มีสีเขียวพบในพืช มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ลดเหงือกอักเสบ ลดกลิ่นปาก ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี ปัจจุบันมีการเติมลงในเครื่องดื่ม หรือทำเป็นผงสำหรับชงดื่ม

ที่ว่าช่วยในการล้างพิษในเลือดและทำให้ผิวหน้าใส นั้นจากการศึกษาทางวิทยา ศาสตร์ ยังไม่มีการสรุปในระดับที่น่าเชื่อถือได้ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ผลการศึกษาส่วนใหญ่ได้มาจากสัตว์ทดลองหรือเซลล์ในหลอดทดลองสำหรับสรรพคุณใน เรื่องช่วยลดกลิ่นปากปริมาณความเข้มข้นของสารนี้ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดที่ ตรวจพบนั้นยังไม่เข้มข้นเพียงพอ ในการไปดับกลิ่นโดยทั่วไปมีการใช้คลอโรฟิลล์เพื่อ แต่งสี ให้มีสีสันเท่านั้น และคลอโรฟิลล์เอง ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นใย จึงไม่ช่วยดูดซับเพื่อให้ขับถ่ายออกจากร่างกาย



8. เครื่องดื่มเห็ดสกัด เห็ดนอกจากใช้เป็นอาหารที่ให้โปรตีน วิตามินและเกลือแร่สูงแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคได้ด้วย เนื่องจากเห็ดอุดมไปด้วย เบต้ากลูแคน (Beta glucan) ซึ่งเป็นสารโพลิแซคคาไรด์จากธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน กระตุ้นเม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ นำมาใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารเสริมสุขภาพหรือใช้เป็นยาเพื่อใช้ ป้องกันและยับยั้งโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการติดเชื้อ มีคุณสมบัติเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำจึงมีคุณสมบัติลดไขมันได้อีกด้วย มีงานวิจัยในไทยถึงเห็ดสมุนไพรที่มีปริมาณสารโพลิแซคคาไรด์สูงและมีศักยภาพ ในการผลิตน้ำเห็ดสกัดสมุนไพรพร้อมดื่ม ได้แก่เห็ดนางรมฮังการี เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหอม และเห็ดหลินจือ



เครื่องดื่มในท้องตลาด ถ้าอยากสุขภาพดีต้องเลือกทานให้เป็น ที่ต้องควรระวังคือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสมอยู่มาก ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรดื่ม เพราะน้ำตาลที่มีมากอาจก่อให้เกิดภาวะอ้วน ไขมันเกาะตับ เบาหวาน จากผลสำรวจพบว่าคนไทยทานน้ำตาลเกินมาตรฐานเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชาต่อวัน


ที่ร้ายกว่านั้น หากร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป กลูโคสยังสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์โดยเกิด ปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) หรือปฏิกิริยาเมลลาร์ดเป็นปฏิกิริยาที่น้ำตาลไปจับตัวกับโปรตีน ทำให้โปรตีนสูญเสียสภาพ มีความยืดหยุ่นลดลง ในคนที่มีอายุมากการเชื่อมกันของโมเลกุลนี้ เป็นผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ผิวเนื่องจากคอลลาเจนและอิลาสตินเสื่อมสภาพ



เครื่องดื่มบางชนิด ผสมสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น แอสปาแตม (Aspartame) เป็นสารสังเคราะห์มีฤทธิ์เป็นสารพิษต่อระบบประสาท ปัจจุบันหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (EFSA) ได้ประกาศร่างพิจารณาทบทวนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร แอสปาแตม



ดังนั้น หากต้องการผิวสวยอ่อนกว่าวัย ควรทานอาหารสุขภาพ เน้นผัก ปลา ธัญพืช รับประทานโปรตีนคุณภาพ ไข่ขาว ถั่วเหลือง เต้าหู้ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยงเพื่อไม่ให้แก่ก่อนวัยคือ เค้ก เบเกอรี่ต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของไขมันทรานซ์ (Trans fat) ซึ่งปัญหาของเครื่องดื่มในท้องตลาดนี้อาจไม่ได้แสดงผลกระทบในเร็ววัน แต่สะสมไปเรื่อย ๆ เพื่อรอวันที่โรคเหล่านั้นมีผลต่อสุขภาพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นควรรู้เท่าทัน


สอดคล้องกับ พชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภค ความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มีความเห็นไม่ต่างกันจากโทษของน้ำตาลที่มีมากในเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพเหล่า นี้ เพราะหากดื่มมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโรคอ้วน หรือวิตามินบางตัวมีมากเกินไปอาจก่อผลร้ายให้กับผู้บริโภค ที่ผ่านมายังไม่มีผู้บริโภคแจ้งปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้มา แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเนื่องจากเครื่องดื่มพวกนี้มีผลสะสม จึงอาจไม่แสดงผลอย่างชัดเจนในเวลารวดเร็ว



ยิ่งปัจจุบันระบบอุตสาหกรรมใช้น้ำตาลประเภทฟรุคโตสไซรัปที่มีความน่ากลัว เนื่องจากจะทำให้ไม่รู้สึกอิ่ม จึงต้องกินอาหารจนเป็นภาวะโรคอ้วน ดังนั้น เครื่องดื่มสุขภาพเหล่านี้ไม่แนะนำให้ผู้ปกครองซื้อให้เด็กตั้งแต่อายุ 0–12 ปีทาน สำหรับคนที่อยากทานจริง ๆ แนะนำให้ซื้อมาทานกับเพื่อนเพื่อได้ดื่มกันคนละครึ่งขวด



ในส่วนของ อย.ฉลากโภชนาการที่ติดอยู่ข้างขวดยังเข้าใจได้ยาก ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้เปลี่ยนฉลากเป็นเหมือนไฟจราจร 4 สี โดยบอกส่วนผสมต่าง ๆ ในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้บริโภคจะรู้ได้ทันทีว่าส่วนผสมต่าง ๆ ที่มากเกินไปของสินค้าอาจก่อผลอันตรายให้กับตัวเองอย่างไร


หรืออีกกรณีที่มีการเรียกร้อง คือคุมภาษีน้ำตาลเพื่อช่วยควบคุมน้ำตาลที่มีผลต่อร่างกายให้มีปริมาณน้อยขณะเดียวกันภาษีเหล่านั้นจะได้นำมาชดเชยกับผู้ที่ได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ ทุกวันนี้กฎหมายที่ใช้ควบคุมผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ ยังใช้ พ.ร.บ.ปี 2522 ซึ่งยังมีช่องโหว่หลายด้านที่ยังไม่ทันกับการพัฒนาของบริษัทผู้ผลิต จึงเป็นปัญหาที่ผู้บริโภคควรรู้เท่าทัน เช่นเดียวกับผู้ปกครองที่ต้องคอยควบคุมดูแลบุตรหลาน

และที่สำคัญเครื่องดื่มพวกนี้ไม่เหมาะกับการซื้อไปเยี่ยมไข้โดยเฉพาะคนที่เพิ่งผ่าตัดมาใหม่ ซึ่งคุณหมอเน้นย้ำให้ควบคุมอาหาร พชรทิ้งท้าย เครื่องดื่มสุขภาพนอกจากผู้บริโภคต้องรู้เท่าทันแล้ว การผลักดันให้กฎระเบียบในการควบคุมเท่าทันยุคสมัยก็จำเป็นด้วยไม่แพ้กัน

( ขอบคุณ รู้เท่าทันโรค จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ วาไรตื้ )

ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี



Create Date : 14 เมษายน 2556
Last Update : 14 เมษายน 2556 20:58:44 น. 0 comments
Counter : 1244 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

kandanalike
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




Friends' blogs
[Add kandanalike's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.